- หน้าแรก
- ยอดเซียนสองวิถี สยบมารด้วยมือเปล่า
- บทที่ 9 - การลงมือครั้งแรก
บทที่ 9 - การลงมือครั้งแรก
บทที่ 9 - การลงมือครั้งแรก
บทที่ 9 - การลงมือครั้งแรก
ซูฉางอวี้รีบห้ามไม่ให้ซูอวี๋เดินทางออกจากสวนสมุนไพรในทันที เขาให้ความสำคัญกับศิษย์รับใช้คนนี้เป็นอย่างมาก "เจ้าอย่าเพิ่งกลับเมืองเจียงเลย ตอนนี้คนของตระกูลหลินป้วนเปี้ยนอยู่ข้างนอกเต็มไปหมด พวกมันดักซุ่มเล่นงานตระกูลซูของเราไปทั่ว"
"ผู้อาวุโสสามพาคนออกไปจัดการเรื่องนี้แล้ว ทางตระกูลเองก็ส่งคนมาสมทบด้วย ขื่อว่าอีกไม่นานปัญหาคงคลี่คลาย"
ซูอวี๋แกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราว ซ้ำยังแสร้งทำสีหน้าหวาดหวั่นพลางเอ่ยถามว่า "ท่านอาจารย์ ทำไมพวกตระกูลหลินถึงกล้าลงมือกับพวกเราล่ะขอรับ? พวกมันไปเอาความกล้ามาจากไหนกัน?"
ซูฉางอวี้ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า "ช่วงนี้มีฝูงหนูหินผาปรากฏตัวที่สวนสมุนไพร เจ้าก็คงรู้ใช่ไหม ถึงแม้ผู้นำตระกูลจะสั่งห้ามแพร่งพรายข่าวนี้ออกไป แต่สุดท้ายตระกูลหลินก็ระแคะระคายจนได้"
"หนูหินผาเป็นสัตว์อสูรที่จะรวมฝูงอาศัยอยู่ใกล้กับสายชีพจรวิญญาณเท่านั้น ประกอบกับช่วงปีที่ผ่านมา พลังวิญญาณในสวนสมุนไพรของเราก็หนาแน่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด"
"นั่นก็หมายความว่า ใต้สวนสมุนไพรของเราอาจจะมีสายชีพจรวิญญาณระดับหนึ่งซ่อนอยู่จริงๆ"
"ทั้งตระกูลซูและตระกูลหลินต่างก็ยังไม่มีสายชีพจรวิญญาณครอบครองเลย พอตระกูลหลินรู้ข่าวนี้เข้า มีหรือที่พวกมันจะยอมอยู่เฉย"
"พวกที่ดักซุ่มอยู่ข้างนอกนั่น คงหวังจะมาสืบข่าวเรื่องสายชีพจรวิญญาณว่าเป็นความจริงหรือไม่นั่นแหละ"
เรื่องราวก็เป็นไปตามที่ซูฉางอวี้คาดการณ์ไว้ หลังจากซูชิงอี้และพรรคพวกถูกลอบโจมตีได้ไม่นาน ผู้อาวุโสสามซูชางก็ลงมือพาคนออกไปตามล่าคนของตระกูลหลินด้วยตัวเอง
ในขณะเดียวกัน ทางตระกูลซูก็ส่งผู้อาวุโสหลายท่านเป็นผู้นำทัพออกไปจัดการกับตระกูลหลินเช่นกัน
ในเวลาเพียงไม่ถึงเดือน
สองตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรยักษ์ใหญ่แห่งเมืองเจียงก็ปะทะกันทั้งน้อยใหญ่นับไม่ถ้วน ไม่ต่ำกว่าสามสิบครั้ง
ผู้บำเพ็ญเพียรของทั้งตระกูลซูและตระกูลหลินต่างก็ได้รับบาดเจ็บล้มตายกันไปไม่น้อย
แม้แต่ผู้อาวุโสของทั้งสองฝ่ายยังเปิดศึกดวลกันดุเดือด แต่ตระกูลหลินเห็นว่าไม่ได้เปรียบจึงเป็นฝ่ายล่าถอยไปเอง
หนึ่งเดือนให้หลัง
ซูอวี๋แอบเดินทางกลับมาถึงเมืองเจียงอย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน
แต่เมื่อมาถึงเมืองเจียง ซูอวี๋ถึงได้รู้ว่า แม้สวนสมุนไพรจะกลับมาสงบสุขแล้ว แต่บรรยากาศความตึงเครียดระหว่างสองตระกูลในเมืองเจียงกลับไม่ได้ลดทอนลงเลยแม้แต่น้อย
ผู้คนที่เดินขวักไขว่ตามท้องถนนต่างก็มีสีหน้าเร่งรีบ ไม่หลงเหลือความสงบสุขดังเช่นวันวานในเมืองเจียงอีกต่อไป
ซูอวี๋ขมวดคิ้วมุ่น ขณะที่เขากำลังเดินกลับจวนตระกูลซู จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากเหลาอาหารข้างทาง "เอ๊ะ? คนตระกูลซูนี่นา?"
ยังไม่ทันที่ซูอวี๋จะหันไปมอง งูน้ำที่สร้างจากพลังปราณก็ปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศอย่างฉับพลัน
ฟุ่บ!
วินาทีต่อมา งูน้ำก็พุ่งเข้ามารัดพันร่างของซูอวี๋ด้วยความเร็วสูง หมายจะพันธนาการเขาไว้ให้ขยับเขยื้อนไม่ได้
แต่ในเสี้ยววินาทีที่งูน้ำพุ่งเข้ามาประชิดตัว ริ้วรอยสีเลือดบนร่างซูอวี๋ก็ปรากฏขึ้น แสงสีเลือดสาดประกายเจิดจ้า เขากำหมัดแน่นแล้วชกออกไปราวกับกรงเล็บแหลมคมของจระเข้ยักษ์
"ตูม!"
งูน้ำถูกชกจนแตกกระจายไปในพริบตา
ณ ชั้นสามของเหลาอาหารข้างทาง ชายหนุ่มอายุราวๆ ยี่สิบปีเศษที่ยืนอยู่ริมหน้าต่างถึงกับหน้าถอดสี
เขาบังเอิญเห็นซูอวี๋เดินผ่านมาพอดี ผู้บำเพ็ญเพียรรุ่นเยาว์ของตระกูลหลินเขารู้จักหน้าค่าตากันหมดแล้ว แต่ซูอวี๋เป็นใบหน้าแปลกใหม่ที่ดูอ่อนเยาว์และไร้ประสบการณ์
แถมเขายังลอบสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังปราณของซูอวี๋ ซึ่งอยู่แค่ขอบเขตกลั่นปราณขั้นที่สองเท่านั้น
ส่วนเขาในตอนนี้อยู่ขอบเขตกลั่นปราณขั้นที่สามแล้ว การจะจัดการกับไก่อ่อนขอบเขตกลั่นปราณขั้นที่สอง มันก็ง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปากเสียอีก ไม่ใช่หรือ?
เขาจึงไม่ลังเลที่จะสาดวิชาอาคมงูน้ำใส่ หมายจะมัดตัวซูอวี๋ขึ้นมาทรมานเล่นให้หนำใจ
ใครจะไปคิดว่าวิชาอาคมของเขาจะถูกหมัดเปล่าๆ ของอีกฝ่ายชกจนแตกกระจุย!?
"วิชากายาหรือ?"
สีหน้าของชายหนุ่มเปลี่ยนไปทันที เขาตัดสินใจหันหลังกลับหมายจะเผ่นหนีออกไปทางหน้าต่างอีกฝั่งของเหลาอาหารทันที โดยไม่ทันได้คิดอะไรทั้งสิ้น
ทว่าในวินาทีต่อมา เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวก็ดังขึ้นจากด้านหลัง กำแพงชั้นสามของเหลาอาหารรวมถึงหน้าต่างแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ
"โฮก!!!"
เสียงคำรามของสัตว์ร้ายดังกึกก้องกังวาน ทำเอาทุกคนที่ได้ยินถึงกับขนลุกซู่ แม้แต่ชายหนุ่มในขอบเขตกลั่นปราณขั้นที่สามก็ยังชะงักงันไปชั่วขณะ ร่างกายแข็งทื่อไปโดยสัญชาตญาณ
และช่วงเวลาเพียงเสี้ยววินาทีนั้นก็เพียงพอที่จะปลิดชีพเขาได้แล้ว
"ตูม!!!"
"ปัง!"
ซูอวี๋ถูกปกคลุมไปด้วยแสงสีเลือดเจิดจ้า ร่างกายของเขากลายสภาพเป็นจระเข้ยักษ์ในร่างมนุษย์ขนาดเกือบหนึ่งจั้ง พุ่งทะยานจากท้องถนนเข้าสู่เหลาอาหารด้วยความเร็วที่เหนือกว่าชายหนุ่มมากนัก แล้วปล่อยหมัดซัดเข้ากลางหลังของอีกฝ่ายอย่างจัง
ปัง!!!
พลังทำลายล้างจากวิชากายาจระเข้มารร้อยแปดกระบวนท่าขั้นที่สี่ถูกปลดปล่อยออกมาจนหมดสิ้น ราวกับกระแสน้ำหลากที่พวยพุ่งออกจากท่อนแขนของซูอวี๋
ร่างกายของชายหนุ่มที่ไม่ได้แข็งแกร่งไปกว่าคนธรรมดาสักเท่าไหร่ ถูกซูอวี๋ชกจนแหลกละเอียดเป็นชิ้นๆ ในหมัดเดียว
เลือดสดๆ สาดกระเซ็น เศษเนื้อและอวัยวะปลิวว่อนเกลื่อนกลาด
หลังจากสังหารชายหนุ่มแล้ว
ซูอวี๋ก็ตวาดกร้าวด้วยดวงตาแดงก่ำ "กล้าลอบกัดข้า รนหาที่ตายนัก!"
หญิงสาวรูปงามสองคนที่อยู่ในห้องส่วนตัวของเหลาอาหารตกใจจนเข่าอ่อนลุดลงไปกองกับพื้น ของเหลวอุ่นๆ ไหลรินออกมาจากหว่างขาของพวกนางจนส่งกลิ่นเหม็นคาวคละคลุ้ง พวกนางตกใจจนฉี่ราด
ทั้งสองเบิกตากว้างมอง 'ตัวประหลาด' ที่ถูกห่อหุ้มด้วยลวดลายสีเลือดด้วยความหวาดผวา
วินาทีต่อมา ซูอวี๋ก็หันขวับมาถลึงตาใส่พวกนาง
"กรี๊ด!"
ทั้งสองกรีดร้องลั่น ก่อนจะตาเหลือกแล้วสลบเหมือดล้มตึงลงไปกองกับพื้นทันที
ซูอวี๋แค่นเสียงฮึดฮัด กวาดสายตามองไปรอบๆ จนกระทั่งสะดุดตาเข้ากับถุงหนังสัตว์ที่ตกอยู่ที่มุมห้อง เขารีบก้มลงเก็บมันขึ้นมาโดยไม่คิดจะเปิดดูด้วยซ้ำ ก่อนจะพุ่งทะยานร่างจากไปอย่างรวดเร็ว หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
ผ่านไปเนิ่นนาน
เถ้าแก่เหลาอาหารถึงได้กล้าโผล่หัวออกมาดูสถานที่เกิดเหตุด้วยอาการตัวสั่นงันงก เมื่อเห็นสภาพศพคนของตระกูลหลินที่เหลือแต่เศษเนื้อกระจัดกระจาย เถ้าแก่ก็แทบจะหน้ามืดเป็นลม ร้องโอดครวญออกมาว่า "ซวยแล้วสิ"
มีคนของตระกูลหลินมาตายโหงในร้านของเขาแบบนี้ ตระกูลหลินมีหรือจะปล่อยเขาไว้?
พอคิดได้ดังนั้น เถ้าแก่ก็ตัวสั่นเทา รีบวิ่งหางจุกตูดลงไปชั้นล่าง หอบข้าวของเงินทองและพาครอบครัวหนีเตลิดออกจากเมืองเจียงไปทันที
กว่าตระกูลหลินจะรู้เรื่องก็ปาเข้าไปเกือบครึ่งชั่วยามแล้ว ผู้บำเพ็ญเพียรของตระกูลหลินหลายคนรีบรุดมาที่เหลาอาหาร
เมื่อเห็นสภาพอันน่าสยดสยอง ผู้บำเพ็ญเพียรของตระกูลหลินหลายคนถึงกับตาแดงก่ำด้วยความโกรธแค้น
"หลินซิว!!!"
คนหนึ่งตะโกนก้องด้วยความเคียดแค้น "บัดซบ ลงมือเหี้ยมโหดถึงเพียงนี้ ซ้ำยังกล้าสังหารคนของตระกูลหลินข้า ตระกูลซู พวกแกอยากเปิดศึกงั้นเรอะ!?"
น่าอนาถนัก
พวกเขากลั้นใจทนความสะอิดสะเอียนเก็บกวาดเศษซากศพของหลินซิว แล้วรีบนำชิ้นส่วนศพกลับไปให้ผู้อาวุโสในตระกูลจัดการทวงความยุติธรรมให้
ขณะเดียวกัน 'ตัวการก่อเรื่อง' ก็คืนร่างกลับเป็นปกติ และลอบกลับมาถึงเรือนของตนในจวนตระกูลซูอย่างเงียบเชียบ
"นายน้อย ในที่สุดท่านก็กลับมาเสียที" เมื่อเห็นซูอวี๋ หลิ่นตงก็ดีใจจนเนื้อเต้น วิ่งถลาเข้ามาหาเขาทันที
ถ้าซูอวี๋ไม่รีบห้ามไว้ หลิ่นตงคงพุ่งเข้ามากอดเขาไปแล้ว
ทั้งสองพูดคุยกันได้ครู่หนึ่ง หลิ่นตงก็ขอตัวไปเตรียมอาหารมื้อค่ำแสนอร่อยให้ซูอวี๋อย่างอารมณ์ดี นายน้อยกลับมาทั้งที คืนนี้ต้องฉลองชุดใหญ่เสียหน่อยแล้ว
ส่วนซูอวี๋ก็กลับเข้าห้องของตน นำถุงหนังสัตว์ใบนั้นออกมาเปิดดู
"เอ๊ะ?"
ภายในถุงหนังสัตว์ นอกจากหินวิญญาณระดับล่างสิบห้าก้อนแล้ว ยังมีขวดหยกอยู่อีกหนึ่งขวด พร้อมกับคัมภีร์เคล็ดวิชาธาตุน้ำและคัมภีร์วิชาอาคมธาตุน้ำอย่างละหนึ่งเล่ม
ในขวดหยกบรรจุโอสถกลั่นปราณไว้ เดิมทีน่าจะมีสิบเม็ด แต่ตอนนี้เหลือเพียงสามเม็ดเท่านั้น
เคล็ดวิชาธาตุน้ำมีชื่อว่า 《เคล็ดวิชาวารีลี้ลับ》 เป็นวิชาหลักที่คนตระกูลหลินฝึกฝนกันมากที่สุด สามารถฝึกได้สูงสุดถึงขอบเขตกลั่นปราณขั้นที่เก้า
และในเล่มนี้ก็มีเนื้อหาครอบคลุมถึงขั้นที่หกเลยทีเดียว
ส่วนวิชาอาคมธาตุน้ำ มีชื่อว่า 《วิชางูลี้ลับ》 เป็นวิชาอาคมที่มีอานุภาพร้ายกาจ สามารถใช้ได้ทั้งรุกและรับ
เมื่อเห็นของที่ได้มา ซูอวี๋ก็ดีใจจนเนื้อเต้น "โคตรคุ้มเลย"
มิน่าล่ะ ในเกมบำเพ็ญเพียรที่เคยเล่นถึงมีพวกสายเปย์ชอบตั้งตัวเป็นโจรปล้นชิงนัก ก็ของฟรีมันได้มาง่ายแถมสะใจแบบนี้นี่เอง
(จบแล้ว)