- หน้าแรก
- วันสิ้นโลกทั้งที ขอหนีมาปลูกต้นไม้ทำฟาร์มแล้วกัน
- บทที่ 30 ร้านขายผ้าเพนนี
บทที่ 30 ร้านขายผ้าเพนนี
บทที่ 30 ร้านขายผ้าเพนนี
ต่างจากร้านขายเฟอร์นิเจอร์ที่เงียบเหงา ร้านขายผ้าเพนนีกลับมีลูกค้าแวะเวียนมาไม่ขาดสาย
ราคาของที่นี่ค่อนข้างเข้าถึงได้ง่าย แม้ราคาสูงสุดจะพอๆ กับร้านเฟอร์นิเจอร์ แต่ราคาต่ำสุดกลับถูกกว่ามาก
สินค้าที่ขายดีที่สุดคือเสื้อผ้าผ้าฝ้ายเนื้อหยาบ ซึ่งมีราคาเพียงไม่กี่เหรียญทองแดงเท่านั้น
ในวันสิ้นโลก การต่อสู้บ่อยครั้งทำให้เสื้อผ้าขาดวิ่นได้ง่าย และด้วยเหตุผลกลใดก็ไม่ทราบแน่ชัด เสื้อผ้าเองก็ดูจะบอบบางลงอย่างน่าประหลาด เสื้อผ้าหลายชิ้นในห้างสรรพสินค้าเพียงแค่สัมผัสก็แทบจะยุ่ยสลายไปกับมือ เหลือเพียงเสื้อผ้าที่ทำจากฝ้ายแท้เท่านั้นที่ยังคงทนทานอยู่ได้บ้าง
อันที่จริง ผู้คนส่วนใหญ่เริ่มเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงต่างๆ หลังวันสิ้นโลกกันบ้างแล้ว สิ่งของจากยุคก่อนวันสิ้นโลกกำลังสูญหายไปในอัตราที่น่าตื่นตกใจ ราวกับว่าทุกอย่างกำลังถูกล้มกระดานและเริ่มต้นใหม่ ทว่าสิ่งของที่ปรากฏขึ้นหลังวันสิ้นโลกกลับไม่ได้รับผลกระทบนี้ โดยเฉพาะสินค้าที่วางขายในร้านค้าเหล่านี้
ภายในร้านค่อนข้างเบียดเสียด แม้แต่แคตตาล็อกสินค้ายังต้องแบ่งออกมาหลายเล่มเพื่อให้บริการลูกค้า นอกจากนี้ยังมีชุดตัวอย่างและผ้าชนิดต่างๆ แขวนโชว์ไว้ให้เลือกชมอีกด้วย
มู่อิงสังเกตเห็นว่าบรรดาสาวๆ ในร้านต่างกำลังพลิกอ่านแคตตาล็อกอย่างตั้งอกตั้งใจ ส่วนกลุ่มผู้ชายที่มีจำนวนมากกว่ากลับดูเหม่อลอย พวกเขาพากันมาออกันอยู่หน้าเคาน์เตอร์ และคอยเหลือบมองร่างระหงที่อยู่หลังเคาน์เตอร์นั้นเป็นระยะ
นั่นคือสตรีผู้ที่แตกต่างจากไอชาอย่างสิ้นเชิง รูปร่างของเธอโค้งเว้าได้รูป และคำว่า 'เสน่ห์' ก็ดูจะถูกนิยามผ่านตัวเธอได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เธอรู้ดีถึงจุดเด่นในรูปร่างของตนเองและรู้วิธีที่จะขับเน้นมันด้วยการเลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่เหมาะสม
มู่อิงอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองอีกสองสามครั้ง
"ไอชา? บังเอิญจัง! เธอมาตั้งรกรากในอาณาเขตนี้เหมือนกันเหรอ? มาพร้อมกับพี่สาวงั้นรึ"
หญิงสาวผู้โฉบเฉี่ยวขยับกายอย่างอ่อนช้อย เสียงของเธอทอดหวานราวกับมีตะขอเกี่ยวหัวใจ ทำให้คนฟังรู้สึกหวั่นไหว
"???" มู่อิงมองไอชาอย่างสงสัย คนรู้จักกันงั้นหรือ?
"ฉันล่ะเสียใจที่มากับเธอ แถมยังเสียใจยิ่งกว่าที่ไม่ตั้งเงื่อนไขแต่แรกว่า 'ห้ามอยู่เขตเดียวกับเพนนี'" ไอชาสูดหายใจลึก ปรับอารมณ์ที่เริ่มเดือดพล่านของตน ก่อนจะหันหน้าหนี เมินเฉยต่อสายตายั่วยวนของหญิงสาวผู้นั้น
คนที่อยู่ตรงหน้าดูเหมือนจะคุ้นเคยกับไอชาเป็นอย่างดี เมื่อเห็นว่าไอชาไม่ตอบโต้ เธอก็ไม่ได้ถือสา กลับหันความสนใจมาที่มู่อิงซึ่งยืนอยู่ข้างไอชาแทน "หนูน้อยน่ารัก ฉันชื่อเพนนี เป็นเจ้าของร้านนี้ อยากซื้อเสื้อผ้าบ้างไหมจ๊ะ?"
"อ้อ ค่ะ ฉันต้องการซื้อเครื่องนอนน่ะค่ะ" มู่อิงพยักหน้ารับ
"ได้เลย นี่จ้ะแคตตาล็อกสินค้าของที่ร้าน เลือกดูได้เลยนะจ๊ะ... ขอโทษทีนะจ๊ะ พอดีฉันขอยืมตัวแม่หนูไอชาไปคุยด้วยหน่อยได้ไหม?"
"?" มู่อิงรับแคตตาล็อกมาจากเพนนีพลางรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังติดอยู่ตรงกลาง ไอชาเกี่ยวอะไรกับเธอด้วย? แล้วทำไมเธอต้องสนใจด้วยว่าเพนนีจะยืมตัวใครไป?
เธอตัดสินใจกอดแคตตาล็อกไว้แน่นแล้วเริ่มพลิกอ่านทันที หวังจะตีตัวออกห่างจาก 'สมรภูมิ' แห่งนี้ เมื่อเปิดดูเธอก็พบว่าแคตตาล็อกนี้สามารถใช้ซื้อขายได้ด้วย ซึ่งช่างน่าอัศจรรย์นัก เพียงแค่ใส่เงินลงไปในแคตตาล็อก ก็สามารถรับสินค้าได้โดยตรง
เธอเลือกเฟ้นอยู่นาน: ผ้านวมผืนหนาหลายผืน ผ้าปูเตียงและปลอกผ้านวมสีพื้นสองชุด พรมแคชเมียร์สองผืน และชุดผ้าเนื้อนุ่มแบบเรียบง่ายอีกสามชุด ซึ่งประกอบไปด้วยชั้นใน ชุดชั้นใน เสื้อคลุมตัวนอก และรองเท้า
สไตล์เสื้อผ้าในร้านนี้ค่อนข้างย้อนยุค คล้ายกับแฟชั่นตะวันตกยุคกลาง มีทั้งชุดทางการที่วิจิตรบรรจงไปจนถึงชุดลำลองที่เคลื่อนไหวได้สะดวกในชีวิตประจำวัน
ชุดทั้งสามชุดที่มู่อิงเลือกเป็นแบบคลาสสิก เรียบง่าย สะดวกต่อการเคลื่อนไหว ทำจากผ้าที่ทนทาน ผิวสัมผัสนุ่มสบาย และระบายอากาศได้ดี เธอเลือกสีเขียวอ่อน เขียวสด และเขียวเข้มมาอย่างละชุด สินค้าทั้งหมดนี้มีราคาเพียง 10 เหรียญทองแดงเท่านั้น
"แม่หนูไอชา คืนนี้ไปหาอะไรดื่มที่โรงเตี๊ยมกันไหมจ๊ะ? ฉันเลี้ยงเอง!"
"ขอโทษทีนะ พอดีวันนี้มีคนนัดไว้แล้วล่ะ"
มู่อิงรีบจ่ายเงิน รวบรวมข้าวของ แล้วก็รู้สึกถึงน้ำหนักที่เบาลงบนแขนเมื่อสินค้าเหล่านั้นหายวับไป
"ฉันถือไปส่งให้นะ" ไอชาพูดสั้นๆ ก่อนจะรีบวิ่งออกไปราวกับมีคนไล่ตาม
"ฮ่าๆ แม่หนูไอชายังน่ารักเหมือนเดิมเลยนะ!" เพนนีหัวเราะจนตัวงอ
คนพวกนี้เป็นใครกันนะที่หลงเข้ามาในอาณาเขตของเธอ? มู่อิงส่ายหัว สลัดความคิดสับสนเหล่านั้นทิ้งไป ก่อนจะรีบวิ่งตามออกไป
ไอชาช่วยเธอส่งของจนถึงบ้าน "ฉันยังมีธุระต่อน่ะ เลยคงไปโรงเตี๊ยมด้วยไม่ได้ ไว้คราวหน้าฉันเลี้ยงตอบแทนแล้วกันนะ"
มู่อิงรู้สึกเสมอว่าไอชาเหมือนกำลังหวาดระลัวที่จะต้องเผชิญหน้ากับเพนนีที่โรงเตี๊ยม เมื่อนึกถึงที่ไอชาช่วยถือของ และคนที่มีห้องครัวสวยหรูขนาดนั้นแต่กลับทำอาหารไม่เป็น วันนี้เธอคงกลับไปอดตายแน่ๆ
อย่างไรก็ตาม มู่อิงยังมีเรื่องที่อยากจะสอบถามอยู่บ้าง จึงตัดสินใจเอ่ยปากชวน "ถ้าไม่รังเกียจ สนใจจะทานอะไรที่บ้านฉันไหมคะ? ถึงเสบียงจะมีจำกัดหน่อยก็เถอะ คงไม่หรูหราอะไรนักหรอก"
"หืม?" ไอชาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจสิ่งที่มู่อิงพูด ดวงตาของเธอเป็นประกายและตอบตกลงทันที "ไม่มีปัญหา ไม่มีปัญหาจ้ะ แค่มีอะไรให้กินก็พอแล้ว"
"งั้นนั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวฉันเก็บของแล้วจะมาทำกับข้าวให้" มู่อิงแกะห่อพัสดุ ปูพรมลายกุหลาบไว้หน้าเตาผิงใกล้กับโซฟา พลางผายมือให้ไอชานั่งลง จากนั้นเธอก็หอบข้าวของที่เหลือขึ้นไปชั้นบน
เธอปูพรมอีกลายที่เป็นลายหญ้าไว้ในห้องนอน ปูเครื่องนอนลงบนเตียง และจัดเสื้อผ้าเข้าตู้จนเรียบร้อย ทุกอย่างเสร็จสิ้นภายในเวลาไม่กี่นาที
พอเดินลงมาข้างล่าง เธอก็เห็นไอชากำลังเล่นกับหยวนกุ๋นกุ่นอยู่
หยวนกุ๋นกุ่นดูจะชอบพรมผืนใหม่มาก มันเอาตัวไถไปมาบนพรมอย่างมีความสุข แต่พอไอชายื่นมือเข้ามาใกล้มันก็รีบหันหน้าหนีพร้อมกับแยกเขี้ยวใส่ และในอุ้งเท้าของมันก็ปรากฏลูกท้อลูกเล็กขึ้นมาลูกหนึ่ง
"หยุดนะ!"
มู่อิงตกใจร้องห้ามสุดเสียง เธอกระโดดลงมาจากบันไดเพียงไม่กี่ก้าวแล้วรีบคว้าลูกท้อจากอุ้งเท้าของมันมาถือไว้
"หยวนกุ๋นกุ่น นี่แขกนะ!"
หยวนกุ๋นกุ่นทำปากยื่นอย่างน่าสงสารก็ได้ๆ ไม่ปาแล้วก็ได้
มู่อิงลูบหัวมันเบาๆ เพื่อปลอบใจก่อนจะปล่อยให้มันไปวิ่งเล่นตามประสา
"ขอโทษทีนะจ๊ะ มันน่ารักเกินไปจนฉันอดใจไม่ไหวจริงๆ" ไอชาเกาหัวอย่างเคอะเขิน พลางนึกขึ้นได้ว่าประโยคเมื่อครู่มันฟังดูคุ้นหูเหลือเกิน คล้ายกับคำพูดติดปากของเพนนีไม่มีผิด
มู่อิงเข้าใจความรู้สึกของไอชาดี ใครบ้างล่ะจะไม่อยากสัมผัสตัวแพนด้า? แม้แต่ตัวเธอเองบางครั้งก็ยังอดใจไม่ไหวเหมือนกัน
เสบียงในบ้านมีไม่มากนัก: ข้าวสารหนึ่งถุง เนื้อรมควันไม่กี่ชิ้น ไข่ไก่หนึ่งตะกร้า ผักป่าหนึ่งกำมือ และหน่อไม้ไผ่ที่ได้มาจากคุณปู่เซียวมู่
วันนี้มีแขกมาเยือน ทั้งทีก็ควรจะทำอาหารดีๆ ให้ทาน มู่อิงคิดพลางตัดสินใจสละหน่อไม้ไผ่ของหยวนกุ๋นกุ่นอย่างไม่ลังเล
หน่อไม้ผัดเนื้อรมควันกับผัดผักป่าใส่ไข่ แม้จะมีเพียงสองเมนู แต่มันก็เป็นการผัดทั้งคู่ ช่วงนี้เธอส่วนใหญ่จะกินแค่พาสต้ากับข้าวต้มธรรมดาๆ แม้จะมีน้ำพุแห่งการฟื้นฟูช่วยให้รสชาติไม่เลวร้ายนัก แต่มันก็ดูจะจืดชืดไปหน่อย
พอได้ลงมือเข้าครัวจริงๆ มู่อิงก็เริ่มเกิดความหิวขึ้นมา จึงตัดสินใจทำชามใหญ่ไปเลย เผื่อเหลือพรุ่งนี้ก็ยังได้
มู่อิงเริ่มคุ้นเคยกับการทำอาหารด้วยเตาแบบดั้งเดิมแล้ว แต่มันก็ยังยุ่งยากกว่าเครื่องครัวที่สะดวกสบายในยุคก่อนวันสิ้นโลกอยู่ดี
โดยเฉพาะขั้นตอนการหุงข้าวที่ต้องคอยเฝ้าดูสถานการณ์ในหม้อและระดับไฟ ทั้งหุง ทั้งตุ๋น และคอยตักน้ำข้าวส่วนเกินออก ทว่าข้าวที่หุงด้วยวิธีนี้กลับมีรสสัมผัสที่หอมอร่อยแบบพื้นบ้าน โดยเฉพาะข้าวตังก้นหม้อที่สามารถนำมาหั่นเป็นชิ้นๆ ทำเป็นของว่างได้อีกด้วย
เมื่อข้าวสุกแล้ว การผัดอาหารก็รวดเร็วกว่ามาก
ทันทีที่เนื้อรมควันลงกระทะ กลิ่นหอมฟุ้งก็ลอยอบอวลไปทั่ว
"นี่เนื้ออะไรน่ะ?" ไอชาเดินเข้ามาใกล้เพราะกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย
"เนื้อรมควันค่ะ เป็นเนื้อหมูที่นำไปรมควัน" มู่อิงอธิบาย
เพียงไม่นาน อาหารสองจานใหญ่กับข้าวตังหนึ่งจานก็ถูกยกมาวางบนโต๊ะ "อาหารเสร็จแล้วค่ะ!"
"อื้อหือ อร่อยมาก!" ไอชาไม่คุ้นเคยกับการใช้ตะเกียบ เธอถึงกับลงทุนวิ่งกลับบ้านไปหยิบมีดกับส้อมมาโดยเฉพาะ เธอใช้ส้อมจิ้มเนื้อรมควันเข้าปาก ดวงตาของเธอก็เป็นประกายขึ้นมาทันที
มู่อิงเองก็เอร็ดอร่อยกับอาหารมื้อนี้มาก อาหารฝีมือธรรมดาๆ ของเธอ เมื่อบวกกับพลังจากน้ำพุแห่งการฟื้นฟู ก็ดูราวกับเป็นอาหารชั้นเลิศ สองคนกับหนึ่งหมีฟาดอาหารจนเกลี้ยงจาน จนมู่อิงลืมเรื่องที่ตั้งใจจะสอบถามตั้งแต่ตอนแรกไปเสียสนิท
จนกระทั่งมื้อเย็นจบลง ขณะที่เธอนั่งเอนหลังพักผ่อนบนเก้าอี้เพื่อรอให้อาหารย่อย มู่อิงถึงได้นึกขึ้นมาได้