- หน้าแรก
- วันสิ้นโลกทั้งที ขอหนีมาปลูกต้นไม้ทำฟาร์มแล้วกัน
- บทที่ 4 เวทมนตร์แห่งดรูอิด
บทที่ 4 เวทมนตร์แห่งดรูอิด
บทที่ 4 เวทมนตร์แห่งดรูอิด
เมื่อมีม่านพลังป้องกันอาณาเขต มู่อิงก็มั่นใจว่าเธอสามารถจัดการกับซอมบี้สองตัวนั้นได้
หลังจากสร้างม่านพลังป้องกันอาณาเขตเสร็จแล้ว ใช่ว่าทุกอย่างจะจบลงด้วยดี การรักษาสภาพม่านพลังในแต่ละวันต้องใช้พลังงาน 10 แต้ม มู่อิงลงทุนพลังงานไปแค่พอสำหรับใช้งานสองวันเท่านั้น ทำให้ตอนนี้เธอเหลือพลังงานเพียง 80 แต้มจากตอนเริ่มต้นที่มี 300 แต้ม
สิ่งของหลายอย่างสามารถนำมาแปลงเป็นพลังงานได้ ยกตัวอย่างเช่น ต้นไม้ภายในอาณาเขตสามารถเปลี่ยนเป็นไม้หรือพลังงานได้ วัชพืชและพุ่มไม้ก็เช่นกัน
ทว่ามู่อิงไม่ได้ใช้พวกมัน อย่างแรกนั้นใช้เวลาปลูกนานและหากปล่อยไว้ในอาณาเขตก็สามารถนำมาใช้ประโยชน์เมื่อไหร่ก็ได้ ส่วนอย่างหลังก็มีอัตราการแปลงพลังงานที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินจนแทบจะไร้ประโยชน์
ในทางกลับกัน เหรียญทองแดงที่ได้จากการสังหารซอมบี้ก่อนหน้านี้มีอัตราการแปลงที่ค่อนข้างคงที่ นั่นคือ 1 เหรียญทองแดงสามารถแปลงเป็นพลังงานได้ 1 แต้ม
หากซอมบี้แต่ละตัวดรอปเหรียญทองแดงได้ 3 เหรียญ นี่ก็ถือเป็นแหล่งรายได้ชั้นดีทีเดียว
มู่อิงถอดเสื้อแจ็คเก็ตออก ฉีกแขนเสื้อนำมาตัดเป็นริ้วผ้า จากนั้นก็หาท่อนไม้ที่เหมาะมือแล้วนำมาผูกติดกับมีดปังตอ
เมื่อได้มีดปังตอด้ามยาวมาถือไว้ในมือ เธอก็ค่อยๆ เดินกลับไปยังบริเวณเต็นท์อย่างระมัดระวัง ในตอนนั้นซอมบี้ทั้งสองตัวกำลังเดินเตร็ดเตร่อยู่ไม่ไกลจากเต็นท์นัก
เธอขยับเข้าไปใกล้เพื่อดึงดูดความสนใจของพวกมัน จากนั้นจึงถอยร่นกลับมาทางม่านพลังป้องกันอาณาเขต
เป็นไปตามคาด ทันทีที่เธอก้าวเข้ามาในอาณาเขต ซอมบี้ก็ถูกสกัดกั้นไว้ด้านนอก พวกมันทำได้เพียงตะกุยตะกายม่านพลังล่องหนอย่างบ้าคลั่ง
มู่อิงเงื้อมีดปังตอด้ามยาวขึ้นแล้วสับลงไปอย่างสุดแรงเกิด และสามารถกำจัดซอมบี้ทั้งสองตัวลงได้อย่างสวยงาม
【คุณสังหารซอมบี้ 1 ตัว ได้รับค่าประสบการณ์จากการสังหาร 1 หน่วย เหรียญทองแดง 3 เหรียญ】
【คุณสังหารซอมบี้ 1 ตัว ได้รับค่าประสบการณ์จากการสังหาร 1 หน่วย เหรียญทองแดง 3 เหรียญ】
ซอมบี้แต่ละตัวดรอปเหรียญทองแดง 3 เหรียญจริงๆ ด้วย มู่อิงเก็บเหรียญทองแดงทั้งหมดใส่กระเป๋า
หลังจากเก็บของดรอปเสร็จสิ้น ศพของซอมบี้ก็สลายกลายเป็นกองดินสีเหลืองสองกองอย่างรวดเร็ว ปลอดภัยแถมยังไร้มลพิษอีกต่างหาก
จากนั้น เธอก็มุ่งหน้าไปยังเต็นท์ริมทะเลสาบอีกครั้ง ความสุขจากการได้เก็บของฟรีช่างไร้ขีดจำกัดจริงๆ
หากพูดเป็นภาษาเกม ตอนนี้เธอได้รับไอเทม เต็นท์ 1 หลัง, แผ่นรองกันความชื้น 1 ผืน, ถุงนอน 1 ผืน, กระเป๋าเป้ใบใหญ่ 1 ใบ, เสื้อผ้าผู้ชายหลายชุด, ชุดโต๊ะเก้าอี้พับ 1 ชุด, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 10 ห่อ, หม้อไฟกึ่งสำเร็จรูป 1 ถ้วย, น้ำแร่ขวด 1.5 ลิตร 3 ขวด, หม้อ 1 ใบ, มีดอีโต้เล่มเล็ก 1 เล่ม, ชามและตะเกียบแบบใช้แล้วทิ้งจำนวนหนึ่ง, เครื่องปรุงรสต่างๆ, อุปกรณ์ตกปลาชุดใหญ่, ถังพลาสติก 1 ใบ... เธอเดาว่าคนคนนี้น่าจะตั้งใจมากางเต็นท์ตกปลาที่นี่สักสองสามวัน แต่ตอนนี้ข้าวของทั้งหมดกลับตกเป็นของเธอ มู่อิงโห่ร้องด้วยความยินดีอยู่ภายในใจ "ขอบคุณนะเพื่อนนักตกปลาผู้เตรียมพร้อม ที่ช่วยให้ฉันรอดพ้นจากความยากจน! สองสามวันนี้ไม่ต้องกลัวอดตายแล้ว!"
เธอจัดการเก็บรวบรวมและแพ็กสิ่งของเหล่านี้อย่างอารมณ์ดี ก่อนจะออกแรงยกพวกมันเข้าไปในอาณาเขตของตัวเองอย่างทุลักทุเล
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น มู่อิงก็นั่งลงบนเก้าอี้พับ เปิดรายการเวทมนตร์ในคู่มือผู้เล่นขึ้นมาอ่านอย่างละเอียด
เวทมนตร์ถูกแบ่งออกเป็นระดับ 0 ถึง 9 เวทมนตร์ระดับ 0 มีอีกชื่อเรียกว่า แคนทริป ซึ่งผลลัพธ์ของเวทมนตร์มักจะไม่รุนแรง สร้างความเสียหายได้น้อย เรียนรู้ง่าย และไม่กินมานามากนัก
เมื่อเชี่ยวชาญแล้ว การร่ายเวทมนตร์ระดับ 0 แต่ละครั้งจะใช้มานาเพียง 1 แต้มอย่างคงที่
นับตั้งแต่เวทมนตร์ระดับ 1 เป็นต้นไป ผู้เล่นจะสามารถเรียนรู้เวทมนตร์ระดับที่สูงขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเลเวลอาชีพถึงเลขคี่เท่านั้น นั่นหมายความว่าเธอจะสามารถเรียนรู้เวทมนตร์ระดับ 2 ได้เมื่อมีเลเวล 3
มู่อิงเหลือบมองเลเวลของตัวเอง 【ดรูอิด เลเวล 1 ค่าประสบการณ์ 3 จาก 100】 พลางรู้สึกว่าหนทางแห่งการอัปเลเวลนั้นยังอีกยาวไกล
การเริ่มต้นเรียนรู้เวทมนตร์ ต่อให้สภาพแวดล้อมภายนอกจะวุ่นวายแค่ไหนก็รีบร้อนไม่ได้ มู่อิงยังคงวางแผนที่จะเริ่มต้นด้วยเวทมนตร์ระดับ 0
เวทมนตร์ระดับ 0 เพียงบทเดียวที่สามารถนำมาใช้ในการต่อสู้ได้คือ ฝุ่นระยิบระยับ ซึ่งสามารถทำให้ศัตรูตาบอดได้ชั่วคราว แต่ซอมบี้พวกนี้ไม่มีการมองเห็น เวทมนตร์นี้จึงยังไม่มีประโยชน์ในตอนนี้
เวทมนตร์อรรถประโยชน์ที่ใช้งานได้จริงบทอื่นๆ เช่น สร้างน้ำ เวทมนตร์ทำความสะอาด และแสงสว่าง สามารถช่วยแก้ปัญหาการใช้ชีวิตในปัจจุบันได้บ้าง
ตอนนี้เสบียงของเธอมีเพียงพอ แถมยังอยู่ใกล้แหล่งน้ำ เวทมนตร์สร้างน้ำจึงยังไม่จำเป็นเร่งด่วน ส่วนเวทมนตร์ทำความสะอาดนั้นยิ่งไม่จำเป็นเข้าไปใหญ่ ในเมื่อชีวิตยังเอาตัวไม่รอด เรื่องความสะอาดก็คงไม่ใช่เรื่องสำคัญ
เวทมนตร์แสงสว่างที่ใช้สำหรับให้แสงสว่างนั้นถือว่าเข้าท่าทีเดียว มู่อิงไม่พบอุปกรณ์ให้แสงสว่างใดๆ บริเวณเต็นท์เลย ตามหลักความเป็นจริงแล้ว การออกมากางเต็นท์ตกปลาค้างคืน แถมไม่ได้ค้างแค่คืนเดียว ก็ควรจะมีอุปกรณ์ให้แสงสว่างหรืออุปกรณ์ชาร์จไฟบ้าง แต่มู่อิงกลับไม่พบแม้กระทั่งโทรศัพท์มือถือ หรือแม้แต่ไฟแช็กเลยสักอัน
มู่อิงสงสัยว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลายอย่างน่าจะอันตรธานหายไปพร้อมกับการจุติของเกมวันสิ้นโลก
สุดท้ายแล้ว มู่อิงก็เลือกที่จะเรียนรู้เวทมนตร์แห่งดรูอิดเป็นอันดับแรก
มันเป็นเวทมนตร์ระดับ 0 ที่ซับซ้อนและครอบจักรวาลที่สุด มันสามารถสร้างเปลวไฟเล็กๆ เพื่อจุดไฟ ทำนายสภาพอากาศล่วงหน้าได้ 24 ชั่วโมง หรือแม้แต่ทำให้ดอกไม้บาน เมล็ดพืชงอก ใบไม้ออกยอดได้ในพริบตา อีกทั้งยังสามารถสร้างเอฟเฟกต์เล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่มีอันตรายและเกิดขึ้นในชั่วพริบตาได้ เช่น ใบไม้ร่วง สายลมแผ่วเบา หรือกลิ่นหอม
สิ่งที่มู่อิงให้ความสำคัญมากที่สุดคือความสามารถในการจุดไฟ กองไฟสามารถใช้ทำอาหารและให้แสงสว่างได้ แม้จะไม่สะดวกเท่าเวทมนตร์แสงสว่าง แต่มันก็ใช้ทดแทนกันได้
เมื่อเลือกเวทมนตร์ได้แล้ว มู่อิงก็เริ่มอ่านทฤษฎีการร่ายเวทมนตร์ก่อนเป็นอันดับแรก
ปรากฏว่าแต่ละอาชีพมีวิธีการร่ายเวทที่แตกต่างกัน ในบรรดาอาชีพเหล่านั้น สายร่ายเวทล้วนๆ อย่างนักเวทนั้นยากที่สุด ในขณะที่สายเวทมนตร์ศักดิ์สิทธิ์อย่างนักบวชและดรูอิดนั้นง่ายที่สุด
ตัวอย่างเช่น นักเวทจำเป็นต้องจดจำโครงสร้างเวทมนตร์ วงจรพลังงาน และเทคนิคการร่ายเวทอันซับซ้อน
ในทางกลับกัน ดรูอิดและนักบวชเพียงแค่ต้องคุ้นเคยกับบทสวดของเวทมนตร์ที่เกี่ยวข้อง จากนั้นก็สวดอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจาก 'เทพเจ้า' ที่พวกเขานับถือ เพื่อให้การร่ายเวทประสบผลสำเร็จ
ความยากมีเพียงแค่การเรียบเรียงบทสวดอ้อนวอนและเจตจำนงของ 'เทพเจ้า' เท่านั้น
เมื่อเทียบกับเทพเจ้าที่นักบวชนับถือแล้ว 'เทพเจ้า' ของดรูอิดซึ่งก็คือธรรมชาตินั้นมีความยุติธรรมมากกว่า มันไม่มีจิตสำนึกเป็นตัวเป็นตน การสวดขอความช่วยเหลือจึงไม่ได้ยากเย็นนัก มันเหมือนกับการสื่อสารกับพลังแห่งธรรมชาติ จากนั้นก็ร่ายบทสวดเพื่อให้ธรรมชาติช่วยในการร่ายเวทมากกว่า
ยิ่งมีความผูกพันกับธรรมชาติมากเท่าไหร่ การสื่อสารก็จะยิ่งง่ายขึ้นเท่านั้น ยิ่งค่าการรับรู้สูง การร่ายบทสวดก็จะยิ่งชัดเจนและแม่นยำมากขึ้น
มู่อิงถือท่อนไม้แห้งกิ่งเล็กๆ ไว้ในมือ ทำตามวิธีในคู่มือโดยใช้ค่าการรับรู้สัมผัสและดึงพลังแห่งธรรมชาติออกมา จากนั้นก็ร่ายบทสวด
ในครั้งแรก มีควันบางๆ ลอยขึ้นมาจากกิ่งไม้แห้ง เกือบจะติดไฟอยู่แล้วเชียว
ตามที่คู่มือระบุไว้ นี่หมายความว่าพลังธรรมชาติที่ดึงออกมานั้นยังไม่เพียงพอ หรือไม่ก็การร่ายบทสวดยังไม่หนักแน่นพอ
ในครั้งที่สอง เธอสามารถจุดไฟบนกิ่งไม้แห้งได้สำเร็จ แต่เนื่องจากใช้แรงมากเกินไป จึงทำให้สูญเสียมานาไปมาก
เธอปรับเปลี่ยนวิธีครั้งแล้วครั้งเล่า ความรู้สึกตอนที่ได้สื่อสารกับธรรมชาตินั้นช่างเบาสบายและลื่นไหล ราวกับถูกโอบกอดโดยผู้อาวุโสใจดี ทำให้เธอรู้สึกหลงใหล
น่าเสียดายที่มานาของเธอมีไม่มากนัก มีเพียงแค่ 60 แต้ม การฟื้นฟูมานาจำเป็นต้องได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ เธอจึงต้องใช้มันอย่างประหยัด
หลังจากมู่อิงสามารถควบคุมการใช้มานาในการร่ายเวทให้คงที่อยู่ที่ 1 แต้มได้สำเร็จ เธอก็เริ่มฝึกฝนแคนทริประดับ 0 บทที่สอง นั่นคือเวทมนตร์แสงสว่าง
ครั้งนี้ เธอพัฒนาได้เร็วขึ้นมาก การพยายามครั้งแรกก็ทำให้เธอสามารถควบแน่นแหล่งกำเนิดแสงขนาดเท่าลูกแก้วไว้บนปลายนิ้วได้แล้ว แม้ว่ามันจะยังไม่ถึงเกณฑ์ความสว่างของเวทมนตร์แสงสว่าง แต่การใช้มานาก็ไม่ได้สูงจนเกินไป
ด้วยการร่ายเวทบ่อยครั้ง มานาของเธอจึงหมดลงอย่างรวดเร็ว ต่อให้มู่อิงอยากจะฝึกฝนอย่างบ้าคลั่งแค่ไหนก็ทำไม่ได้ เธอทำได้เพียงใช้เวลาพักฟื้นอยู่นาน แล้วค่อยกลับมาฝึกต่อเมื่อมานาฟื้นฟูแล้ว
เธอใช้เวลาเกือบทั้งวันกว่าจะควบคุมการใช้มานาระหว่างร่ายเวทได้อย่างฉิวเฉียด ผลลัพธ์ของเวทมนตร์ยังคงต่ำกว่ามาตรฐาน แต่มันก็เพียงพอแล้วสำหรับตอนนี้
มู่อิงมองดูผลลัพธ์อันทรงพลังของเวทมนตร์ระดับ 1 ด้วยความเสียดายแล้วถอนหายใจออกมา "เกมวันสิ้นโลกนี่มันยากเกินไปแล้ว!"
เธอยังโชคดีที่อยู่ในภูเขาซึ่งไม่ค่อยมีคนพลุกพล่าน หลังจากจัดการซอมบี้รอบตัวได้แล้ว เธอยังสามารถหาสถานที่เพื่อค่อยๆ เรียนรู้ทักษะอาชีพของตัวเองได้
แต่คนแบบเธอถือเป็นชนกลุ่มน้อย ผู้คนส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในเมืองที่อัดแน่นไปด้วยผู้คน ลองจินตนาการถึงภาพนั้นดูสิ จำนวนซอมบี้ที่เท่ากับจำนวนมนุษย์ แถมแค่โดนข่วนก็ติดเชื้อและกลายร่างเป็นซอมบี้ได้แล้ว
ต่อให้ได้รับสิทธิ์ผู้เล่นเกม แต่ความสามารถต่างๆ ก็ยังต้องใช้เวลาค่อยๆ เรียนรู้อยู่ดี การหวังพึ่งพาสิ่งเหล่านี้เพื่อหลบหนีจากฝูงซอมบี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
โชคดีที่ตราบใดที่สามารถหาสถานที่หลบภัยชั่วคราวได้ การฆ่าซอมบี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไปนัก ดังนั้นก็ใช่ว่าจะหมดหวังเสียทีเดียว