- หน้าแรก
- จุติเป็นเทพบ้านนา ขอพึ่งศรัทธาปราบมาร
- ตอนที่ 20 ขุมนรกบนดิน
ตอนที่ 20 ขุมนรกบนดิน
ตอนที่ 20 ขุมนรกบนดิน
ตอนที่ 20 ขุมนรกบนดิน
ทางทิศตะวันตกของอำเภอว่านอัน บริเวณรอบนอกของเทือกเขาลั่วเสีย มีภูเขาลูกหนึ่งชื่อว่าภูเขาไป่หลัว
ยอดเขาสูงชัน ภายในป่าลึกล้ำ
ที่เชิงภูเขาไป่หลัวมีหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ตั้งชื่อตามยอดเขาว่าหมู่บ้านไป่หลัว
หมู่บ้านไป่หลัวใหญ่กว่าหมู่บ้านตระกูลซ่ง มีบ้านเรือนเกือบร้อยหลังคาเรือน มีชาวบ้านสามสี่ร้อยคน
แตกต่างจากหมู่บ้านตระกูลซ่งที่ล้วนเป็นตระกูลเดียวกันทั้งหมด หมู่บ้านไป่หลัวมีตระกูลหลายแซ่
ยามนี้เป็นฤดูกาลทำนา ดวงอาทิตย์แผดเผาอยู่เบื้องบน
หมู่บ้านไป่หลัวในอดีตป่านนี้คงจะวุ่นวายกันไปนานแล้ว
ทว่าหมู่บ้านไป่หลัวในวันนี้ กลับอบอวลไปด้วยเสียงก่นด่า เสียงร้องโหยหวน เสียงร้องไห้คร่ำครวญ และความสิ้นหวังในทุกหนแห่ง
ทั่วบริเวณเต็มไปด้วยเศษซากแขนขาขาดวิ่น โลหิตไหลนองเป็นสาย จะเรียกว่าเป็นขุมนรกบนดินก็ไม่ปาน
ณ ใจกลางหมู่บ้าน ใต้ต้นไหวเก่าแก่ ไร้ซึ่งภาพเด็ก ๆ วิ่งเล่นหยอกล้อกันเหมือนดั่งวันวาน
สระโลหิตขนาดมหึมาสระหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ที่นี่ กลิ่นคาวเลือดพวยพุ่งทะยานขึ้นฟ้า
กลางสระโลหิต ชายฉกรรจ์หัวโล้นสวมเพียงกางเกงชั้นใน นั่งขัดสมาธิอยู่ในสระโลหิต มัดกล้ามเนื้อทั่วร่างนูนเด่น
บนศีรษะล้านเลี่ยน มีลวดลายประหลาดถูกสลักเอาไว้
ริมสระโลหิต มีชายฉกรรจ์หน้าตาดุร้ายสวมชุดคลุมขาวเหน็บดาบไว้ที่เอว ลากตัวคนมาที่ริมสระอย่างไม่ขาดสาย กรีดเส้นเลือดให้โลหิตไหลทะลัก
ประกายดาบวาบผ่าน สาดส่องให้เห็นอักษร “ลัทธิเทียนซาน” สามตัวบนด้ามดาบ
ผู้ที่ถูกจับมาปล่อยเลือดนั้นมีทั้งชายและหญิง มีทั้งคนชราและเด็กหนุ่มสาว แม้กระทั่งทารกแรกเกิดก็ยังไม่เว้น
ทั่วบริเวณเต็มไปด้วยเสียงร้องไห้คร่ำครวญ เสียงสาปแช่ง และความสิ้นหวัง
“อ๊า! ไอ้พวกปีศาจร้าย ต่อให้ต้องตกนรกพวกข้าก็จะไม่ปล่อยพวกเจ้าไปเด็ดขาด!”
“ราชสำนักจะต้องทวงความเป็นธรรมให้พวกข้าแน่! พวกเจ้าจะต้องตายไม่ดี!”
“ลูกข้า! ลูกข้า! จะฆ่าก็ฆ่าข้าเถิด อย่าฆ่าลูกข้าเลย!”
“ถุย! ไอ้พวกปีศาจร้าย! มหาเซียนไป่หลัวจะต้องไม่ปล่อยพวกเจ้าไปแน่! พวกเจ้าฆ่าคน ซ้ำยังทำลายเทวรูปของมหาเซียนไป่หลัว มหาเซียนไป่หลัวจะต้องลงทัณฑ์สวรรค์ใส่พวกเจ้าอย่างแน่นอน ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!”
ชายฉกรรจ์หัวโล้นลืมตาดุร้ายดั่งสุนัขป่าคู่หนึ่งขึ้นมา มองภาพขุมนรกรอบกายด้วยความเย็นชา
เขาลุกขึ้นจากสระโลหิต กางเกงชั้นในสีขาวถูกย้อมไปด้วยเลือดจนกลายเป็นสีแดง
เขาเดินไปพลางเอ่ยเยาะเย้ย “รอให้ราชสำนักมาทวงความเป็นธรรมให้พวกเจ้า ซากศพของพวกเจ้าก็คงเน่าเปื่อยไปหมดแล้ว ส่วนมหาเซียนไป่หลัวที่พวกเจ้าเอ่ยถึงน่ะหรือ...”
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ก็แค่สิ่งของไร้ชีวิตที่สลักจากหินเท่านั้น นอกจากลูกปัดในรูปสลักหินนั่นที่พอน่าสนใจอยู่บ้าง อย่างอื่นก็เป็นแค่หินผุ ๆ ก้อนหนึ่งเท่านั้น!”
“ยังหวังให้ก้อนหินผุ ๆ ที่พวกเจ้าศรัทธามาช่วยชีวิตพวกเจ้าอีกหรือ แม้แต่รูปสลักหินข้ายังทำลายทิ้งไปแล้ว จะทำไมเล่า ศรัทธาในทวยเทพจอมปลอมที่ไม่มีอยู่จริงเหล่านั้น สู้มาศรัทธาในลัทธิเทียนซานของข้า ติดตามลัทธิเทียนซานของข้ายังดีเสียกว่า!”
เสียงด่าทอดังขึ้นอีกระลอก
ทว่าชายฉกรรจ์หัวโล้นกลับไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย หลังจากเดินขึ้นมาจากสระโลหิตแล้ว ก็สั่งให้ลูกน้องของตนลงไปแทน
“รีบดูดซับฟื้นฟูอาการบาดเจ็บให้เร็วเข้า ก่อนยามเว่ยของวันนี้เราต้องไปจากที่นี่แล้ว เพื่อไม่ให้พวกสมาคมเทพโบราณได้กลิ่นแล้วตามมาอีก!”
ลูกน้องข้างกายทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ “ไม่น่าจะใช่นะลูกพี่ พวกเราหนีจากทิศใต้มาถึงทิศตะวันตกแล้ว สมาคมเทพโบราณยังจะตามเรามาอีกหรือ ปกติหนีมาไกลขนาดนี้ พวกมันก็ไม่ตามมาแล้วนี่นา”
ชายฉกรรจ์หัวโล้นหน้าดำคร่ำเครียด เขกหัวลูกน้องไปหนึ่งที
“เจ้าจะพูดมากไปทำไม ข้าสั่งอย่างไร พวกเจ้าก็ทำตามนั้น! ช่วงนี้คนของสมาคมเทพโบราณหนีมาที่เมืองหวยอวิ๋นไม่น้อย แถว ๆ อำเภอว่านอันนี้ก็มีพวกมันอยู่ไม่น้อยเช่นกัน หากต้องปะทะกับพวกมันอีกระลอก กว่าจะกลับถึงลัทธิสาขาหวยอวิ๋น คงต้องเสียคนไปอีกเพียบแน่!”
ลูกน้องลูบรอยปูดบนท้ายทอย พลางเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ “ลูกพี่ ช่วงนี้เมืองหวยอวิ๋นมีเรื่องใหญ่รึ ทำไมพวกสมาคมเทพโบราณ และพรรคนิกายอื่น ๆ ถึงพากันมาที่นี่ตั้งมากมาย ทำให้การเคลื่อนไหวของพวกเราไม่สะดวกเอาเสียเลย”
ชายฉกรรจ์หัวโล้นแยกเขี้ยว เผยให้เห็นฟันเหลืองอ๋อย ก่อนจะหัวเราะด่าทออย่างอารมณ์เสีย
“เจ้ามาถามข้า แล้วข้าจะไปตรัสรู้ได้อย่างไร เบื้องบนคิดสิ่งใด มีข่าวคราวใหม่อันใด พวกเรามีสิทธิ์รู้ด้วยหรือ”
ลูกน้องหุบปากสนิท ไม่กล้าพูดอะไรอีก
ชายฉกรรจ์หัวโล้นเช็ดดาบไปพลาง ทันใดนั้นก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงเอ่ยขึ้น
“เมื่อวานเจ้าติดต่อไปหามู่ทงมู่หนาน บอกว่าพวกมันยังไม่ตาย และตกไปอยู่ในหมู่บ้านห่างไกลแห่งหนึ่งหรือ”
“ขอรับ ให้พวกมันมาสมทบกับพวกเรา แต่ยังบอกอีกว่าบาดเจ็บสาหัสต้องพักฟื้น รอให้หายดีแล้วจะกลับไปที่นิกายเองโดยตรง”
ชายฉกรรจ์หัวโล้นหรี่ตาแคบ น้ำเสียงแฝงนัยยะลึกล้ำ “พวกมันบอกหรือไม่ว่าตอนนี้อยู่ที่ใดกันแน่”
“ถามแล้ว ไม่ยอมบอกขอรับ ตัดการติดต่อไปดื้อ ๆ เลย ไม่รู้ว่าพลังแท้หมดหรือจงใจกันแน่”
ชายฉกรรจ์หัวโล้นแค่นหัวเราะ “ติดต่อไปหาข้าอีกครั้ง! ข้าอยากจะรู้ซักหน่อยว่าสองคนนี้มีลับลมคมนัยอันใดกันแน่ ไม่ยอมบอกสถานที่ก็แล้วไป ยังคิดจะกลับนิกายเองอีก!”
ลูกน้องพยักหน้า ก่อนจะสอดนิ้วเข้าไปในลำคอ
หลังจากอาเจียนออกมาสองสามครั้ง ก็คายแมลงกู่สีดำอ้วนสั้นขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือออกมาตัวหนึ่ง
จากนั้นเขาก็หลับตาลง สื่อสารจิตเทวะกับแมลงกู่สีดำนั้น
ทว่าไม่นานเขาก็ขมวดคิ้ว ก่อนจะพยายามสื่อสารจิตเทวะอีกครั้งอย่างไม่ยอมแพ้
หลังจากทำซ้ำอยู่หลายครั้ง ลูกน้องคนนั้นจึงลืมตาขึ้น มองชายฉกรรจ์หัวโล้นด้วยความลุกลี้ลุกลน
ชายฉกรรจ์หัวโล้นขมวดคิ้ว “เกิดอันใดขึ้น! พูดมา!”
“ลูกพี่... ติดต่อมู่ทงมู่หนานไม่ได้ขอรับ และดูเหมือนพวกมันจะไม่ได้ตั้งใจตัดขาดการติดต่อด้วย แมลงกู่ตอบสนองกลับมาว่า... แมลงกู่ของมู่ทงมู่หนานสองตัวนั้นเหมือนจะตายแล้ว”
ชายฉกรรจ์หัวโล้นตากระตุก
“ตายแล้ว? สองคนนั้นช่างกล้านักรึ กล้าบี้แมลงทมิฬจิตวิญญาณจนตายเลยหรือ”
ลูกน้องกลืนน้ำลาย “น่าจะไม่กล้านะขอรับ แมลงดำเชื่อมโยงกับชีวิตของพวกมัน ก็เป็นไปได้ว่าพวกมันอาจจะประสบเหตุร้ายจนตายไปแล้ว”
สีหน้าของชายฉกรรจ์หัวโล้นมืดครึ้มลง
ลูกน้องแอบลอบมองเขาอยู่สองสามครั้ง ก่อนจะหยั่งเชิงถาม “แมลงกู่สามารถรับรู้ถึงซากศพของแมลงกู่สองตัวนั้นได้ ลูกพี่ หรือว่าพวกเราจะไปตามหามู่ทงมู่หนานกันดี”
ชายฉกรรจ์หัวโล้นปรายตามองเขาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
“ไม่ต้อง รอเรากลับไปที่นิกายก่อน ค่อยดูว่าพวกมันกลับไปแล้วหรือยัง!”
เดือนกลางคิมหันต์ วันขึ้นเก้าค่ำ
ฤกษ์งามยามดีในการเซ่นไหว้ ตั้งเตา การอื่นงดเว้น
ซ่งเสวียนชิงนั่งอยู่ภายในแท่นบูชา มองดูชาวบ้านเบื้องล่างที่กำลังคุกเข่าโขกศีรษะจุดธูปบูชาด้วยสีหน้าศรัทธาแรงกล้า
ถึงแม้จะไม่ใช่วันจุดธูปบูชา แต่สืบเนื่องจากเมื่อหลายวันก่อนซ่งเสวียนชิงได้สั่งให้แมวอสูรไปช่วยชีวิตสองพ่อลูกตระกูลซ่งออกมาจากภูเขาหลางโถว ทั้งยังสังหารผู้บำเพ็ญมารที่มีเจตนาชั่วร้ายไปถึงสองคน ปาฏิหาริย์นานัปการทำให้ชื่อเสียงของเขาโด่งดังขึ้นมาในหมู่บ้านตระกูลซ่งในชั่วข้ามคืน
เมื่อก่อนชาวบ้านแม้จะกล่าวว่าเคารพศรัทธาท่านเสวียนชิงกง จุดธูปโขกศีรษะตามเวลาที่กำหนด
แต่ความจริงแล้วชาวบ้านจำนวนมากก็แค่เคารพไปตามธรรมเนียม หากจะบอกว่าศรัทธาอย่างลึกซึ้ง ก็คงไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสียทีเดียว
อย่างไรเสียการมีอยู่ของทวยเทพก็เป็นเพียงเรื่องเล่าขาน ปาฏิหาริย์ที่สำแดงฤทธิ์ก็เป็นเพียงเรื่องเล่าปากต่อปากที่ไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จ
สำหรับการคุกเข่าโขกศีรษะบูชาเทพเจ้า ดูเหมือนจะเป็นเพียงที่พึ่งพิงทางใจมากกว่า
แต่หลังจากที่ซ่งเสวียนชิงมาถึงที่นี่ สิ่งนี้ก็ไม่ใช่ที่พึ่งพิงทางใจอันเลื่อนลอยอีกต่อไปแล้ว
ซ่งเสวียนชิงทำให้พวกเขาได้ประจักษ์ถึงปาฏิหาริย์อย่างแท้จริง ทำให้พวกเขาได้รับรู้ว่าพวกตนได้รับการคุ้มครองจากทวยเทพจริง ๆ
ดังนั้นแม้จะไม่ใช่วันจุดธูปบูชาตามปกติ ชาวบ้านก็ยังคงหลั่งไหลมาจุดธูปให้เขาอย่างไม่ขาดสาย
ทุกครั้งซ่งเสวียนชิงเห็นแล้วก็ได้แต่ปวดใจยิ่งนัก
เหตุใดจึงมีเพียงการจุดธูปในวันขึ้นหนึ่งค่ำและสิบห้าค่ำเท่านั้นถึงจะได้แต้มธูปบูชา
เขารู้สึกว่าตนเองสูญเสียเงินก้อนโตไปเสียแล้ว
[จบตอน]