- หน้าแรก
- พาเสี่ยวซื่อจื่อเที่ยวเล่นยุคปัจจุบัน สั่นสะเทือนหมื่นราชวงศ์
- บทที่ 4 ซื่อจื่ออาสาช่วยงาน โจโฉ: “น่ารักน่าเอ็นดูเหมือนชงเอ๋อร์บ้านข้าเลย”
บทที่ 4 ซื่อจื่ออาสาช่วยงาน โจโฉ: “น่ารักน่าเอ็นดูเหมือนชงเอ๋อร์บ้านข้าเลย”
บทที่ 4 ซื่อจื่ออาสาช่วยงาน โจโฉ: “น่ารักน่าเอ็นดูเหมือนชงเอ๋อร์บ้านข้าเลย”
บทที่ 4 ซื่อจื่ออาสาช่วยงาน โจโฉ: “น่ารักน่าเอ็นดูเหมือนชงเอ๋อร์บ้านข้าเลย”
ต้าฉิน
อิ๋งเจิ้งมองบทสนทนาระหว่างซูเฉินและเสี่ยวซื่อจื่อบนจอฟ้า พลางมีเครื่องหมายคำถามผุดขึ้นเต็มหน้า ตรัสถามว่า
“นี่คือเซียนจริงๆ งั้นหรือ ทำไมเจิ้นถึงรู้สึกว่าไม่ค่อยเหมือนเลยล่ะ”
“เซียนไม่ควรจะมีความรู้สึกยินดีหรือเศร้าหมองสิ แถมยังไม่น่าจะต้องกินมื้อเช้าด้วย”
อิ๋งเจิ้งรู้สึกมาตลอดว่าภาพลักษณ์ของซูเฉินบนท้องฟ้าค่อนข้างคลาดเคลื่อนกับภาพลักษณ์ของเซียนใน
ใจตน
ดังนั้นเขาจึงหันไปถามหลี่ซือที่อยู่ข้างๆ “หลี่ซือ เจ้าคิดเห็นเช่นไร”
หลี่ซือประสานมือคำนับ ก่อนจะคล้อยตาม “กระหม่อมก็คิดเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ บางทีพวกเขาอาจเป็นเพียงคนบนฟ้า มิใช่เซียนแต่อย่างใด”
เดิมทีหลี่ซือก็ไม่เชื่อเรื่องเซียนอยู่แล้ว ตอนนี้พอเห็นซูเฉิน ก็ยิ่งไม่คิดว่าพวกซูเฉินจะเป็นเซียนเข้าไปใหญ่
ทว่าการปรากฏขึ้นของจอฟ้า สิ่งลี้ลับมหัศจรรย์เช่นนี้ได้กลายเป็นความจริงไปแล้ว เขาจึงค่อนข้างเอนเอียงไปทางที่ว่าทั้งสองคนเป็นคนบนฟ้ามากกว่า
ตอนนั้นเอง ฝูซูที่ยืนอยู่ด้านหลังอิ๋งเจิ้งไม่ไกลนักก็เอ่ยรำพึงขึ้น “เด็กหญิงตัวน้อยคนนี้ชื่อว่าเสี่ยวซื่อจื่อ ช่างเป็นชื่อที่แปลกประหลาดยิ่งนัก”
“นี่คงเป็นชื่อเล่นกระมัง ฟังดูแล้วคนบนฟ้าผู้นี้ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องถามชื่ออื่นอีกหรือไม่ ดูท่าเขาคงไม่ใช่เซียนจริงๆ นั่นแหละ”
อิ๋งเจิ้งรู้สึกว่ามีเหตุผล จึงรับสั่งลงไป “ไปเรียกสวีฝูมา”
ต้าถัง
“ซื่อจื่อ ตอนนี้นางอยู่บนแดนเซียนใช่หรือไม่ นางจะเป็นอะไรหรือเปล่า”
หลี่ซื่อหมินรีบตรัสถามหยวนเทียนกังที่เพิ่งถูกเรียกตัวมาเข้าเฝ้า
หยวนเทียนกังเป็นชายชราหนวดเคราขาวโพลน ดูเผินๆ อายุราวครึ่งร้อย แต่กลับมีเรี่ยวแรงและจิตใจกระปรี้กระเปร่าอย่างเหลือเชื่อ ไม่ต่างจากคนหนุ่มเลยแม้แต่น้อย
เขาครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกราบทูล “ฝ่าบาท กระหม่อมคิดว่านี่เป็นเรื่องดีนะพ่ะย่ะค่ะ!”
“เรื่องดีงั้นหรือ”
จ่างซุนฮองเฮารีบตรัสถามทันที “ราชครู ท่านรีบอธิบายมาสิว่าทำไมถึงเป็นเรื่องดี ซื่อจื่อจู่ๆ ก็ไปปรากฏตัวอยู่บนฟ้า...”
จ่างซุนฮองเฮารู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่มีเค้าลางของความเป็นเรื่องดีเลยแม้แต่น้อย
หยวนเทียนกังจึงกราบทูลว่า “ฮองเฮาโปรดอย่าเพิ่งร้อนพระทัย ลองฟังกระหม่อมอธิบายก่อนพ่ะย่ะค่ะ”
จากนั้นเขาก็หันไปทางหลี่ซื่อหมินแล้วกราบทูลถาม “ฝ่าบาท พระองค์ยังจำได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ ว่าตอนแรกชื่อ ‘ซื่อจื่อ’ ขององค์หญิงมีที่มาอย่างไร”
หลี่ซื่อหมินคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วโพล่งออกมา “ก็ตอนที่ซื่อจื่อเกิด เจ้าดูดวงดาวในยามค่ำคืน แล้วพบว่าซื่อจื่อมีดวงอายุสั้นมิใช่หรือ”
“ดังนั้นเจิ้นจึงตั้งชื่อให้นางว่า ‘ซื่อจื่อ’ ซื่อคือสัตว์มงคล สามารถเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดีได้ ตอนที่เจิ้นตั้งชื่อนี้ ก็หวังให้ซื่อจื่อรอดพ้นจากการด่วนจากไป ใช้ชื่อนี้เพื่อข่มดวงอายุสั้นของนาง!”
“อา! มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ!” จ่างซุนฮองเฮาได้ฟังก็ตกพระทัย
หลี่ซื่อหมินรู้สึกแย่ขึ้นมาทันที!
แย่แล้ว! เพื่อไม่ให้จ่างซุนฮองเฮาเป็นกังวล เขาก็เลยปิดบังเรื่องนี้มาตลอด ไม่คิดเลยว่าวันนี้นางจะรู้เข้าจนได้
ตอนนั้นเอง หยวนเทียนกังก็พูดขึ้นว่า “ฮ่า ฝ่าบาท ถูกต้องแล้วพ่ะย่ะค่ะ เมื่อคืนตอนที่กระหม่อมดูดวงดาว กระหม่อมพบว่าดวงอายุสั้นขององค์หญิงกลับหายวับไปอย่างไร้ร่องรอยแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“เพียงแต่กระหม่อมยังไม่ทันได้ถวายรายงานต่อฝ่าบาท อีกทั้งกระหม่อมเองก็ประหลาดใจอย่างยิ่ง ว่าเหตุใดจู่ๆ ดวงอายุสั้นขององค์หญิงถึงได้หายไปเล่า”
“วันนี้พอได้เห็น ถึงได้รู้สาเหตุ ฝ่าบาท ลองทอดพระเนตรดูสิพ่ะย่ะค่ะ องค์หญิงไปปรากฏตัวอยู่บนฟ้า ดังนั้น... แบบนี้จะนับว่าเป็นเรื่องดีได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง” หลี่ซื่อหมินและจ่างซุนฮองเฮาเข้าใจแจ่มแจ้งพร้อมกัน
จ่างซุนฮองเฮามองใบหน้าของซื่อจื่อบนท้องฟ้าพลางตรัสว่า “เฮ้อ ต่อให้ซื่อจื่อต้องอยู่บนฟ้าแล้วกลับมาไม่ได้ แต่ตราบใดที่นางไม่ต้องอายุสั้น ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและเบิกบานใจเช่นนี้ ข้าก็วางใจแล้ว”
องค์หญิงฉางเล่อ หลี่ลี่จื้อ ที่คอยฟังอยู่ด้านข้างมาตลอด บัดนี้ก็คลายความกังวลที่มีต่อซื่อจื่อลงเช่นกัน
เพื่อทำให้บรรยากาศผ่อนคลายขึ้น นางจึงตรัสว่า “ตอนนี้ซื่อจื่อยังพูดจาอ้อแอ้ฟังไม่ค่อยชัด ทอดพระเนตรคนบนฟ้าสิเพคะ ต้องฟังตั้งสองรอบถึงจะพอจับใจความได้”
“แถมคนบนฟ้าผู้นี้แม้จะแต่งกายแปลกประหลาดไปเสียหน่อย แต่ที่หลับที่นอนรวมถึงเสื้อผ้าอาภรณ์ที่เขาสวมใส่ ดูเผินๆ ก็รู้แล้วว่าไม่ธรรมดาเลย”
จ่างซุนฮองเฮาพยักพระพักตร์อย่างแรง “อืม ไม่ผิด เสื้อผ้าและผ้าห่มเหล่านี้ดูเรียบง่าย แต่ต้องใช้เทคนิคการตัดเย็บที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน มูลค่าคงไม่ใช่น้อยๆ เลย”
พอนางรำพึงรำพันเช่นนี้ ก็ยิ่งวางใจที่ซื่อจื่อได้อยู่บนฟ้ามากขึ้นไปอีก
หลี่ซื่อหมินสรวล “ฮ่าๆ ซื่อจื่อก็ยังคงชอบกินเนื้อเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน! ยังดีที่คนบนฟ้าดูเหมือนจะร่ำรวยไม่เบา เรื่องให้กินเนื้อคงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรสำหรับเขาหรอก”
หลายคนช่วยกันวิเคราะห์เครื่องแต่งกายของซูเฉิน รวมถึงความใส่ใจที่เขามีต่อซื่อจื่อ ก็ยิ่งรู้สึกเบาใจมากขึ้นเรื่อยๆ
โลกปัจจุบัน
ซูเฉินตัดสินใจจะทำมื้อเช้ากินเอง จึงลุกขึ้นเดินไปที่ห้องครัว โดยพาซื่อจื่อเดินออกจากห้องนอนมาด้วย
บ้านของซูเฉินเป็นห้องชุดแบบหนึ่งห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่น พอออกจากห้องนอนมาก็จะเจอห้องนั่งเล่นทันที
ซูเฉินกำชับกับซื่อจื่อว่า “ซื่อจื่อ หนูรอเป็นเด็กดีอยู่ตรงนี้แป๊บเดียวนะ อย่าเดินไปไหนมั่วซั่วล่ะ เสี่ยวหรังจวินจะไปทำมื้อเช้าให้เดี๋ยวนี้แหละ”
ไม่รู้ทำไม ซูเฉินถึงยอมรับบทบาท ‘เสี่ยวหรังจวิน’ นี้ไปเสียแล้ว
ตามหลักแล้ว ด้วยอายุของเขา อีกฝ่ายควรจะเรียกเขาว่า ‘พี่ชาย’ ถึงจะสมเหตุสมผลกว่า
แต่ใครใช้ให้คำว่า ‘เสี่ยวหรังจวิน’ ที่ซื่อจื่อเรียก มันทำให้เขารู้สึกดีขนาดนี้กันล่ะ
งั้นก็ปล่อยให้เรียกไปก่อนแล้วกัน ไม่ต้องรีบแก้หรอก
เดิมทีเขาคิดว่าซื่อจื่อจะพยักหน้าหงึกๆ แล้วตอบว่า “ได้ค่า” อย่างว่าง่ายเหมือนเคย
แต่ผิดคาด ซื่อจื่อกลับส่ายหน้าดิก “อื้อ... ไม่เอาค่า~”
คราวนี้ตาซูเฉินเป็นฝ่ายงงบ้าง เขาถามว่า “ทำไมล่ะ หรือว่าซื่อจื่ออยากกลับไปรอพี่ในห้องนอน”
ซื่อจื่อชูหมัดเล็กๆ ขึ้นมาบีบเข้าหากัน แล้วพูดอย่างขะมักเขม้นว่า “ม่ายช่ายน้า~ หนูอยากไปอยู่เป็นเพื่อนเสี่ยวหรังจวิน! หนูอยากช่วยเสี่ยวหรังจวินงับ!”
อะไรนะ? ถึงกับอยากช่วยงานเลยเหรอ?
ซูเฉินไม่คิดเลยว่าเด็กหญิงตัวเล็กแค่นี้ จะเป็นฝ่ายเสนอตัวช่วยเขาทำอาหารเช้า เขารู้สึกประหลาดใจไม่น้อย
แต่เขาก็ไม่คิดจะดับความกระตือรือร้นของซื่อจื่อ การปลูกฝังให้เด็กรู้จักทำงานเล็กๆ น้อยๆ ตั้งแต่เด็กก็เป็นเรื่องดีเหมือนกัน
ดังนั้นเขาจึงกะจะให้ซื่อจื่อคอยช่วยหยิบจับอะไรเล็กๆ น้อยๆ ตามไปด้วย
ซูเฉินเอ่ยชมจากใจจริง “ซื่อจื่อนี่เด็กดีจริงๆ เลย”
พูดจบก็ลูบหัวกลมๆ ของซื่อจื่อไปหนึ่งที
อืม กลมดิ๊กเลยแฮะ
ต้าถัง
หลี่ซื่อหมินทอดพระเนตรซูเฉินเอ่ยชมซื่อจื่อ มุมโอษฐ์ก็อดโค้งขึ้นไม่ได้ “แน่นอนสิ ไม่ดูเสียหน่อยล่ะว่าซื่อจื่อเป็นลูกสาวบ้านไหน”
แต่จ่างซุนฮองเฮากลับตรัสอย่างกังวลว่า “ซื่อจื่อจะช่วยทำอาหารได้งั้นหรือ”
ในความทรงจำของนาง การทำอาหารขั้นตอนแรกก็ต้องก่อไฟก่อน ด้วยร่างกายเล็กจ้อยของซื่อจื่อ แค่จะยกฟืนสักท่อนไหวหรือไม่ก็ยังพูดยากเลย
หลี่ลี่จื้อเองก็พยักพระพักตร์เห็นด้วย “นั่นสิเพคะ อีกอย่างคนบนฟ้าผู้นี้เป็นถึงผู้ชายอกสามศอก เขาจะทำอาหารเป็นจริงๆ หรือเพคะ”
นางรู้สึกว่าผู้ชายส่วนใหญ่ไม่น่าจะทำอาหารเป็นกันหรอก คนบนฟ้าก็ไม่น่าจะยกเว้น
โลกปัจจุบัน
ทันทีที่ซูเฉินเดินเข้าไปในห้องครัว ห้องครัวที่ไม่มีหน้าต่างก็ดูมืดไปสักหน่อย
เขาจึงเอื้อมมือไปกดสวิตช์ไฟตามความเคยชิน
แป๊ก!
หลอดไฟสว่างพรึบ
สุดท้ายเขาก็เดินตรงไปที่เตาแก๊ส แล้วกดหมุนสวิตช์
ฟืด ฟืด ฟืด...
ประกายไฟแลบขึ้นมาจากก้นเตา จากนั้นก็ “พรึ่บ”!
เปลวไฟถูกจุดขึ้นมาอย่างสำเร็จงดงาม
เพียงแค่การกระทำเล็กๆ น้อยๆ แสนจะธรรมดาต่อเนื่องกันเช่นนี้ กลับทำให้คนโบราณตกใจจนสะดุ้งโหยง
ต้าฉิน
สวีฝูเพิ่งจะถูกเรียกตัวมา และบังเอิญได้เห็นฉากนี้เข้าพอดี เขาจึงโขกศีรษะหมอบกราบอย่างหนักแน่น “ฝ่าบาท กระหม่อมกล้ารับประกันพ่ะย่ะค่ะ! คนบนฟ้าต้องเป็นเซียนอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ!”
“แค่พริบตาเดียว... เขากลับสามารถเสกแสงสว่าง และก่อไฟขึ้นมาได้ตามใจนึก! นี่มันเหมือนกับเซียนในบันทึกไม่มีผิดเพี้ยน!”
แววตาของอิ๋งเจิ้งเริ่มเร่าร้อนขึ้นมาทันที รีบตรัสถามว่า “สวีฝู เจ้าแน่ใจนะ”
สวีฝูกราบทูล “กระหม่อมแน่ใจพ่ะย่ะค่ะ! กระหม่อมเคยพบเซียน! มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ดั่งคนบนฟ้าผู้นี้จริงๆ พ่ะย่ะค่ะ!”
อิ๋งเจิ้งปรีดา “เช่นนั้นก็ดี!”
ก่อนหน้านี้เขายังรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง ที่คิดว่าคนบนฟ้าอาจไม่ใช่เซียน
แต่พอได้รับการยืนยันจากสวีฝูว่าเป็นเซียน เขาก็โล่งใจขึ้นมาอีกครั้ง
ดูท่าเรื่องที่เขาส่งคนไปตามหาเซียนเพื่อขอวิถีอมตะ คงพอจะมีเค้าลางความหวังขึ้นมาบ้างแล้ว
ยุคสามก๊ก
ค่ายวุยก๊ก
โจโฉมองดูซื่อจื่อที่ถึงกับอาสาเข้าไปช่วยทำงาน ก็อดเอ่ยชมไม่ได้ว่า
“ไอ้หยา หาได้ยากยิ่งนัก แม่หนูน้อยคนนี้มองปราดเดียวก็รู้ว่าเกิดมาในตระกูลมั่งคั่งร่ำรวย แต่กลับเป็นฝ่ายเสนอตัวช่วยผู้ใหญ่ทำงาน ช่างเป็นเด็กที่ว่านอนสอนง่าย น่ารักน่าเอ็นดูเหมือนชงเอ๋อร์บ้านข้าเลย”
“ฮ่าๆ นั่นสิขอรับ ยินดีกับท่านอัครมหาเสนาบดีด้วย”
เหล่าขุนนางรอบด้านต่างก็พากันเอ่ยชมตาม
เรื่องโจชงบุตรชายของโจโฉนั้น ทุกคนก็ไม่ได้พูดเพื่อประจบสอพลอโจโฉไปเสียหมด เพราะโจชงในวัยเพียงห้าหกขวบก็สามารถหาวิธีอันแยบยลมาชั่งน้ำหนักช้างได้แล้ว สมควรแก่การยกย่องจริงๆ
แต่โจโฉไม่ได้สังเกต และทุกคนก็ไม่ได้สังเกตเห็นเลยว่า ในมุมมืด แววตาของโจผีกลับมีประกายความเย็นเยียบสายหนึ่งพาดผ่าน