- หน้าแรก
- เขาเคยอยู่ในแฟรี่เทลและใช้นินจา
- บทที่ 306: มาให้เร็วกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือไง
บทที่ 306: มาให้เร็วกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือไง
บทที่ 306: มาให้เร็วกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือไง
บทที่ 306: มาให้เร็วกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือไง
"เฮ้อ... ดูทำหน้าเข้าสิ ยัยบื้อเอ้ย" แอควาเรียสที่ยืนอยู่ด้านข้างเอ่ยขึ้นพร้อมกับกอดอก
เธอไม่สามารถเก็บซ่อนสายตาที่เต็มไปด้วยความเอือมระอาเอาไว้ได้เลยยามที่จ้องมองลูซี่
"ฮิฮิ ก็ฉันดีใจนี่นาที่แอควาเรียสไม่ต้องถูกเซ่นสังเวยแล้ว" ลูซี่ตอบกลับ
เธอในยามนี้ราวกับเด็กน้อยที่เพิ่งได้รับลูกกวาดรสโปรด
รอยยิ้มที่แสนบริสุทธิ์และจริงใจนั้นทำให้แอควาเรียสถึงกับไปไม่เป็นและไม่รู้จะตอบโต้อย่างไร
หลังจากส่ายหน้าเบาๆ เธอก็ตัดสินใจเลิกสนใจยัยเด็กบื้อคนนี้ แล้วหันสายตาไปทางเอ็ดแทน
สำหรับเอ็ด ชายหนุ่มในกิลด์ที่ทุกคนต่างให้ความไว้วางใจอย่างที่สุดนั้น แอควาเรียสย่อมรู้จักเขาเป็นอย่างดี เนื่องจากพวกเขาเคยร่วมทำภารกิจด้วยกันมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง
ดังนั้น แอควาเรียสจึงไม่ได้ทำตัวห่างเหินหรือเกรงใจอะไรกับเอ็ดมากนัก
"คราวหน้าถ้ามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก ก็มาให้มันเร็วกว่านี้หน่อยนะ" เมื่อวิกฤตการณ์ผ่านพ้นไป เธอก็กลับมาใช้ น้ำเสียงตามปกติของตนเอง
เธอกวาดสายตามองลูซี่จากหางตา "บรรยากาศการร่ำลาแบบเป็นตายบีบคั้นมาถึงขนาดนี้แล้ว แต่สุดท้ายกลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น มันน่าอึดอัดจะตายไป"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เอ็ดก็ยักไหล่อย่างช่วยไม่ได้ "หลักๆ เป็นเพราะเจ้านั่นมันค่อนข้างตึงมือเกิ๊น ขนาดฉันย้ายตัวไปที่อื่นแล้วมันยังตามติดมาด้วยเลย กว่าจะผนึกมันได้สำเร็จก็เลยต้องใช้เวลาไปพักหนึ่ง แต่ก็ยังโชคดีที่มาทันเวลาพอดี"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เอ็ดก็หยุดเว้นจังหวะ เขาหันไปมองแอควาเรียส "แต่ว่า... ฉันอยากจะขอบคุณเธอจริงๆ นะ"
"ถ้าไม่มีเธอละก็ มันอาจจะสายเกินไปแล้วจริงๆ ก็ได้" คำขอบคุณที่เอ่ยออกมาอย่างกะทันหันนั้นทำให้อาการประชดประชันที่แอควาเรียสตั้งท่าจะพ่นออกมาถูกสกัดเอาไว้โดยสิ้นเชิง
ในที่สุด แอควาเรียสก็โบกมืออย่างหมดท่า "ฉันยอมแพ้พวกเธอเลยจริงๆ"
"พลังเวทของลูซี่ไม่เพียงพอที่จะคงสภาพการคงอยู่ของฉันให้อยู่ต่อไปได้แล้ว เพราะฉะนั้นที่เหลือฉันฝากนายจัดการด้วยก็แล้วกัน"
ร่างของแอควาเรียสค่อยๆ เลือนรางและโปร่งแสงขึ้นเรื่อยๆ "พายัยเด็กบื้อคนนี้กลับไปแบบครบสามสิบสองด้วยล่ะ เข้าใจไหม"
เธอกระซิบที่ข้างหูของเอ็ดด้วยน้ำเสียงที่เบาหวิวเสียจนลูซี่ไม่มีทางได้ยินเลย
รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา "อืม... วางใจเธอดับขันธ์กลับไปได้เลย ฝากเป็นหน้าที่ของฉันเอง"
ฟุ่บ...
แอควาเรียสเดินทางกลับสู่โลกแห่งเทพแห่งดวงดาว
เหลือเพียงเอ็ดและลูซี่ที่อยู่ทางด้านหลังของเขาเท่านั้นในสถานที่แห่งนี้
ตึก... ตึก... ตึก...
เสียงฝีเท้าที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันทำให้ทั้งเอ็ดและลูซี่ต้องหันสายตาไปจับจ้องผู้มาใหม่
ร่างนั้นดูสงบนิ่งเรียบง่าย และดูบอบบางอยู่บ้างด้วยซ้ำ
แต่ลูซี่ที่เคยเผชิญหน้ากับปีศาจมาแล้วหลายต่อหลายครั้งกลับสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึง... ความประสงค์ร้ายอันป่าเถื่อนดุจสัตว์ร้ายที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มของผู้มาใหม่คนนั้น
มันเป็นความประสงค์ร้ายที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าปีศาจทุกตนในเก้าประตูปีศาจมารวมกันเสียอีก
พลังคำสาปที่แผ่ซ่านอยู่รอบๆ บริเวณนี้ก็อยู่ในระดับที่แตกต่างจากเก้าประตูปีศาจอย่างสิ้นเชิงเช่นกัน
ไม่มีข้อสงสัยเลยว่า หมอนี่คือสัตว์ประหลาดตัวจริงเสียงจริง
เหงื่อกาฬไหลรินลงมาตามแก้มของเธอและหยดลงสู่พื้นดิน
ความกดดันอันหนักอึ้งทำให้ลูซี่ ซึ่งพลังเวทในร่างกายเหือดแห้งไปหมดแล้ว แทบจะไม่เหลือเรี่ยวแรงในการต่อต้านขัดขืนใดๆ เลย
"หมอนี่... มันเป็นใครกันแน่"
ลูซี่เบนหน้าไปถามเอ็ดเบาๆ
"คนที่เรียกตัวเองว่าราชาแห่งยมโลกยังไงล่ะ" เอ็ดตอบกลับ
เขาขยับก้าวไปข้างหน้าเพื่อยืนบังด้านหน้าของลูซี่เอาไว้ การก้าวเท้าสั้นๆ เพียงก้าวเดียวนี้กลับทำให้ลูซี่สามารถลอบถอนหายใจยาวออกมาด้วยความโล่งอก
มันราวกับว่า...
ความรู้สึกปลอดภัยอันคุ้นเคยที่แผ่ออกมาจากแผ่นหลังของเอ็ดได้ช่วยสลายความกดดันที่พุ่งเข้าใส่ให้มลายหายไปจนหมดสิ้น
"ลูซี่ เธอถอยออกไปก่อน" เอ็ดเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
ลูซี่พยักหน้าเล็กน้อย
เธอรู้ดีว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ในระดับนี้ ตัวเธอในตอนนี้จะไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้เลยแม้แต่น้อย
ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังพูดคุยกัน มาร์ด กิลก็ได้มาหยุดยืนอยู่ที่ฝั่งตรงข้ามของพวกเขาเรียบร้อยแล้ว
"คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าเจ้าจะสามารถหลุดรอดออกมาจากอเลเกรียได้นะ เอ็ด ถ้าให้พูดกันตามตรง ขนาดมาร์ด กิลเองก็ยังรู้สึกประหลาดใจกับเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน" สายตาของเขาประสานเข้ากับสายตาของเอ็ด
"พอจะบอกข้าหน่อยได้ไหมว่าเจ้าหลุดรอดออกมาจากอเลเกรียด้วยวิธีไหนกันแน่" น้ำเสียงของเขายังคงราบเรียบเช่นเดิม และสีหน้าก็ยังคงเฉยชาไร้ความรู้สึก
แม้แต่คำพูดที่แสดงออกถึงความประหลาดใจและคำถามเจาะลึก ก็ยังดูเหมือนจะไม่มีความผันผวนทางอารมณ์ใดๆ ปรากฏออกมาเลย
"เรื่องพรรค์นั้นมันไม่ได้ยากเย็นอะไรเป็นพิเศษไม่ใช่หรือไง" เอ็ดไม่ได้ตอบคำถามของเขาตรงๆ
ราชาแห่งยมโลกจ้องมองไปที่เอ็ด ประกายแสงแปลกประหลาดวาบผ่านเข้ามาในดวงตาของเขา "การทำลายพันธนาการหลุดออกมาจากอเลเกรียด้วยกำลัง หักกระดูกสัตว์ร้ายพลูโต และกระทั่งยังมีเลือดของสมาชิกเก้าประตูปีศาจอีกหลายตนเปรอะเปื้อนอยู่บนมือของเจ้า..."
"มนุษย์เอ๋ย! เจ้านี่มันขวางหูขวางตาเสียจริง" น้ำเสียงของเขาค่อยๆ ทุ้มต่ำและเยือกเย็นลง รอยยิ้มที่เคยสุขุมลุ่มลึกซึ่งปรากฏอยู่บนใบหน้ามาตั้งแต่ต้นได้เลือนหายไปจนหมดสิ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่อาจทราบได้
ในเวลานี้ เขาเปรียบเสมือนงูพิษอันเย็นชาที่กำลังจับจ้องเหยื่อของมันอย่างไม่วางตา
"หึหึ ถ้าหากพูดถึงเรื่องขวางหูขวางตาละก็... สิ่งที่ฉันกำลังจะทำต่อไปนี้ มันคงจะทำให้แกยิ่งรู้สึกขวางตามากกว่าเดิมอีกหลายเท่าเลยล่ะ" เอ็ดหัวเราะออกมาอย่างไม่ใส่ใจ
ทว่าคำพูดของเขากลับทำให้มาร์ด กิลต้องชะงักไปครู่หนึ่ง อย่างไรก็ตาม เมื่อมองไปที่เอ็ด ซึ่งพลังเวทในร่างกายกำลังพุ่งทะยานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เขาก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งความคุกคามอันแปลกประหลาด โดยไม่ต้องเสียเวลาคิด เขารู้ดีว่าตนเองจะต้องหยุดยั้งบุคคลที่อยู่ตรงหน้าคนนี้ให้ได้
เขาชูแขนทั้งสองข้างขึ้นและโบกสะบัดไปในอากาศ พลังคำสาปพุ่งระเบิดออกจากร่างกายของเขาตามการเคลื่อนไหวนั้น
หนามแหลมขนาดใหญ่และหนาทึบหลายเส้นผุดทะยานขึ้นมาจากทางด้านหลังของมาร์ด กิล
มาร์ด กิลชี้นิ้วตรงไปทางเอ็ด และหนามแหลมที่อยู่ด้านหลังของเขาก็ดูเหมือนจะตอบรับคำสั่ง พวกมันเริ่มพุ่งทิ่มแทงเข้าใส่เอ็ดด้วยความเร็วในระดับขีดสุด
ปลายแหลมคมของหนามเหล่านั้นกรีดผ่านชั้นบรรยากาศ จนเกิดเป็นเสียงวีดหวิวเฉียบคมดังระงมไปทั่ว
ปัง!!
ในวินาทีนั้นเอง ร่างกายของเอ็ดก็ถูกห่อหุ้มด้วยพลังเวทสีทองอร่าม และซูซาโนโอะร่างที่สองก็ปรากฏขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
หนามแหลมที่พุ่งเข้าใส่สร้างรอยขีดข่วนนับไม่ถ้วนเอาไว้บนเกราะภายนอกของซูซาโนโอะ แต่พวกมันก็ได้รับการฟื้นฟูซ่อมแซมกลับคืนมาในเสี้ยววินาทีถัดมา
มันทำหน้าที่ปกป้องผู้เป็นนายจากการบุกรุกของสิ่งชั่วร้ายทั้งปวงดุจดั่งองครักษ์ผู้ภักดี
เอ็ดกำหมัดแน่นและเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีทองอันเจิดจ้าของเขาเต็มไปด้วยพลังเวทที่เอ่อล้น
เขาจ้องเขม็งไปที่มาร์ด กิล
"แกไม่ได้อยากรู้หรอกเหรอว่าฉันหลุดออกมาจากอเลเกรียได้ยังไงกันแน่"
น้ำเสียงของเอ็ดส่งตรงเข้าสู่โสตประสาทของมาร์ด กิล
ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด การที่ถูกดวงตาคู่นั้นจ้องมองมา กลับทำให้เขาเริ่มรู้สึกถึงความหวาดกลัวแวบเข้ามาในใจเป็นครั้งแรกในรอบเวลาอันยาวนาน
ใช่แล้ว มาร์ด กิลผู้ซึ่งหลงลืมความรู้สึกและอารมณ์ต่างๆ ไปนานแสนนาน กลับดูเหมือนจะนึกออกถึง... ความรู้สึกที่เคยเลือนหายไปในวันนี้
เขารีบสลัดหน้าอย่างรวดเร็วเพื่อไล่ความคิดแปลกประหลาดเหล่านั้นออกไปจากหัว
จากนั้นเขาก็มองต่ำลงไปที่พื้นดิน
โดยมีเอ็ดเป็นจุดศูนย์กลาง ภายในรัศมีรอบๆ ตัวหลายเมตร อักขระรูนสีดำสนิทนับไม่ถ้วนเริ่มแผ่ขยายตัวออกไปด้านนอกตามสารเหนียวสีชมพูเหล่านั้น
หลังจากคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เข้าใจในทันทีว่าเอ็ดกำลังวางแผนจะทำอะไร
"เวทผนึกงั้นเหรอ" เขาเอ่ยคำนั้นออกมา แต่ขนาดตัวเขาเองก็ยังไม่อยากจะเชื่อเลย "เป็นไปไม่ได้! ด้วยอาณาเขตที่กว้างใหญ่ขนาดนี้ เจ้าไม่มีทางทำสำเร็จได้หรอก และต่อให้เจ้าทำได้จริง เจ้าจะยอมผนึกคนพวกนั้นทั้งหมดที่ถูกอเลเกรียกลืนกินเข้าไปด้วยหรือยังไงกัน"
ยิ่งเขาพูดมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งมั่นใจในความคิดของตัวเองมากขึ้นเท่านั้น และแม้กระทั่งมุมปากของเขาก็อดไม่ได้ที่จะยกยิ้มขึ้นมา "นี่เจ้าคิดจะฆ่าทุกคนทิ้งหมดเลยหรือไง"
"วิชาผนึกของฉันมันไม่ใช่ของที่ไร้ความสะดวกสบายขนาดนั้นหรอกนะ" ทว่า รอยยิ้มของเอ็ดต่างหากที่เป็นคำตอบกลับไปให้แก่เขา
"แกอยากรู้ไหมว่าทำไมเมื่อกี้ฉันถึงได้มาปรากฏตัวช้าขนาดนี้" น้ำเสียงของเอ็ดดังกังวานออกมาจากภายในซูซาโนโอะ
ลางสังหรณ์อันเลวร้ายวาบผ่านเข้ามาในใจของมาร์ด กิลทันที
มุมปากที่เคยยกยิ้มขึ้นสูงของเขาพลันตกลงมาทันใด
"ก็แหม การจะพัฒนาวิชาผนึกขึ้นมาเพื่อมุ่งเป้าจัดการกับไอ้สิ่งนี้ของแกโดยเฉพาะ มันก็ต้องใช้เวลาสักหน่อยละนะ ต่อให้เป็นอัจฉริยะแบบฉันก็เถอะ ย้าก!!! วิชาผนึกชั่วร้าย: อเลเกรียเวอร์ชันพิเศษ!"