- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นพี่สาวคนโตแห่งครอบครัวชาวนา ทำไร่ไถนาสร้างความร่ำรวยเลี้ยงดูเด็กๆ
- บทที่ 310 แดนตะวันตกเฉียงใต้เกิดศึกสงคราม ราชทูตจากแคว้นโส่วเป่ย
บทที่ 310 แดนตะวันตกเฉียงใต้เกิดศึกสงคราม ราชทูตจากแคว้นโส่วเป่ย
บทที่ 310 แดนตะวันตกเฉียงใต้เกิดศึกสงคราม ราชทูตจากแคว้นโส่วเป่ย
บทที่ 310 แดนตะวันตกเฉียงใต้เกิดศึกสงคราม ราชทูตจากแคว้นโส่วเป่ย
วันนั้นซ่งจินเจาเพิ่งจะกลับมาจากข้างนอก โอวสือเหนียน เสนาบดีกรมโยธาธิการก็มาขอเข้าพบด้วยสีหน้าเบิกบานใจ
"การประกอบโครงเรือใบเดินสมุทรในเมืองหมิงโจวกำลังดำเนินการอยู่ ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้ข้าน้อยเดินทางไปเป็นผู้ควบคุมงานที่เมืองหมิงโจวและทำการทดสอบเดินเรือในทะเลเป็นเวลาเจ็ดวันเจ็ดคืน ท่านเซี่ยนจู่จะร่วมเดินทางไปด้วยกันหรือไม่?"
ซ่งจินเจาประหลาดใจเล็กน้อย "รวดเร็วเพียงนี้เชียว ทำแค่ลำเดียวหรือว่าหลายลำ?"
โอวสือเหนียน: "ทำออกมาก่อนลำหนึ่ง หากไม่มีปัญหาก็สามารถเริ่มดำเนินการผลิตจำนวนมากอย่างเป็นทางการได้เลย"
"ข้อมูลข่าวสารทางทะเลตามแนวชายฝั่งก็รวบรวมมาได้มากพอสมควรแล้ว หากสร้างเสร็จเมื่อใดก็จะสามารถออกเรือท่องมหาสมุทรเพื่อค้นหาดินแดนใหม่ได้ ไม่แน่ว่าอาจจะได้พบกับธัญพืชที่ให้ผลผลิตสูงกว่ามันฝรั่งก็เป็นได้"
"เมืองหมิงโจวอยู่ไกลเกินไป ข้าเพิ่งจะกลับมาจากบ้านเกิด ไม่อยากจะเดินทางไกลอีก ข้าคงไม่ไปร่วมการทดสอบเดินเรือหรอก"
โอวสือเหนียนลองคิดดูก็เห็นด้วย ไปกลับใช้เวลาตั้งสามเดือน อากาศก็ร้อน หากไม่ใช่เพราะฝ่าบาททรงมีรับสั่ง เดิมทีเขาก็ตั้งใจจะส่งผู้ใต้บังคับบัญชาไปอยู่แล้ว
"การที่เรือลำนี้ถูกสร้างขึ้นมาได้ ท่านเซี่ยนจู่ถือเป็นผู้มีความดีความชอบสูงสุด การที่ไม่ได้ขึ้นไปเหยียบดาดฟ้าเรือและล่องไปในมหาสมุทรเป็นคนแรกช่างน่าเสียดายยิ่งนัก"
ซ่งจินเจายกมุมปากขึ้นยิ้มบางๆ
"ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ วันหน้ายังคงมีโอกาสเสมอ"
วันที่สองหลังจากกลับมาจากจวนเซี่ยนจู่ โอวสือเหนียนก็เก็บสัมภาระเตรียมตัวเดินทางไปเมืองหมิงโจว
ตอนที่ออกจากประตูเมือง ม้าเร็วสองตัวก็ควบสวนทางกับเขาไปทางด้านหน้าและด้านหลัง
ม่านหน้าต่างรถม้าไม่ได้ปิดลง ฝุ่นควันที่ตลบอบอวลพัดเข้าใส่หน้า
โอวสือเหนียนเต็มๆ จนลืมตาแทบไม่ขึ้น
"ใครกัน? มาถึงประตูเมืองแล้วยังควบม้าเร็วขนาดนี้อีก"
เขาเลิกม่านรถม้าขึ้นด้วยความไม่สบอารมณ์ เมื่อเห็นทหารที่ควบม้าอยู่สวมชุดเกราะหวาย สีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
เข็มขัดสีแดง ชุดเกราะหวายจากแดนตะวันตกเฉียงใต้ เป็นทหารที่มาจากแดนตะวันตกเฉียงใต้
เมื่อเห็นโอวสือเหนียนเอาแต่จ้องมองและไม่ยอมปล่อยม่านรถม้าลงเสียที ผู้ติดตามที่เดินทางไปด้วยจึงเอ่ยปากถาม "นายท่าน วันนี้ยังจะเดินทางอยู่หรือไม่ขอรับ?"
โอวสือเหนียนพยักหน้าด้วยความกังวล "ไป"
หลังจากปล่อยม่านรถม้าลงได้ไม่นาน โอวสือเหนียนก็ชะโงกหน้าออกมาจากหน้าต่างรถม้า
"มานี่สิ"
ทหารที่ขี่ม้าตามอยู่ด้านหลังรถม้าควบม้าเข้ามาใกล้แล้วค้อมตัวลง
"ใต้เท้ามีข้อสั่งการใดหรือขอรับ?"
โอวสือเหนียน: "เจ้ากลับเข้าไปในเมือง ลองสืบดูซิว่าทหารที่เพิ่งเข้าเมืองไปเมื่อครู่มาจากแดนตะวันตกเฉียงใต้ใช่หรือไม่ หากมีเรื่องอันใดให้รีบตามมาบอกข้าทันที"
ทหารผู้นั้นพยักหน้ารับคำ "ขอรับ ผู้น้อยจะกลับไปเดี๋ยวนี้"
มองดูผู้ใต้บังคับบัญชาควบม้ากลับเข้าเมืองไป โอวสือเหนียนก็สูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อกดความกังวลในใจลงไป
อาจจะไม่มีอะไรก็ได้ ตัวเขาอาจจะคิดมากไปเอง
บนถนนหลวงที่มุ่งหน้าสู่ห้องทรงพระอักษร อู๋เจี้ยนเจิง เสนาบดีกรมกลาโหม ขมวดคิ้วแน่นและกำลังก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างเร่งรีบ
หยาดเหงื่อไหลซึมจากลำคอลงไปในคอเสื้อ แผ่นหลังและหน้าอกเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ
บนถนนอีกเส้นหนึ่ง เสนาบดีกรมพิธีการเอาแต่มือขวาสัมผัสหนังสือราชการที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้ออย่างต่อเนื่อง ใจสั่นมือสั่น รู้สึกอึดอัดที่หน้าอก
ทั้งสองคน คนหนึ่งมาจากทิศตะวันออก อีกคนมาจากทิศตะวันตก มาชนกันเข้าที่หน้าประตูห้องทรงพระอักษรพอดี เมื่อเห็นอีกฝ่ายมีสีหน้าไม่สู้ดี อารมณ์ของตนเองก็ยิ่งแย่ลงไปอีก
ขันทีน้อยค้อมตัวซอยเท้าเดินเข้าไปในห้องโถงด้านในของห้องทรงพระอักษร
"ทูลฝ่าบาท ใต้เท้าอู๋แห่งกรมกลาโหมและใต้เท้าคังแห่งกรมพิธีการขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ ตอนนี้รออยู่หน้าประตูห้องทรงพระอักษรแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
เซียวเฉิงจิ่งที่กำลังตรวจฎีกาอยู่เงยหน้าขึ้น บนใบหน้าปรากฏแววสงสัย
"พวกเขาสองคนมาพร้อมกันได้อย่างไร ให้พวกเขาเข้ามา"
อู๋เจี้ยนเจิงกับคังจื้อป๋อเดินเรียงหน้ากระดานเข้ามา จังหวะการคุกเข่าของทั้งสองคนก็รีบร้อนพอๆ กัน
"ทูลฝ่าบาท" เสียงดังขึ้นพร้อมกัน ทั้งสองคนสบตากันแวบหนึ่ง
"ฝ่าบาท!" เสียงดังขึ้นพร้อมกันอีกครั้ง
เซียวเฉิงจิ่งขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ "อู๋อ้ายชิง (ขุนนางผู้เป็นที่รัก) เจ้าพูดก่อน"
อู๋เจี้ยนเจิงประคองฎีกาที่เพิ่งได้รับมาด้วยสองมือแล้วถวายขึ้นไป "ทูลฝ่าบาท มีรายงานทางทหารแจ้งมาจากแดนตะวันตกเฉียงใต้ว่า ค้นพบนาเกลือที่เมืองปินโจว ตระกูลหยางแห่งเมืองผานโจวและตระกูลมู่แห่งเมืองหนิงโจวได้เปิดศึกแย่งชิงนาเกลือกันที่เมืองหนิงหย่วนพ่ะย่ะค่ะ"
"ตระกูลมู่สู้ไม่ได้จึงต้องถอยทัพ แต่ตระกูลหยางยังคงไล่ล่าอย่างไม่ลดละ ตีเมืองแตกไปแล้วถึงสามเมือง ตระกูลมู่จึงส่งคนไปขอความช่วยเหลือจากกู่จงสวิน ข้าหลวงใหญ่แห่งแดนตะวันตกเฉียงใต้ หวังจะให้ราชสำนักส่งทหารไปช่วย นี่คือฎีกาด่วนแปดร้อยลี้ที่กู่จงสวินส่งมา และจดหมายลายมือขอความช่วยเหลือจากมู่จี๋อัน ผู้บัญชาการทหารแห่งเมืองหนิงโจวพ่ะย่ะค่ะ"
คังจื้อป๋อที่รออยู่ด้านข้าง ม่านตาหดเล็กลงอย่างรวดเร็ว เขามองดูฎีกาสองฉบับที่ซ้อนกันอยู่ในมือของอู๋เจี้ยนเจิงอย่างไม่อยากจะเชื่อ
เรื่องวุ่นวายถาโถมเข้ามาไม่ขาดสาย ช่างเป็นการเคราะห์ซ้ำกรรมซัดโดยแท้
ขันทีจ้าวรีบนำฎีกาทั้งสองฉบับไปวางไว้ใกล้มือเซียวเฉิงจิ่ง
เมื่อเปิดฎีกาออก ตัวอักษรแต่ละตัวก็ประทับลงในใจของเซียวเฉิงจิ่ง หน้าอกราวกับจะระเบิดออกมา
จดหมายลายมือของตระกูลมู่ยิ่งเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือด คาดว่าสถานการณ์การรบในตอนนั้นคงจะดุเดือดมาก ไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างแล้ว
หลังจากอ่านจบเซียวเฉิงจิ่งก็ยกมือขึ้นกุมขมับและหลับตาลง เหนื่อยใจในขณะเดียวกันสมองก็ว้าวุ่นไปหมด
อุตส่าห์สงบสุขมาได้พักหนึ่งแล้ว แดนตะวันตกเฉียงใต้ก็มาเกิดเรื่องขึ้นอีก นี่คงไม่อยากให้ฮ่องเต้อย่างเขาได้นั่งอย่างสงบสุขเลยสินะ
"เรียกตงฟางเซ่าถิง จงซูลิ่ง และกู้ฉีซาน อัครเสนาบดี มาเข้าเฝ้า"
คังจื้อป๋อเห็นฮ่องเต้ยังนึกถึงตนเองไม่ได้ ก็รีบคุกเข่าตะโกนเสียงดัง "ฝ่าบาท กระหม่อมก็มีเรื่องสำคัญจะกราบทูลเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ"
เซียวเฉิงจิ่งเบนสายตาอันลึกล้ำไปมองเขา น้ำเสียงทุ้มต่ำและแฝงไปด้วยความรำคาญใจเล็กน้อย "เรื่องอะไร?"
ปกติแล้วกรมพิธีการไม่น่าจะมีเรื่องใหญ่โตอะไร
คังจื้อป๋อหยิบหนังสือราชการออกมาจากแขนเสื้อ
"ทูลฝ่าบาท นี่คือหนังสือราชการที่แคว้นโส่วเป่ยเพิ่งส่งมา ฮ่องเต้แคว้นโส่วเป่ยต้องการส่งราชทูตเข้าเมืองหลวงเพื่อร่วมถวายพระพรในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ ตอนนี้คณะทูตมารออยู่ที่ชายแดนแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
บรรยากาศภายในห้องทรงพระอักษรเย็นเยียบลงกะทันหัน แส้หางม้าในมือของขันทีจ้าวสั่นเทา
ถวายพระพร! แคว้นโส่วเป่ยเคยเป็นมิตรขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?
รู้สึกว่ามันพิลึกพิลั่นเกินไป
"ตอนข้าอายุครบห้าสิบพรรษาเขายังไม่มาถวายพระพรเลย แล้วมาทำอะไรเอาป่านนี้?"
คังจื้อป๋อก้มหน้า "ตามที่ทหารที่คุ้มกันหนังสือราชการมาบอก ฮ่องเต้แคว้นโส่วเป่ยทรงทราบข่าวว่าฝ่าบาทเพิ่งจะได้พระราชโอรสหกพระองค์และพระราชธิดาเจ็ดพระองค์ ประกอบกับใกล้จะถึงวันเฉลิมพระชนมพรรษา นับเป็นเรื่องมงคลซ้อนมงคล เพื่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองแคว้น จึงได้ส่งราชทูตมาเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีพ่ะย่ะค่ะ"
ขันทีจ้าววางหนังสือราชการลงบนโต๊ะตรงหน้าเซียวเฉิงจิ่ง
เมื่อเปิดออก หนังสือราชการที่ประทับตราแคว้นโส่วเป่ยก็สร้างแรงกดดันอันมหาศาลให้กับเซียวเฉิงจิ่ง เขารู้สึกเสมอว่าเรื่องนี้มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด
"ใครเป็นราชทูตเอก?"
คังจื้อป๋อ: "เว่ยอ๋องกงหลินเจวี๋ยพ่ะย่ะค่ะ"
เซียวเฉิงจิ่งถามด้วยความสงสัย "ทำไมถึงไม่ได้แซ่เฮ่อ?"
คังจื้อป๋อเงยหน้าขึ้นอธิบาย "ทูลฝ่าบาท กงหลินเจวี๋ยเป็นอ๋องต่างแซ่ที่เฮ่อหมิงหยวน ฮ่องเต้แคว้นโส่วเป่ยเพิ่งจะแต่งตั้งขึ้น ไม่ใช่คนในราชวงศ์ของแคว้นโส่วเป่ยพ่ะย่ะค่ะ"
"ได้ยินมาว่าคนผู้นี้วรยุทธ์สูงส่ง เป็นที่โปรดปรานของเฮ่อหมิงหยวนมาก ในมือยังมีกองทัพของแคว้นโส่วเป่ยอยู่อีกนับแสนนาย การมาเป็นราชทูตในครั้งนี้เกรงว่าจะไม่ได้มาดีพ่ะย่ะค่ะ"
มือของเซียวเฉิงจิ่งที่นั่งอยู่บนพระที่นั่งบีบที่พักแขนที่แกะสลักเป็นรูปหัวมังกรเอาไว้แน่น นัยน์ตาดำขลับจ้องเขม็งไปที่ฎีกาสามเล่มบนโต๊ะ หลังจากครุ่นคิดอยู่นานในที่สุดก็เอ่ยปากขึ้น
"เรียกตงฟางเซ่าถิง จงซูลิ่ง, กู้ฉีซาน อัครเสนาบดี, และเฟ่ยเหยียนจาง ราชบัณฑิตแห่งราชวิทยาลัยฮั่นหลิน มาเข้าเฝ้า"
อู๋เจี้ยนเจิงและคังจื้อป๋อถอยไปรออยู่ด้านข้างอย่างเงียบๆ
แผ่นหลังที่ไม่กล้าโค้งงอเอาแต่ค้อมตัวอยู่ตลอดเวลา ประกอบกับบรรยากาศที่กดดันภายในห้องทรงพระอักษรและเซียวเฉิงจิ่งที่อาจจะระเบิดอารมณ์ออกมาได้ทุกเมื่อ ทั้งสองคนรู้สึกว่าทรมานยิ่งกว่าการออกไปยืนตากแดดอยู่ข้างนอกเสียอีก