เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 406 ผู้บำเพ็ญเพียรแห่งแคว้นหมิงชอบทำความดีโดยไม่ทิ้งชื่ออย่างนั้นหรือ

บทที่ 406 ผู้บำเพ็ญเพียรแห่งแคว้นหมิงชอบทำความดีโดยไม่ทิ้งชื่ออย่างนั้นหรือ

บทที่ 406 ผู้บำเพ็ญเพียรแห่งแคว้นหมิงชอบทำความดีโดยไม่ทิ้งชื่ออย่างนั้นหรือ


บทที่ 406 ผู้บำเพ็ญเพียรแห่งแคว้นหมิงชอบทำความดีโดยไม่ทิ้งชื่ออย่างนั้นหรือ

นางคนเสียสติไท่เซียว นังแพศยาที่วันๆ รู้จักแต่การฆ่า ฆ่า แล้วก็ฆ่า...

ท่านผู้เฒ่าเซียนฉางหมางสบถด่าในใจอีกครา

ในอดีตนั้น อุปนิสัยของไท่เซียวสุดโต่งจนเข้าขั้นบ้าคลั่ง ในโลกของนาง ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนตัดสินด้วยกำลัง หากอยากได้มรดกสืบทอดของนางอย่างนั้นหรือ ได้ซิ ทว่าต้องรับกระบี่ของนางให้ได้หนึ่งกระบวนท่าเสียก่อน หากต้านทานไม่ได้ ดวงจิตเทพก็จะแตกสลาย และไม่มีคุณสมบัติที่จะก้าวต่อไป การทดสอบทุกคราของนางล้วนเป็นสถานการณ์เป็นตาย ที่ไม่มีโอกาสให้แก้ตัวหรือยอมจำนน ย่อมมีเพียงต้องฟันฝ่าออกไปหรือไม่ก็ตายอยู่ตรงนั้น

ยามนั้น เขาเพียงต้องการเข้าไปใกล้ชิดแม่นางผู้คุ้มคลั่งคนนั้น แต่นางกลับไม่เอ่ยวาจาแม้แต่คำเดียว เพียงยกมือขึ้นแล้วปลดปล่อยปราณกระบี่เข้าใส่ เกือบจะผ่าร่างของเขาออกเป็นสองซีก แม้ในยามนี้เมื่อหวนคิดถึง เรื่องราวเหล่านั้นต่อให้เขาเป็นเพียงร่างแยกจิตวิญญาณ ทว่าหัวไหล่ก็ยังคงปวดแปลบอยู่ลึกๆ

นังแพศยาคนนั้น... ช่างเป็นคนบ้าแบบไหน ย่อมทิ้งมรดกสืบทอดแบบนั้นไว้จริงๆ

ท่านผู้เฒ่าเซียนฉางหมางมองไปยังหลินเลี่ย แววตาพลันประกายแสงเย็นเยียบ การที่เขาจะลงมือโดยตรงคงไม่เหมาะสมนัก ดังนั้นให้ร่างแยกของไท่เซียวเป็นผู้ลงมือย่อมดีกว่า อีกอย่าง สิ่งที่เขาเอ่ยไปทั้งหมดล้วนเป็นความจริง ดินแดนลี้ลับไท่เซียวอันตรายเป็นอย่างยิ่ง หากผ่านไปไม่ได้ก็ต้องตาย แต่ถ้าผ่านไปได้ มันย่อมเป็นประโยชน์ต่อการบำเพ็ญเพียรของตนอย่างแท้จริง

หากตายไป พลังต้นกำเนิดย่อมคืนสู่โลก

หากรอดชีวิต มรดกสืบทอดของไท่เซียวจะทำให้เจตจำนงของเจ้าเด็กนี่มั่นคงยิ่งขึ้น และบางทีอาจจะไม่ถูกผู้อื่นล่อลวงได้ง่ายดายนัก ทว่าในใจเขายังคงหวังให้ไท่เซียวฟาดกระบี่ปลิดชีพหมอนี่ให้ตายคามือไปเสีย จะได้ประหยัดเวลาและตัดปัญหาของทุกคนในภายภาคหน้า

เมื่อเห็นว่าท่านผู้เฒ่าเซียนฉางหมางสั่งการหลินเลี่ยเสร็จสิ้นแล้ว ไป๋เฉินจึงเอ่ยขอตัวลาอีกครั้ง

"ท่านอาจารย์ ศิษย์ขอตัวกลับก่อน"

"ศิษย์ของข้า"

ฉางหมางรั้งตัวไป๋เฉินไว้ล่วงหน้าโดยไม่รู้ตัว

"รับสั่งใดหรือ ท่านอาจารย์"

ไป๋เฉินมองไปที่ฉางหมาง รอคอยให้อาจารย์เอ่ยวาจา

เมื่อมองเข้าไปในดวงตาอันกระจ่างใสของไป๋เฉิน ฉางหมางพลันโบกมือคราหนึ่ง ส่งตัวหลินเลี่ยออกไปจากดินแดนลี้ลับก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงเอ่ยถามว่า "เจ้ายกระดับเป็นชะตากรรมห้าสีแล้วใช่หรือไม่"

ไป๋เฉินตอบกลับด้วยความงุนงง "ขอรับ เหตุใดท่านอาจารย์จึงถามเช่นนี้"

วิชาตรวจปราณหยั่งสวรรค์นั้นเป็นสิ่งที่ฉางหมางถ่ายทอดให้แก่เขา ดังนั้นเขาจึงคิดไปเองว่า ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามา แววตาประหลาดใจของท่านผู้เฒ่าเซียนฉางหมางเป็นเพราะรับรู้ถึงพรสวรรค์ชะตากรรมห้าสีในตัวเขาอยู่ก่อนแล้ว ที่แท้ไม่ใช่หรอกหรือ

ท่านผู้เฒ่าเซียนฉางหมางพยักหน้า "เป็นอย่างที่ข้าคิดจริงๆ"

"เมื่อครู่ยามที่ข้าโคจรวิชาตรวจปราณหยั่งสวรรค์ ข้าพบว่าเส้นชะตาและกลิ่นอายบนตัวของเจ้าเปลี่ยนไป สิ่งที่เจ้าแสดงออกในยามนี้มีเพียงชะตากรรมสีทอง และมีเพียงรากปราณวารีกับพฤกษาเท่านั้น มีผู้ใดบางคนใช้วิชาบำเพ็ญเพียรอันลึกล้ำที่เกือบจะตบตาสวรรค์ได้ เพื่อปกปิดรูปโฉมชะตากรรมห้าสีของเจ้าเอาไว้"

"วิธีการของคนผู้นั้นแม่นยำยิ่งนัก ไม่เพียงแต่ตัดขาดการสืบเสาะแห่งกรรม แต่ยังซ่อนชะตากรรมที่แท้จริงของเจ้าไว้ในส่วนลึก จนกระทั่งแม้แต่ตัวข้าก็ยังมองไม่ทะลุ"

น้ำเสียงของท่านผู้เฒ่าเซียนเจือความรู้สึกทอดถอนใจ "การจะปกปิดได้ถึงระดับนี้ ผู้ร่ายวิชาไม่เพียงแต่ต้องมีตบะบำเพ็ญอันลึกล้ำ ทว่าความพยายามและพลังต้นกำเนิดที่พวกเขาเสียไปย่อมต้องมหาศาลยิ่งนัก"

"มีคนใช้วิชาปกปิดชะตากรรมกับข้าอย่างนั้นหรือ"

พายุหมุนลูกใหญ่ก่อตัวขึ้นในใจของไป๋เฉินทันที

วิชาปกปิดนี้ถูกร่ายใส่ตัวเขาตั้งแต่เมื่อใด

หรือจะเป็นจักรพรรดิเสวียนเวย

พลันนั้น เขา นึกขึ้นได้ว่ายามที่พบกับจักรพรรดิเสวียนเวยที่แคว้นหมิงก่อนหน้านี้ องค์จักรพรรดิเหมือนจะตบไหล่เขาเบาๆ อย่างไม่ใส่ใจนัก ในเวลานั้น เขารู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างขึ้นมาจริงๆ ทว่ามันก็เลือนหายไปในชั่วพริบตา ตอนนั้นเขาตรวจสอบทั่วทั้งร่างอย่างละเอียดแล้วแต่กลับไม่พบสิ่งใดผิดแปลก เมื่อมาคิดดูในยามนี้ คงเป็นจักรพรรดิเสวียนเวยที่ช่วยปกปิดชะตากรรมให้แก่เขาในตอนนั้นเป็นแน่

ทว่าคนผู้นั้นกลับไม่เอ่ยวาจาแม้แต่คำเดียว เพียงแค่แอบช่วยเหลือเขาอย่างเงียบๆ เช่นนี้ สิ่งนี้...

ความรู้สึกของไป๋เฉินพลันซับซ้อนขึ้นมาในทันที

น้ำใจในครานี้ ถือเป็นหนี้บุญคุณอันยิ่งใหญ่นัก

ท่านผู้เฒ่าเซียนฉางหมางยิ้มเมื่อเห็นท่าทางตกใจของไป๋เฉิน ก่อนจะสั่งสำทับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "เมื่อมีเวลา จงเตรียมสิ่งของรักษาชีวิตและโอสถทิพย์ไว้ให้มากหน่อย พวกเราเป็นผู้บำเพ็ญวิถีโอสถ การมีของรักษาชีวิตไว้มากมายไม่ใช่เรื่องน่าอับอายอันใด"

"ในภายภาคหน้า จงหมั่นพากเพียรบำเพ็ญเพียร ดูแลตัวเองให้ดี และอย่าทำให้ผู้ที่ห่วงใยเจ้าต้องเป็นกังวล"

ไป๋เฉินตั้งสติได้จึงประสานมือ "รับทราบ ศิษย์จะจดจำให้มั่น"

"กลับไปเสียเถอะ"

"ศิษย์ขอลา"

ท่านผู้เฒ่าเซียนฉางหมางมองตามแผ่นหลังของไป๋เฉินที่ค่อยๆ ลับตาไป พลางทอดถอนใจยาว

เดิมทีเขาอยากจะเตือนไป๋เฉินว่า ผู้ที่จะทำการใหญ่ใจต้องไม่สั่นคลอน หากหลินเลี่ยผู้นี้กลายเป็นตัวถ่วงบนเส้นทางสู่การตัดเซียนในอนาคต หรือถึงขั้นเป็นอันตรายต่อพลังต้นกำเนิดของทวีปเสวียนชาง เขาจะต้องตัดสัมพันธ์อย่างเด็ดขาดและไม่ทำตัวใจอ่อนเยี่ยงสตรี

ทว่าคำพูดเหล่านี้กลับวนเวียนอยู่ที่ปลายลิ้น ก่อนที่เขาจะกลืนมันกลับลงคอไปในที่สุด

ฉางหมางยกมุมปากยิ้มเยาะตัวเอง ความรู้สึกหมดหนทางในใจยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น หากไม่ใช่เพราะเด็กคนนี้เป็นคนมีน้ำใจ มีคุณธรรม และมีจิตใจเพื่อใต้หล้า เหตุใดเขาจึงเลือกไป๋เฉินเพื่อฝากฝังผลแห่งมรรคาชั่วชีวิตของตนเล่า

การเป็นคนมีน้ำใจและมีคุณธรรมไม่ใช่เรื่องผิด สิ่งที่ผิดคือโลกใบนี้ต่างหาก

ท่านผู้เฒ่าเซียนฉางหมางหลับตาลง

ในยามนี้ไป๋เฉินได้กลายเป็นชะตากรรมห้าสี และเป็นบุคคลที่ทวีปเสวียนชางเลือกเพื่อทำลายสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เขาถูกกำหนดให้ต้องแบกรับชะตากรรมของผู้อื่นยามที่ก้าวเดินต่อไปข้างหน้า คุณธรรมย่อมเป็นมรรคาของเขา

ในฐานะอาจารย์ เขาทำได้เพียงวางแผนล่วงหน้าให้เด็กคนนี้เพิ่มอีกไม่กี่ก้าวเท่านั้น

"ปล่อยให้พวกคนแก่อย่างพวกเรา หาทางคลี่คลายเรื่องราวชั่วร้ายเหล่านี้เองเถอะ"

ร่างของท่านผู้เฒ่าเซียนฉางหมางค่อยๆ เลือนหายไป และกลับคืนสู่ใจกลางของค่ายกล

ไป๋เฉินเพิ่งก้าวออกมาจากดินแดนลี้ลับฉางหมาง และยังไม่ทันตั้งหลักให้มั่น ร่างอันสง่างามสายหนึ่งก็แหวกฝ่าอากาศมาถึง

ความวิตกกังวลบนใบหน้าของสี่จิ่วอินพลันผ่อนคลายลงในยามที่นางเห็นไป๋เฉิน นางเพิ่งจะลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ทว่าเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นเบ้าตาซ้ายที่เขียวช้ำอย่างเห็นได้ชัดของไป๋เฉิน สีหน้าที่เพิ่งจะผ่อนคลายลงเมื่อครู่ก็กลับกลายเป็นเย็นเยียบราวกับน้ำค้างแข็งทันที และจิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัวอย่างที่สุดก็ระเบิดออกมาราวกับคลื่นยักษ์ถาโถม

สี่จิ่วอินพุ่งตัวมาตรงหน้าไป๋เฉิน ดวงตาคู่งามที่สะกดวิญญาณผู้คนยามนี้เต็มไปด้วยเพลิงโทสะ "เมื่อครู่มีคนลอบซุ่มโจมตีท่านอาจารย์อย่างนั้นหรือ"

นางมองไปรอบๆ ลานบ้านที่รกร้างและทรุดโทรม ยิ่งทำให้มั่นใจในข้อสันนิษฐานของตนมากขึ้น

"เป็นผู้ใดกัน ท่านอาจารย์บอกศิษย์มาเถอะ แล้วศิษย์จะไปฆ่ามันเดี๋ยวนี้"

คิดไม่ถึงว่าจะมีคนกล้าลงมือทำร้ายไป๋เฉินต่อหน้าต่อตานางเช่นนี้ นางจะถลกหนังมันทั้งเป็นให้จงได้

ไป๋เฉินรีบโบกมือเป็นพัลวันเพื่ออธิบาย "ลอบโจมตีอันใดกัน ไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้น ข้าแค่ประลองฝีมือกับศิษย์พี่หลินนิดหน่อย แล้วข้าแค่หลบไม่ทันท่วงทีก็เท่านั้นเอง"

สี่จิ่วอินชะงักไป ประลองฝีมือกับศิษย์พี่หลินอย่างนั้นหรือ

นางมองไปทางซ้ายทีทางขวาที นอกจากลานบ้านที่รกร้างแล้ว ยังจะมีผู้ใดอยู่อีกเล่า

ท่านอาจารย์ไม่ได้ตรวจสอบรอบๆ ก่อนจะเอ่ยวาจามุสาเลยหรืออย่างไร

ไป๋เฉินมองซ้ายมองขวาร่วมกับสี่จิ่วอินเช่นกัน จึงเพิ่งตระหนักได้ว่าหลินเลี่ยไม่ได้อยู่แถวนี้แล้ว ทว่าเขาไม่อยากจมปลักอยู่กับคำถามที่ว่าเบ้าตาของเขาเขียวช้ำได้อย่างไร จึงรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที

"พวกเราอย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องนี้เลย เจ้าบอกว่าจะไปศึกษาแผนภาพค่ายกลไม่ใช่หรือ เหตุใดจึงหาทางมาถึงที่นี่ได้"

แคว้นหมิงมีรากฐานลึกล้ำในเรื่องค่ายกล ไป๋เฉินได้มอบแผนภาพค่ายกลแห่งแดนเบื้องบนที่มีอยู่ในมือให้นางไปศึกษา บางทีมันอาจจะช่วยเพิ่มรากฐานค่ายกลของสำนักสุญตาประสานได้

เมื่อได้ยินคำถามของไป๋เฉิน สี่จิ่วอินอดไม่ได้ที่จะเลิกหางตาขึ้นเล็กน้อย นางเกิดมาพร้อมกับกายเสน่ห์สวรรค์ ดังนั้นต่อให้นางไม่ได้มีความตั้งใจอื่นใดในยามนี้ ท่าทางที่นางแสดงออกมาโดยไม่รู้ตัวก็ยังคงเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อันเย้ายวนใจที่สะกดจิตวิญญาณผู้คน

"ท่านอาจารย์ ท่านยังจะเอ่ยเช่นนี้อีกหรือ ศิษย์กำลังศึกษาอยู่ในเก๋งจีนถึงช่วงเวลาสำคัญ พลันสัมผัสได้ว่าตราประทับคุ้มครองที่ศิษย์ทิ้งไว้บนตัวท่านอาจารย์ขาดการติดต่อซะอย่างนั้น จะไม่ให้ศิษย์ร้อนใจได้อย่างไร"

"เพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของท่านอาจารย์ ศิษย์จึงตามรอยปราณที่ท่านอาจารย์ทิ้งไว้ในโลกภายนอกมาตลอดทางจนถึงที่นี่ ทว่าพอมาถึงยอดเขาเฉียนคุนแห่งนี้ รอยปราณกลับสูญหายไปโดยสิ้นเชิง"

"ท่านอาจารย์ เมื่อครู่ท่านเข้าไปในดินแดนลี้ลับมาใช่หรือไม่"

ตราประทับนี้เชื่อมต่อกับดวงจิตเทพของนาง หากไป๋เฉินไม่ได้ประสบเคราะห์ร้าย หรือก้าวเข้าสู่สถานที่แห่งกฎเกณฑ์บางแห่งที่ตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง มันย่อมไม่มีวันขาดการติดต่อกะทันหันเช่นนี้ มีเพียงพื้นที่ประเภทนี้เท่านั้นที่สามารถสร้างโลกใบเล็กของตัวเองขึ้นมาได้ ซึ่งจะทำให้การตามรอยจิตเทพของผู้บำเพ็ญเพียรระดับแปรวิญญาณไร้ผลโดยสิ้นเชิง

ไป๋เฉินมองดูร่างกายของตนเองด้วยความประหลาดใจ สี่จิ่วอินถึงกับทิ้งตราประทับคุ้มครองไว้บนตัวเขาเชียวหรือ

ตัวเขาไม่ได้สังเกตเห็นเลยแม้แต่น้อย

เหตุใดผู้บำเพ็ญเพียรแห่งแคว้นหมิงทุกคน ถึงชอบแอบเอาสิ่งของมาใส่ไว้บนตัวผู้อื่น และชอบทำความดีโดยไม่ยอมทิ้งชื่อกันทั้งนั้นเลยนะ

จบบทที่ บทที่ 406 ผู้บำเพ็ญเพียรแห่งแคว้นหมิงชอบทำความดีโดยไม่ทิ้งชื่ออย่างนั้นหรือ

คัดลอกลิงก์แล้ว