- หน้าแรก
- ยอดกวีขยี้บัลลังก์
- บทที่ 1732 - ขี้ระแวง
บทที่ 1732 - ขี้ระแวง
บทที่ 1732 - ขี้ระแวง
บทที่ 1732 - ขี้ระแวง
ค่ำคืนนี้ช่างครึกครื้นยิ่งนัก ซูเฉิงเข้านอนดึกมาก กว่าจะตื่นก็ปาเข้าไปตอนที่ดวงอาทิตย์ลอยเด่นอยู่กลางฟ้าแล้ว
การที่ซูเฉิงสามารถนอนตื่นสายได้อย่างสบายใจโดยไม่มีใครในจวนกล้าปริปากบ่น และต่อให้เรื่องนี้รู้ไปถึงหูคนนอกก็ไม่มีใครกล้านินทานั้น เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยาก
ก็ในเมื่อซูเฉิงเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วแผ่นดิน อีกทั้งยังมีผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ชัด แล้วใครเล่าจะไม่ยอมรับ?
อันที่จริง บางครั้งองค์หญิงฉางเล่อก็ติดนิสัยนอนตื่นสายมาจากซูเฉิงเหมือนกัน
ทว่า วันนี้นางกลับไม่อาจนอนตื่นสายได้ เพราะเมื่อคืนหวังเซิ่งหนานมาพักที่นี่ หากนางยังมัวแต่นอนตื่นสาย ก็คงจะถูกหวังเซิ่งหนานหัวเราะเยาะเอาเป็นแน่
ส่วนองค์หญิงอวี้จางนั้น นางคุ้นเคยกับเรื่องแบบนี้จนเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว
องค์หญิงอวี้จางและหวังเซิ่งหนานเดินเคียงคู่กันเข้ามาในห้องโถงใหญ่
"เมื่อคืนพี่สาวนอนหลับสบายดีไหมเจ้าคะ?" องค์หญิงฉางเล่อเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
หวังเซิ่งหนานยิ้มตอบ "ข้านอนหลับสบายดีมาก ขอบใจน้องสาวที่เป็นห่วงนะ"
"หลายวันมานี้ท่านพี่คงจะยุ่งและเหนื่อยมาก หลับไปจนป่านนี้ก็ยังไม่ตื่นเลย ข้าก็ไม่อยากปลุกเขา ปล่อยให้เขานอนพักผ่อนไปเถอะ พวกเราเริ่มทานกันก่อนเลย ไม่ต้องรอเขาหรอกเจ้าค่ะ" องค์หญิงฉางเล่ออธิบายด้วยรอยยิ้ม
องค์หญิงอวี้จางไม่ได้รู้สึกแปลกใจแต่อย่างใด นางมาพักอยู่ที่หมู่บ้านตระกูลซูเป็นเวลานานจนคุ้นชินกับพฤติกรรมนี้ไปเสียแล้ว
หวังเซิ่งหนานกล่าวกลั้วรอยยิ้ม "ช่วงหลายวันมานี้เขาต้องคลุกอยู่แต่ในโรงงานเพื่อประดิษฐ์เครื่องกำเนิดไฟฟ้าและหลอดไฟ คงจะเหนื่อยมากจริงๆ ตอนนี้เมื่อการทดสอบประสบความสำเร็จแล้ว ก็ปล่อยให้เขานอนพักผ่อนให้เต็มอิ่มเถอะ"
องค์หญิงฉางเล่อแย้มพระโอษฐ์ "ถ้าจะให้เขานอนจนเต็มอิ่ม คงต้องรอจนดวงอาทิตย์ขึ้นสูงสามเสานู่นแหละ พวกเราคงต้องรอกันอีกนาน ทานมื้อเช้าเสร็จแล้ว พวกเราไปเดินเล่นชมดอกไม้ในสวนกันเถอะเจ้าค่ะ"
หวังเซิ่งหนานยิ้มปฏิเสธ "ข้าคงไม่ได้ไปหรอก เมื่อวานเพราะดึกมากแล้ว ข้าจึงไม่ได้กลับไปพร้อมกับท่านอาสามและพี่ชาย ป่านนี้พวกเขากำลังเป็นห่วงข้าอยู่แน่ๆ"
"ในเมื่อพี่สาวกล่าวเช่นนั้น ข้าก็คงไม่อาจรั้งพี่สาวไว้ได้" องค์หญิงฉางเล่อตอบพร้อมรอยยิ้ม
แม้ซูเฉิงจะนอนหลับสนิท แต่ชุยจื่อและพรรคพวกที่พักอยู่ที่คฤหาสน์ของตระกูลหวังแห่งไท่หยวนกลับนอนไม่หลับเลยตลอดทั้งคืน
ถึงแม้จะเป็นคฤหาสน์แถบชานเมือง แต่เหล่าบ่าวรับใช้ก็ดูแลปรนนิบัติอย่างดีเยี่ยม อาหารมื้อเช้าก็จัดเตรียมไว้อย่างหรูหรา
ทว่า ชุยจื่อและพรรคพวกกลับทานอาหารอย่างใจลอย ต่อให้อาหารตรงหน้าจะเลิศรสเพียงใด พวกเขาก็กลืนไม่ลง
เพราะเมื่อคืนหลังจากดื่มสุราและพูดคุยกันจนดึกดื่น พวกเขาก็ไม่ได้ข่าวคราวที่แน่ชัดจากปากของหวังหยวนฮุ่ยเลย จนถึงตอนนี้พวกเขาจึงมั่นใจแล้วว่า สองอาหลานตระกูลหวังไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังอะไรจริงๆ
แม้จะทานอาหารมื้อเช้าอย่างฝืดคอ แต่ชุยจื่อและพรรคพวกก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะยอมจากไป
"พี่ๆ ทั้งหลายไม่ได้กลับไปเยี่ยมคฤหาสน์ของตัวเองในเมืองฉางอันมานานแล้วกระมัง? ไม่อยากกลับไปดูหน่อยหรือ?" หวังหยวนฮุ่ยเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม
นี่ถือเป็นการเชิญแขกให้กลับอย่างชัดเจน หวังหยวนฮุ่ยไม่ได้อยากจะพูดจาตรงไปตรงมาขนาดนี้เลย
แต่เขาพยายามพูดอ้อมค้อมหลายครั้งแล้ว ชุยฉวินและพรรคพวกก็ยังแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ และยังคงดื้อด้านไม่ยอมไป เขาจะทำอย่างไรได้ล่ะ?
เขาจึงต้องใช้วิธีพูดตรงๆ แบบนี้แหละ
เพราะเขารู้ว่าเดี๋ยวหลานสาวของเขาก็จะกลับมาแล้ว และเขาก็มีเรื่องมากมายที่อยากจะถามหลานสาว ซึ่งเรื่องพวกนี้เขาไม่อยากให้ชุยจื่อและพรรคพวกมาร่วมรับฟังด้วย
ชุยจื่อหัวเราะร่วน "มีอะไรน่าดูนักหนา? ตระกูลใหญ่ของพวกเรามีคฤหาสน์ตั้งกี่แห่ง? หากต้องไปตามดูทีละแห่ง คงต้องใช้เวลาจนตายไปข้างหนึ่งก็ยังดูไม่หมดหรอก!"
ชุยฉวินก็หัวเราะตาม "พวกเราพี่น้องเก่าแก่ไม่ได้รวมตัวกันแบบนี้นานแล้ว ก็ต้องพูดคุยรำลึกความหลังกันให้เต็มที่สิ!"
หลี่หย่วนเต้ายิ้มกว้าง "ใช่เลย! เมื่อคืนพวกเราคุยกันอย่างสนุกสนาน ข้ายังรู้สึกว่ายังคุยกันไม่จุใจเลย!"
ยังไม่จุใจบ้าบออะไรกันล่ะ!
หวังหยวนฮุ่ยรู้ทันความคิดของพวกเขาเป็นอย่างดี ตาแก่พวกนี้ชัดเจนว่าต้องการจะอยู่รอหวังเซิ่งหนานกลับมา เพื่อจะได้หยั่งเชิงถามข้อมูลจากนาง
วินาทีนี้ หวังหยวนฮุ่ยเริ่มรู้สึกภาวนา ไม่ให้หลานสาวของเขารีบกลับมาเร็วเกินไปนัก
หวังหยวนฮุ่ยฝืนยิ้ม "นานๆ พวกเราพี่น้องเก่าแก่จะได้มารวมตัวกัน ก็สมควรที่จะต้องพูดคุยรำลึกความหลังกันให้เต็มที่ ทว่า วันนี้ข้าต้องกลับเข้าไปในเมืองฉางอันแล้ว..."
ยังไม่ทันที่หวังหยวนฮุ่ยจะพูดจบ ชุยจื่อก็รีบแทรกขึ้นพร้อมเสียงหัวเราะ "บังเอิญจังเลย พวกเราก็ตั้งใจจะกลับเข้าเมืองเหมือนกัน ไปด้วยกันเลยสิ!"
หลี่หย่วนเต้าหัวเราะร่า "พวกเรากลับเข้าเมืองพร้อมกัน แล้วแวะไปดื่มสุราที่คฤหาสน์ของท่านพี่ต่อ ถือเป็นเรื่องราวที่น่าประทับใจยิ่งนัก!"
ช่างหน้าหนาไร้ยางอายจริงๆ!
หวังหยวนฮุ่ยแทบจะหลุดปากด่าออกมา แต่แล้วจู่ๆ บ่าวรับใช้คนหนึ่งก็เดินเข้ามาและรายงานด้วยความนอบน้อม "เรียนท่านอาสาม คุณหนูใหญ่กลับมาแล้วขอรับ!"
ทันทีที่บ่าวรับใช้รายงานจบ หวังหยวนฮุ่ยยังไม่ทันได้อ้าปากพูด ชุยจื่อและพรรคพวกก็รีบผุดลุกขึ้นยืนด้วยความร้อนรน พร้อมกับเอ่ยเป็นเสียงเดียวกัน "ยังไม่รีบไปเชิญหลานเซิ่งหนานเข้ามาอีก! นางหายไปทั้งคืน พวกเราผู้เป็นลุงต่างก็เป็นห่วงนางยิ่งนัก!"
เมื่อบ่าวรับใช้เข้ามารายงาน หวังหยวนฮุ่ยก็ตระหนักได้ทันทีว่า คงไม่มีทางหลบเลี่ยงได้แล้ว
"ให้เซิ่งหนานเข้ามาเถอะ" หวังหยวนฮุ่ยโบกมือสั่งการ
หวังเซิ่งหนานพาสาวใช้เดินเยื้องย่างเข้ามา เมื่อเงยหน้าขึ้นและเห็นผู้คนจำนวนมากรวมตัวกันอยู่ในห้องโถง นางก็อดไม่ได้ที่จะเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
เพราะนางไม่คาดคิดเลยว่าจะได้พบกับชุยจื่อและพรรคพวกตั้งแต่เช้าตรู่เช่นนี้
ตาแก่พวกนี้ทำไมถึงมาที่นี่แต่เช้าตรู่ล่ะ?
ซูเฉิงก็รับปากแล้วไม่ใช่หรือว่าจะขายเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและหลอดไฟให้พวกท่าน?
แล้วทำไมพวกท่านยังต้องมาร้อนรนอะไรอีกล่ะ?
หวังเซิ่งหนานหารู้ไม่ ว่าชุยจื่อและพรรคพวกไม่ได้เพิ่งมาถึงเมื่อเช้า แต่พวกเขาตามท่านอาสามและพี่ชายของนางมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว
และพวกเขาก็ยังคงดื้อด้านอยู่จนถึงตอนนี้
"หลานขอคารวะท่านลุงทุกท่านเจ้าค่ะ! ท่านลุงทุกท่านมาตั้งแต่เช้าตรู่เลยหรือเจ้าคะ?" หวังเซิ่งหนานย่อกายทำความเคารพอย่างชดช้อย
"ท่านลุงของเจ้าไม่ได้เพิ่งมาเมื่อเช้านี้หรอก แต่พวกเขาเดินทางมาพร้อมกับท่านอาสามตั้งแต่เมื่อคืนแล้วต่างหาก" หวังชิงหยุนเอ่ยตอบพร้อมรอยยิ้มบางๆ แฝงความหมายบางอย่าง
ชุยจื่อหัวเราะร่วน "ไม่ได้เจอกับพี่หวังมานาน เมื่อคืนหลังจากได้เห็นความมหัศจรรย์ของหลอดไฟ ทุกคนต่างก็รู้สึกยินดี จึงได้พูดคุยสังสรรค์กันจนดึกดื่น ช่างเป็นช่วงเวลาที่น่าประทับใจจริงๆ!"
หวังเซิ่งหนานเพียงแค่ยิ้มตอบ นางเป็นสตรีที่ฉลาดหลักแหลม มาถึงจุดนี้นางย่อมพอจะเดาออกแล้วว่า ชุยจื่อและพรรคพวกคงตั้งใจอยู่รอพบหน้าเพื่อหยั่งเชิงข้อมูลบางอย่างจากนางเป็นแน่
"ใช่แล้วเจ้าค่ะ การที่ท่านลุงทั้งหลายได้สนทนากันอย่างสนุกสนาน หลานก็ไม่ขอรบกวนแล้ว หลานขอตัวกลับไปพักผ่อนก่อนนะเจ้าคะ" หวังเซิ่งหนานกล่าวพร้อมกับยิ้มและทำท่าจะขอตัว
ชุยจื่อรีบรั้งไว้ "เดี๋ยวก่อน หลานสาว เมื่อคืนพวกเรากับท่านอาสามของเจ้าถกเถียงกันมาตลอด ว่าเครื่องกำเนิดไฟฟ้านั้นสร้างยากหรือไม่ พวกเราถกเถียงกันอยู่นานก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ จึงตั้งใจจะขอคำชี้แนะจากหลานสาวสักหน่อย!"
ที่แท้ก็เพื่อเรื่องนี้จริงๆ หวังเซิ่งหนานยิ้ม "ท่านลุงมาถามหลาน ก็คงเหมือนกับการถามทางจากคนตาบอดนั่นแหละเจ้าค่ะ หลานแม้จะพอมีความรู้เรื่องตำรับตำราอยู่บ้าง แต่เรื่องงานช่างหลานกลับไม่รู้เรื่องเลยสักนิด"
ชุยฉวินครุ่นคิด "ข้าได้ยินจากท่านอาสามของเจ้าว่า หลานเคยบอกว่าเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสร้างได้ไม่ยาก ใช่หรือไม่?"
หวังเซิ่งหนานพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม "หลานเคยพูดเช่นนั้นจริงเจ้าค่ะ เพราะหลานเห็นว่าซูเฉิงสามารถสร้างมันขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย หลานจึงคิดว่ามันคงไม่ยากอะไร"
หลี่หย่วนเต้าเอ่ยถาม "ไม่ยากจริงๆ หรือ? แล้วทำไมท่านกั๋วกงถึงยอมรับปากอย่างง่ายดายว่าจะขายให้พวกเราล่ะ? เมื่อคืนซูเฉิงไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติมเลยหรือ? หลานไม่ได้ถามเขาบ้างเลยหรือ?"
หวังเซิ่งหนานส่ายหน้าปฏิเสธเบาๆ "ไม่ได้ถามเลยเจ้าค่ะ!"
(จบแล้ว)