- หน้าแรก
- นัดเดทของฉันกับซอมบี้
- บทที่ 40 เฉินเสวียนเย่: ต่อให้ท่านจะเป็นเทพมังกร ผมก็ไม่ยอมนั่งรอความตายหรอก
บทที่ 40 เฉินเสวียนเย่: ต่อให้ท่านจะเป็นเทพมังกร ผมก็ไม่ยอมนั่งรอความตายหรอก
บทที่ 40 เฉินเสวียนเย่: ต่อให้ท่านจะเป็นเทพมังกร ผมก็ไม่ยอมนั่งรอความตายหรอก
เจียงเฉิน?
คำว่า 'เจียงเฉิน' เป็นตัวแทนของสิ่งใด นอกจากหวังเจินเจินแล้ว ทุกคนในที่นี้ล้วนรู้ดี
ต้นกำเนิดของผีดิบทั้งมวลบนโลกใบนี้
สุดยอดในหมู่ผีดิบ
ปฐมบรรพบุรุษผีดิบ
ราชาของผีดิบทั้งปวง
ทว่าเมื่อคำคำนี้หลุดออกมาจากปากของเทพมังกร ซ้ำยังเป็นการเอ่ยถามคนผู้หนึ่งต่อหน้า
สิ่งนี้ย่อมทำให้ทุกคนต้องระแวดระวังขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หม่าเสี่ยวหลิงใจหล่นวูบ ในฐานะผู้สืบทอดของตระกูลหม่า เธอย่อมรู้ซึ้งถึงบุญคุณและความจงรักภักดีที่เทพมังกรมีต่อตระกูลหม่าเป็นอย่างดี เธอเชื่อว่าเทพมังกรคงไม่เอ่ยปากซักถามเฉินเสวียนเย่โดยไร้สาเหตุเป็นแน่
เหออิงฉิวเองก็สะดุ้งตกใจเช่นกัน แม้เขาจะไม่ใช่คนตระกูลหม่า แต่ก็รู้ดีว่าการมีตัวตนอยู่ของเทพมังกรนั้นน่าเกรงขามเพียงใด เขาย่อมไม่คิดว่าเทพมังกรจะทำเรื่องไร้สาระอย่างแน่นอน
ส่วนขวงเทียนโย่วและขวงฟู่เซิงนั้นกลับเกิดความหวาดกลัวจับใจ อดไม่ได้ที่จะนึกย้อนกลับไปเมื่อหกสิบปีก่อน ในค่ำคืนนั้นบนภูเขาของหมู่บ้านหงซี นึกย้อนไปถึงเงาร่างที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้น และเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของพวกเขาไปตลอดกาล
เจียงเฉินคือใคร... นั่นคือปฏิกิริยาแรกของหวังเจินเจิน
"โดยเนื้อแท้แล้ว ผมกับเจียงเฉินไม่น่าจะมีความเกี่ยวข้องกันนะครับ" เฉินเสวียนเย่มองดูเทพมังกรพลางคลี่ยิ้มบาง
เจียงเฉินครอบครองสายเลือดผานกู่ ถือเป็นคนของเผ่าผานกู่ และอยู่ในฝ่ายคัมภีร์ปฐพี
ส่วนตัวเขาแม้จะอยู่ในสถานะของผีดิบ แต่ก็ไม่ได้ถูกเจียงเฉิน หรือผีดิบที่เป็นทายาทของเจียงเฉินกัด
ซ้ำเขายังสามารถสัมผัสได้ว่า ตนเองนั้นแตกต่างไปจากผีดิบตามความหมายทั่วไป
อย่างน้อยในแง่ของสายเลือดที่ดูเหมือนจะมีความเชื่อมโยงกัน ในตอนนี้เขาก็ไม่ใช่สายเลือดของเจียงเฉินอย่างแท้จริง หรือจะพูดให้ถูกก็คือไม่ใช่สายเลือดของผานกู่แล้ว
"กลิ่นอายของเจ้าช่างสับสนวุ่นวายนัก แต่ข้ามั่นใจว่าเจ้ากับเจียงเฉินต้องมีความเกี่ยวข้องกันอย่างแน่นอน" เทพมังกรพิจารณาเฉินเสวียนเย่อย่างละเอียดถี่ถ้วน มันไม่มีทางสงสัยในความรู้สึกของตนเองเด็ดขาด
"ลุงมังกร ท่านเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่าคะ เขาเป็นแค่ไอ้หมอดูจอมลวงโลกเท่านั้นเองนะ" หม่าเสี่ยวหลิงเอ่ยปากแก้ต่างให้เฉินเสวียนเย่ตามสัญชาตญาณ ไม่ใช่เพราะความสัมพันธ์ฉันมิตรแต่อย่างใด แต่เพียงแค่รู้สึกว่าผีดิบจะสามารถดูดวงได้อย่างไรกัน แถมยังดูแม่นยำถึงขนาดนั้นด้วย?
เหออิงฉิวอ้าปากคล้ายอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่คำพูดที่มาจ่ออยู่ตรงริมฝีปากก็ต้องถูกกลืนลงคอไป ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ไม่ใช่คนของตระกูลหม่า เขาย่อมไม่คิดว่าเทพมังกรจะมีความอดทนมากพอที่จะรับฟังคำพูดของตน
เทพมังกรเพียงแค่ปรายตามองหม่าเสี่ยวหลิงเรียบๆ จากนั้นสายตาก็เบนกลับมาหยุดอยู่ที่ร่างของเฉินเสวียนเย่อีกครั้ง เพื่อรอให้อีกฝ่ายเอ่ยคำตอบออกมา
เฉินเสวียนเย่รู้ดีว่า หากวันนี้เขาไม่ให้คำตอบที่ทำให้อีกฝ่ายพึงพอใจได้ เรื่องราวอาจจะไม่จบลงด้วยดีเป็นแน่
"บนโลกใบนี้ นอกจากเจียงเฉินแล้ว ผู้ที่ครอบครองกฎเกณฑ์แห่งมิติยังมีอยู่อีกมากมาย ผมก็เป็นเพียงแค่หนึ่งในนั้นเท่านั้นเอง"
เทพมังกรนิ่งเงียบไป
มันย่อมรู้ดีว่า กฎเกณฑ์แห่งมิติไม่ได้มีเพียงเจียงเฉินผู้เดียวที่ครอบครอง ทว่าความรู้สึกที่แผ่ออกมาจากร่างของอีกฝ่ายย่อมไม่มีทางผิดเพี้ยน เขากับเจียงเฉินมีกลิ่นอายแบบเดียวกัน
แต่มันก็ยังไม่อาจทำความเข้าใจได้ในชั่วพริบตานี้ ว่าท้ายที่สุดแล้วมันเกิดจากสาเหตุใดกันแน่
สายตาของมันกวาดมองไปที่คนทั้งหลายโดยรอบ
ผีดิบสองตน กับผู้ที่มีกลิ่นอายคล้ายคลึงเจียงเฉินอีกหนึ่งคน
มันจำเป็นต้องกำจัดสิ่งเหล่านี้ให้สิ้นซาก เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม
ในฐานะผู้สืบทอดของตระกูลหม่า หม่าเสี่ยวหลิงย่อมมีความเชื่อมโยงบางอย่างกับเทพมังกรอยู่แล้ว ในเสี้ยววินาทีที่ความคิดนั้นวาบผ่านเข้ามาในหัวของเทพมังกร เธอก็สามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจน "ลุงมังกร กลับไปเถอะค่ะ!"
เธออาจจะสงสัยผีดิบแปลกหน้าสักตนได้ แต่จะไม่มีทางสงสัยผู้ฝึกตนร่วมวิถีที่สามารถทำนายผลลัพธ์ออกมาได้อย่างแม่นยำโดยเด็ดขาด
วิถีแห่งเต๋านั้นมีเรื่องลี้ลับแปลกประหลาดมากมายนับไม่ถ้วน
สำนักควบคุมศพ บนตัวก็ย่อมมีไอปราณศพแผ่ออกมาไม่ใช่หรืออย่างไร
หรือจะเหมารวมว่าคนเหล่านั้นเป็นผีดิบไปด้วยอย่างนั้นหรือ?
เธอเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจว่า เทพมังกรเพียงแค่วินิจฉัยผิดพลาดเท่านั้น
เฉินเสวียนเย่ย่อมสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของกลิ่นอายบนร่างของเทพมังกร ที่แฝงไปด้วยจิตสังหารอันแสนเย็นเยียบเช่นกัน
นี่คิดจะจัดการผมไปด้วยเลยอย่างนั้นหรือ?
เขาก้าวเท้าเดินไปเบื้องหน้าอย่างช้าๆ พลางเร่งเร้าโลหิตแก่นแท้ภายในร่างกาย
ท้องฟ้ายามราตรีพลันถูกปกคลุมไปด้วยเมฆดำทะมึน
สายฟ้าแลบแปลบปลาบซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางกลุ่มเมฆดำทะมึน และกำลังรวมตัวกันมาทางนี้
"ต่อให้ท่านจะเป็นเทพมังกร แต่ผมคิดว่าท่านก็คงไม่ได้มีอำนาจล้นฟ้าทำได้ทุกอย่างหรอกนะครับ" เฉินเสวียนเย่เพียงแค่ไม่อยากลงมือแสดงพลังสุ่มสี่สุ่มห้า ทว่านั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะยอมนั่งรอความตาย เมื่อใดที่อันตรายมาเยือน การชิงลงมือจู่โจมก่อน ย่อมเป็นการตั้งรับที่ดีที่สุด
อย่างแย่ที่สุด
หากสู้ไม่ไหว เขาก็แค่ใช้วิชาเคลื่อนย้ายมิติหลบหนีไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด
เขาไม่เชื่อหรอกว่าเทพมังกรของตระกูลหม่าจะสามารถไล่ตามเขาทันได้
"วิชาอสนีบาต?" เทพมังกรเองก็สัมผัสได้ถึงกลุ่มเมฆดำทะมึนที่ก่อตัวรวมกันบนท้องฟ้า ความรู้สึกสับสนวาบผ่านเข้ามาในใจของมัน... หรือว่าข้าจะเข้าใจผิดไปจริงๆ?
ผีดิบจะครอบครองวิชาอสนีบาตได้อย่างไรกัน
พลังสองธาตุนี้โดยธรรมชาติแล้วล้วนเป็นปรปักษ์ต่อกัน
"เทพมังกร กลับไปเถอะค่ะ!" หม่าเสี่ยวหลิงตะโกนเสียงดังลั่นอีกครั้ง เธอรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าเมื่อครู่นี้เทพมังกรเกิดจิตสังหารต่อเฉินเสวียนเย่ขึ้นมา ในเวลานี้เธอไม่สนใจขวงเทียนโย่วอีกแล้ว เธอไม่อยากให้เทพมังกรสังหารนักทำนายที่กว่าจะได้พบตัวสักคน เพียงเพราะความเข้าใจผิดไปเอง
เมื่อเห็นว่าเทพมังกรยังคงไร้ซึ่งความเคลื่อนไหวใดๆ
หม่าเสี่ยวหลิงกัดฟันแน่น ก่อนจะก้าวเท้าออกไปเบื้องหน้า
"ลุงมังกร ขออภัยด้วยนะคะ ไว้หลังจากนี้ฉันจะอธิบายให้ท่านฟังเอง"
สิ้นเสียงคำพูด
หม่าเสี่ยวหลิงเริ่มประสานอินด้วยสองมือ พร้อมกับร่ายคาถาออกมา
ทันใดนั้นเอง
เทพมังกรก็ถูกบังคับให้กลายสภาพเป็นกลุ่มก้อนแสงสีทอง ก่อนจะเปลี่ยนรูปลักษณ์เป็นดาวกระดาษนำโชคร่วงหล่นลงสู่พื้น
หม่าเสี่ยวหลิงยกมือขึ้นคว้ารับดาวกระดาษนำโชคเอาไว้ได้ทันท่วงที เธอสัมผัสได้ถึงความพลุ่งพล่านของเทพมังกรที่อยู่ภายใน ทว่าเธอกลับไม่ได้สนใจไยดี และเก็บดาวกระดาษนำโชคกลับลงไปในกล่องสัมภาระโดยตรง
เมื่อเฉินเสวียนเย่เห็นว่าเทพมังกรถูกเรียกกลับคืนไปแล้ว เขาจึงตัดกระแสการไหลเวียนของโลหิตแก่นแท้ภายในร่างกายลง
เขาไม่ได้มีความมั่นใจเลยว่าจะสามารถเอาชนะเทพมังกรได้ อย่างน้อยที่สุดก็ในตอนนี้
แต่เมื่ออันตรายมาเยือน เขาก็อยากจะลองทดสอบดูสักตั้ง ว่าเทพมังกรนั้นแข็งแกร่งมากเพียงใด
เหออิงฉิวมองดูกลุ่มเมฆดำทะมึนบนท้องฟ้าที่ค่อยๆ สลายตัวไป สายตาอันเต็มไปด้วยความประหลาดใจจับจ้องไปที่ร่างของเฉินเสวียนเย่
"สหายเต๋าเฉิน คุณทำให้คนแก่อย่างผมหูตาสว่างขึ้นมากเลยจริงๆ"
"ไม่เพียงแต่จะทำนายทายทักได้อย่างแม่นยำ ซ้ำยังครอบครองพลังแห่งมิติ แล้วในตอนนี้... กลับยังครอบครองวิชาอสนีบาตอีกอย่างนั้นหรือ?"
เฉินเสวียนเย่เพียงแค่ส่งยิ้มบางๆ "มีทักษะติดตัวไว้เยอะๆ ก็ไม่เสียหายอะไรหรอกครับ"
ช่าง... ช่างเป็นข้ออ้างว่ามีทักษะติดตัวไว้เยอะๆ ไม่เสียหายอะไรที่ยอดเยี่ยมเสียนี่กระไร.... หางตาของเหออิงฉิวกระตุกยิกๆ ในพริบตานั้นเขากลับรู้สึกราวกับว่าตัวเองแก่ชราลงไปถึงสิบปี
หม่าเสี่ยวหลิงตวัดสายตามองเขาอย่างแปลกประหลาดใจ ในขณะเดียวกันเธอก็เชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจว่าการตัดสินใจของตนเองนั้นไม่มีทางผิดพลาด
ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ผีดิบสามารถดูดวงได้ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว
ทว่าในตอนนี้กลับยังมีทั้งพลังแห่งมิติและวิชาอสนีบาตเพิ่มเข้ามาอีก
จะมีผีดิบตนใดกันที่สามารถครอบครองความสามารถมากมายถึงเพียงนี้ได้ในเวลาเดียวกัน?
ทั้งการดูดวง พลังแห่งมิติ และวิชาอสนีบาต มีสิ่งใดบ้างที่ไม่จำเป็นต้องใช้พลังปราณธรรมขับเคลื่อน?
นายลองบอกฉันมาสิว่าผีดิบยังสามารถใช้พลังปราณธรรมได้ด้วยอย่างนั้นหรือ?
นายบ้าไปแล้วหรือว่าฉันโง่กันแน่?
"เอาล่ะ ตอนนี้เล่ามาได้แล้วครับ ว่าพวกคุณสองคนไปสู้กันได้ยังไง?" เฉินเสวียนเย่ไม่อยากเสียเวลาไปกับปัญหาข้อนี้มากจนเกินไป เพราะแท้จริงแล้ว แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่แน่ใจเลยด้วยซ้ำ ว่าตกลงแล้วเขานับเป็นผีดิบในสายเลือดของเจียงเฉินหรือไม่
เมื่อได้ยินเช่นนั้น
หม่าเสี่ยวหลิงกับขวงเทียนโย่วต่างก็หันมาสบตากันแวบหนึ่ง
ขวงเทียนโย่วขมวดคิ้วมุ่น คล้ายกับมีเรื่องยากจะเอื้อนเอ่ยอยู่เต็มอก
ส่วนหม่าเสี่ยวหลิงนั้นกลับพูดจาอย่างไม่ไว้หน้า "อย่าคิดนะว่าวันนี้ไอ้หมอดูจอมลวงโลกนี่ช่วยชีวิตนายเอาไว้ แล้วนายจะลอยนวลไปได้น่ะ"
"ตกลงว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ครับ" เฉินเสวียนเย่ไม่อยากฟังคนทั้งสองสาดคำขู่ใส่กันราวกับเด็กเล่นขายของ
สิ้นเสียงคำพูด
หม่าเสี่ยวหลิงเค้นเสียงเย็นชา "นายก็ถามเขาดูเอาเองสิ"
เฉินเสวียนเย่ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเบนสายตาไปมองขวงเทียนโย่ว
ดูจากท่าทีของหม่าเสี่ยวหลิงแล้ว เรื่องนี้ย่อมต้องเกี่ยวข้องกับขวงเทียนโย่วอย่างแยกไม่ออก หรือจะพูดให้ถูกก็คือ การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่หม่าเสี่ยวหลิงที่เป็นฝ่ายเริ่มก่อกวนก่อน แต่เป็นเพราะได้รับผลกระทบมาจากขวงเทียนโย่ว
ทว่าขวงเทียนโย่วกลับทำเพียงแค่ยืนนิ่งอยู่ที่เดิมราวกับคนใบ้กิน ไม่ยอมปริปากพูดอะไรออกมาเลยแม้แต่ครึ่งคำ
เฉินเสวียนเย่ชักจะอยากลงไม้ลงมือกับคนขึ้นมาตงิดๆ เสียแล้ว.... ในเมื่อถามแล้วไม่ยอมบอก แล้วจะรออะไรอยู่อีก?
พอรอให้คนอื่นเป็นฝ่ายพูด
คุณก็ค่อยโพล่งขึ้นมาอีกประโยคว่า 'ให้ผมพูดเองดีกว่า' งั้นสิ?
ประสาท!
ทุกคนต่างพากันนิ่งเงียบ
ทุกคนล้วนแต่เงียบกริบราวกับนัดแนะกันเอาไว้ คล้ายกับว่าเรื่องราวมันยากที่จะเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างนั้นหรือ?
ในตอนนั้นเอง เหออิงฉิวก็เอ่ยปากขึ้นมา "เฮ้อ... งั้นฉันขอเป็นคนเล่าเองก็แล้วกัน"
"ให้ผมพูดเองดีกว่าครับ" ขวงเทียนโย่วเงยหน้าขึ้นขวับ เขาไม่ยอมให้ผู้อื่นเอาเรื่องราวของเขา ไปป่าวประกาศให้ใครต่อใครฟังหรอกนะ
หางตาของเฉินเสวียนเย่กระตุกยิกๆ... กะไว้แล้วไม่มีผิด
ขวงเทียนโย่วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะหันไปมองเฉินเสวียนเย่ "เมื่อครู่นี้ผมตัดสินใจแล้วว่าจะไปหาอาซิ่ว... แต่คุณหม่าเธอไม่ยอมให้ไป เราก็เลยมีปากเสียงกัน แล้วก็เลยเถิดจนกลายเป็นการต่อสู้กันนี่แหละครับ"