เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 40 เฉินเสวียนเย่: ต่อให้ท่านจะเป็นเทพมังกร ผมก็ไม่ยอมนั่งรอความตายหรอก

บทที่ 40 เฉินเสวียนเย่: ต่อให้ท่านจะเป็นเทพมังกร ผมก็ไม่ยอมนั่งรอความตายหรอก

บทที่ 40 เฉินเสวียนเย่: ต่อให้ท่านจะเป็นเทพมังกร ผมก็ไม่ยอมนั่งรอความตายหรอก


เจียงเฉิน?

คำว่า 'เจียงเฉิน' เป็นตัวแทนของสิ่งใด นอกจากหวังเจินเจินแล้ว ทุกคนในที่นี้ล้วนรู้ดี

ต้นกำเนิดของผีดิบทั้งมวลบนโลกใบนี้

สุดยอดในหมู่ผีดิบ

ปฐมบรรพบุรุษผีดิบ

ราชาของผีดิบทั้งปวง

ทว่าเมื่อคำคำนี้หลุดออกมาจากปากของเทพมังกร ซ้ำยังเป็นการเอ่ยถามคนผู้หนึ่งต่อหน้า

สิ่งนี้ย่อมทำให้ทุกคนต้องระแวดระวังขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หม่าเสี่ยวหลิงใจหล่นวูบ ในฐานะผู้สืบทอดของตระกูลหม่า เธอย่อมรู้ซึ้งถึงบุญคุณและความจงรักภักดีที่เทพมังกรมีต่อตระกูลหม่าเป็นอย่างดี เธอเชื่อว่าเทพมังกรคงไม่เอ่ยปากซักถามเฉินเสวียนเย่โดยไร้สาเหตุเป็นแน่

เหออิงฉิวเองก็สะดุ้งตกใจเช่นกัน แม้เขาจะไม่ใช่คนตระกูลหม่า แต่ก็รู้ดีว่าการมีตัวตนอยู่ของเทพมังกรนั้นน่าเกรงขามเพียงใด เขาย่อมไม่คิดว่าเทพมังกรจะทำเรื่องไร้สาระอย่างแน่นอน

ส่วนขวงเทียนโย่วและขวงฟู่เซิงนั้นกลับเกิดความหวาดกลัวจับใจ อดไม่ได้ที่จะนึกย้อนกลับไปเมื่อหกสิบปีก่อน ในค่ำคืนนั้นบนภูเขาของหมู่บ้านหงซี นึกย้อนไปถึงเงาร่างที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้น และเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของพวกเขาไปตลอดกาล

เจียงเฉินคือใคร... นั่นคือปฏิกิริยาแรกของหวังเจินเจิน

"โดยเนื้อแท้แล้ว ผมกับเจียงเฉินไม่น่าจะมีความเกี่ยวข้องกันนะครับ" เฉินเสวียนเย่มองดูเทพมังกรพลางคลี่ยิ้มบาง

เจียงเฉินครอบครองสายเลือดผานกู่ ถือเป็นคนของเผ่าผานกู่ และอยู่ในฝ่ายคัมภีร์ปฐพี

ส่วนตัวเขาแม้จะอยู่ในสถานะของผีดิบ แต่ก็ไม่ได้ถูกเจียงเฉิน หรือผีดิบที่เป็นทายาทของเจียงเฉินกัด

ซ้ำเขายังสามารถสัมผัสได้ว่า ตนเองนั้นแตกต่างไปจากผีดิบตามความหมายทั่วไป

อย่างน้อยในแง่ของสายเลือดที่ดูเหมือนจะมีความเชื่อมโยงกัน ในตอนนี้เขาก็ไม่ใช่สายเลือดของเจียงเฉินอย่างแท้จริง หรือจะพูดให้ถูกก็คือไม่ใช่สายเลือดของผานกู่แล้ว

"กลิ่นอายของเจ้าช่างสับสนวุ่นวายนัก แต่ข้ามั่นใจว่าเจ้ากับเจียงเฉินต้องมีความเกี่ยวข้องกันอย่างแน่นอน" เทพมังกรพิจารณาเฉินเสวียนเย่อย่างละเอียดถี่ถ้วน มันไม่มีทางสงสัยในความรู้สึกของตนเองเด็ดขาด

"ลุงมังกร ท่านเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่าคะ เขาเป็นแค่ไอ้หมอดูจอมลวงโลกเท่านั้นเองนะ" หม่าเสี่ยวหลิงเอ่ยปากแก้ต่างให้เฉินเสวียนเย่ตามสัญชาตญาณ ไม่ใช่เพราะความสัมพันธ์ฉันมิตรแต่อย่างใด แต่เพียงแค่รู้สึกว่าผีดิบจะสามารถดูดวงได้อย่างไรกัน แถมยังดูแม่นยำถึงขนาดนั้นด้วย?

เหออิงฉิวอ้าปากคล้ายอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่คำพูดที่มาจ่ออยู่ตรงริมฝีปากก็ต้องถูกกลืนลงคอไป ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ไม่ใช่คนของตระกูลหม่า เขาย่อมไม่คิดว่าเทพมังกรจะมีความอดทนมากพอที่จะรับฟังคำพูดของตน

เทพมังกรเพียงแค่ปรายตามองหม่าเสี่ยวหลิงเรียบๆ จากนั้นสายตาก็เบนกลับมาหยุดอยู่ที่ร่างของเฉินเสวียนเย่อีกครั้ง เพื่อรอให้อีกฝ่ายเอ่ยคำตอบออกมา

เฉินเสวียนเย่รู้ดีว่า หากวันนี้เขาไม่ให้คำตอบที่ทำให้อีกฝ่ายพึงพอใจได้ เรื่องราวอาจจะไม่จบลงด้วยดีเป็นแน่

"บนโลกใบนี้ นอกจากเจียงเฉินแล้ว ผู้ที่ครอบครองกฎเกณฑ์แห่งมิติยังมีอยู่อีกมากมาย ผมก็เป็นเพียงแค่หนึ่งในนั้นเท่านั้นเอง"

เทพมังกรนิ่งเงียบไป

มันย่อมรู้ดีว่า กฎเกณฑ์แห่งมิติไม่ได้มีเพียงเจียงเฉินผู้เดียวที่ครอบครอง ทว่าความรู้สึกที่แผ่ออกมาจากร่างของอีกฝ่ายย่อมไม่มีทางผิดเพี้ยน เขากับเจียงเฉินมีกลิ่นอายแบบเดียวกัน

แต่มันก็ยังไม่อาจทำความเข้าใจได้ในชั่วพริบตานี้ ว่าท้ายที่สุดแล้วมันเกิดจากสาเหตุใดกันแน่

สายตาของมันกวาดมองไปที่คนทั้งหลายโดยรอบ

ผีดิบสองตน กับผู้ที่มีกลิ่นอายคล้ายคลึงเจียงเฉินอีกหนึ่งคน

มันจำเป็นต้องกำจัดสิ่งเหล่านี้ให้สิ้นซาก เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม

ในฐานะผู้สืบทอดของตระกูลหม่า หม่าเสี่ยวหลิงย่อมมีความเชื่อมโยงบางอย่างกับเทพมังกรอยู่แล้ว ในเสี้ยววินาทีที่ความคิดนั้นวาบผ่านเข้ามาในหัวของเทพมังกร เธอก็สามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจน "ลุงมังกร กลับไปเถอะค่ะ!"

เธออาจจะสงสัยผีดิบแปลกหน้าสักตนได้ แต่จะไม่มีทางสงสัยผู้ฝึกตนร่วมวิถีที่สามารถทำนายผลลัพธ์ออกมาได้อย่างแม่นยำโดยเด็ดขาด

วิถีแห่งเต๋านั้นมีเรื่องลี้ลับแปลกประหลาดมากมายนับไม่ถ้วน

สำนักควบคุมศพ บนตัวก็ย่อมมีไอปราณศพแผ่ออกมาไม่ใช่หรืออย่างไร

หรือจะเหมารวมว่าคนเหล่านั้นเป็นผีดิบไปด้วยอย่างนั้นหรือ?

เธอเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจว่า เทพมังกรเพียงแค่วินิจฉัยผิดพลาดเท่านั้น

เฉินเสวียนเย่ย่อมสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของกลิ่นอายบนร่างของเทพมังกร ที่แฝงไปด้วยจิตสังหารอันแสนเย็นเยียบเช่นกัน

นี่คิดจะจัดการผมไปด้วยเลยอย่างนั้นหรือ?

เขาก้าวเท้าเดินไปเบื้องหน้าอย่างช้าๆ พลางเร่งเร้าโลหิตแก่นแท้ภายในร่างกาย

ท้องฟ้ายามราตรีพลันถูกปกคลุมไปด้วยเมฆดำทะมึน

สายฟ้าแลบแปลบปลาบซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางกลุ่มเมฆดำทะมึน และกำลังรวมตัวกันมาทางนี้

"ต่อให้ท่านจะเป็นเทพมังกร แต่ผมคิดว่าท่านก็คงไม่ได้มีอำนาจล้นฟ้าทำได้ทุกอย่างหรอกนะครับ" เฉินเสวียนเย่เพียงแค่ไม่อยากลงมือแสดงพลังสุ่มสี่สุ่มห้า ทว่านั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะยอมนั่งรอความตาย เมื่อใดที่อันตรายมาเยือน การชิงลงมือจู่โจมก่อน ย่อมเป็นการตั้งรับที่ดีที่สุด

อย่างแย่ที่สุด

หากสู้ไม่ไหว เขาก็แค่ใช้วิชาเคลื่อนย้ายมิติหลบหนีไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด

เขาไม่เชื่อหรอกว่าเทพมังกรของตระกูลหม่าจะสามารถไล่ตามเขาทันได้

"วิชาอสนีบาต?" เทพมังกรเองก็สัมผัสได้ถึงกลุ่มเมฆดำทะมึนที่ก่อตัวรวมกันบนท้องฟ้า ความรู้สึกสับสนวาบผ่านเข้ามาในใจของมัน... หรือว่าข้าจะเข้าใจผิดไปจริงๆ?

ผีดิบจะครอบครองวิชาอสนีบาตได้อย่างไรกัน

พลังสองธาตุนี้โดยธรรมชาติแล้วล้วนเป็นปรปักษ์ต่อกัน

"เทพมังกร กลับไปเถอะค่ะ!" หม่าเสี่ยวหลิงตะโกนเสียงดังลั่นอีกครั้ง เธอรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าเมื่อครู่นี้เทพมังกรเกิดจิตสังหารต่อเฉินเสวียนเย่ขึ้นมา ในเวลานี้เธอไม่สนใจขวงเทียนโย่วอีกแล้ว เธอไม่อยากให้เทพมังกรสังหารนักทำนายที่กว่าจะได้พบตัวสักคน เพียงเพราะความเข้าใจผิดไปเอง

เมื่อเห็นว่าเทพมังกรยังคงไร้ซึ่งความเคลื่อนไหวใดๆ

หม่าเสี่ยวหลิงกัดฟันแน่น ก่อนจะก้าวเท้าออกไปเบื้องหน้า

"ลุงมังกร ขออภัยด้วยนะคะ ไว้หลังจากนี้ฉันจะอธิบายให้ท่านฟังเอง"

สิ้นเสียงคำพูด

หม่าเสี่ยวหลิงเริ่มประสานอินด้วยสองมือ พร้อมกับร่ายคาถาออกมา

ทันใดนั้นเอง

เทพมังกรก็ถูกบังคับให้กลายสภาพเป็นกลุ่มก้อนแสงสีทอง ก่อนจะเปลี่ยนรูปลักษณ์เป็นดาวกระดาษนำโชคร่วงหล่นลงสู่พื้น

หม่าเสี่ยวหลิงยกมือขึ้นคว้ารับดาวกระดาษนำโชคเอาไว้ได้ทันท่วงที เธอสัมผัสได้ถึงความพลุ่งพล่านของเทพมังกรที่อยู่ภายใน ทว่าเธอกลับไม่ได้สนใจไยดี และเก็บดาวกระดาษนำโชคกลับลงไปในกล่องสัมภาระโดยตรง

เมื่อเฉินเสวียนเย่เห็นว่าเทพมังกรถูกเรียกกลับคืนไปแล้ว เขาจึงตัดกระแสการไหลเวียนของโลหิตแก่นแท้ภายในร่างกายลง

เขาไม่ได้มีความมั่นใจเลยว่าจะสามารถเอาชนะเทพมังกรได้ อย่างน้อยที่สุดก็ในตอนนี้

แต่เมื่ออันตรายมาเยือน เขาก็อยากจะลองทดสอบดูสักตั้ง ว่าเทพมังกรนั้นแข็งแกร่งมากเพียงใด

เหออิงฉิวมองดูกลุ่มเมฆดำทะมึนบนท้องฟ้าที่ค่อยๆ สลายตัวไป สายตาอันเต็มไปด้วยความประหลาดใจจับจ้องไปที่ร่างของเฉินเสวียนเย่

"สหายเต๋าเฉิน คุณทำให้คนแก่อย่างผมหูตาสว่างขึ้นมากเลยจริงๆ"

"ไม่เพียงแต่จะทำนายทายทักได้อย่างแม่นยำ ซ้ำยังครอบครองพลังแห่งมิติ แล้วในตอนนี้... กลับยังครอบครองวิชาอสนีบาตอีกอย่างนั้นหรือ?"

เฉินเสวียนเย่เพียงแค่ส่งยิ้มบางๆ "มีทักษะติดตัวไว้เยอะๆ ก็ไม่เสียหายอะไรหรอกครับ"

ช่าง... ช่างเป็นข้ออ้างว่ามีทักษะติดตัวไว้เยอะๆ ไม่เสียหายอะไรที่ยอดเยี่ยมเสียนี่กระไร.... หางตาของเหออิงฉิวกระตุกยิกๆ ในพริบตานั้นเขากลับรู้สึกราวกับว่าตัวเองแก่ชราลงไปถึงสิบปี

หม่าเสี่ยวหลิงตวัดสายตามองเขาอย่างแปลกประหลาดใจ ในขณะเดียวกันเธอก็เชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจว่าการตัดสินใจของตนเองนั้นไม่มีทางผิดพลาด

ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ผีดิบสามารถดูดวงได้ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว

ทว่าในตอนนี้กลับยังมีทั้งพลังแห่งมิติและวิชาอสนีบาตเพิ่มเข้ามาอีก

จะมีผีดิบตนใดกันที่สามารถครอบครองความสามารถมากมายถึงเพียงนี้ได้ในเวลาเดียวกัน?

ทั้งการดูดวง พลังแห่งมิติ และวิชาอสนีบาต มีสิ่งใดบ้างที่ไม่จำเป็นต้องใช้พลังปราณธรรมขับเคลื่อน?

นายลองบอกฉันมาสิว่าผีดิบยังสามารถใช้พลังปราณธรรมได้ด้วยอย่างนั้นหรือ?

นายบ้าไปแล้วหรือว่าฉันโง่กันแน่?

"เอาล่ะ ตอนนี้เล่ามาได้แล้วครับ ว่าพวกคุณสองคนไปสู้กันได้ยังไง?" เฉินเสวียนเย่ไม่อยากเสียเวลาไปกับปัญหาข้อนี้มากจนเกินไป เพราะแท้จริงแล้ว แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่แน่ใจเลยด้วยซ้ำ ว่าตกลงแล้วเขานับเป็นผีดิบในสายเลือดของเจียงเฉินหรือไม่

เมื่อได้ยินเช่นนั้น

หม่าเสี่ยวหลิงกับขวงเทียนโย่วต่างก็หันมาสบตากันแวบหนึ่ง

ขวงเทียนโย่วขมวดคิ้วมุ่น คล้ายกับมีเรื่องยากจะเอื้อนเอ่ยอยู่เต็มอก

ส่วนหม่าเสี่ยวหลิงนั้นกลับพูดจาอย่างไม่ไว้หน้า "อย่าคิดนะว่าวันนี้ไอ้หมอดูจอมลวงโลกนี่ช่วยชีวิตนายเอาไว้ แล้วนายจะลอยนวลไปได้น่ะ"

"ตกลงว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ครับ" เฉินเสวียนเย่ไม่อยากฟังคนทั้งสองสาดคำขู่ใส่กันราวกับเด็กเล่นขายของ

สิ้นเสียงคำพูด

หม่าเสี่ยวหลิงเค้นเสียงเย็นชา "นายก็ถามเขาดูเอาเองสิ"

เฉินเสวียนเย่ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเบนสายตาไปมองขวงเทียนโย่ว

ดูจากท่าทีของหม่าเสี่ยวหลิงแล้ว เรื่องนี้ย่อมต้องเกี่ยวข้องกับขวงเทียนโย่วอย่างแยกไม่ออก หรือจะพูดให้ถูกก็คือ การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่หม่าเสี่ยวหลิงที่เป็นฝ่ายเริ่มก่อกวนก่อน แต่เป็นเพราะได้รับผลกระทบมาจากขวงเทียนโย่ว

ทว่าขวงเทียนโย่วกลับทำเพียงแค่ยืนนิ่งอยู่ที่เดิมราวกับคนใบ้กิน ไม่ยอมปริปากพูดอะไรออกมาเลยแม้แต่ครึ่งคำ

เฉินเสวียนเย่ชักจะอยากลงไม้ลงมือกับคนขึ้นมาตงิดๆ เสียแล้ว.... ในเมื่อถามแล้วไม่ยอมบอก แล้วจะรออะไรอยู่อีก?

พอรอให้คนอื่นเป็นฝ่ายพูด

คุณก็ค่อยโพล่งขึ้นมาอีกประโยคว่า 'ให้ผมพูดเองดีกว่า' งั้นสิ?

ประสาท!

ทุกคนต่างพากันนิ่งเงียบ

ทุกคนล้วนแต่เงียบกริบราวกับนัดแนะกันเอาไว้ คล้ายกับว่าเรื่องราวมันยากที่จะเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างนั้นหรือ?

ในตอนนั้นเอง เหออิงฉิวก็เอ่ยปากขึ้นมา "เฮ้อ... งั้นฉันขอเป็นคนเล่าเองก็แล้วกัน"

"ให้ผมพูดเองดีกว่าครับ" ขวงเทียนโย่วเงยหน้าขึ้นขวับ เขาไม่ยอมให้ผู้อื่นเอาเรื่องราวของเขา ไปป่าวประกาศให้ใครต่อใครฟังหรอกนะ

หางตาของเฉินเสวียนเย่กระตุกยิกๆ... กะไว้แล้วไม่มีผิด

ขวงเทียนโย่วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะหันไปมองเฉินเสวียนเย่ "เมื่อครู่นี้ผมตัดสินใจแล้วว่าจะไปหาอาซิ่ว... แต่คุณหม่าเธอไม่ยอมให้ไป เราก็เลยมีปากเสียงกัน แล้วก็เลยเถิดจนกลายเป็นการต่อสู้กันนี่แหละครับ"

จบบทที่ บทที่ 40 เฉินเสวียนเย่: ต่อให้ท่านจะเป็นเทพมังกร ผมก็ไม่ยอมนั่งรอความตายหรอก

คัดลอกลิงก์แล้ว