- หน้าแรก
- นัดเดทของฉันกับซอมบี้
- บทที่ 29 อานุภาพของเหล้าแห่งใจ ความฝันอันแปลกประหลาด
บทที่ 29 อานุภาพของเหล้าแห่งใจ ความฝันอันแปลกประหลาด
บทที่ 29 อานุภาพของเหล้าแห่งใจ ความฝันอันแปลกประหลาด
ตึกระฟ้าในเมืองใหญ่
ทารกน้อยลืมตาดูโลก นำพาความหวังในชีวิตใหม่มาสู่คู่สามีภรรยาหนุ่มสาว
พวกเขาคอยเฝ้าดูและอยู่เคียงข้างให้เด็กน้อยเติบโตขึ้นอย่างแข็งแรง
ผู้เป็นสามีทุ่มเททำงานหนักขึ้น เพียงเพื่อแลกกับเงินค่าล่วงเวลาไม่กี่สิบเหรียญ
ผู้เป็นหญิงรับหน้าที่ดูแลงานบ้านและเลี้ยงดูเด็ก ต้องแบกรับความเหน็ดเหนื่อยทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างแสนสาหัส
......
เมื่อเด็กน้อยเติบโตขึ้นและเริ่มเข้าโรงเรียน ในที่สุดผู้เป็นหญิงก็พอจะมีเวลาให้ได้หยุดพักหายใจบ้าง
แต่ช่วงเวลาดีๆ มักจะอยู่ได้ไม่นาน
บริษัทของผู้เป็นชายมีการปลดพนักงาน เขาจึงกลายเป็นคนตกงานในชั่วข้ามคืน
ผู้เป็นหญิงต้องกลับเข้าสู่โลกของการทำงานอีกครั้ง แต่ทว่าการร้างราจากงานไปนานทำให้เธอตามไม่ทันความเปลี่ยนแปลงของบริษัท สุดท้ายจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องไปเป็นพนักงานขายในห้างสรรพสินค้าอย่างส่งๆ
......
กระทั่งเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น
ทำให้สองสามีภรรยาที่ก้าวเข้าสู่วัยกลางคน ต้องมาจบชีวิตลงท่ามกลางโรคระบาด
ทิ้งให้เด็กน้อยต้องอยู่เพียงลำพัง
เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ เขาเรียนจบอย่างราบรื่น ได้เข้าทำงานในบริษัท และเดินตามรอยผู้เป็นพ่อ
แต่แล้วอุบัติเหตุทางรถยนต์ในครั้งหนึ่ง ก็ได้พรากเอาสายใยชีวิตที่หลงเหลืออยู่ของครอบครัวนี้ไปจากโลกอย่างสิ้นเชิง
......
ภาพตัดไปอีกฉากหนึ่ง
ณ สถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยป่าไม้สีเขียวขจี
ชายคนหนึ่งมีสีหน้าเรียบเฉยและอ่อนโยน แต่กลับไม่อาจคาดเดาอารมณ์ใดๆ ได้เลย ดวงตาข้างซ้ายของเขาเป็นสีแดงฉานดั่งเลือด ส่วนดวงตาข้างขวาเป็นสีม่วงเข้มดูมีเสน่ห์เย้ายวนอย่างประหลาด
เพียงแค่ยกมือขึ้น เขาก็สามารถสังหารร่างทั้งห้าที่กำลังรุมล้อมโจมตีเขาอยู่ให้ดับดิ้นไปได้อย่างง่ายดาย
ท้ายที่สุดก็เหลือเพียงชายที่มีดวงตาสีแดงฉานทั้งสองข้างยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม
ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง ราวกับกำลังพยายามเกลี้ยกล่อมชายผู้มีดวงตาสองสี
ส่วนที่ด้านหลัง
มีหญิงสาวคนหนึ่งที่ดูราวกับจักรพรรดินี ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา คล้ายกับกำลังสำนึกผิด?
ข้างกายจักรพรรดินีผู้นั้นยังมีหญิงสาวอีกคน ซึ่งดูคุ้นหน้าคุ้นตาอยู่บ้าง เหมือนว่าเธอกำลังพูดอะไรบางอย่างด้วยท่าทีที่ร้อนรน
ในท้ายที่สุด
ชายหนุ่มทั้งสองก็เปิดฉากต่อสู้กันอย่างดุเดือด
ผืนดินสั่นสะเทือน เลือดไหลนองเป็นสายน้ำ
......
เฉินเสวียนเย่สะดุ้งตื่นขึ้นมาอย่างแรง
เสื้อผ้าบนตัวเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ
"ฝันร้ายเหรอคะ?" เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านข้าง
เฉินเสวียนเย่รีบหันขวับไปมอง
ไป๋ซู่ซู่เพียงแค่คลี่ยิ้มบางๆ "ดูเหมือนว่าฝันนี้ จะทำให้คุณรู้สึกหวาดกลัวนะคะ"
เฉินเสวียนเย่ไม่ได้ตอบอะไร ในตอนนี้สมองของเขากำลังประมวลผลข้อมูลจากความฝันเมื่อครู่นี้อยู่
ช่วงแรกยังถือว่าปกติ
แต่ช่วงหลังนั่นมันคืออะไรกัน...
ตัวเขาเหมือนจะลงมือสังหารคนทั้งห้าที่เข้ามารุมโจมตีได้เพียงแค่ยกมือขึ้น
แล้วคนสุดท้ายที่เหลืออยู่ ดูเหมือนจะอยากพูดอะไรบางอย่างกับเขา?
พวกเขากำลังจะพูดอะไรกันแน่?
ทำไมถึงไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย...
เขาอยากจะขอดื่มอีกสักแก้ว เพื่อทำความเข้าใจให้กระจ่างว่าสิ่งที่เห็นในความฝันมันคืออะไรกันแน่
อยากจะมองให้ชัดถึงใบหน้าอันเลือนรางเหล่านั้น รวมถึงคำพูดที่พวกเขาเอ่ยออกมาด้วย
ไป๋ซู่ซู่ดูเหมือนจะมองความคิดของเฉินเสวียนเย่ออก เธอจึงส่ายหน้าปฏิเสธ
"เหล้าแห่งใจดื่มมากไป รังแต่จะส่งผลเสียต่อร่างกายเปล่าๆ ค่ะ"
"ต่อให้รินให้คุณดื่มอีก ก็อาจจะไม่ได้ผลแล้ว"
"คุณมองเห็นอะไรงั้นเหรอคะ?"
คำพูดของไป๋ซู่ซู่ ถือเป็นการดับความคิดที่อยากจะดื่มอีกแก้วของเฉินเสวียนเย่ไปจนหมด เขายืดตัวนั่งตรงแล้วส่ายหน้า
"ไม่มีอะไรหรอกครับ"
"ก็แค่เหมือนได้เห็นชีวิตทั้งชีวิตของตัวเองน่ะครับ"
ไป๋ซู่ซู่ไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงต่อ เพียงแค่พยักหน้าเบาๆ
"อืม... เหล้าแห่งใจแม้จะมีวิธีการชงเหมือนกัน แต่สำหรับทุกคนที่ดื่มเข้าไป ความฝันที่ได้พบเจอจะไม่เหมือนกันหรอกนะคะ"
"พวกเธอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ?" เฉินเสวียนเย่มองไปยังหญิงสาวสองคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ซึ่งตอนนี้ต่างก็เอนกายหลับใหลอยู่บนโซฟาเช่นกัน
ไป๋ซู่ซู่มองตามสายตาของเขาไปฝั่งตรงข้าม "ก่อนที่คุณจะดื่มเหล้าหมดและหลับไปจนสนิทน่ะค่ะ จิตใจของคุณเข้มแข็งกว่าพวกเธอสองคนมากเลยทีเดียว"
เฉินเสวียนเย่เพียงแค่พยักหน้ารับเบาๆ แล้วไม่ตอบอะไรอีก ในหัวยังคงนึกย้อนไปถึงความฝันเมื่อครู่นี้
ในตอนนั้นเอง
ไป๋ซู่ซู่ก็ยื่นแก้วน้ำเปล่าให้ "ดื่มน้ำสักหน่อยเพื่อให้รู้สึกดีขึ้นเถอะค่ะ"
"ขอบคุณครับ" เฉินเสวียนเย่รับแก้วน้ำมา แต่ตอนนี้เขายังไม่รู้สึกหิวน้ำ
เมื่อเห็นดังนั้น ไป๋ซู่ซู่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ
หลังจากเงียบไปหลายวินาที
เธอจึงเอ่ยปากขึ้น
"ไม่ทราบว่าคุณผู้ชายท่านนี้ พอจะตอบคำถามฉันสักสองสามข้อได้ไหมคะ"
เฉินเสวียนเย่ช้อนตามองเธอ "คำถามอะไรล่ะครับ"
"คุณรู้ได้อย่างไรคะ ว่าฉันชงเหล้าแห่งใจได้ ฉันเดาว่าคุณผู้ชายคงจะรู้ถึงสรรพคุณของมันก่อนที่จะมาที่นี่แล้วสิคะ" ไป๋ซู่ซู่เอ่ยถามขึ้นทันที
เฉินเสวียนเย่มองเธอด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย "คุณที่เป็นถึงมหาปีศาจที่อยู่มาหลายร้อยปี มองไม่ออกเหรอครับว่าผมเป็นใคร?"
มหาปีศาจที่อยู่มาหลายร้อยปี... ไป๋ซู่ซู่รู้สึกราวกับโดนค้อนหนักๆ ทุบเข้าที่กลางใจ เขารู้ตัวตนที่แท้จริงของเธออย่างที่คิดไว้จริงๆ...
ทว่าเมื่อต้องเผชิญกับคำถามที่อีกฝ่ายโยนกลับมา
เธอก็มองพิจารณาเขาอย่างละเอียดอยู่นาน
ก่อนจะส่ายหน้า
"คุณแปลกมากเลยค่ะ ฉันมองคุณไม่ออกเลยจริงๆ"
เฉินเสวียนเย่ก็รู้สึกแปลกใจอยู่บ้างเช่นกัน
ขวงเทียนโย่วในฐานะทายาทของเจียงเฉิน ซึ่งมีสายเลือดบริสุทธิ์กว่าเขาไม่รู้ตั้งกี่เท่า ไป๋ซู่ซู่ยังสามารถมองออกได้ในพริบตา แต่กลับมองตัวเขาไม่ออกเนี่ยนะ?
"แต่ฉันมั่นใจว่า คุณผู้ชายไม่ใช่คนธรรมดาแน่ๆ เพราะไม่มีมนุษย์ธรรมดาคนไหนที่ฉันจะมองไม่ออก บางที... คุณผู้ชายอาจจะไม่ใช่มนุษย์ซะทีเดียวก็ได้ค่ะ" ไป๋ซู่ซู่ตั้งข้อสงสัยต่อ
เฉินเสวียนเย่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ อย่างช้าๆ หลังจากสงบสติอารมณ์ได้อีกครั้ง เขาก็ดื่มน้ำแล้วเอ่ยขึ้น
"สัญชาตญาณของคุณถูกต้องแล้วล่ะครับ"
"ผมเป็นมนุษย์ แต่ในขณะเดียวกันผมก็เป็นผีดิบด้วย"
"ผีดิบเหรอคะ?" ไป๋ซู่ซู่ประหลาดใจเล็กน้อย สายตาจับจ้องไปที่เขาอีกครั้ง เวลาผ่านไปเนิ่นนานก็ยังไม่สามารถมองเห็นความผิดปกติใดๆ ได้เลย "ขอโทษด้วยนะคะ ฉันคงจะตาถั่วเอง เลยมองไม่เห็นตัวตนของคุณผู้ชายเลย"
"ในตัวของคุณ ดูเหมือนจะถูกห่อหุ้มเอาไว้ด้วยพลังลึกลับบางอย่าง"
"ทำให้ไม่มีใครสามารถสอดส่องเข้ามาได้"
เฉินเสวียนเย่ไม่ได้อธิบายอะไร
ไป๋ซู่ซู่กล่าวต่อ "แต่ถึงแม้คุณผู้ชายจะเป็นผีดิบ... ฉันก็มั่นใจว่านี่เป็นการพบกันครั้งแรกระหว่างคุณกับฉัน แล้วคุณรู้ได้อย่างไรคะ ว่าฉันชงเหล้าแห่งใจได้?"
เฉินเสวียนเย่วางแก้วน้ำลง ขมวดคิ้วเงียบไปหลายวินาทีแล้วเอ่ยว่า
"ผมเพิ่งบอกไป ว่าผมเป็นทั้งผีดิบ และเป็นทั้งมนุษย์"
"เรื่องผีดิบผมจะไม่อธิบายอะไรมากแล้วกันนะครับ"
"ส่วนเรื่องมนุษย์น่ะ..."
"พวกเธอเรียกผมว่าซินแส แต่ผมเรียกตัวเองว่าผู้เปิดเผยเนื้อเรื่องน่ะครับ"
"ผู้เปิดเผยเนื้อเรื่อง?" ไป๋ซู่ซู่อึ้งไป... ผู้เปิดเผยเนื้อเรื่อง เนื้อเรื่องอะไรกัน?
เฉินเสวียนเย่ยิ้ม "ผมเองก็อธิบายให้ชัดเจนไม่ได้เหมือนกันครับ แต่ความจริงก็คือตามนั้นแหละ อดีตชาติ ปัจจุบันชาติ โชคชะตาฟ้าลิขิต ผมก็แค่บอกคำตอบที่พวกเธออยากรู้โดยอิงจากเนื้อเรื่องที่ถูกกำหนดเอาไว้แล้วเท่านั้นเอง"
"อดีตชาติ ปัจจุบันชาติ โชคชะตาฟ้าลิขิต?" คราวนี้ไป๋ซู่ซู่พอจะเข้าใจแล้ว... แต่นี่มันก็คือการดูดวงไม่ใช่เหรอ?
"ไม่นึกเลยว่าคุณผู้ชายที่เป็นถึงผีดิบ จะรู้เคล็ดวิชาการดูดวงของลัทธิเต๋าด้วย ช่างเปิดหูเปิดตาฉันได้มากจริงๆ ค่ะ"
เฉินเสวียนเย่ยิ้มแต่ไม่พูดอะไร
เอาเถอะ
พวกคุณอยากเรียกว่าการดูดวงก็ให้เป็นการดูดวงแล้วกัน
ไป๋ซู่ซู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย "ถามอะไรก็ได้หมดเลยเหรอคะ?"
"หนึ่งคนถามได้วันละสามข้อ จะถามอะไรก็ได้ ขอแค่ผมสามารถตอบได้ก็พอครับ" เฉินเสวียนเย่บอกกฎของตัวเองออกไป
ไป๋ซู่ซู่ขมวดคิ้วครุ่นคิด
ครู่ต่อมา
เธอก็มองไปที่เฉินเสวียนเย่
"ฉันเองก็ถามได้ด้วยเหรอคะ?"
มุมปากของเฉินเสวียนเย่ประดับไปด้วยรอยยิ้มที่สื่อความหมายว่า 'แน่นอนอยู่แล้ว' "ได้สิครับ"
"ไม่ทราบว่าคุณผู้ชาย... ยังมีกฎข้ออื่นอีกไหมคะ?" ไป๋ซู่ซู่ถามด้วยความระมัดระวัง
เฉินเสวียนเย่ตอบกลับอย่างเรียบง่ายและชัดเจน
"หนึ่งคนถามได้วันละสามข้อ"
"ข้อละหนึ่งพันเหรียญ ถ้าผมตอบไม่ได้ ก็จะไม่คิดเงิน และคนถามสามารถตั้งคำถามใหม่ได้ครับ"
หนึ่งคนถามได้วันละสามข้อ... ข้อละหนึ่งพันเหรียญ... ไป๋ซู่ซู่รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ทำไมถึงรู้สึกว่าคล้ายกับปรมาจารย์เมี่ยวซ่านจังเลยนะ?
ทว่าในขณะที่ประหลาดใจ ภายในใจของเธอก็รู้สึกโล่งอกไปพร้อมๆ กัน
เพราะข้อเรียกร้องของอีกฝ่าย อยู่ในขอบเขตที่เธอสามารถรับไหว
"คุณผู้ชายมีความสามารถมากขนาดนี้ แต่คิดแค่หนึ่งพันเหรียญเพื่อไขข้อข้องใจให้ผู้คน มันไม่ถูกไปหน่อยเหรอคะ?"
"บางคนก็คิดว่าถูก แต่บางคนกลับรับไม่ได้และคิดว่าแพงเกินไป เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับตัวลูกค้าล้วนๆ เลยครับ" เฉินเสวียนเย่ยิ้ม
ไป๋ซู่ซู่พยักหน้า
หลังจากเงียบไปหลายวินาที
ไป๋ซู่ซู่ก็หยิบเงินหนึ่งพันเหรียญออกมาจากกระเป๋าสตางค์
"จริงๆ แล้วฉันมีแค่คำถามเดียวเท่านั้นค่ะ"
"ช่วยบอกฉันทีได้ไหมคะ ว่าชาตินี้ฉันยังจะได้พบกับสวี่เซียนอีกไหม?"