เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1 หนึ่งพันเหรียญ หนึ่งคำถาม

บทที่ 1 หนึ่งพันเหรียญ หนึ่งคำถาม

บทที่ 1 หนึ่งพันเหรียญ หนึ่งคำถาม 


บทที่ 1 หนึ่งพันเหรียญ หนึ่งคำถาม

ปี 1998

เซียงเจียง

ยามเย็น

ภายในตรอกเล็กๆ แห่งหนึ่งเยื้องกับอาคารเจียเจีย

เฉินเสวียนเย่นั่งอยู่หน้าโต๊ะที่ปูด้วยผ้าสีดำ ข้างกายมีป้ายผ้าใบตั้งไว้ บนผ้าใบมีเพียงประโยคเดียวที่เขียนว่า [อดีตชาติปัจจุบันชาติ ล้วนถูกกำหนดไว้ด้วยฟ้าลิขิต] ซึ่งดูแล้วหลอกคนได้ไม่เบา

"ท่านอาจารย์ ไม่รู้ทำไมช่วงนี้ฉันถึงรู้สึกคอแห้งบ่อยๆ แถมยังร้อนวูบวาบไปทั้งตัว ฉันกำลังป่วยอยู่หรือเปล่าคะ?" หญิงสาวแต่งตัวทันสมัยในชุดสุดหวิว ค่อยๆ นั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม เธอพูดไปพลางส่งสายตาหยาดเยิ้มไปพลาง ดูยั่วยวนถึงขีดสุด

เฉินเสวียนเย่มองเพียงแวบเดียว ก่อนจะหลับตาลง "ปีศาจจิ้งจอกก็เป็นแบบนี้แหละ หาผู้ชายมาระบายไฟรุ่มร้อนสักคนก็หายแล้ว"

ความยั่วยวนบนใบหน้าของหญิงสาวทันสมัยชะงักกึก เธอถลึงตาใส่ก่อนจะลุกขึ้นเดินจากไปพร้อมกับสบถด่า "ไอ้โรคจิต แกนั่นแหละที่เป็นปีศาจจิ้งจอก ถุย!"

"ฮ่าๆ เสี่ยวหลิง เธอดูเขาสิ น่าสนใจจังเลยนะ ลูกค้ามาหาถึงที่แท้ๆ กลับด่าจนหนีเตลิดไปซะได้" หญิงสาวสวมเสื้อโค้ทสีขาวครีมและสวมแว่นตายกมือขึ้นปิดปากหัวเราะ

หญิงสาวที่อยู่ข้างๆ ซึ่งแต่งตัวทันสมัยด้วยเสื้อสีชมพูอ่อนและกระโปรงสั้น ส่ายหน้าอย่างดูแคลน "พวกต้มตุ๋นก็คือพวกต้มตุ๋นนั่นแหละ ยังจะมีหน้ามาอดีตชาติปัจจุบันชาติ ฟ้าลิขิตอะไรอีก เอาป้ายพวกนี้มาหลอกลวงชาวบ้าน ไม่รู้จริงๆ ว่าบรรพบุรุษของเขาที่อยู่ข้างล่างจะคุ้มกะลาหัวไหวไหม"

เฉินเสวียนเย่ที่นั่งอยู่หน้าแผงลอย ได้แต่ถอนหายใจอย่างจนปัญญาเมื่อเผชิญกับหญิงสาวทันสมัยที่เดินสบถด่าจากไป

เขาไม่ได้โกหก

อีกฝ่ายเป็นจิ้งจอกที่บำเพ็ญตบะจนกลายเป็นปีศาจจริงๆ

นี่กะจะใช้วิชายั่วยวนมาทำร้ายเขา แล้วเขาจะปกป้องตัวเองไม่ได้เชียวหรือ?

เมื่อสามวันก่อน เขาทะลุมิติมายังโลกใบนี้ ตอนแรกเขาคิดว่าแค่ย้อนกลับมาในยุค 90 และตั้งใจจะพึ่งพาความทรงจำจากชาติก่อนเพื่อก้าวขึ้นเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่ง แต่ผลปรากฏว่าระบบชะตากรรมกลับเปิดใช้งาน และหลังจากทำความเข้าใจง่ายๆ เขาก็พบว่าตัวเองหลุดเข้ามาในโลกเจียงเยวี่ย

แค่ทำความปรารถนาของตัวละครในต้นฉบับให้สำเร็จ เขาก็จะแข็งแกร่งขึ้น

กว่าจะหาอาคารเจียเจียเจอไม่ใช่เรื่องง่าย เขามาตั้งแผงลอยอยู่สามวัน กลับไม่เจอตัวละครในต้นฉบับเลยสักคนเดียว เรื่องนี้จะไปบ่นกับใครได้ล่ะ?

เฉินเสวียนเย่รู้สึกรันทดใจยิ่งนัก เขาตั้งใจไว้ว่าถ้าวันนี้ยังไม่เจอใครอีก พรุ่งนี้เขาจะบุกไปหาถึงหน้าประตูบ้านเลย!

หม่าเสี่ยวหลิงไม่ได้ขึ้นชื่อเรื่องปากคอเราะร้ายหรอกหรือ!?

มีหมอดูต้มตุ๋นมาตั้งแผงอยู่ใต้อาคารเจียเจียทั้งที เธอจะไม่โผล่มาปะทะสักหน่อยเลยเหรอ?

ในขณะที่เขากำลังมีสีหน้ากลัดกลุ้ม

กลิ่นหอมสองสายก็โชยมาปะทะจมูก ตามติดมาด้วยน้ำเสียงอันไพเราะที่ดังขึ้น

"ท่านอาจารย์คะ ขอถามหน่อยว่าที่นี่รับดูดวงใช่ไหมคะ?"

เฉินเสวียนเย่เริ่มรำคาญ

ดูดวงหรือไม่ดูดวง มองไม่เห็นหรือไง?

พอคิดจะไล่คนไป เขาจึงเงยหน้าขึ้นมอง และก็ต้องชะงักไปชั่วครู่

หวังเจินเจิน?

จากนั้นเขาก็มองไปยังหญิงสาวในชุดสีชมพูอ่อนที่อยู่ข้างๆ

นั่นไม่ใช่หม่าเสี่ยวหลิงหรือไง?

หลังจากชะงักไปเพียง 0.001 วินาที เฉินเสวียนเย่ก็เก็บซ่อนแววตา และหลับตาลงอีกครั้ง

"ฟ้าลิขิตไว้แล้ว ไยต้องดูดวงอีก"

"ไอ้หมอต้มตุ๋น แหม ทำเป็นวางมาดซะน่าเชื่อถือเชียวนะ" หม่าเสี่ยวหลิงอดไม่ได้ที่จะสบถออกมา

แต่หวังเจินเจินกลับนั่งลงไปตรงๆ ด้วยใบหน้าจริงใจ และมองเฉินเสวียนเย่อย่างอยากรู้อยากเห็น "ท่านอาจารย์คะ ช่วยดูดวงให้ฉันหน่อยได้ไหมคะ?"

เฉินเสวียนเย่ไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่ยกมือขึ้นทำสัญลักษณ์นิ้วเป็นรูปเลข '1'

หวังเจินเจินชะงัก "นี่หมายความว่ายังไงคะ ท่านอาจารย์?"

"หนึ่งพันเหรียญ หนึ่งคำถาม" เฉินเสวียนเย่พูดจบ ก็ชักมือกลับ

"หนึ่งพันเหรียญเหรอ?" หวังเจินเจินประหลาดใจเล็กน้อย แม้ว่าเงินหนึ่งพันเหรียญจะไม่มากสำหรับเธอ แต่มันก็ไม่ใช่จำนวนน้อยๆ เลย

"หนึ่งพันเหรียญ? นี่ ไอ้หมอต้มตุ๋น ทำไมแกไม่ไปปล้นเลยล่ะ?" หม่าเสี่ยวหลิงเองก็ตกใจอย่างเห็นได้ชัด เธอล่ะกลัวจริงๆ ว่าเพื่อนสนิทที่ทั้งซื่อและรวยคนนี้จะควักเงินจ่ายไปดื้อๆ

เฉินเสวียนเย่เพียงแค่ยิ้มบางๆ แล้วช้อนตามองหม่าเสี่ยวหลิง "คุณหม่า ค่าพูดคุยของคุณ ก็ชั่วโมงละห้าร้อยเหรียญไม่ใช่หรือครับ"

หวังเจินเจินอึ้งไป เธอหันไปมองหม่าเสี่ยวหลิงที่อยู่ข้างๆ ตามสัญชาตญาณ

ค่าพูดคุยชั่วโมงละห้าร้อยเหรียญคืออะไร?

แค่คุยกับเสี่ยวหลิง ต้องเสียเงินด้วยเหรอ?

หม่าเสี่ยวหลิงชะงักงัน คิ้วของเธอขมวดเข้าหากันแน่น เธอจ้องมองเฉินเสวียนเย่อย่างละเอียด ครู่ต่อมาเมื่อแน่ใจว่าในหัวไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับเขาเลย เธอจึงเอื้อมมือไปดึงหวังเจินเจินให้ลุกจากเก้าอี้และดึงมาไว้ด้านหลังตนเอง พร้อมกับเอ่ยถามอย่างระแวดระวัง

"แกเป็นใคร"

"ผมบอกไปแล้วไงครับ ว่าบางอย่างก็ถูกกำหนดไว้ด้วยฟ้าลิขิต พวกคุณสองคนไม่ต้องตึงเครียดขนาดนั้นหรอก" เฉินเสวียนเย่ยกนิ้วชี้ไปที่ป้ายผ้าใบด้านข้าง ก่อนจะยิ้มเพื่อส่งสัญญาณให้ทั้งสองผ่อนคลาย

แม้หวังเจินเจินจะไม่เข้าใจปริมาณข้อมูลที่แฝงอยู่ในบทสนทนาของทั้งสองคน แต่เมื่อเห็นว่าหม่าเสี่ยวหลิงดูมีท่าทีระมัดระวังตัวขึ้นมา เธอก็รู้สึกว่าอาจารย์ดูดวงตรงหน้านี้ไม่น่าจะใช่ของปลอม

หม่าเสี่ยวหลิงยังคงมองเฉินเสวียนเย่อย่างระแวดระวัง เธอแน่ใจว่าตัวเองไม่เคยเจอเขามาก่อน แต่เมื่อลองคิดดูอีกที เรื่องพวกนี้ก็ไม่ได้เป็นความลับอะไร แค่ไปสืบถามจากลูกค้าเก่าของเธอสักหน่อยก็รู้แล้ว

เฉินเสวียนเย่เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนเริ่มผ่อนคลายลง ก็เผยรอยยิ้มออกมา "หนึ่งพันเหรียญต่อหนึ่งคำถาม ไม่ว่าพวกคุณจะถามอะไร ผมสามารถให้คำตอบพวกคุณได้ทั้งหมด ตอนนี้ยังคิดว่าหนึ่งพันเหรียญแพงไปอยู่ไหมครับ?"

"ถามได้ทุกเรื่องจริงๆ เหรอคะ?" ดวงตาของหวังเจินเจินเป็นประกาย แม้ว่าเธอจะเป็นแค่ครูสอนประถม แต่เงินเดือนก็ปาเข้าไปหมื่นกว่าเหรียญฮ่องกงแล้ว เงินแค่หนึ่งพัน... ดูเหมือนก็ไม่ได้เยอะเท่าไหร่!

"แน่นอนครับ" เฉินเสวียนเย่พยักหน้าให้หวังเจินเจิน เขารู้ดีว่าหวังเจินเจินไม่ได้ขัดสนเรื่องเงิน ตัวเธอเองก็เป็นครูสอนประถม แม้ตอนนี้จะเพิ่งปี เก้าแปด แต่เงินเดือนก็เริ่มต้นที่หลักหมื่นแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น โอวหยางเจียเจีย แม่ของเธอยังเป็นเจ้าของอาคารทั้งหลังอีก... รู้งี้เรียกราคาคำถามละหนึ่งหมื่นไปเลยก็ดี!

"เจินเจิน..."

"ไม่เป็นไรหรอกเสี่ยวหลิง ถึงยังไงตอนนี้ก็ว่างอยู่แล้ว เสียแค่หนึ่งพันเหรียญก็โอเคนะ" หวังเจินเจินกระตือรือร้นอยากจะลอง จากนั้นเธอก็นั่งลงอีกครั้ง แล้วมองเฉินเสวียนเย่ด้วยใบหน้าเปี่ยมด้วยความจริงใจ "ท่านอาจารย์ ถ้าอย่างนั้นฉันขอเริ่มถามเลยนะคะ!"

เฉินเสวียนเย่ไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่ยื่นมือออกไปเงียบๆ

เมื่อเห็นเช่นนั้น หวังเจินเจินก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจความหมายทันที เธอหยิบกระเป๋าสตางค์ออกจากกระเป๋าสะพายข้างขวา แล้วหยิบเงินหนึ่งพันเหรียญส่งให้เขา

เฉินเสวียนเย่พยักหน้าอย่างพึงพอใจ "สีกา เชิญถามมาได้เลยครับ"

สีกา... เขาก็ไม่ได้เป็นพระสักหน่อยนี่นา... หวังเจินเจินชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็เอ่ยคำถามออกมา "อืม... ฉันอยากถามเรื่องเนื้อคู่ ได้ไหมคะ?"

"ย่อมได้แน่นอนครับ" เฉินเสวียนเย่พยักหน้า

หวังเจินเจินพูดต่อ "ฉันอยากรู้ว่า ฉันจะได้แต่งงานเมื่อไหร่ คนที่แต่งงานด้วยคือใคร เขาอยู่ที่ไหน แล้วถ้าจะให้ดี ขอรู้ชื่อของเขา อาชีพการงาน แล้วก็นิสัยใจคอด้วยนะคะ!"

ตอนแรกหม่าเสี่ยวหลิงตั้งใจจะเข้าไปห้าม แต่เมื่อเห็นว่าเงินถูกไอ้หมอต้มตุ๋นกำไว้แน่นในมือแล้ว เธอก็ได้แต่ปล่อยเลยตามเลย ในขณะเดียวกันก็มองเฉินเสวียนเย่อย่างสงสัย อยากจะรู้ว่าไอ้หมอต้มตุ๋นคนนี้จะตอบคำถามยังไง ถึงยังไงตำราสามชาติใครๆ ก็ดูกันเป็นทั้งนั้นแหละ?

เฉินเสวียนเย่พยักหน้า นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง "ขอมือหน่อยครับ"

"อ้อ" หวังเจินเจินพยักหน้า และยื่นมือให้ความร่วมมือแต่โดยดี

มือซ้ายของเฉินเสวียนเย่จับมือเธอไว้เบาๆ ส่วนมือขวาทำท่าดรรชนีกระบี่แตะลงบนจุดกึ่งกลางหว่างคิ้วของเธอเบาๆ จากนั้นก็หลับตาลง

ไม่กี่นาทีต่อมาเขาก็ดึงมือทั้งสองข้างกลับมา

มือนุ่มลื่นจัง... นี่คือการประเมินอันดับแรกของเขา

"เส้นทางความรักของคุณ ค่อนข้างขรุขระ ชาตินี้คุณอาจจะไม่ได้แต่งงาน แต่คุณจะไปตกหลุมรักคนที่ไม่รักคุณ ในขณะเดียวกันก็มีคนที่รักคุณไปชั่วนิรันดร์ หากคุณดึงดันที่จะถามให้ได้ว่าใครคือสามีของคุณ งั้นก็ต้องเป็นคนหลังอย่างแน่นอน"

"ชาตินี้ฉันอาจจะไม่ได้แต่งงานเหรอคะ..." หวังเจินเจินรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย "แล้วพวกเขาเป็นใครกันบ้างคะ?"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น

เฉินเสวียนเย่ไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่ยื่นมือออกไปเงียบๆ

หวังเจินเจินชะงักไป จากนั้นก็ควักเงินอีกหนึ่งพันเหรียญออกจากกระเป๋า และกำลังจะยื่นให้เขา

หม่าเสี่ยวหลิงที่อยู่ข้างๆ ทนดูต่อไปไม่ไหว เธอจึงคว้าหมับเข้าที่มือของเฉินเสวียนเย่ซึ่งกำลังเตรียมจะรับเงินทันที

"ไอ้หมอต้มตุ๋น แกจะหาเงินง่ายเกินไปแล้วนะ!"

จบบทที่ บทที่ 1 หนึ่งพันเหรียญ หนึ่งคำถาม

คัดลอกลิงก์แล้ว