- หน้าแรก
- เกิดใหม่ชาตินี้ ข้าขอเป็นปราชญ์อันดับหนึ่ง
- บทที่ 48 - อดีตผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพร ลู่เตา
บทที่ 48 - อดีตผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพร ลู่เตา
บทที่ 48 - อดีตผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพร ลู่เตา
นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา! เยว่เกาหยางก็รับหน้าที่สอนซ่งยวนแบบตัวต่อตัวทุกวัน!
ส่วนเสิ่นฉางชิงก็รับหน้าที่สอนหนังสือเบื้องต้นให้กับเด็กอีกสามคน และเมื่อมีเวลาว่าง ก็จะมานั่งฟังการสอนของเยว่เกาหยางพร้อมกับซ่งยวนด้วย!
ณ เมืองหลวง จักรพรรดิอู่เต๋อทอดพระเนตรจดหมายที่สายลับเงาส่งมา พลันตบโต๊ะฉาดใหญ่
"ไอ้ล่ายจื่อต้องตาย!! กล้ารังแกหลานชายคนโตของข้า ตาย! มึงต้องตาย!!"
ขันทีเฒ่าจิ้นจง: ....
ช่วงนี้หัวใจของเขาชักจะทำงานไม่ค่อยปกติเสียแล้ว
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า หลานชายคนโตของข้า ช่างเก่งกาจเสียจริง! เจ้าดูสิ เตะหมูป่าปลิวไปเลย มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นสายเลือดตระกูลจ้าวของข้า พละกำลังมหาศาลมาตั้งแต่เด็ก!"
ขันทีเฒ่าจิ้นจงทำได้เพียงพยักหน้าเออออห่อหมกอยู่ด้านข้าง
ทว่าจู่ๆ จักรพรรดิอู่เต๋อก็แผ่รังสีอำมหิตออกมา
"ซูจือเสียน ช่างเป็นซูจือเสียนที่ประเสริฐยิ่งนัก!! ถึงกับคิดจะทำลายหลานชายคนโตของข้า! หึ เขามีลูกชายที่ประเสริฐเสียจริง!!!
จิ้นจง ร่างราชโองการ แต่งตั้งอวี้สื่อต้าฟู (ผู้ตรวจการแผ่นดิน) จูเกา เป็นผู้แทนพระองค์ เดินทางไปชิงโจวพร้อมกับเซ่าชิงแห่งศาลต้าหลี่!
บอกเขาว่า หากหาหลักฐานเอาผิดตระกูลซูไม่ได้ ก็ไม่ต้องกลับมาให้เห็นหน้าอีก!!"
เมื่อรับสั่งเสร็จ จักรพรรดิเฒ่าก็หยิบจดหมายฉบับนั้นขึ้นมาอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างทะนุถนอม
อ่านจนพอใจแล้ว พระองค์ก็นำจดหมายไปคัดลอกอีกชุดหนึ่ง แล้วหาอ่างมาเผาจดหมายต้นฉบับทิ้ง
พลางเผาพลางพึมพำกับตนเอง
"สหายเก่าเอ๋ย นี่คือหลานชายคนโตของข้า และก็เป็นหลานตาของเจ้าด้วยนะ! เจ้าอิจฉาหรือไม่? เขาแซ่จ้าวนะ แซ่เดียวกับข้า!"
ทันใดนั้น เสียงของขันทีน้อยก็ดังขึ้นที่หน้าประตูตำหนัก
"ฝ่าบาท รัชทายาททรงล่ากระต่ายมาได้หลายตัวเมื่อวานนี้ จึงรับสั่งให้ทำน้ำแกงเนื้อกระต่ายมาถวายให้ฝ่าบาททรงลิ้มรสพ่ะย่ะค่ะ!"
นี่คืออุบายที่กุนซือของจวนรัชทายาทเสนอแนะ เพื่อหมายจะเอาชนะพระทัยฮ่องเต้ การแสดงความกตัญญูเป็นสิ่งสำคัญ การแสดงออกถึงความเอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอย่อมเกิดผลดี
ทว่า ใครจะไปรู้ว่า ทันทีที่ฮ่องเต้เฒ่าได้ยินคำว่า 'กระต่าย' ก็ทรงกริ้วขึ้นมาทันที!
หลานชายคนโตของพระองค์ต้องตกระกำลำบากอยู่ในถิ่นทุรกันดาร เลี้ยงกระต่ายอย่างน่าเวทนาเพียงเพื่อหาเงินเรียนหนังสือ
ไอ้ลูกทรพีคนนี้กลับส่งน้ำแกงเนื้อกระต่ายมาให้พระองค์ นี่มันตั้งใจจะแทงใจดำพระองค์ชัดๆ!
จักรพรรดิอู่เต๋อโกรธจัด พุ่งตัวออกไปถีบขันทีน้อยกระเด็น พร้อมกับเตะชามน้ำแกงกระต่ายจนหกกระจาย
"ไปบอกไอ้ลูกเนรคุณนั่นซะ ว่าวันนี้เจิ้นกินเจ ไม่แตะต้องเนื้อสัตว์!"
ขันทีน้อยที่ตอนแรกหวังจะได้รับรางวัล ตอนนี้ตกใจจนปัสสาวะแทบราด คุกเข่าตัวสั่นงันงกอยู่บนพื้น
จิ้นจงรีบวิ่งตามออกมา
"ฝ่าบาท ถนอมพระวรกายด้วยพ่ะย่ะค่ะ!!"
ฮ่องเต้เฒ่าแค่นเสียงฮึดฮัด แล้วเสด็จกลับเข้าไปในตำหนัก!
ซูจือเสียน แซ่ซู... ชื่อนี้ฟังดูคุ้นหูนัก...
จักรพรรดิอู่เต๋อนึกขึ้นได้ว่า พระสนมที่ทรงรับเข้าวังเมื่อหลายปีก่อนก็มาจากตระกูลซู
กล้ารังแกหลานชายคนโตของพระองค์เชียวรึ? พระองค์จะจัดการตระกูลซูให้ดู
"จิ้นจง ไปที่ตำหนักใน สั่งให้พระสนมซูเตรียมตัวรับเสด็จ!"
ณ ฝ่ายใน มีขันทีน้อยวิ่งกระหืดกระหอบไปที่ตำหนักของพระสนมซู
"โอ๊ย พระนางเพคะ ข่าวดีเพคะ! ฝ่าบาทกำลังเสด็จมาที่ตำหนักของเรา พระนางรีบเตรียมตัวรับเสด็จเถิดเพคะ..."
พระสนมซูชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเบิกบานใจอย่างเห็นได้ชัด
"เร็วเข้า รีบไปเอาชุดใหม่ของข้ามา เอาชุดสีชมพูลูกท้อนั่นนะ"
"พวกเจ้าหายหัวไปไหนกันหมด? ยังไม่รีบมาแต่งหน้าแต่งตัวให้ข้าอีก! หากข้าไปรับเสด็จไม่ทัน วันหน้าพวกเจ้าก็อย่าหวังว่าจะได้อยู่อย่างสงบสุขเลย!"
เหล่านางกำนัลต่างตอบรับด้วยความหวาดกลัว
พระสนมซูผู้นี้ปกติอารมณ์ร้าย มักชอบหยิกตีข้ารับใช้
แถมเวลาถูกหยิกก็ห้ามส่งเสียงร้องเด็ดขาด มิฉะนั้นจะถือว่าผิดกฎ
หลังจากแต่งหน้าทำผมเสร็จ พระสนมซูก็กรีดกรายเอวบางๆ พลางเอ่ยสั่ง
"ส่งคนไปบอกที่ห้องเครื่องสักหน่อย บอกว่าฝ่าบาทจะเสด็จมา ให้เตรียมขนมหวานหน้าตาประณีตมาถวายด้วย!"
เรื่องขนมนั้นนางไม่ได้ใส่ใจนัก เพียงแต่ต้องการยืมปากคนของห้องเครื่อง เพื่อป่าวประกาศเรื่องที่ฝ่าบาทเสด็จมาหานาง
เพื่อให้ทุกคนได้รับรู้ว่า นาง สวีซี ยังคงเป็นที่โปรดปรานอยู่!
ด้วยรับสั่งเพียงประโยคเดียวของฮ่องเต้เฒ่า ข้ารับใช้ของพระสนมซูก็ต้องวุ่นวายกันยกใหญ่
ผ่านไปครู่ใหญ่ จักรพรรดิอู่เต๋อก็เสด็จมาถึงฝ่ายในด้วยสีพระพักตร์บึ้งตึง มุ่งตรงไปยังตำหนักของพระสนมซู
พระสนมซูออกมารอรับเสด็จอยู่ที่หน้าประตูตำหนักแต่เนิ่นๆ นัยน์ตาเปี่ยมไปด้วยความปิติยินดี ไม่ว่าจะเสแสร้งหรือไม่ ก็ขอเพียงแสดงละครให้เนียนก็พอแล้ว
เมื่อเห็นจักรพรรดิอู่เต๋อ นางก็รีบย่อเข่าทำความเคารพอย่างอ่อนช้อย
"ฝ่า..."
ทว่า คำว่า 'ฝ่าบาท' ยังไม่ทันหลุดจากปาก ก็มีเสียงตวาดดังกึกก้องราวกับฟ้าผ่าอยู่ข้างหู
"พระสนมซู!!"
เสียงตวาดนั้นทำเอาพระสนมซูตกใจจนแทบจะเคล็ดขัดยอก
นางยังไม่ทันตั้งตัวว่าเหตุใดฝ่าบาทจึงกริ้วขึ้นมา จักรพรรดิอู่เต๋อก็ตวาดลั่นอีกครั้ง
"เจ้าใส่ชุดอะไรของเจ้า? บนหัวนั่นประดับอะไรยุ่งเหยิงไปหมด? แล้วหน้าตาก็แต่งเสียแดงเถือกเป็นตูดลิง เจ้าตั้งใจจะยั่วใครกัน?"
พระสนมซู: ???
โดยไม่เปิดโอกาสให้นางได้เอ่ยปากแก้ตัวแม้แต่คำเดียว จักรพรรดิอู่เต๋อก็สะบัดพระหัตถ์
"ลดขั้น ลดขั้นลงเป็นตาอิง (ตำแหน่งสนมขั้นล่าง)!"
พระสนมซูยืนอึ้งตะลึงงัน นี่มันอะไรกัน ทำไมจู่ๆ ถึงโดนลดขั้นเป็นตาอิงได้ล่ะ?
จักรพรรดิอู่เต๋อหันหลังเดินจากไป แต่ยังไม่วายหันกลับมาชี้หน้าอดีตพระสนมซู
"ถ้าไม่มีเรื่องอะไรก็อย่าเสนอหน้าออกมาเดินเพ่นพ่าน หากเจิ้นไม่เรียกหา เจ้าก็ห้ามเสนอหน้ามารับคำมั่วซั่ว!"
จิ้นจง: ....
หลังจากจัดการกับสกุลซูไปแล้ว จักรพรรดิอู่เต๋อก็อารมณ์ดีขึ้นไม่น้อย
ฮ่องเต้เฒ่าจมอยู่ในห้วงความคิดครู่หนึ่ง
"ตอนนี้ซ่งยวนอาจจะยังไม่สะดุดตาใครนัก แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีคนมาหาเรื่อง คงต้องส่งคนไปคุ้มครองเสียหน่อย เจิ้นถึงจะเบาใจได้..."
ฮ่องเต้เฒ่าครุ่นคิดอยู่นาน
"เมื่อหลายวันก่อน องครักษ์เสื้อแพรที่ทะเลาะกับคนอื่นตอนลาดตระเวน ชื่ออะไรนะ?"
จิ้นจงกะพริบตาปริบๆ
"ทูลฝ่าบาท เป็นบุตรชายคนเล็กของอดีตผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพร ลู่เตา นามว่าลู่จัวพ่ะย่ะค่ะ!"
จักรพรรดิอู่เต๋อพยักหน้า
"ถ่ายทอดราชโองการลับไปหาลู่เตา ให้เขามาเข้าเฝ้าเจิ้น!"
กลางดึกสงัด ณ จวนอดีตผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพร ลู่เตาในชุดสีดำ สวมหมวกคลุมหน้า ปรากฏตัวขึ้นที่ห้องบรรทมของฮ่องเต้
แม้จะอายุเลยวัยกลางคนไปแล้ว แต่ด้วยการฝึกฝนวิทยายุทธ ลู่เตาจึงมีบุคลิกที่ดูคล้ายกระบี่คมกริบที่ถูกซ่อนอยู่ในฝัก!
ท่วงท่าที่เปล่งประกายออกมาจากภายในนั้น ให้ความรู้สึกหนักแน่นและซ่อนเร้น
จักรพรรดิอู่เต๋อพอพระทัยในตัวเขามาก ต่างจากเซี่ยเฝิน ที่ไม่ว่าจะไปที่ใดก็ทำให้ผู้คนรู้สึกขนลุกขนพอง!
ทั้งสองคนนั่งดื่มสุราสนทนากันอยู่นาน
เมื่อลู่เตาฟังจนจบก็หัวเราะออกมา
"ฝ่าบาท ทรงมีพระประสงค์จะให้ลู่จัว ลูกชายของกระหม่อม ไปคุ้มครองเด็กคนนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ?"
ฮ่องเต้เฒ่าพยักหน้า
"ลู่เตา คนที่เจิ้นเชื่อใจมีไม่มากนัก เจ้าอย่าทำให้เจิ้นผิดหวังล่ะ!"
ลู่เตาถอนหายใจ ส่ายหน้าไปมา
"ฝ่าบาท กระหม่อมย่อมหวังให้ลูกหลานเป็นคนดี... ลู่จัวไม่ใช่ว่าไม่ดี เพียงแต่ยังเลือดร้อนนัก เกรงว่าจะไม่อาจแบกรับภาระอันหนักอึ้งนี้ได้พ่ะย่ะค่ะ..."
จักรพรรดิอู่เต๋อย่อมเข้าใจเหตุผลนี้ดี ทว่าเรื่องของซ่งยวน พระองค์ต้องระมัดระวังให้มากที่สุด!
หากไม่ใช่คนที่พระองค์มั่นใจเต็มร้อย พระองค์จะไม่มีวันส่งไปอยู่ข้างกายซ่งยวนเด็ดขาด
จู่ๆ ลู่เตาก็หันไปพูดกับจิ้นจงที่อยู่ด้านข้าง
"รบกวนท่านจิ้นจง ช่วยยกข้าวสวยมาให้ข้าสักสามชามเถิด!"
จิ้นจง: "เอ่อ... ได้ขอรับ แฮะๆ ใต้เท้าลู่ช่างเจริญอาหารยิ่งนัก!"
เมื่อข้าวสวยถูกยกมา ลู่เตาก็สวาปามข้าวทั้งสามชามรวดอย่างตะกรุมตะกราม ราวกับคนที่ไม่เคยกินข้าวสารมาแปดชาติก็ไม่ปาน
ฮ่องเต้เฒ่ายังคงครุ่นคิดอย่างหนัก ว่าหากลู่จัวไม่เหมาะสม แล้วควรจะส่งใครไปดี
ลู่เตาร้อนรนใจ โบกมืออีกครั้ง
"ท่านจิ้นจง ขอข้าวสวยให้ข้าอีกสามชามเถิด!!"
จิ้นจง: ....
ข้าวสวยอีกสามชามถูกกลืนลงท้องไป จักรพรรดิอู่เต๋อก็ยังคงจมอยู่ในภวังค์
"เอิ๊ก..."
ลู่เตาทำหน้าเหยเกพลางลูบท้อง หกชามคือขีดจำกัดแล้ว เขากินไม่ลงอีกต่อไปแล้ว...
จิ้นจงที่ยืนอยู่ด้านข้างหรี่ตาลง จู่ๆ ก็เข้าใจความนัยขึ้นมา ร้องอุทานเบาๆ
"โอ๊ย ใต้เท้าลู่เตา ท่านช่างมีพละกำลังดั่งคนหนุ่มจริงๆ!! ข้าเคยได้ยินคำโบราณกล่าวไว้! เหลียนพัวแม้ชรา ทว่ายังกินข้าวได้มาก! ใต้เท้าลู่ไม่ด้อยไปกว่าท่านแม่ทัพเฒ่าเหลียนพัวเลยแม้แต่น้อย..."
ในที่สุดจักรพรรดิอู่เต๋อก็ได้สติ หันไปมองลู่เตาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยสายตาเป็นประกายวาววับ
พร้อมกับชามเปล่าหกใบตรงหน้าเขา ฮ่องเต้ตบโต๊ะฉาดใหญ่
"ถูกต้อง! ไอ้เฒ่าอย่างเจ้า! รับเบี้ยหวัดจากเจิ้นมาตั้งมากมาย ตอนนี้จะมานั่งกินนอนกินอยู่บ้านเฉยๆ ได้อย่างไร!"
ลู่เตาลอบกลอกตาในใจ นี่ต้องให้เขายัดข้าวตั้งหกชามถึงจะยอมมองหน้ากัน เกือบจะทำเขาจุกตายอยู่แล้ว!
เขาตั้งใจจะคุกเข่าทำความเคารพ แต่เพราะกินอิ่มเกินไป จึงคุกเข่าไม่ลง
ทำได้เพียงประสานมือคารวะจักรพรรดิอู่เต๋อ
"ฝ่าบาท กระหม่อมขอรับรองด้วยชีวิต ว่าจะคุ้มครองนายน้อยให้ปลอดภัย! ในอดีตกระหม่อมก็เคยได้ยินกิตติศัพท์ความเก่งกาจของท่านแม่ทัพเฒ่าสวี! กระหม่อมยินดีถวายหัวเพื่อฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ!!"
ฮ่องเต้เฒ่าตบไหล่เขาเบาๆ
"แม้ว่าพวกลูกหลานจะเติบโตขึ้นมากันหมดแล้ว ทำให้พวกคนแก่อย่างเราๆ ดูเหมือนคนไร้ค่า! แต่พอถึงเวลาที่ต้องจับดาบจับทวนจริงๆ ก็ยังต้องพึ่งพาพวกคนแก่อย่างเรานี่แหละ..."
ลู่เตาทูลลาฮ่องเต้ เดินมาถึงหน้าประตูวัง
เขาหันกลับมา คุกเข่าโขกศีรษะให้ฮ่องเต้เฒ่า!
เรื่องนี้ สมควรเป็นเขาที่ต้องขอบพระทัยฝ่าบาทต่างหาก!
ลู่เตาเดินทางฝ่าความมืดกลับมาถึงจวนสกุลลู่ ลูกหลานทุกคนเมื่อทราบข่าวก็ต่างมารุมล้อม
บุตรชายคนโตของสกุลลู่รีบเอ่ยถาม
"ท่านพ่อ ฝ่าบาทไม่ได้เรียกพบท่านมาสองสามปีแล้ว ครอบครัวเราไปทำอะไรให้ฝ่าบาทไม่พอใจหรือเปล่าขอรับ?"
ลู่จัว ลูกชายคนเล็กก็เปลี่ยนสีหน้าบูดบึ้งตามปกติ
"ท่านพ่อ ฝ่าบาทจะเลื่อนขั้นให้ข้าหรือ?"
แม้กระทั่งบุตรเขยที่แทบจะไม่เคยแวะมาหาเลยตั้งแต่ลู่เตาลงจากตำแหน่งผู้บัญชาการ ก็ยังมายืนรออยู่ด้านข้าง
"ท่านพ่อตายังคงมีอิทธิพลต่อฝ่าบาทอยู่เสมอ! ฝ่าบาทย่อมต้องมีเรื่องสำคัญบางอย่างที่ตัดสินพระทัยไม่ได้ จึงเรียกท่านพ่อตาไปปรึกษาหารือ!"
ภายใต้แสงเทียน ลู่เตาแย้มยิ้มเย้ยหยันบางๆ ทว่ากลับไม่ยอมปริปากพูดสิ่งใด!
ณ หมู่บ้านตระกูลหวัง ในที่สุดซ่งยวนก็ตระหนักได้ว่า การได้อาจารย์ดีๆ สักคนนั้นสำคัญเพียงใด!
เพียงเวลาไม่กี่วัน เขาก็รู้สึกราวกับได้กลับไปเรียนใหม่อีกครั้ง!
แม้แต่คัมภีร์สามอักษรที่แสนจะเรียบง่าย เยว่เกาหยางก็สามารถอธิบายได้อย่างลึกซึ้งและเข้าใจง่าย
ประเด็นความรู้ทุกประเด็นถูกสอนจากง่ายไปยาก พร้อมยกตัวอย่างอ้างอิงจากคัมภีร์โบราณ
และทุกครั้ง เขาก็จะเชื่อมโยงไปสู่เรื่องการบริหารบ้านเมืองอยู่เสมอ!
ตัวอย่างเช่น คัมภีร์เซี่ยวจิง (คัมภีร์ความกตัญญู) ความรักใคร่กลมเกลียวระหว่างพี่น้อง หรือแม้แต่ความพลิกผันของสถานการณ์บ้านเมือง
ซ่งยวนเริ่มรู้สึกว่าสมองของเขาชักจะรับไม่ไหวแล้ว
เมื่อก่อน เขาเรียนรู้อะไรก็รวดเร็วไปหมด การทำความเข้าใจก็ไม่ใช่เรื่องยาก
แต่ตอนนี้ เขากลับรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงเด็กสามขวบเมื่ออยู่ต่อหน้าเยว่เกาหยาง
ตาเฒ่าผู้นี้! สมกับเป็นบุคลากรทรงคุณค่าของประเทศชาติโดยแท้!!
เสิ่นฉางชิงเองก็ยิ่งรู้สึกละอายใจ ขิงแก่นั้นเผ็ดร้อนกว่าจริงๆ!
มีเพียงคนเดียวที่ไม่ค่อยพอใจนัก นั่นก็คือผู้เฒ่าหลี่!
ท่านลุงรองตัวดีของเสิ่นฉางชิงถึงกับบอกว่าวิชาฝังเข็มของเขาไม่เป็นมืออาชีพ??
เขาตัดสินใจแล้วว่าจะไปหาหมูมาฝึกแทงเข็มอีกสักสองตัวเพื่อลับฝีมือ!
(จบแล้ว)