เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 19 ลุยตลาดกวางโจว

บทที่ 19 ลุยตลาดกวางโจว

บทที่ 19 ลุยตลาดกวางโจว


ในวันฤดูร้อนที่อบอ้าว รถไฟขบวนยาวค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากชานชาลา พาหวังเยี่ยนปิงและเหมินจื่อมุ่งหน้าสู่มหานครกวางโจว

ในกระเป๋าของพวกเขามีรายการสินค้าที่หลิวฉางไห่จดไว้ให้อย่างละเอียด โดยหารู้ไม่ว่าการเดินทางครั้งนี้จะมีเรื่องตื่นเต้นและอุปสรรคมากมายรออยู่

หวังเยี่ยนปิงนั่งพิงหน้าต่าง ทอดสายตามองผู้โดยสารหลากหลายร้อยพ่อพันแม่ในตู้รถไฟอย่างไม่ใส่ใจนัก

ส่วนเหมินจื่อเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ชวนหวังเยี่ยนปิงคุยจินตนาการถึงความเจริญของกวางโจวเป็นระยะๆ

ทันใดนั้น สายตาอันเฉียบคมของหวังเยี่ยนปิงก็สะดุดเข้ากับเงาร่างลับๆ ล่อๆ ของใครบางคน

ผู้ชายคนนั้นรูปร่างผอมเกร็ง สายตาลอกแลกไปมา กำลังค่อยๆ คืบคลานเข้าไปใกล้ผู้โดยสารคนหนึ่งที่กำลังหลับสนิท

มือของมันค่อยๆ ล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อของผู้โดยสารคนนั้นอย่างแผ่วเบา ราวกับงูพิษที่รอจังหวะฉกเหยื่อ

"เหมินจื่อ มีขโมย!" หวังเยี่ยนปิงกระซิบเสียงเครียด พร้อมกับดีดตัวลุกขึ้นยืนทันที

เหมินจื่อสะดุ้งตื่นเต็มตา มองตามสายตาของหวังเยี่ยนปิงไป พอเห็นพฤติกรรมของหัวขโมย เลือดในกายก็เดือดพล่าน

เขาลุกพรวดขึ้นยืน ตะโกนลั่นรถไฟ "เฮ้ย! ทำบ้าอะไรวะ!" เสียงตวาดดังก้องราวกับฟ้าผ่า ทำลายความเงียบงันและเสียงจอแจในตู้รถไฟจนหมดสิ้น

หัวขโมยสะดุ้งสุดตัว มือที่กำลังล้วงกระเป๋าชะงักค้างอยู่กลางอากาศ ใบหน้าฉายแววตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด

แต่มันก็พยายามปั้นหน้าซื่อ ตวัดสายตาถมึงทึงใส่เหมินจื่อ แล้วทำทีจะเดินหนีไปหน้าตาเฉย

หวังเยี่ยนปิงไวกว่า พุ่งตัวเข้าไปคว้าแขนมันไว้แน่น ตวาดเสียงแข็ง "คิดว่าไม่มีใครเห็นหรือไงวะ! วางของลงเดี๋ยวนี้!"

หัวขโมยพยายามดิ้นรนสุดฤทธิ์ ปากก็สบถด่า "ปล่อยสิโว้ย! เสือกอะไรด้วย!"

มีหรือที่หวังเยี่ยนปิงจะยอมปล่อย เขากำแขนมันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เหมินจื่อเดินเข้ามาสมทบ ง้างหมัดซัดเข้าที่ไหล่หัวขโมยอย่างจัง พร้อมตะโกนด่า "บังอาจขโมยของเรอะ!"

หมัดนี้หนักหน่วงเอาการ ทำเอาหัวขโมยร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด แต่มันก็ยังไม่ยอมสิ้นฤทธิ์ พยายามดิ้นรนสะบัดตัวให้หลุดจากการจับกุม

ผู้โดยสารคนอื่นๆ ต่างพากันส่งเสียงประณาม "จับตัวส่งตำรวจรถไฟเลย!"

"เลวทรามจริงๆ ขโมยของกลางวันแสกๆ แบบนี้!" ภายใต้เสียงก่นด่าของฝูงชน และการควบคุมตัวอย่างแน่นหนาของหวังเยี่ยนปิงกับเหมินจื่อ หัวขโมยก็ค่อยๆ หมดแรงดิ้นรน ยืนคอตกยอมจำนนรอตำรวจรถไฟมาจัดการ

ไม่นานนัก ตำรวจรถไฟก็รุดมาถึงและคุมตัวหัวขโมยไป

ผู้โดยสารที่เกือบจะตกเป็นเหยื่อรีบเดินเข้ามาหาพวกเขาทั้งสองคน

ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ ขอบตาแดงระเรื่อ เขาจับมือหวังเยี่ยนปิงและเหมินจื่อเขย่าไปมา "ขอบคุณพวกคุณสองคนมากเลยนะครับ ถ้าไม่ได้พวกคุณ ผมคงแย่แน่ๆ อุตส่าห์เดินทางมาไกล"

หวังเยี่ยนปิงยิ้มบางๆ แล้วโบกมือปฏิเสธ "ไม่เป็นไรหรอกครับ เรื่องแค่นี้ ใครเห็นก็ต้องช่วยอยู่แล้ว" ชายคนนั้นแนะนำตัวว่าแซ่จ้าว ทุกคนจึงเรียกเขาว่า "พี่จ้าว" อย่างเป็นกันเอง

ระหว่างที่พูดคุยกัน เหมินจื่อก็หลุดปากบอกไปว่า "พี่จ้าวครับ พวกเราเพิ่งเคยลงมากวางโจวเพื่อหาซื้อเสื้อผ้าไปขายเป็นครั้งแรก ในใจก็ยังหวั่นๆ อยู่เหมือนกันครับ"

พอพี่จ้าวได้ยินดังนั้น ดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที รีบเสนอตัวอย่างกระตือรือร้น "แหม บังเอิญอะไรอย่างนี้! พี่ก็เปิดร้านขายเสื้อผ้าอยู่ที่ปักกิ่ง แล้วก็ลงมารับของที่กวางโจวเหมือนกัน พี่เป็นคนกวางโจวแต่กำเนิด รู้จักร้านขายส่งเสื้อผ้าถูกๆ ดีๆ ทั่วทุกซอกทุกมุมเลย ตามพี่มาสิ รับรองได้ของดีราคาถูกชัวร์ ประหยัดไปได้เยอะเลยล่ะ!"

หวังเยี่ยนปิงและเหมินจื่อฟังแล้วก็ดีใจสุดๆ คิดว่าโชคดีจริงๆ ที่เพิ่งออกเดินทางก็เจอคนดีมีน้ำใจมาช่วยเหลือ

เมื่อรถไฟเทียบชานชาลากวางโจว ทั้งสามคนก็เดินเบียดเสียดปะปนไปกับฝูงชนที่หลั่งไหลออกจากสถานี

ถนนหนทางในกวางโจวคึกคักพลุกพล่านไปด้วยรถรา ตึกสูงระฟ้าตั้งตระหง่านเรียงราย ช่างแตกต่างจากความเงียบสงบในบ้านเกิดของพวกเขาอย่างสิ้นเชิง พี่จ้าวพาหวังเยี่ยนปิงและเหมินจื่อไปที่ร้านขายส่งเสื้อผ้าแห่งหนึ่งที่ดูธรรมดาๆ ไม่สะดุดตา

พี่จ้าวเดินเข้าไปกระซิบกระซาบกับเจ้าของร้านอยู่พักหนึ่ง ใบหน้าเปื้อนยิ้ม พยักหน้ารับคำกันเป็นระยะ จากนั้นก็เดินกลับออกมาด้วยรอยยิ้มกว้าง กวักมือเรียกหวังเยี่ยนปิงและเหมินจื่อให้เข้าไปดูของข้างใน

หวังเยี่ยนปิงเดินเข้าไปในร้านด้วยความคาดหวังเต็มเปี่ยม แต่ภาพที่เห็นกลับทำให้เขาต้องผิดหวังอย่างแรง

เสื้อผ้าที่แขวนเรียงรายอยู่ในร้าน ไม่ใช่เสื้อผ้าแฟชั่นทันสมัยอย่างที่หลิวฉางไห่สั่งไว้เลย แต่กลับเป็นแค่เสื้อยืดคอกลม เสื้อกล้าม และกางเกงธรรมดาๆ ที่หาซื้อได้ทั่วไป

เขาหยิบเสื้อยืดขึ้นมาตัวหนึ่ง พิจารณาเนื้อผ้าและการตัดเย็บอย่างละเอียด

เนื้อผ้าหยาบกระด้าง รอยเย็บหลุดลุ่ย งานหยาบมาก พอถามราคา เขาก็ยิ่งใจฝ่อ เพราะราคาไม่ได้ถูกอย่างที่คิด แถมยังแพงกว่าราคาที่พวกเขาเคยเช็กมาจากบ้านเกิดซะอีก

หวังเยี่ยนปิงขมวดคิ้ว ส่งซิกให้เหมินจื่อ แล้วหันไปพูดกับพี่จ้าวอย่างสุภาพ "พี่จ้าวครับ เสื้อผ้าพวกนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่แบบที่เพื่อนผมสั่งมานะครับ ผมว่าเราลองไปดูร้านอื่นกันดีกว่า"

พอพี่จ้าวได้ยินแบบนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนไปแวบหนึ่ง แต่ก็รีบปรับสีหน้าให้ยิ้มแย้มเหมือนเดิม แล้วหว่านล้อมต่อ "น้องชาย ลองดูดีๆ สิ คุณภาพคับแก้วเลยนะเนี่ย เรื่องราคาเราคุยกันได้ แบบอาจจะดูธรรมดาไปนิด แต่ทางเหนือขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเลยนะ"

หวังเยี่ยนปิงส่ายหน้าปฏิเสธอย่างหนักแน่น "ไม่เป็นไรครับพี่จ้าว พวกเรามีแบบที่ตั้งใจไว้ในใจแล้ว ขอไปเดินดูตามแผนที่วางไว้ดีกว่าครับ"

เมื่อพี่จ้าวเห็นว่าหวังเยี่ยนปิงยืนกรานเสียงแข็ง รู้ว่าคงหลอกไม่ได้แล้ว จึงจำใจยอมแพ้ "เอาเถอะๆ ถ้าเปลี่ยนใจเมื่อไหร่ ก็กลับมาหาพี่ได้ตลอดเลยนะ"

หลังจากเดินออกจากร้านนั้น หวังเยี่ยนปิงกับเหมินจื่อก็ไปสำรวจร้านอื่นๆ อีกหลายร้าน พอนำมาเปรียบเทียบกัน พวกเขาก็พบว่าร้านที่พี่จ้าวพาไปนั้น ไม่เพียงแต่แบบจะเชยแหลก แต่ราคายังแพงหูฉี่อีกด้วย

หวังเยี่ยนปิงถึงบางอ้อทันที ที่แท้พี่จ้าวก็ไม่ได้หวังดีอะไรเลย ร้านนั้นคงเป็นร้านของครอบครัวเขาแน่ๆ ส่วนเรื่องเปิดร้านอยู่ที่ปักกิ่งก็คงแต่งเรื่องขึ้นมาหลอกให้พวกคนต่างถิ่นอย่างพวกเขามาเหมาเสื้อผ้าค้างสต็อกไปขายชัวร์

พอเหมินจื่อรู้ความจริง ก็โกรธจนหน้าแดงก่ำ เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน หันขวับเตรียมจะกลับไปคิดบัญชีกับพี่จ้าว ปากก็สบถด่า "ไอ้พี่จ้าวชาติหมาเอ๊ย! เราอุตส่าห์ช่วยมัน แต่มันกลับมาหลอกเรา! ฉันต้องกลับไปกระทืบมันให้หายแค้นซะหน่อยแล้ว!"

หวังเยี่ยนปิงรีบคว้าตัวเหมินจื่อไว้แน่น พยายามเกลี้ยกล่อม "เหมินจื่อ ใจเย็นๆ! งานสำคัญกว่านะ เราต้องหาเสื้อผ้าตามที่ฉางไห่สั่งให้เจอก่อน เอาของให้ได้ก่อนค่อยว่ากัน ขืนกลับไปเอาเรื่องไอ้พี่จ้าว มีหวังเสียเวลาเปล่าๆ แถมอาจจะเสียการใหญ่ด้วย"

แม้เหมินจื่อจะยังฮึดฮัดไม่พอใจ แต่พอโดนหวังเยี่ยนปิงปรามเข้า ก็พยายามข่มอารมณ์โกรธไว้

ทั้งสองคนเดินตระเวนหาของในตลาดขายส่งเสื้อผ้าต่อไป ท่ามกลางผู้คนที่พลุกพล่าน เสียงร้องเรียกลูกค้า และเสียงต่อรองราคาที่ดังระงมไปทั่ว

ในที่สุด พวกเขาก็เจอร้านขายส่งหลายร้านที่มีเสื้อผ้าแบบที่หลิวฉางไห่สั่งไว้

หวังเยี่ยนปิงเป็นคนละเอียดรอบคอบ เขาหยิบเสื้อผ้าขึ้นมาตรวจดูทีละตัวอย่างพิถีพิถัน ไม่ว่าจะเป็นเนื้อผ้า ความประณีตของการเย็บ ไปจนถึงความแน่นหนาของกระดุม เขาไม่ยอมปล่อยผ่านแม้แต่จุดเดียว

จากนั้นเขาก็สอบถามราคาอย่างละเอียด และต่อรองราคากับเจ้าของร้านอย่างดุเดือด แล้วก็เดินไปเปรียบเทียบราคากับร้านอื่นๆ อีกหลายร้าน ระหว่างนั้น เหมินจื่อเริ่มออกอาการหงุดหงิดรำคาญ แต่หวังเยี่ยนปิงก็ยังคงใจเย็นและเลือกของอย่างใจเย็นต่อไป

จนในที่สุด พวกเขาก็เลือกร้านที่คุณภาพดีและราคาโดนใจ เพื่อเริ่มสั่งซื้อสินค้า

กางเกงยีนส์ที่นี่ ถ้าซื้อเกินร้อยตัว จะตกตัวละสิบหยวนเท่านั้น ส่วนเสื้อแขนค้างคาว ถ้าซื้อเกินร้อยตัว ก็ตกตัวละสิบหยวนเหมือนกัน มีไซส์ให้เลือกหลากหลาย แต่ไซส์กลางจะเยอะหน่อย

พวกเขาเลือกซื้อเสื้อผ้าแบบอื่นๆ ไปด้วย รวมเป็นเงินค่าสินค้าทั้งหมดสองพันเจ็ดร้อยหยวน หวังเยี่ยนปิงคำนวณในใจว่า เสื้อผ้าพวกนี้เอาไปขายตามห้างแถวบ้านเกิด น่าจะขายได้ตัวละหกเจ็ดสิบหยวนเลยทีเดียว กำไรบานเบอะแน่นอน

กว่าจะจัดการเรื่องของเสร็จ ท้องฟ้าก็เริ่มมืดครึ้ม ทั้งสองคนลากสังขารอันเหนื่อยล้าไปหาห้องพักเล็กๆ นอนพักเอาแรงสักคืน

แม้ห้องพักจะดูซอมซ่อ แต่สำหรับพวกเขาในตอนนี้ มันคือวิมานแสนอบอุ่นเลยทีเดียว

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น พวกเขาก็แบกกระสอบใบใหญ่สามใบมายืนรอรถสามล้อถีบที่ริมถนน เพื่อเดินทางไปยังสถานีรถไฟ

พอถึงสถานี ก็แบ่งหน้าที่กัน คนหนึ่งเฝ้าของ อีกคนไปต่อคิวซื้อตั๋ว โชคดีที่เป็นเสื้อผ้าหน้าร้อน น้ำหนักเลยไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ ถ้าเป็นเสื้อผ้าหน้าหนาวสักร้อยตัว คงต้องวุ่นวายทำเรื่องโหลดสัมภาระขึ้นรถไฟแน่ๆ

หลังจากฝ่าฟันความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง ในที่สุดพวกเขาก็กลับมาถึงเมืองช่างกู่ แล้วก็นั่งรถโดยสารต่อกลับมายังหมู่บ้าน

พอถึงหมู่บ้าน พวกเขาก็มุ่งตรงดิ่งไปที่บ้านของหลิวฉางไห่ทันที แล้ววางกระสอบเสื้อผ้าที่อัดแน่นจนเต็มไว้ในบ้าน

การเดินทางไปกวางโจวครั้งนี้ แม้จะทุลักทุเลและมีอุปสรรคบ้าง แต่สุดท้ายก็ถือว่าประสบความสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

หวังเยี่ยนปิงและเหมินจื่อไม่เพียงแต่ได้สินค้าตามที่ต้องการ แต่ยังได้เรียนรู้วิธีดูของคุณภาพ และวิธีรับมือกับคนร้อยพ่อพันแม่ในสังคมอีกด้วย

หลังจากนั้น หวังเยี่ยนปิงก็แวะไปหาหลิวฉางไห่ที่โรงเรียนในตัวอำเภอ เพื่อปรึกษาเรื่องแผนการต่อไป

เมื่อเล่าเรื่องราวการผจญภัยในกวางโจวให้ฟังจนจบ หวังเยี่ยนปิงก็หันไปถามหลิวฉางไห่ว่า "แล้วทีนี้ เราจะเอาเสื้อผ้าพวกนี้ไปขายที่ไหนดีล่ะ จะขายยังไง แล้วจะตั้งราคาเท่าไหร่ดีล่ะ"

หลิวฉางไห่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า "เอาอย่างนี้ พรุ่งนี้พวกพี่ช่วยกันรีดเสื้อผ้าให้เรียบ แล้วแขวนผึ่งไว้ก่อน ผมซื้อเตารีดกับราวแขวนผ้ามาเตรียมไว้แล้ว แต่ยังขาดราวแขวนผ้าขนาดใหญ่อยู่ พี่ลองดูนะว่าพรุ่งนี้จะพอหาทางประกอบขึ้นมาได้ไหม มะรืนนี้ผมหยุดเรียน เดี๋ยวผมจะไปช่วยพวกพี่ขายเสื้อผ้าเอง!"

หวังเยี่ยนปิงพยักหน้ารับ "ได้สิ พรุ่งนี้ฉันจะชวนเหมินจื่อกับซานเอ๋อร์มาช่วยกันรีดผ้า"

หลิวฉางไห่พูดเสริม "แล้วก็ ตั้งแต่วันที่พวกพี่เริ่มออกเดินทางไปกวางโจว ผมจะเริ่มคิดค่าแรงให้นะ วันละ 12 หยวน ใครมาทำงานวันไหน ก็รับค่าแรงของวันนั้นไป พี่ช่วยเป็นธุระจัดการเรื่องนี้ให้หน่อยนะ จดบัญชีให้ละเอียดล่ะ ส่วนรายได้จากการขายเสื้อผ้า ก็แบ่งตามวันที่มาทำงานเหมือนกัน หักต้นทุนกับค่าแรงออก เหลือเท่าไหร่ก็เอามาแบ่งเป็นเงินปันผลให้ทุกคน!"

หวังเยี่ยนปิงตอบตกลงอย่างกระตือรือร้น "ตกลง! ไม่มีปัญหา!"

หลังจากกินข้าวเสร็จ หลิวฉางไห่ก็สั่งให้หวังเยี่ยนปิงไปหาซื้อชุดทำงานราคาถูกๆ มาสักสองสามชุด แล้วเอาไปสกรีนตัวหนังสือใส่ด้วย

แม้หวังเยี่ยนปิงจะสงสัย แต่ก็ไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงอะไร รับคำสั่งแล้วก็ขอตัวกลับบ้าน ส่วนหลิวฉางไห่ก็กลับไปที่โรงเรียน พอถึงหอพัก เขาก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ แอบไปหามุมเงียบๆ อัดเสียงเรียกลูกค้าลงเทปคาสเซตต์ เตรียมไว้เปิดตอนขายเสื้อผ้าในวันมะรืน

วันรุ่งขึ้น หลังเลิกเรียน หลิวฉางไห่เตรียมตัวนั่งรถกลับบ้าน จริงๆ แล้วโรงเรียนก็อยู่ห่างจากบ้านแค่สามสิบกว่าลี้ แต่ต้องต่อรถถึงสองต่อ วุ่นวายเอาการ พอเดินมาถึงป้ายรถเมล์ ก็เห็นหวังเยี่ยนปิงนั่งคร่อมจักรยานสองล้อ รออยู่ก่อนแล้ว

หลิวฉางไห่ทัก "อ้าว พี่เยี่ยนปิง มารับผมเหรอครับ!"

หวังเยี่ยนปิงตอบ "ก็มารับนายนั่นแหละ! ขึ้นมาเลย!"

พอกลับมาถึงบ้าน ก็เห็นทุกคนรวมตัวกันอยู่พร้อมหน้า ทั้งเหมินจื่อ ซานเอ๋อร์ อาหก และหวังจื้อเชา ลูกพี่ลูกน้อง ทุกคนกำลังนั่งคุยเล่นกันอย่างสนุกสนาน พอเห็นหลิวฉางไห่กลับมา ก็พากันเข้ามาทักทาย หลิวฉางไห่เองก็ดีใจที่ได้เจอทุกคน

วันนี้พวกเขาง่วนอยู่กับการรีดผ้า ตากผ้า พับผ้า และจัดของลงถุงที่บ้านของหลิวฉางไห่มาทั้งวัน แถมยังช่วยกันต่อราวแขวนผ้าแบบง่ายๆ ขึ้นมาอีกอัน เอาไว้สำหรับแขวนโชว์เสื้อผ้า เสื้อผ้าที่ผ่านการรีดจนเรียบกริบ ดูดีมีชาติตระกูลขึ้นมาทันตาเห็น!

ในเมื่อหลิวฉางไห่กลับมาแล้ว ก็ได้เวลาล้อมวงกินข้าว ระหว่างกินข้าว หวังจื้อเชาก็ถามขึ้นมาว่า "ฉางไห่ พวกนายทำธุรกิจกัน ทำไมไม่ชวนพี่บ้างล่ะ!"

ความสัมพันธ์ระหว่างลูกพี่ลูกน้องนั้นแน่นแฟ้น มีอะไรก็พูดกันตรงๆ ไม่ต้องมานั่งอ้อมค้อม

หลิวฉางไห่ตอบกลับไปว่า "พี่จื้อเชา เรื่องนี้มีหุ้นส่วนของพี่รวมอยู่ด้วยนะ ผมจัดการให้เอง!"

เขากวาดสายตามองทุกคน แล้วถามว่า "พวกพี่เห็นด้วยไหม"

ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย เพราะอุตส่าห์กินนอนร่วมกันมาตั้งหลายวัน อีกอย่าง พวกเขาก็ไม่ได้ควักเนื้อลงทุนเองเลยสักแดงเดียว เงินลงทุนทั้งหมดเป็นของหลิวฉางไห่ทั้งนั้น ขืนคัดค้านไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร!

หลิวฉางไห่พยักหน้าอย่างพึงพอใจ แล้วพูดต่อ "พี่จื้อเชา ที่ผมไม่ได้ชวนพี่ตั้งแต่แรก ก็เพราะงานนี้มันเป็นแค่ธุรกิจเล็กๆ ก๊อกๆ แก๊กๆ พี่ก็รู้ว่าเงินของผมส่วนใหญ่มันไปจมอยู่ในตลาดหุ้นหมด ตอนนี้เลยช็อตเงิน ก็เลยต้องหาเสื้อผ้ามาขายประทังชีวิตไปก่อน หวังฟันกำไรช่วงปีใหม่เอาไว้เป็นค่าขนม ธุรกิจทำเงินจริงๆ มันอยู่หลังจากนี้ต่างหาก ถึงเวลานั้นผมไม่พลาดที่จะชวนทุกคนมาร่วมหุ้นด้วยแน่นอน รวมไปถึงลุงกับน้าๆ ด้วย! ส่วนคนอื่นผมไม่สนหรอก"

"แล้วเรื่องขายเสื้อผ้าพรุ่งนี้ ผมอยากให้ทุกคนไปกันให้หมด ไปลองดูบรรยากาศ ไปศึกษาดูงาน ถ้ามันเวิร์ก คราวหน้าเราก็อาจจะแบ่งทีมกันขาย หรือไม่ก็แยกย้ายกันไปเปิดแผงของตัวเองเลย!"

จบบทที่ บทที่ 19 ลุยตลาดกวางโจว

คัดลอกลิงก์แล้ว