- หน้าแรก
- “ฮันเตอร์ ฮันเตอร์” ฮันเตอร์พฤกษาสีชาด
- บทที่ 1 การข้ามภพ อสูรเขี้ยวทมิฬ เคย่า
บทที่ 1 การข้ามภพ อสูรเขี้ยวทมิฬ เคย่า
บทที่ 1 การข้ามภพ อสูรเขี้ยวทมิฬ เคย่า
บทที่ 1 การข้ามภพ อสูรเขี้ยวทมิฬ เคย่า
“เฉิงเซี่ย! รีบกระโดดลงมาสิฟะ!”
เด็กชายร่างอ้วนกลมโผล่หัวขึ้นมาจากน้ำ พลางเงยหน้าตะโกนเร่งเร้า เฉิงเซี่ย ที่ยืนตัวสั่นอยู่บนขอบอ่างเก็บน้ำ
“จบกัน...”
เฉิงเซี่ยมองความสูงที่น่าหวาดหวั่น เบื้องล่างทำเอาขาสั่นพั่บๆ อย่างคุมไม่อยู่
เขาหันไปส่งสายตาขอความช่วยเหลือใส่ เฉิงตง ที่นั่งอ่านการ์ตูนอยู่อย่างไม่สนใจโลก
“เฮ้ย พี่... ผมจะโดดแล้วนะ รีบห้ามผมเร็วเข้า!”
เฉิงตงเงยหน้าขึ้นมองอย่างรำคาญ ก่อนจะก้มกลับไปสนใจหนังสือในมือทันที
“จะโดดก็รีบโดด จะไปตายที่ไหนก็ไป อย่ามาพล่ามน้ำลายแตกแถวนี้”
“...นายมันสุดยอดจริงๆ”
เฉิงเซี่ยถึงกับพูดไม่ออก
“เจ้าเซี่ยปอดแหกว่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า!”
“เฉิงเซี่ย ตัดทิ้งไปซะเถอะ! สำนักขันทีบูรพากำลังขาดแคลนคนอย่างนายพอดี!”
“ใช่ๆ มีไอ้นั่นไปก็ไร้ประโยชน์!”
“ทำไมถึงทำตัวเป็นผู้หญิงแบบนั้นฮะ? ถ้าไม่กล้าโดด ก็ยอมรับมาซะว่าเป็นไอ้ขี้ขลาด”
เด็กประถมก็เป็นเสียแบบนี้... ปรารถนาที่จะดูเหนือกว่าเพื่อนฝูง เพื่อจะได้ข่มเหงคนอื่นได้อย่างสมบูรณ์แบบ
“บ้าเอ๊ย! ถ้าโดนพวกหมานี่ดูถูก ต่อไปชั้นจะมีหน้าไปเรียนได้ยังไง?”
แม้แต่เด็กผู้ชายชั้น ป.2 ก็ยังมีการแบ่งพรรคแบ่งพวกในห้องเรียน
ต่อให้นายทำเรื่องเจ๋งๆ มาเป็นหมื่นเรื่อง แต่ขอแค่มีเรื่องเดียวที่อ่อนแอกว่าคนอื่น นายก็จะกลายเป็นเป้ากระสุนแห่งคำเยาะเย้ยถากถางทันที
ศักดิ์ศรีของเด็กผู้ชายมันไร้สาระพรรค์นั้นแหละ... พวกเขายอมไม่ได้เด็ดขาดที่จะถูกคนอื่นมองด้วยสายตาดูแคลน
เมื่อคิดได้ดังนั้น เฉิงเซี่ยจึงกัดฟันกรอด กลั้นใจกระโจนร่างดิ่งพสุธาลงสู่ผืนน้ำเบื้องล่าง
ตูม...!!
ทันทีที่ระเบิดคลื่นน้ำลูกใหญ่กระจายตัว ร่างเล็กของเฉิงเซี่ยก็จมหายลงไปใต้ผิวน้ำ
บุ๋ง... บุ๋ง...
แรงกระแทกนั้นรุนแรงเกินไป... เมื่อลืมตาขึ้น เฉิงเซี่ยเห็นเพียงแสงอาทิตย์รำไรที่ส่องลอดลงมา
นั่นหมายความว่า เขาอยู่ไกลจากผิวน้ำมากแล้ว
เฉิงเซี่ยรู้สึกว่าเขายังพอมีทางรอด
เขาตะเกียกตะกายว่ายน้ำสุดแรงเกิด พุ่งเข้าหาแสงสว่างอันเลือนรางนั้น
ทว่าในขณะที่กำลังดิ้นรน กระแสน้ำวนใต้ผิวน้ำกลับก่อตัวขึ้นที่ปลายเท้า ก่อนที่เขาจะทันตั้งตัว ร่างของเฉิงเซี่ยก็ถูกกระชากดูดกลืนเข้าไป
สติสัมปชัญญะค่อยๆ พร่ามัว สายตาเริ่มเลื่อนลอย...
ในห้วงสุดท้ายก่อนสติจะดับวูบ เฉิงเซี่ยคล้ายจะเห็นร่างของตนลอยละล่องขึ้นสู่ผิวน้ำอย่างไร้เรี่ยวแรง... ในขณะที่จิตวิญญาณของเขากลับดิ่งลึกลงสู่ก้นบึ้ง
ปีฮันเตอร์ ค.ศ. 1997 เดือนพฤษภาคม
ณ ป่าโบราณกาลที่ต้นไม้ขึ้นหนาทึบ แสงแดดทำได้เพียงสาดส่องลอดช่องว่างระหว่างใบไม้ ทิ้งรอยด่างของแสงและเงาไว้บนพื้นดิน
ที่ปลายสุดของเส้นทางคดเคี้ยว กลุ่มฝุ่นตลบฟุ้งกระจายขึ้น
เด็กหนุ่มในชุดแจ็กเก็ตสีส้มเหลืองวิ่งกระหืดกระหอบมาจากระยะไกล เสื้อผ้าชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อจนแนบสนิทไปกับลำตัว
เบื้องหลังของเขา คือ อสูรเขี้ยวทมิฬ ที่กำลังไล่กวดมาติดๆ
เจ้าอสูรเขี้ยวทมิฬตัวนี้มีขนาดมหึมา ลำตัวยาวร่วมสี่เมตร แขนขาแข็งแกร่งทรงพลัง พร้อมด้วยกรงเล็บและเขี้ยวอันแหลมคม
ต่อให้เป็นฮันเตอร์มือฉมัง ก็ยังไม่คิดจะจับสัตว์ร้ายตัวนี้ง่ายๆ
“อาจารย์! อาจารย์ครับ! ไม่ไหวแล้ว... ชั้นยอมแพ้แล้ว!”
เสื้อผ้าของเด็กหนุ่มฉีกขาดหลุดลุ่ย ใบหน้าเดิมที่เคยงดงามน่ารักบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความตื่นกลัว
ไคท์ ยืนอยู่บนยอดไม้สูงลิบ
เขาเพียงแค่จ้องมองสภาพอันทุลักทุเลของเด็กหนุ่มด้วยความเงียบงัน ไร้ซึ่งท่าทีที่จะยื่นมือเข้าช่วย
และเด็กหนุ่มคนนี้ ก็คือ เฉิงเซี่ย ที่พลัดตกน้ำเมื่อสามปีก่อน และข้ามภพมายัง โลกฮันเตอร์
ในวันที่ไคท์ช่วยชีวิตเขาไว้ เขาพบว่าเด็กคนนี้พูดภาษากลางไม่ได้
หลังจากพึมพำกับตัวเองอยู่พักใหญ่ จู่ๆ ดวงตาของเด็กน้อยก็เปลี่ยนเป็น สีแดงฉาน... นั่นทำให้ไคท์ตระหนักได้ทันทีว่า เด็กคนนี้คือผู้รอดชีวิตจาก เผ่าคูลท์
เนื่องจากเฉิงเซี่ยไม่ได้สืบทอดความทรงจำจากเจ้าของร่างเดิม ไคท์จึงไม่ได้บอกความจริงเรื่องชาติกำเนิด
เขาเพียงสันนิษฐานว่าเด็กน้อยความจำเสื่อม และตั้งชื่อให้ใหม่ว่า เคย่า
ในช่วงหลายเดือนมานี้ ข่าวพาดหัวล้วนเต็มไปด้วยเรื่องราวการฆ่าล้างเผ่าคูลท์
เพื่อความปลอดภัย ไคท์จึงใช้ เน็น ผนึกดวงตาของเคย่าเอาไว้ เพื่อไม่ให้มันเปลี่ยนเป็นสีแดงเมื่อเกิดอารมณ์รุนแรง
ในขณะเดียวกัน เขาได้พาเคย่าออกเดินทาง สอนภาษา การเขียน และวิชาการต่อสู้ พร้อมกับออกตามหาอาจารย์ของเขา...จิน ฟรีคส์...ไปด้วย
ทว่า ไคท์กลับไม่สอนให้เคย่ารู้จักเน็น
เพราะในระหว่างขั้นตอนการผนึกเนตรสีเพลิง เขาค้นพบว่าร่างกายของเคย่ามีปริมาณ ‘ออร่า’ มหาศาล ยิ่งกว่าคนปกติทั่วไป
นั่นคืออัจฉริยะที่จะถือกำเนิดขึ้นเพียงหนึ่งในล้านเท่านั้น!
แต่ด้วยความที่เขายังเด็กเกินไป และโลกทัศน์ยังไม่มั่นคง...
หากออร่าที่น่าสะพรึงกลัวนั้นถูกปลุกขึ้นมาและถูกคนชักนำไปในทางที่ผิด โลกที่วุ่นวายอยู่แล้วใบนี้คงได้ถือกำเนิดปีศาจร้ายขึ้นมาอีกตน
ดังนั้น ไคท์จึงวางแผนจะฝึกฝนเขาจนกว่าจะอายุ 12 ปี และค่อยๆ ให้เรียนรู้เรื่องเน็นผ่านการสอบฮันเตอร์
“อาจารย์! ช่วยด้วย! ชั้นยังไม่อยากตาย!”
นี่มันไม่ใช่การฝึกฝนแล้ว... นี่มันเอาชีวิตมาทิ้งชัดๆ
ไร้ซึ่งอาวุธ เขาไม่อาจเจาะทะลุการป้องกันของมันได้... แถมเท้ายังถูกถ่วงน้ำหนักข้างละ 40 กิโลกรัม ทำให้ไม่อาจใช้ความเร็วสร้างระยะห่างได้เลย
เมื่อหันกลับไปมองอสูรเขี้ยวทมิฬที่กระชั้นชิดเข้ามาเรื่อยๆ เหงื่อเม็ดโป้งก็ผุดพรายเต็มท้ายทอยของเคย่า
“สังเกตสิ่งรอบตัว... ใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและทรัพยากรทุกอย่างที่มี เพื่อเอาชนะคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งกว่า นั่นคือหัวใจสำคัญของบทเรียนนี้”
ไคท์ไม่มีเจตนาจะเข้าแทรกแซง เขาเพียงพิงลำต้นไม้อย่างสบายใจแล้วกระดกเหล้าเข้าปาก
“ไม่เชื่อหรอกเว้ย! ถ้าแน่จริงก็ลงมาลองเองสิ!”
“แล้วปกติการฝึกมันต้องค่อยเป็นค่อยไปไม่ใช่เหรอ? แบบเริ่มจากจับไก่จับกาอะไรเทือกนั้นอะ? นี่มันเดิมพันสูงเกินไปแล้ว ชั้นรับมือไม่ไหวหรอกนะ!”
เคย่าหอบหายใจอย่างหนัก แสดงอาการเหนื่อยล้าอย่างชัดเจนหลังจากถูกไล่ล่าอยู่ฝ่ายเดียวมานานหลายชั่วโมง
ทันทีที่สิ้นเสียง เขาก็สัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แล่นพล่านไปทั่วแผ่นหลัง
เคย่าหยุดกึก ร่างกายม้วนตัวกลิ้งไปด้านหลังตามแรงส่ง
ในชั่วจังหวะนั้น เขาเจ็บแปลบที่กลางหลัง
เคย่ากัดฟันข่มความเจ็บปวด เอื้อมมือไปแตะ ก็พบกับสัมผัสเปียกชื้น... เมื่อยกมือขึ้นดู มันชุ่มโชกไปด้วยเลือด
“บ้าเอ๊ย... ชั้นจะบอกให้นะ ถ้าแกกล้าแตะตัวชั้นอีกทีละก็...”
ยังพูดไม่ทันจบ อสูรเขี้ยวทมิฬก็คำรามต่ำและกระโจนใส่เคย่าอีกครั้ง
“หนีก่อนล่ะโว้ย!”
เคย่าดีดตัวกระโดดขึ้นไปเกาะบนกิ่งไม้ ก่อนจะตบหน้าอกตัวเองด้วยความโล่งใจ
“เจ้าเงา... นี่แกเอาจริงดิ?”
เมื่อเจอคำยั่วยุ เจ้าอสูรเขี้ยวทมิฬก็ดูจะหงุดหงิดขึ้นเป็นทวีคูณ น้ำลายเหนียวหนืดไหลย้อยออกจากปากไม่ขาดสาย
“ตาแก่! พอได้แล้วมั้ง? นี่กะจะเอาให้ตายจริงๆ ใช่มั้ยฮะ?”
เคย่าแหงนมองไคท์ที่ยืนอยู่บนที่สูง พลางกระดกเหล้าอย่างไม่ทุกข์ร้อน
“ช่วยวางมือจากตรงนั้น แล้วรีบลงมาช่วยชั้นแบบขอไปทีตามสไตล์อาจารย์หน่อยสิโว้ย!”
“จัดการเองสิ”
ไคท์รู้ดีว่าเจ้าเด็กนี่มันแค่ขี้เกียจ... ขี้เกียจใช้สมอง
“เฮ้ย ไม่ได้นะ! อาจารย์จะยืนดูศิษย์รักผู้หล่อเหลา ว่านอนสอนง่าย และเปี่ยมพรสวรรค์คนนี้ต้องมาตายอยู่ที่นี่ไม่ได้นะเหรอ??”
“แล้วไหนล่ะศิษย์คนนั้น?” ไคท์แกล้งมองซ้ายมองขวา
“...”
เคย่าถึงกับไปต่อไม่ถูก แต่ปากก็ยังไม่ยอมหยุดทำงาน:
“ชั้นรู้นะว่าอาจารย์อยากให้ชั้นตาย เพื่อที่ตัวเองจะได้ครองตำแหน่งชายที่หล่อที่สุดในทวีปไอเจ็นแต่เพียงผู้เดียว!”
“ทีแรกอาจารย์ไม่ให้ชั้นปีนต้นไม้ด้วยซ้ำ ถ้าขืนชั้นเชื่อไอ้เรื่องไร้สาระพรรค์นั้น ป่านนี้คงได้ไปเฝ้ายมบาลแล้ว!”
ขาดคำ อสูรเขี้ยวทมิฬก็กระโจนพรวด ปีนต้นไม้ตามขึ้นมาด้วยความเร็วที่น่าตกตะลึง
“เชี่ย! มันปีนต้นไม้ได้!”
เคย่ารีบกระโจนหนีไปยังต้นไม้อีกต้น แต่อสูรเขี้ยวทมิฬก็ไม่น้อยหน้า ไล่กวดตามมาติดๆ
การไล่ล่าระหว่างหนึ่งคนกับหนึ่งอสูร เปลี่ยนจากภาคพื้นดินกลายเป็นการหลบหนีกลางเวหา
“เจ้าเด็กนี่พูดมากจริง...”
ไคท์ไม่เข้าใจเลยว่า คนพูดน้อยอย่างเขา ไปเผลอสอนศิษย์หน้าหนาที่ปากไม่เคยหยุดขยับแบบนี้ออกมาได้ยังไง
เมื่อหันไปมองอสูรเขี้ยวทมิฬที่ไล่หลังมา เคย่าก็ต้องรีบหันหน้าหนี แค่เหลือบมองแวบเดียวก็ไม่กล้ามองซ้ำ
กรงเล็บและเขี้ยวอันแหลมคมนั่น ไม่เปิดช่องให้เขาเข้าประชิดตัวได้เลย... แบบนี้จะให้สู้ยังไงไหว?!
ถ้าใช้กำลังไม่ได้... ก็ต้องใช้สมอง
สายตาของเคย่ากวาดไปรอบป่าอย่างรวดเร็ว
ร้อยเมตรข้างหน้า กิ่งก้านของต้นไม้ใหญ่สองต้นพันเกี่ยวกันจนเกิดเป็นช่องว่างตามธรรมชาติ
ช่องนั้นไม่ได้ใหญ่มาก... แต่ร่างกายของเขาลอดผ่านไปได้
ดวงตาของเคย่าเป็นประกายวาบ แผนการบางอย่างผุดขึ้นในหัว
โดยไม่ลังเล เขารีบวิ่งตรงไปยังกิ่งไม้ที่พันเกี่ยวกันนั้นทันที
เพื่อลวงให้อสูรเขี้ยวทมิฬตายใจ เขาจงใจชะลอความเร็วลง รักษาระยะห่างแบบกึ่งวัดใจ
การทำเช่นนี้มีเหตุผลสองประการ: ข้อแรก เพื่อดึงความสนใจของอสูรเขี้ยวทมิฬให้จดจ่ออยู่แต่กับตัวเขา จนละเลยสภาพแวดล้อมรอบข้าง
ข้อสอง ยิ่งเขาอยู่ใกล้มันเท่าไหร่ ทัศนวิสัยด้านหน้าของมันก็จะยิ่งแย่ลง และในทางกลับกัน โอกาสสำเร็จก็จะยิ่งสูงขึ้น
แต่ข้อเสียคือ... ถ้าเขากะระยะพลาดแม้แต่นิดเดียว วันนี้เขาได้กลายเป็นศพเฝ้าป่าแน่
แต่จะว่าไป... นับตั้งแต่ที่เคย่าหลุดเข้ามาในโลกฮันเตอร์แห่งนี้ เขาก็มีทัศนคติที่ยอดเยี่ยมมาตลอด
ไหนๆ ก็มาแล้ว... ก็ต้องเอาให้ดังระเบิดเถิดเทิงไปเลยไม่ใช่รึไง?
ถ้าในอนาคตมีโอกาสได้สร้างชื่อให้กระฉ่อนโลก... มันก็คงดีกว่าการเติบโตไปเป็นพนักงานกินเงินเดือนบนดาวสีน้ำเงินเป็นไหนๆ จริงไหมล่ะ?
โปรดติดตามตอนต่อไปฝากติดตามเพจ Ipe นิยายแปล จบตอน By. charcoal gray silver gold maya เพจ Ipe นิยายแปล ═❀═❀═❀═❀═❀═❀═