- หน้าแรก
- เทพทหารสุดโหด ขออยู่ในโหมดตำรวจจราจร
- บทที่ 21 - ขิงก็ราข่าก็แรง
บทที่ 21 - ขิงก็ราข่าก็แรง
บทที่ 21 - ขิงก็ราข่าก็แรง
บทที่ 21 - ขิงก็ราข่าก็แรง
หยางลั่วกำลังดื่มด่ำกับรสชาติอาหารที่เขาตั้งใจปรุงแต่งขึ้นมาด้วยตัวเองอย่างมีความสุข เขาแพลนไว้ว่าพอกินเสร็จจะไปอาบน้ำล้างตัวที่ริมทะเลให้สดชื่นสักหน่อย
แต่ในจังหวะที่หยางลั่วกำลังจะลุกขึ้นยืน จู่ๆ ประตูก็ถูกถีบเปิดออกดัง "ปัง" แรงกระแทกอันมหาศาลทำให้บานประตูสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับว่ามันพร้อมจะหลุดกระเด็นออกจากกรอบได้ทุกวินาที
ไม่ต้องหันไปมอง หรือไม่ต้องใช้สมองคิดให้ปวดหัว ก็เดาได้เลยว่าต้องเป็นฝีมือของยัยผู้หญิงน่ารำคาญคนนั้นแน่ๆ
ความจริงแล้วหยางลั่วก็เดาไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่ายังไงซะเธอก็ต้องบากหน้ากลับมา ก็อุณหภูมิบนเกาะร้างแห่งนี้มันต่างกันสุดขั้วอย่างกับสวรรค์กับนรก ร่างกายของเธอก็เพิ่งจะฟื้นตัวได้ไม่เท่าไหร่ อ่อนแอบอบบางซะขนาดนั้น อย่าว่าแต่เธอที่เป็นคนป่วยเลย ต่อให้เป็นผู้ชายร่างยักษ์ล่ำบึ้กก็คงทนรับสภาพแวดล้อมสุดหฤโหดแบบนี้ไม่ไหวหรอก
หยางลั่วขมวดคิ้วเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นปม หันขวับไปมองพร้อมกับเบิกตากว้างเบอร์สุด แล้วตะคอกใส่อวี๋ม่านเจียอย่างไม่เกรงใจว่า "นี่เธอสมองกระทบกระเทือนหรือไง จะเข้ามาทำไมไม่รู้จักเคาะประตูฮะ"
"คืนนี้เตียงนี้เป็นของฉัน" อวี๋ม่านเจียก้าวฉับๆ เข้ามาในห้อง ชี้ไปที่เตียงอย่างไม่ลังเล แล้วประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงดุดัน
พอมองแวบเดียวก็เห็นว่าหยางลั่วยังคงใส่กางเกงบ็อกเซอร์แค่ตัวเดียวเหมือนเดิม เปลือยท่อนบนโชว์ผิวสีแทนที่สะท้อนแสงไฟวิบวับ ทำเอาอวี๋ม่านเจียถึงกับหน้าแดงแปร๊ดขึ้นมาทันที เธอรีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่นอย่างรวดเร็ว
"จะบ้าเหรอ เตียงนี้ฉันอุตส่าห์ลงแรงทำมาตั้งนานนะ"
ช่วงครึ่งเดือนที่อวี๋ม่านเจียนอนไม่ได้สติ พื้นดินทั้งแข็งทั้งชื้นแฉะราวกับห้องเย็นใต้ดิน หยางลั่วกลัวว่าร่างกายบอบบางของเธอจะรับไม่ไหว เลยยอมเหนื่อยออกไปตัดไม้มาทำเตียงให้เธออย่างตั้งใจ แถมยังใจดีปูหญ้าแห้งนุ่มๆ ไว้ให้เธอนอนหลับสบายๆ อีกต่างหาก
"ฉันนอนมาแล้ว เพราะงั้นเตียงนี้ก็ตกเป็นของฉันนับตั้งแต่นี้ไป" อวี๋ม่านเจียเถียงข้างๆ คูๆ ท่าทางเหมือนเด็กดื้อที่ชอบเอาชนะไม่มีผิด
"ไม่ได้ ไม่มีทางเด็ดขาด"
"เตียงนี้เป็นของฉันแล้ว" อวี๋ม่านเจียพูดพลางเดินหลบหยางลั่วอย่างคล่องแคล่ว ไม่กี่ก้าวก็ถึงเตียง แล้วทิ้งตัวลงนั่งแหมะอย่างหน้าตาเฉย สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ ราวกับรู้ทันว่าหยางลั่วไม่มีทางทำอะไรเธอได้แน่
"นี่เธอ รีบลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้เลยนะ" หยางลั่วโกรธจนตัวสั่น ชี้นิ้วสั่นๆ ไปที่อวี๋ม่านเจียพร้อมกับตวาดลั่น
"ฉันไม่ลุก นายจะทำไม" อวี๋ม่านเจียเถียงกลับอย่างไม่ลดละ ท่าทางเหมือนเม่นน้อยที่กำลังกางหนามขู่ น้ำเสียงของเธอทั้งแหลมทั้งดังจนแสบแก้วหู
ที่จริงแล้วอวี๋ม่านเจียก็รู้ดีแก่ใจแหละว่า ถ้าผู้ชายคนนี้คิดจะล่วงเกินเธอจริงๆ คงลงมือไปตั้งแต่ตอนที่เธอนอนสลบเหมือดไปแล้ว ด้วยความฉลาดหลักแหลมของเธอ มีหรือจะคิดไม่ออกว่าการที่หยางลั่วถอดเสื้อผ้าของเธอออก ก็คงเป็นเพราะต้องการช่วยชีวิตเธอจริงๆ แต่ถึงจะเข้าใจเหตุผล เธอก็ยังโกรธจนควันออกหูอยู่ดี การที่ร่างกายของเธอถูกไอ้ผู้ชายหน้าเหม็นคนนี้มองทะลุปรุโปร่งแถมยังจับนู่นจับนี่อีก มันเป็นเรื่องที่เธอยอมรับไม่ได้จริงๆ
การที่อวี๋ม่านเจียกล้าแย่งเตียงหน้าตาเฉยแบบนี้ ก็เป็นเพราะเธอดูออกว่าหยางลั่วไม่กล้าทำอะไรเธอหรอก และอีกเหตุผลสำคัญก็คือ เธอทนไม่ได้ที่เห็นหยางลั่วได้นอนสบายกว่าตัวเอง ไม่อย่างนั้นมันจะรู้สึกอึดอัดขัดใจเหมือนมีหินก้อนใหญ่มาทับอกไว้
หยางลั่วเดินวนไปวนมาอยู่กับที่ ชี้หน้าด่าอวี๋ม่านเจียไม่หยุดปาก แต่ก็ทำอะไรเธอไม่ได้ สุดท้ายก็ได้แต่กระแทกเสียงตอบกลับไปว่า "เออ ดี งั้นก็เชิญเธอนอนไปเลย"
"หึ ก็แค่นี้แหละ ทำเป็นเก่ง"
"เอากางเกงที่ปูรองบนเตียงคืนมาด้วย นั่นของฉัน"
ตอนนั้นหยางลั่วกลัวว่าอวี๋ม่านเจียจะโดนหญ้าแห้งบาดเอา เลยยอมสละกางเกงขายาวตัวเดียวของตัวเองไปปูทับไว้ให้
"ของสกปรกแบบนี้ใครเขาจะอยากได้ เอาคืนไปเลย"
อวี๋ม่านเจียทำหน้าขยะแขยงราวกับเห็นของเน่าเหม็น เธอคว้ากางเกงบนเตียงขึ้นมาแล้วปาใส่หน้าหยางลั่วอย่างแรง
หยางลั่วรับกางเกงไว้ได้ทันควัน เขาสวนกลับด้วยความโมโห "ตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมา ฉันอุตส่าห์ป้อนข้าวป้อนน้ำเธออย่างดี ต่อให้เลี้ยงหมา หมามันยังรู้จักกระดิกหางขอบคุณเลย แต่เธอนี่มันยิ่งกว่าหมาซะอีก"
"นายว่าใครเป็นหมา"
"ก็ว่าเธอนั่นแหละ จะทำไม" หยางลั่วท้าทายกลับอย่างไม่เกรงกลัว แถมยังชูนิ้วกลางใส่อวี๋ม่านเจียเป็นการยั่วโมโหอีกต่างหาก
"ไอ้สารเลว ฝากไว้ก่อนเถอะ"
อวี๋ม่านเจียรู้ตัวดีว่าตอนนี้แผลเธอยังไม่หายดี ขืนสู้ไปก็สู้หยางลั่วไม่ได้อยู่ดี เลยต้องกล้ำกลืนฝืนทนเก็บความโกรธเอาไว้ในใจ
"ฉันก็จะรอดูว่าเธอจะแน่สักแค่ไหน" หยางลั่วพูดจบก็หันหลังเดินหนีออกไปอย่างหัวเสีย
เมื่อเห็นหยางลั่วเดินคอตกออกไป อวี๋ม่านเจียก็แอบยิ้มเยาะอยู่ในใจ เธอรู้สึกเหมือนตัวเองได้ชัยชนะกลับมาบ้างแล้ว
แต่ผ่านไปไม่นาน ตอนที่อวี๋ม่านเจียกำลังจะล้มตัวลงนอนพักผ่อน ประตูก็ถูกเปิดออกดัง "เอี๊ยด" หยางลั่วแบกท่อนไม้เดินเข้ามาด้วยท่าทางทุลักทุเล ท่อนไม้กระทบกันดัง "กุกกัก" เป็นจังหวะ
"นายเข้ามาทำไม"
"นี่มันที่ของฉัน ฉันจะเข้าก็เข้า จะออกก็ออก ต้องรอให้เธออนุญาตด้วยหรือไง" หยางลั่วตอบกลับอย่างอารมณ์เสีย
เมื่อเห็นหยางลั่วเริ่มเอาท่อนไม้มาประกอบเป็นโครง อวี๋ม่านเจียก็รู้ทันทีว่าเขากำลังจะทำอะไร เธออดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมาว่า "คืนนี้นายจะนอนที่นี่งั้นเหรอ"
"ก็เออสิ" หยางลั่วตอบโดยไม่เงยหน้าขึ้นมามอง มือก็สาละวนอยู่กับการประกอบเตียงไม้ของตัวเองต่อไป
"ไม่ได้ นายจะมานอนที่นี่ไม่ได้"
ชายหญิงอยู่ร่วมห้องกันสองต่อสอง แถมไอ้หมอนี่ยังใส่แค่กางเกงบ็อกเซอร์เดินแก้ผ้าโชว์หุ่นไปมาอีก เธอรับไม่ได้จริงๆ
"ฉันก็ยกเตียงให้เธอไปแล้วไง อย่ามาได้คืบจะเอาศอกนะ ทำให้ฉันหมดความอดทนเมื่อไหร่ ระวังฉันจะไล่เธอออกไปตากน้ำค้างข้างนอก"
"กล้าเหรอ" อวี๋ม่านเจียผุดลุกขึ้นนั่ง จ้องหน้าหยางลั่วเขม็งราวกับแม่สิงโตที่กำลังเกรี้ยวกราด
"อยากลองดีก็เอาสิ จะได้รู้ว่าฉันกล้าหรือไม่กล้า" หยางลั่วพูดพลางทำท่าจะเดินเข้าไปหาอวี๋ม่านเจีย
อวี๋ม่านเจียใจหล่นวูบ รู้สึกเหมือนไอ้หมอนี่จะเอาจริง ถ้าสู้กันตอนนี้ ร่างกายที่ยังไม่สมบูรณ์ของเธอคงสู้เขาไม่ได้แน่ๆ ไหนๆ ร่างกายของเธอก็โดนเขาเห็นโดนเขาสัมผัสไปหมดแล้ว จะนอนร่วมห้องกันอีกสักคืนสองคืนมันจะเป็นไรไป รอให้แผลหายดีก่อนเถอะ ขอแค่เขาไม่ทำอะไรล้ำเส้น ก็ทนๆ ไอ้หน้าเหม็นนี่ไปก่อนก็แล้วกัน
อวี๋ม่านเจียรีบพูดขึ้นมาว่า "ก็ได้ๆ ฉันยอมแพ้ นายจะนอนในนี้ก็ได้ แต่เราต้องมีกฎเหล็กสามข้อ"
"นี่เธอคงจะสับสนอะไรบางอย่างอยู่นะ ที่นี่มันบ้านฉัน เธอไม่มีสิทธิ์มาต่อรองอะไรทั้งนั้น" หยางลั่วปรายตามองอวี๋ม่านเจียที่กำลังหน้าเขียวปัด ก่อนจะพูดต่อว่า "แต่ก็เอาเถอะ ว่ามาสิ กฎเหล็กสามข้อของเธอมีอะไรบ้าง"
อวี๋ม่านเจียสูดหายใจเข้าลึกๆ เรียบเรียงความคิดในหัว ก่อนจะพูดออกมา "ข้อแรก ห้ามเดินถอดเสื้อในบ้าน..."
"หยุด" หยางลั่วขัดจังหวะทันที เขากระแทกเสียงใส่อย่างรำคาญ "ฉันจะใส่อะไรมันก็เรื่องของฉัน ถ้าเธอทนดูไม่ได้ ก็เชิญไสหัวออกไปนอนข้างนอก"
อวี๋ม่านเจียอ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออก เหมือนเป็ดที่โดนบีบคอไม่มีผิด เธอเพิ่งตระหนักได้ว่าข้อเรียกร้องของเธอไม่มีความหมายอะไรเลย สุดท้ายกฎเกณฑ์ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับความพอใจของหยางลั่วอยู่ดี เธอโกรธจนตาแทบถลน จ้องมองหยางลั่วราวกับภูเขาไฟที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ ไฟแค้นสุมอกจนแทบระเบิด แต่ก็ทำได้แค่สาปแช่งหยางลั่วอยู่ในใจ
หยางลั่วไม่สนหรอกว่าอวี๋ม่านเจียจะรู้สึกยังไง เขาพูดต่ออย่างหน้าตาเฉย "อ้อ แล้วก็จำไว้ด้วยล่ะ ตั้งแต่นี้ต่อไป เธอหาของเธอกิน ฉันหาของฉันกิน ทางใครทางมัน"
อวี๋ม่านเจียรู้สึกเหมือนปอดแทบจะระเบิด แต่เธอก็ต้องกัดฟันอดทน พร่ำบอกตัวเองในใจซ้ำๆ ว่า ใจเย็นไว้ๆ รอให้แผลหายดีก่อนเถอะ ค่อยกลับมาคิดบัญชีแค้นกับมัน
ในเมื่อเถียงสู้ไม่ได้ รังแต่จะทำให้ตัวเองอารมณ์เสียเปล่าๆ อวี๋ม่านเจียก็รีบทิ้งตัวลงนอน หันหลังให้หยางลั่ว ไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงกับเขาอีก
กระท่อมไม้กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง มีเพียงเสียงกุกกักจากการทำเตียงไม้ของหยางลั่วเท่านั้น หยางลั่วก็ไม่ได้สนใจจะยั่วโมโหอวี๋ม่านเจียอีก เขาเดินกลับไปง่วนอยู่กับการประกอบเตียงไม้ของตัวเองต่อ การนอนบนพื้นมันทั้งแข็งทั้งปวดหลังสุดๆ ไหนๆ ก็ว่างอยู่แล้ว เสียเวลาทำเตียงไม้สักหน่อยจะเป็นไรไป
หยางลั่วใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง ก็ได้เตียงไม้หลังใหม่เอี่ยมอ่อง เขาล้มตัวลงนอนอย่างสบายอารมณ์ แถมยังขยับตัวไปมาเพื่อทดสอบความแข็งแรงอีกต่างหาก รู้สึกว่าฝีมือตัวเองไม่เลวเลยทีเดียว
ตกดึก กองไฟในกระท่อมยังคงลุกโชน เปลวไฟเต้นรำไปมาอย่างเริงร่า ราวกับกำลังกระซิบกระซาบเรื่องราวบางอย่าง เตียงของอวี๋ม่านเจียอยู่ใกล้กับกองไฟ แสงไฟตกกระทบลงบนใบหน้าของเธอ อาบไล้ให้พวงแก้มกลายเป็นสีแดงระเรื่อ งดงามดุจดอกตูมที่เพิ่งผลิบานในยามเช้า ชวนให้หลงใหลอย่างบอกไม่ถูก
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตของอวี๋ม่านเจีย ที่ต้องมานอนร่วมห้องกับผู้ชายในตอนที่ยังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน เธอแอบรู้สึกกังวลอยู่ลึกๆ คอยแอบเหล่ตามองหยางลั่วอยู่เป็นระยะๆ ราวกับระแวงว่าเขาจะแอบลุกขึ้นมาทำมิดีมิร้ายกับเธอ
ส่วนหยางลั่วเองก็ยังไม่หลับเช่นกัน หลังจากที่อวี๋ม่านเจียฟื้นขึ้นมา เขาก็เอาแต่ครุ่นคิดหาวิธีที่จะหนีออกไปจากเกาะร้างแห่งนี้...
วันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่าน พระอาทิตย์ขึ้นแล้วก็ตก น้ำขึ้นแล้วก็น้ำลง ชายหญิงคู่นี้ใช้ชีวิตบนเกาะด้วยการทะเลาะเบาะแว้ง แขวะกันไปแขวะกันมาทุกวัน ราวกับคู่กัดคู่ปรับกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อน เผลอแป๊บเดียวเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งสัปดาห์
นับนิ้วดูแล้ว พวกเขาสองคนก็ติดเกาะมาได้เกือบหนึ่งเดือนเต็มๆ แล้ว ในช่วงเวลานี้ ร่างกายของอวี๋ม่านเจียฟื้นฟูกลับมาจนเกือบจะเป็นปกติ สีหน้ากลับมามีเลือดฝาดเปล่งปลั่งอีกครั้ง การเคลื่อนไหวก็คล่องแคล่วว่องไวขึ้นมาก
ในขณะที่หยางลั่วกลับโดนแดดเผาจนตัวดำเมี่ยม ผิวเข้มขึ้นราวกับทองแดง หนวดเคราของผู้ชายก็ยาวเฟิ้มขึ้นมา ทำให้เขาดูดิบเถื่อนและเซอร์ขึ้นเป็นกอง
หยางลั่วใส่กางเกงบ็อกเซอร์ตัวเดียวเดินโฉบไปโฉบมาต่อหน้าอวี๋ม่านเจียทุกวัน เธอก็ไม่ปริปากบ่นอะไรอีก ดูเหมือนว่าจะชินชากับการแต่งตัวแบบ "หน้าไม่อาย" ของเขาไปซะแล้ว ราวกับว่ามันกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันบนเกาะแห่งนี้ไปโดยปริยาย
แต่เรื่องอาหารการกินของหยางลั่วนี่สิ เรียกได้ว่าระดับมิชลินสตาร์เลยทีเดียว แต่ละวันเขาจะรังสรรค์เมนูแปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร ทั้งต้มปลาใส่ผักป่า รากไม้ตุ๋นปลาหมึก และอีกสารพัดเมนู กลิ่นหอมกรุ่นลอยเตะจมูก ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมากระตุกต่อมรับรสของอวี๋ม่านเจีย ทำเอาเธอหิวจนไส้กิ่วเลยทีเดียว
แต่ตั้งแต่ที่ตกลงกฎเหล็กสามข้อกันในวันนั้น ทั้งคู่ก็ต่างคนต่างหากิน อวี๋ม่านเจียก็หยิ่งเกินกว่าจะลดตัวไปขอแบ่งอาหารจากหยางลั่ว เธออึดอัดใจสุดๆ อยากกินก็อยากกิน แต่ก็ไม่อยากยอมแพ้ ได้แต่ทนกลืนน้ำลายเงียบๆ ทรมานตัวเองไปวันๆ
ทว่า ปัญหาใหญ่ตอนนี้คือน้ำจืดที่เก็บไว้กำลังจะหมดลงทุกที ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา หยางลั่วจิบน้ำแค่วันละอึกเล็กๆ ต่อให้คอแห้งเป็นผงก็ไม่กล้ากินเยอะ อวี๋ม่านเจียเองก็รู้ดีว่าน้ำจืดคือสิ่งที่ต่อชีวิตพวกเธอได้ ตั้งแต่ร่างกายฟื้นตัว เธอก็กินน้ำแค่วันละอึกเล็กๆ เหมือนกัน ทุกครั้งที่ดื่มก็ค่อยๆ จิบอย่างทะนุถนอม กลัวจะหกแม้แต่หยดเดียว
แต่ถึงจะประหยัดแค่ไหน น้ำจืดที่เหลืออยู่ก็น้อยลงเรื่อยๆ ตั้งแต่วันที่ขึ้นเกาะมา ก็ไม่มีฝนตกลงมาอีกเลยแม้แต่หยดเดียว ท้องฟ้าดูเหมือนจะถูกคลุมด้วยผ้าใบผืนใหญ่ ไม่มีน้ำฝนร่วงหล่นลงมาสักแหมะ น้ำในถุงพลาสติกลดลงอย่างรวดเร็ว ตอนนี้เหลือไม่ถึงหนึ่งในสามแล้ว เปรียบเสมือนลำธารที่กำลังจะแห้งขอด ทำให้ทั้งคู่เริ่มวิตกกังวลใจเป็นอย่างมาก
แถมช่วงนี้ยังเป็นเดือนเจ็ดเดือนแปด อากาศร้อนระอุเหมือนเตาอบ พระอาทิตย์แผดเผาพื้นดินจนแทบไหม้ น้ำค้างก็แทบจะไม่มีให้เห็น ลองคิดดูสิว่าตอนนี้น้ำจืดหยดเดียวมันมีค่าดั่งทองคำขนาดไหน
"ปัง"
หยางลั่วกำลังนั่งเหม่อลอยอยู่ในกระท่อม จู่ๆ ประตูก็ถูกถีบเปิดออก อวี๋ม่านเจียที่เพิ่งกลับมาจากการออกไปหาเสบียง เดินหิ้วปลาเก๋าตัวโตหนักเกือบสองกิโลกรัมเข้ามา ใบหน้าเปื้อนยิ้มอย่างมีความสุข รอยยิ้มนั้นเบ่งบานราวกับดอกไม้แรกแย้ม เดาว่าคงจะดีใจที่จับปลาตัวเบ้อเริ่มมาได้
"นี่เธอเป็นบ้าอะไรฮะ ถ้าบ้าก็ไปหาหมอโน่น เข้ามาเบาๆ หน่อยไม่ได้หรือไง" หยางลั่วที่กำลังใช้ความคิดอย่างหนัก พอโดนขัดจังหวะด้วยเสียงดังลั่นแบบนี้ เขาก็ผุดลุกขึ้นจ้องหน้าอวี๋ม่านเจียตาขวาง พร้อมกับตะคอกด่าเสียงดังลั่น
ช่วงที่ติดเกาะมากว่าหนึ่งเดือน หยางลั่วไปนั่งเฝ้าที่ริมทะเลทุกวัน หวังว่าจะเห็นเรือผ่านมาบ้าง ตกกลางคืนก็จุดไฟขอความช่วยเหลือ แต่ก็คว้าน้ำเหลว ไม่เห็นแม้แต่เงาของเรือ อารมณ์ของเขาตอนนี้ขุ่นมัวสุดๆ เหมือนท้องฟ้าที่มืดครึ้มรอฝนตก ในขณะที่กำลังเครียดจัด กลับโดนเสียงถีบประตูขัดจังหวะ ความโกรธที่สะสมไว้ก็ระเบิดออกมาในพริบตา ราวกับภูเขาไฟที่พ่นลาวาออกมา
ส่วนอวี๋ม่านเจียก็เหมือนแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ ดันโผล่มาตอนที่เขากำลังหงุดหงิดจัดพอดี เลยกลายเป็นกระสอบทรายให้เขาระบายอารมณ์ไปโดยปริยาย
"ไอ้บ้า เอะอะอะไรก็ด่า ฉันทนนายมานานแล้วนะ" อวี๋ม่านเจียเดินดุ่มๆ เข้าไปหาหยางลั่ว พูดจาเกรี้ยวกราดไม่แพ้กัน
"งั้นก็ไสหัวไปซะ ฉันไม่อยากเห็นหน้าเธอ" หยางลั่วอารมณ์เสียสุดๆ ขี้เกียจจะต่อล้อต่อเถียงกับอวี๋ม่านเจีย เขาผุดลุกขึ้นเตรียมจะเดินออกไปสูดอากาศข้างนอก หาที่เงียบๆ สงบสติอารมณ์สักหน่อย
คำพูดของเขาทำเอาอวี๋ม่านเจียโกรธจนเลือดขึ้นหน้า เธอเหวี่ยงปลาในมือลงพื้นอย่างแรง ปลาตัวนั้นดิ้นกระแด่วๆ อยู่บนพื้น ราวกับจะรับรู้ได้ถึงความโกรธเกรี้ยวของคนจับ
วินาทีต่อมา อวี๋ม่านเจียก็เหมือนแม่สิงโตที่ถูกยั่วโมโห เธอตวัดขาเตะใส่หยางลั่วที่กำลังจะเดินพ้นประตูไปอย่างเต็มแรง ลูกเตะนี้อัดแน่นไปด้วยความโกรธแค้นที่สั่งสมมานาน พุ่งทะยานแหวกอากาศไปพร้อมกับเสียงลมกรีดร้อง ราวกับว่าถ้าไม่ได้เตะให้หยางลั่วกระเด็นไปไกลๆ คงไม่สะใจแน่ๆ
ที่จริงอวี๋ม่านเจียก็คันไม้คันมืออยากจะสั่งสอนหยางลั่วมาตั้งนานแล้ว แต่หาจังหวะเหมาะๆ ไม่ได้สักที พอตอนนี้ความแค้นเก่ากับความแค้นใหม่มารวมกัน เธอเลยคิดว่าถึงเวลาต้องสั่งสอนไอ้บ้าคนนี้ซะบ้าง จะได้เลิกทำตัวเย่อหยิ่งอวดดีสักที
ลมแรงวูบหนึ่งพัดมาจากข้างหลัง หยางลั่วไม่แม้แต่จะหันไปมอง เขาหมุนตัวเตะสวนกลับไปอย่างรวดเร็วและหนักหน่วง ลูกเตะของเขาแม่นยำและรุนแรง อัดเข้าที่หน้าอกของอวี๋ม่านเจียอย่างจัง
อวี๋ม่านเจียยังไม่ทันได้ตั้งตัว ร่างกายของเธอก็ลอยละลิ่วถอยหลังไปราวกับว่าวสายป่านขาด ร่วงกระแทกเตียงอย่างแรง เตียงไม้รับน้ำหนักไม่ไหว พังครืนลงมาเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยในพริบตา
ถึงแม้หยางลั่วจะลงมือรวดเร็วและรุนแรง แต่เขาก็กะน้ำหนักไว้เป็นอย่างดี ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้อวี๋ม่านเจียบาดเจ็บสาหัส แต่ความเจ็บปวดภายนอกคงเลี่ยงไม่ได้
ตั้งแต่เรียนจบจากโรงเรียนนักล่า อวี๋ม่านเจียแทบจะไม่เคยเจอคู่ต่อสู้ที่สูสีกับเธอเลย นึกไม่ถึงว่าแค่ลงมือกระบวนท่าเดียวเธอก็เป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ แถมยังมองไม่ทันด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายเตะสวนมาตอนไหน ความมั่นใจของอวี๋ม่านเจียถูกทุบทำลายจนป่นปี้เป็นครั้งแรก
"ไม่ได้ ต้องเอาใหม่"
อวี๋ม่านเจียดีดตัวลุกขึ้นจากเตียงอย่างรวดเร็ว ร่างกายพุ่งทะยานราวกับเงาพราย พริบตาเดียวหมัดของเธอก็พุ่งมาถึงตัวหยางลั่ว ความเร็วของหมัดนั้นไวปานสายฟ้าแลบ พุ่งทะลวงอากาศราวกับกระสุนปืน
แต่ความเร็วของหยางลั่วนั้นเหนือชั้นกว่ามาก แถมเขายังไม่คิดจะหลบอีกด้วย เขายกมือขวาขึ้นมาคว้าหมัดของอวี๋ม่านเจียเอาไว้ได้อย่างง่ายดายราวกับเหยี่ยวตะปบลูกไก่
อวี๋ม่านเจียชะงักไปครู่หนึ่ง พยายามออกแรงดึงหมัดกลับตามสัญชาตญาณ แต่กลับพบว่าหมัดของเธอเหมือนถูกคีมเหล็กหนีบเอาไว้ ดิ้นยังไงก็ไม่หลุด เธอไม่ยอมแพ้ เปลี่ยนมาใช้หมัดอีกข้างชกใส่หยางลั่วแทน แต่ผลลัพธ์ก็ลงเอยแบบเดิม หยางลั่วคว้าหมัดนั้นเอาไว้ได้ในพริบตา ทำให้เธอขยับเขยื้อนไม่ได้เลย
อวี๋ม่านเจียโกรธจนแทบคลั่ง ในเมื่อใช้มือไม่ได้ก็ต้องใช้เท้า เธอตวัดขาขึ้นมา เตะเสยเข้าที่ท้องน้อยของหยางลั่วอย่างรวดเร็ว
แต่มีหรือที่หยางลั่วจะยอมให้เธอทำสำเร็จ เขาใช้ท่อนขาตวัดเกี่ยวรัดขาของเธอเอาไว้อย่างชำนาญ ตอนนี้ทั้งสองคนยืนกระต่ายขาเดียว ท่อนล่างแนบชิดติดกัน ท่าทางดูล่อแหลมสุดๆ
ถ้าไม่นับรวมสีหน้าถมึงทึงของทั้งคู่ ภาพที่เห็นตรงหน้าคงเหมือนคู่รักที่กำลังโอบกอดคลอเคลียกันอย่างแนบชิด หวานแหววหยดย้อยซะไม่มี
มีหรือที่อวี๋ม่านเจียจะยอมตกอยู่ในสภาพแบบนี้ เธออาศัยจังหวะที่หยางลั่วหนีบขาเธอไว้เป็นจุดศูนย์ถ่วง ใช้ขาข้างที่ยืนอยู่บนพื้นดีดตัวลอยขึ้น หมายจะซัดหยางลั่วให้หมอบราบคาบ
แต่ทว่า จู่ๆ หยางลั่วก็ปล่อยมือและขาของเธอพร้อมกัน แล้วใช้กระบวนท่าผลักมือของมวยไทเก็ก ดันร่างอวี๋ม่านเจียจนล้มกลิ้งลงไปกองกับพื้นอีกครั้ง
"เข้ามาอีกสิ"