- หน้าแรก
- ระบบคืนวัยราชันย์ สู่จุดสูงสุดของโลก
- บทที่ 1 - หกสิบปีบนบัลลังก์มังกร
บทที่ 1 - หกสิบปีบนบัลลังก์มังกร
บทที่ 1 - หกสิบปีบนบัลลังก์มังกร
บทที่ 1 - หกสิบปีบนบัลลังก์มังกร
★★★★★
เสียงเนื้อกระทบกันดังก้องไปทั่วห้องหอตามด้วยเสียงหอบหายใจของหญิงสาวอย่างต่อเนื่อง
หลังจากพายุอารมณ์สงบลง
ชายชราและหญิงสาวต่างตระกองกอดกันแนบแน่น
ครู่ต่อมา
บนแท่นบรรทมมังกรภายในตำหนักบำรุงจิต เฉินเจี๋ยค่อยๆ ลืมตาขึ้น
สิ่งแรกที่เขาสัมผัสได้คือกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกกล้วยไม้ซึ่งเป็นกลิ่นกายของพระสนมซู
หญิงสาวนางนี้ปีนี้เพิ่งจะอายุสิบแปดปี ผิวพรรณขาวผุดผ่องราวกับหิมะ วงหน้าจิ้มลิ้มงดงามราวกับภาพวาด เวลานี้นางกำลังนอนตะแคงอยู่เคียงข้างเขา ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอเป็นจังหวะบ่งบอกว่ากำลังหลับสนิท
เฉินเจี๋ยนอนนิ่งไม่ขยับเขยื้อน
ตอนนี้เขาอายุเก้าสิบปีแล้ว
ร่างกายในวัยเก้าสิบปีรู้สึกอย่างไรน่ะหรือ
มันคือความรู้สึกปวดแปลบอยู่ลึกๆ ตามข้อต่อทุกส่วนของร่างกาย
มันคือเสียงแหบพร่าที่แทรกมากับทุกจังหวะการหายใจ
มันคือดวงตาที่มองสิ่งรอบกายพร่ามัวและหูที่ได้ยินเสียงต่างๆ ไม่ชัดเจนเหมือนเคย
มันคือความรู้สึกที่สมองยังคงแจ่มใสทว่าร่างกายกลับเหมือนเครื่องจักรที่ขึ้นสนิมสั่งการอย่างไรก็ไร้เรี่ยวแรง
เขาค่อยๆ หันหน้าไปมองหญิงสาวผู้เลอโฉมที่นอนอยู่ข้างกาย
แสงเทียนสาดส่องผ่านม่านโปร่งแสงทอดเงาอ่อนละมุนลงบนใบหน้าของนาง
ขนตางอนยาวสันจมูกโด่งรั้นและริมฝีปากสีระเรื่อ
นางเพิ่งผ่านการคัดเลือกเข้าวังมาเมื่อสามปีก่อน บิดาของนางซึ่งเป็นขุนนางคุมเส้นทางเกลือแดนใต้ ยอมทุ่มเงินถึงสองแสนตำลึงเพื่อปูทางส่งนางเข้ามาอยู่ในวังลึกแห่งนี้
ในตอนนั้นเฉินเจี๋ยอายุแปดสิบเจ็ดปีแล้ว
เขาย่อมรู้ดีว่าผู้หญิงคนนี้ต้องการอะไร
ถ้าไม่หวังจะมีโอรสสักพระองค์ ก็คงหวังให้มีที่พึ่งพิงหลังจากที่เขาสิ้นพระชนม์ไปแล้ว
แต่เขาไม่ได้ใส่ใจเลย
คนเราเมื่อแก่ตัวลงก็มักจะต้องการสิ่งที่มีชีวิตชีวามาอยู่ใกล้ตัวเพื่อคอยเตือนสติว่าโลกใบนี้ยังมีสีสันที่สดใสอยู่
ประกายแสงประหลาดวาบขึ้นในดวงตาของเฉินเจี๋ย
ความหนุ่มสาวนี่มันดีจริงๆ นะ
ความรู้สึกอิจฉาวูบขึ้นมาในใจของเขา
มนุษย์เราก็มักจะเป็นเช่นนี้
ตอนที่ยังมีความเยาว์วัยก็ไม่เคยใส่ใจ
หลงคิดไปเองว่าตนนั้นพิเศษกว่าใคร
ต่อเมื่อสูญเสียมันไปแล้วนั่นแหละถึงได้รู้ว่ามันมีค่ามากเพียงใด
จู่ๆ พระสนมซูก็ขยับตัวและตื่นขึ้นมา
เมื่อนางเห็นว่าเฉินเจี๋ยกำลังลืมตาอยู่ นางก็รีบส่งยิ้มอ่อนหวานให้ทันทีพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อนว่า
ฝ่าบาทตื่นแล้วหรือเพคะ เพิ่งจะยามสี่เท่านั้นเอง บรรทมต่ออีกสักหน่อยเถิดเพคะ
พูดจบนางก็ยื่นมือออกไปวางทาบเบาๆ บนหลังมืออันเหี่ยวย่นของเฉินเจี๋ย
มือนั้นช่างดูอ่อนเยาว์ขาวผ่องและนุ่มนวล ปลายนิ้วยังถูกย้อมด้วยน้ำคั้นจากดอกเทียนบรรทัดสีอ่อนๆ
ตัดกับมือของเฉินเจี๋ยอย่างสิ้นเชิง หลังมือของเขาเต็มไปด้วยจุดด่างดำตามวัย ผิวหนังเหี่ยวย่นหุ้มติดกระดูก เส้นเลือดปูดโปนราวกับรากของต้นไม้ที่แห้งตาย
แค่ก แค่กๆ!
อาการไออย่างรุนแรงพุ่งทะลุขึ้นมาอย่างกะทันหัน
เฉินเจี๋ยไม่อาจควบคุมตัวเองได้ เขานอนขดตัวงอ ไอจนแทบจะขาดใจ
พระสนมซูรีบลุกขึ้นนั่ง มือหนึ่งลูบแผ่นหลังของเขาอย่างคล่องแคล่วส่วนอีกมือก็เอื้อมไปหยิบผ้าเช็ดหน้าไหมที่หัวเตียง
หลังจากไอติดกันนับสิบครั้งในที่สุดอาการก็สงบลง
เฉินเจี๋ยหอบหายใจแรง เขารับผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดปาก ไม่ต้องมองก็รู้ว่าบนผ้าจะต้องมีรอยเลือดติดมาอีกตามเคย
หม่อมฉันจะไปตามหมอหลวงนะเพคะ
น้ำเสียงของพระสนมซูเต็มไปด้วยความร้อนรนและเป็นห่วงอย่างแท้จริง
ไม่ต้อง
เฉินเจี๋ยโบกมือปฏิเสธด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
โรคเก่ากำเริบน่ะ
เขากำผ้าเช็ดหน้าไว้แน่นในมือ ไม่ยอมให้นางเห็นรอยเลือดบนนั้น
พระสนมซูนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า
ฝ่าบาทเพคะ หม่อมฉันได้ยินมาว่าองค์รัชทายาทได้เชิญนักพรตเฒ่าผู้หนึ่งมาจากขุนเขาเร้นลับและได้สกัดยาลูกกลอนวิเศษขึ้นมาเตาหนึ่ง ว่ากันว่าสามารถยืดอายุวัฒนะได้เพคะ
พรุ่งนี้ในงานเฉลิมพระชนมพรรษาองค์รัชทายาทจะนำมาถวายฝ่าบาทด้วยนะเพคะ
เฉินเจี๋ยหลับตาลงไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด
ยาลูกกลอนวิเศษอย่างนั้นหรือ
เขาแค่นหัวเราะเยาะอยู่ในใจ
บนโลกใบนี้จะมีของวิเศษแบบนั้นได้อย่างไร
เขาทะลุมิติมาอยู่ในโลกใบนี้ถึงหกสิบปีแล้ว จากเด็กหนุ่มชาวนาไต่เต้าจนกลายมาเป็นปฐมกษัตริย์ผู้ก่อตั้งอาณาจักร มีอะไรบ้างที่เขาไม่เคยเห็น
พวกยาลูกกลอนที่นักพรตเหล่านั้นหลอมขึ้นมาก็หนีไม่พ้นส่วนผสมอย่างชาดปรอทหรือผงตะกั่ว กินเข้าไปมากๆ มีแต่จะตายเร็วขึ้นเสียเปล่าๆ
องค์รัชทายาทเฉินเหิงปีนี้อายุหกสิบสองปี ทำหน้าที่สำเร็จราชการแทนพระองค์มาถึงยี่สิบปีแล้ว
คงจะรอไม่ไหวแล้วสินะ
นอนเถอะ
เฉินเจี๋ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
พระสนมซูไม่กล้าพูดอะไรต่อ นางล้มตัวลงนอนอีกครั้ง แต่เฉินเจี๋ยสัมผัสได้ว่าร่างกายของนางเกร็งขึ้นเล็กน้อยและนางก็ไม่ได้หลับไปอีกเลย
แล้วตัวเขาเองจะหลับลงได้อย่างไร
เฉินเจี๋ยนอนลืมตาจ้องมองม่านเตียงสีเหลืองทองเบื้องบน
เมื่อเจ็ดสิบปีก่อนเขาก็เคยนอนลืมตาจ้องมองหลังคามุงแฝกผุๆ ภายในกระท่อมที่มีลมพัดลอดเข้ามาแบบนี้เหมือนกัน
ตอนนั้นเขาเพิ่งอายุยี่สิบปีและเพิ่งจะทะลุมิติมาสดๆ ร้อนๆ
เขาจำได้อย่างแม่นยำว่านั่นคือปีที่สิบเจ็ดแห่งรัชศกยงเหอของราชวงศ์เก่า ดินแดนตอนกลางเกิดภัยแล้งอย่างหนัก แผ่นดินแตกระแหงยาวไกลสุดลูกหูลูกตา
หมู่บ้านสกุลเฉินที่เขาอาศัยอยู่มีคนอดอยากล้มตายไปแล้วกว่าหนึ่งในสาม
พ่อแม่ของเขายอมยกข้าวต้มรำข้าวครึ่งชามสุดท้ายให้เขา ส่วนตัวเองต้องอดตายอย่างน่าเวทนา
ในคืนวันที่เขาฝังศพพ่อแม่ เขานอนอยู่บนเสื่อกก จู่ๆ ก็มีหน้าต่างสถานะกึ่งโปร่งใสปรากฏขึ้นตรงหน้า
ชื่อ เฉินเจี๋ย อายุ 20 อายุขัย 45 รากฐานร่างกาย 2 ระดับขั้น ไร้อันดับ พรสวรรค์ กำลังโหลด วิชายุทธ์ ไม่มี
เฉินเจี๋ยในตอนนั้นตกตะลึงไปพักใหญ่ก่อนจะดีใจจนเนื้อเต้น
ระบบวิเศษ!
ในฐานะพนักงานออฟฟิศจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด เขาคุ้นเคยกับพล็อตเรื่องแบบนี้เป็นอย่างดี
เขารีบทดสอบระบบทันทีและพบว่าเพียงแค่เขาทำสิ่งใดซ้ำๆ ความชำนาญในทักษะเหล่านั้นก็จะเพิ่มขึ้น
หลังจากนั้นเขาก็ไปสมัครเข้าสำนักคุ้มภัยเล็กๆ ในหมู่บ้านที่เปิดโดยผู้คุ้มภัยชราและได้เรียนรู้วิชาพื้นฐานอย่างพลังกระทิงเดือด
คนอื่นฝึกกันทั้งวันจนเหนื่อยสายตัวแทบขาดแต่เขาฝึกแค่วันเดียวก็เห็นแถบความคืบหน้าเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
น้ำหยดลงหินทุกวันหินมันยังกร่อน
เพียงเวลาแค่ปีเดียวเขาก็ฝึกพลังกระทิงเดือดจนถึงขั้นบรรลุปรมาจารย์ กลายเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งของหมู่บ้าน
จากนั้นเขาก็เริ่มตั้งสำนักรับลูกศิษย์และสอนวิชาให้คนอื่น
เขานำเงินค่าครูที่ได้ไปเรียนวิชาวรยุทธ์อื่นๆ ต่อ
แม้ว่าจะเป็นเพียงวิชาพื้นฐานทั่วไปก็ตาม
แต่ด้วยจำนวนวิชาที่มากมายมหาศาล
นานวันเข้าความเข้าใจในวิทยายุทธ์ของเขาก็ยิ่งลึกซึ้งขึ้น
ความเชี่ยวชาญก็ยิ่งเพิ่มพูน
ในขณะเดียวกันลูกศิษย์ของเขาก็กระจายอยู่ทั่วทุกสารทิศ
เมื่อเขาอายุยี่สิบห้าปีราชสำนักเก่าได้เรียกเก็บภาษีปราบกบฏเพิ่มเติม ทำให้หลายๆ หมู่บ้านอยู่กันต่อไปไม่ไหว
เฉินเจี๋ยที่มีความคิดอยากจะก่อการกบฏอยู่แล้วเห็นว่าเป็นโอกาสอันดีจึงลุกขึ้นประกาศจุดยืน โดยมีลูกศิษย์สามร้อยคนเป็นแกนนำ นำพาชาวบ้านนับพันจับอาวุธขึ้นสู้
ในตอนนั้นหน้าต่างสถานะของเขาดูอลังการมากแล้ว
ชื่อ เฉินเจี๋ย อายุ 25 อายุขัย 65 รากฐานร่างกาย 2 ระดับขั้น แนวหน้า พรสวรรค์ กำลังโหลด วิชายุทธ์ พลังกระทิงเดือดขั้นปรมาจารย์ เพลงดาบพื้นฐานขั้นปรมาจารย์ หมัดวัชระขั้นปรมาจารย์ ฝ่ามือศิลาขั้นปรมาจารย์ วิชาตัวเบาเหินหญ้าขั้นปรมาจารย์
ห้าปีแห่งการทำศึกสงคราม
เขาสร้างกองทัพจากคนเพียงสามพันคนให้กลายเป็นกองกำลังขนาดมหึมาถึงสามแสนนาย
เมื่ออายุสามสิบปี เขานำทัพบุกทะลวงเมืองหลวงของราชวงศ์เก่าได้สำเร็จ จักรพรรดิองค์ก่อนผูกคอตาย ราชวงศ์เก่าล่มสลาย
ในปีเดียวกันนั้นเขาได้รับการสถาปนาจากเหล่าขุนนางบุ๋นบู๊ให้ขึ้นครองราชย์ ก่อตั้งอาณาจักรใหม่นามว่าเฉินและตั้งชื่อรัชศกว่าไคหยวน
ปีที่หนึ่งแห่งรัชศกไคหยวนเขาอายุสามสิบปี กำลังอยู่ในวัยฉกรรจ์
ปีที่สามแห่งรัชศกไคหยวนเขาคิดค้นคัมภีร์ยุทธ์สกุลเฉินและเผยแพร่ให้กองทัพฝึกฝน ทำให้กองทัพของเขามีความแข็งแกร่งเป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้า
ปีที่สิบแห่งรัชศกไคหยวนเขายกทัพขึ้นเหนือปราบปรามชนเผ่าเร่ร่อน ขยายอาณาเขตไปนับพันลี้
ปีที่ยี่สิบแห่งรัชศกไคหยวนเขายกทัพลงใต้ปราบปรามแว่นแคว้นต่างๆ จนทุกทิศยอมสวามิภักดิ์
ทักษะบนหน้าต่างสถานะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยทรัพยากรระดับประเทศ ทักษะที่เขาเรียนรู้ก็ยิ่งอยู่ในระดับที่สูงขึ้น
คัมภีร์พิษร้อยสมุนไพร เหยียบหิมะไร้ร่องรอย วิชาตัวเบาเมฆาล่องลอย เพลงดาบพันธนาการ วิชาชักดาบสังหาร สามเพลงดาบตัดขุนเขา กายาวัชระสยบมาร เคล็ดวิชาชุบชีวิต ปราณกำเนิดบริสุทธิ์
ทว่ามีอยู่ปัญหาหนึ่งที่เขาไม่อาจแก้ไขได้เลย
นั่นคือขีดจำกัดของโลกใบนี้มันต่ำเกินไป
เฉินเจี๋ยเคยส่งคนออกไปเสาะหายอดเขาสูงตระหง่านและแม่น้ำสายใหญ่เพื่อตามหาผู้เยี่ยมยุทธที่เร้นกาย
แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นแค่พวกหลอกลวงไม่ก็พวกนักแสดงปาหี่ตามท้องถนน
ไอ้ที่อ้างว่าเป็นเซียนเดินดินอายุสองร้อยปีแท้จริงแล้วก็เป็นแค่ผลพวงจากระบบทะเบียนราษฎร์ที่หละหลวมในช่วงยุคสงคราม ไม่มีใครคอยตรวจสอบอย่างจริงจัง
อายุจริงๆ ก็แค่เจ็ดแปดสิบปีเท่านั้น
พวกปรมาจารย์จากลัทธิเต๋าหรือพุทธก็แค่มีกำลังภายในล้ำลึกกว่าคนทั่วไปนิดหน่อย ยังเทียบเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ
สุดท้ายก็ไม่มีใครหนีพ้นการเกิดแก่เจ็บตายไปได้
โลกใบนี้ไม่มีพลังวิญญาณไม่มีการบำเพ็ญเพียรเพื่อเป็นเซียน จุดสูงสุดของวิถียุทธ์ก็คือปรมาจารย์ขั้นสูงสุดซึ่งมีอายุขัยอย่างมากก็แค่ร้อยยี่สิบปี
เขาพยายามฝึกฝนอย่างหนักทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงกายทั้งหมดเพื่อพัฒนาคัมภีร์ยุทธ์สกุลเฉินไปสู่จุดสูงสุดที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน
แต่มันก็ยังขาดไปอีกแค่นิดเดียว
และไอนิดเดียวนั้นมันก็ยากเกินกว่าจะก้าวข้ามไปได้ราวกับมีเหวลึกขวางกั้น
วันเวลาผ่านพ้นไปวันแล้ววันเล่า
จนกระทั่งเขาอายุครบแปดสิบปีในที่สุดเลือดลมของเขาก็เริ่มถดถอย
เพียงชั่วข้ามคืนเส้นผมก็ขาวโพลน
ไม่ใช่ว่าเขาไม่พยายาม
เขาฝึกฝนวันละแปดชั่วยามเพียบพร้อมไปด้วยทรัพยากรชั้นยอด
แต่ทว่าคัมภีร์ยุทธ์สกุลเฉินได้บรรลุถึงขีดสุดแล้ว
ไม่อาจก้าวหน้าไปได้มากกว่านี้อีก
ความจำเริ่มเสื่อมถอยสายตาฝ้าฟางหูตึงอาการบาดเจ็บเรื้อรังที่สะสมมาตั้งแต่สมัยวัยหนุ่มที่ออกรบก็เริ่มกลับมาเล่นงาน
หมอหลวงบอกว่าฝ่าบาททรงตรากตรำทรงงานหนักจนล้มป่วยประกอบกับพระชนมายุที่มากแล้ว การที่ทรงมีพระชนม์ชีพมาถึงเก้าสิบพรรษาได้ก็นับว่าเป็นสวรรค์คุ้มครองแล้ว
สวรรค์คุ้มครองอย่างนั้นหรือ
เฉินเจี๋ยได้แต่แค่นยิ้มขมขื่น
เขาเคยคิดว่าในเมื่อตัวเองเป็นคนที่ทะลุมิติมาแถมยังมีระบบวิเศษช่วยเหลือ ชะตาชีวิตคงถูกกำหนดมาให้สร้างความยิ่งใหญ่ระดับตำนาน
ซึ่งเขาก็ทำได้จริงๆ
ก่อตั้งอาณาจักรรวบรวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่นเก่งกาจทั้งบุ๋นและบู๊ได้รับการยกย่องว่าเป็นมหาราชผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์
แต่แล้วอย่างไรล่ะ
สุดท้ายก็หนีไม่พ้นต้องกลายเป็นเพียงเถ้าธุลีดินอยู่ดี
[จบแล้ว]