ตอนที่ 36
ตอนที่ 36
“ธันเดอร์บอล!”
“ซิซซิ!”
หลัวเหวินเหยียดมือซ้ายของเขาออก จากนั้นลูกบอลสายฟ้าก็ปรากฏขึ้นในมือของเขา
ด้วยแสงที่กระพริบของธันเดอร์บอล ทำให้บรรยากาศโดยรอบสว่างขึ้นในทันใด
“โรบิน เธอเป็นยังไงบ้าง?”
หลังจากมีแสงสว่างแล้ว หลัวเหวินจึงมองไปที่โรบินที่อยู่ในอ้อมแขนของเขาทันที
ตอนนี้โรบินมีเลือดกำเดาไหลออกมาเล็กน้อย ดูเหมือนว่ามันจะเกิดขึ้นตอนที่เธอร่วงหล่นลงมาเมื่อกี้
ถึงแม้ว่าเขาจะพยามปกป้องโรบินและหลีกเลี่ยงจุดสำคัญต่างๆ แล้วก็ตาม แต่ถึงอย่่างนั้นเสื้อของโรบินก็ยังขาดวิ่น และเผยให้เห็นเนื้อหนังของเธอ
สิ่งที่ทำให้หลัวเหวินพูดไม่ออกมากยิ่งขึ้นก็คือ ตอนนี้พวกเขาทั้งสองคนอยู่ในระยะที่ใกล้กันอย่างมาก และสามารถสัมผัสได้ถึงลมหายใจของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน
ด้วยสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นนี้เอง จึงทำให้ทั้งสองคนพากันเงียบไปอยู่ครู่หนึ่ง
“คือ...”
“พวกเราจะอยู่แบบนี้ต่อไปอย่างงั้นเหรอ?”
หลัวเหวินเป็นคนทำลายความเงียบก่อน แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่กล้ามองไปที่โรบินตรงๆ
“กัปตัน… คุณเอาเสื้อคุณมาให้ฉันใส่หน่อยได้ไหม?”
โรบินชำเลืองดูเสื้อผ้าของหลัวเหวินที่เสียหายเพียงท่อนแขน ก่อนที่เธอจะพูดออกมาพร้อมกับใบหน้าที่แดงเล็กน้อย
“ไม่มีปัญหา!” หลัวเหวินรีบถอดเสื้อของเขาออกทันที
หลังจากยื่นเสื้อของตัวเองให้กับโรบินแล้ว หลัวเหวินที่เขินอายก็รีบหันหลังของเขาอย่างรวดเร็ว
“เอาล่ะ... หันมาได้แล้วกัปตัน”
หลังจากนั้นไม่นาน เสียงของโรบินก็ได้ดังขึ้น หลัวเหวินจึงหันหลังของเขากลับมาอย่างช้าๆ
เนื่องจากรูปร่างของหลัวเหวินค่อนข้างสูงและใหญ่ โรบินในตอนนี้จึงส่วมเสื้อที่มีขนาดใหญ่กว่าไซส์ของเธออย่างสิ้นเชิง
“แค่กๆ”
“สมแล้วล่ะนะที่เป็นสุสานของราชวงศ์ กัปดักแบบนี้มันเป็นสิ่งที่ขาดไปไม่ได้จริงๆ”
เพื่อหลีกเลี่ยงบรรยากาศที่น่าอึดอัด หลัวเหวินจึงริเริ่มที่จะเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็ว
เห็นได้ชัดว่าคำที่สลักอยู่บนโลงศพเป็นกับดัก และเป้าหมายของมันก็คือการดึงดูดคนให้เข้ามาดูใกล้ๆ และตกลงสู่กับดักโดยไม่ทันตั้งตัว
ด้วยวิธีนี้เอง หากเป็นคนธรรมดาที่หล่นลงมา พวกเขาจะต้องถูกดาบและหอกที่ฝังติดอยู่กับกำแพงแทงจนตาย!
“โพเนกลีฟ!!”
จู่ๆ โรบินก็ตะโกนออกมาด้วยความตกใจ
ไม่ไกลจากจุดที่ทั้งสองตกลงมา มีก้อนหินสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่บนพื้นตรงกลาง และมีตัวอักษรโบราณที่ซับซ้อนสลักไว้อยูด้านบน
ในทันทีที่เห็นโพเนกลีฟ ด้วยสัญชาตญาณของโรบินในฐานะนักโบราณคดี เธอจึงรีบพุ่งเข้าไปอ่านมันทันที
หลัวเหวินที่เห็นแบบนั้นก็เดินตามเข้ามาติดๆ พร้อมกับธันเดอร์บอลที่ลอยอยู่ในมือของเขา
“ใช่แล้ว!”
“นี่คือโพเนกลีฟของอลาบัสต้า!”
หลังจากอ่านดูคร่าวๆ ใบหน้าของโรบินก็เต็มไปด้วยความสุข
ในฐานะนักโบราณคดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวของโอฮาร่า มันไม่มีสิ่งใดที่จะดึงดูดใจของโรบินไปได้มากกว่าโพเนกลีฟอีกแล้ว
ทันทีหลังจากนั้น โรบินก็เริ่มแปลและตีความข้อความที่เขียนอยู่บนโพเนกลีฟนี้อย่างรวดเร็ว
กระบวนการทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ดูน่าเบื่อและยาวนานสำหรับหลัวเหวิน
แต่ในฐานะที่เป็นผู้ให้กำเนิดแสง เขาจึงไม่สามารถถอนตัวออกไปไกลจากโรบินได้
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ แต่ในที่สุดการตีความโพเนกลีฟของโรบินก็ใกล้จะเสร็จสิ้นแล้ว
“เป็นอย่างที่ครอกโคไดล์คิดเอาไว้จริงๆ”
“โพเนกลีฟที่อันนี้... บันทึกตำแหน่งที่ตั้งของอาวุธโบราณพลูตันเอาไว้”
ความตกใจปรากฏอยู่บนใบหน้าของโรบิน
เพราะสิ่งที่เขียนอยู่บนโพเนกลีฟนี้ มันเป็นข้อมูลของหนึ่งในสามอาวุธโบราณ ที่ตั้งของพลูตัน!
เป็นไปได้มากว่าเมื่อข่าวนี้แพร่ออกไป แม้แต่รัฐบาลโลกก็ไม่อาจจะอยู่เฉยได้
สำหรับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นกับอลาบัสต้าหลังจากนั้น มันจะต้องเป็นหายนะที่อันตรายกว่าครอกโคไดล์แน่นอน
ไม่ว่าใครก็ตามที่ได้ครอบครองอาวุธโบราณพลูตันนี้ และสามารถใช้งานมันได้อย่างอิสระ พวกเขาจะต้องนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่สั่นสะเทือนโลก
“เธออ่านมันหมดหรือยัง?”
เมื่อเห็นใบหน้าของโรบินที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ หลัวเหวินจึงถามขึ้นทันที
“อืม...” โรบินพยักหน้า
จากนั้นเธอก็หลบสายตาของหลัวเหวินเล็กน้อย ดูเหมือนเธอจะลังเลว่าตัวเองควรบอกหลัวเหวินถึงตำแหน่งที่ตั้งของพลูตันดีหรือไม่
ท้ายที่สุดแล้ว มันก็เป็นพลังที่สามารถเขย่าโลกได้ โรบินจึงมีความกังวลว่าหลัวเหวินจะไล่ตามอาวุธโบราณพลูตันหลังจากได้รู้ความจริง แล้วในที่สุดเขาก็จะกลายเป็นคนแบบเดียวกับครอกโคไดล์
จากมุมมองของโรบิน กลุ่มโจรสลัดที่หลัวเหวินก่อตั้งในปัจจุบันกำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
การได้รับอาวุธโบราณพลูตันล่วงหน้า มันน่าจะส่งผลเสียต่อกลุ่มโจรสลัดของเขาอย่างสิ้นเชิง
…