- หน้าแรก
- นางเซียนไร้เมตตา เช่นนั้นก็จงกลายเป็นเตาหลอมซะเถอะ
- บทที่ 9 ผู้อาวุโสอูตายแล้ว ข้ากลายเป็นศิษย์สายตรงจริงๆ รึเนี่ย?
บทที่ 9 ผู้อาวุโสอูตายแล้ว ข้ากลายเป็นศิษย์สายตรงจริงๆ รึเนี่ย?
บทที่ 9 ผู้อาวุโสอูตายแล้ว ข้ากลายเป็นศิษย์สายตรงจริงๆ รึเนี่ย?
บทที่ 9 ผู้อาวุโสอูตายแล้ว ข้ากลายเป็นศิษย์สายตรงจริงๆ รึเนี่ย?
เซียวอวี่ได้ยินดังนั้นก็ชะงักไป เขาลุกขึ้นยืนด้วยความรู้สึกที่แทบไม่อยากจะเชื่อ
เขามองทั้งสองคนที่เดินเข้ามาด้วยสีหน้างุนงง
ทันทีที่สองคนนั้นเห็นเซียวอวี่ พวกเขาก็ร้องตะโกนด้วยใบหน้าตื่นตระหนก "เมื่อครู่ผู้อาวุโสอูออกไปทำภารกิจข้างนอก ถูกคนของสำนักเสวียนหลิงลอบทำร้ายจนสิ้นชีพอยู่ที่ภูเขาเจียงหลิวแล้ว! เจ้าคือศิษย์ของผู้อาวุโสอูใช่หรือไม่?"
เซียวอวี่พยักหน้าตามสัญชาตญาณ "ชะ... ใช่ขอรับ! ข้าคือเซียวอวี่ ศิษย์สายตรงของผู้อาวุโสอู ไม่ทราบว่าศิษย์พี่ทั้งสองมีอะไรชี้แนะหรือขอรับ?"
คนที่เดินนำหน้าถอนหายใจออกมาอย่างสุดจะทน "ในเมื่อเจ้าเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสอู งั้นห้องปรุงยาของสาขาย่อยเจียงหลิวนิกายสราญรมย์ของเราก็ขอมอบหมายให้เจ้าดูแลแล้วกัน! ตอนนี้ท่านเจ้าสำนักเดินทางไปก่อตั้งสาขาย่อยแห่งใหม่ที่ฝั่งตะวันออกแล้ว ที่นี่เลยให้ผู้อาวุโสจางคนใหม่มาดูแลแทน!"
"พรุ่งนี้ผู้อาวุโสจางจะเดินทางมาถึง สถานการณ์สู้รบกำลังตึงเครียด พรุ่งนี้เจ้าต้องส่งมอบยาห้ามเลือดหนึ่งร้อยเม็ด ยาชำระล้างไขกระดูกยี่สิบเม็ด! และยาสราญรมย์อีกห้าสิบเม็ด!"
"เอาล่ะ! ข้ามาแจ้งภารกิจให้ทราบแล้ว พรุ่งนี้ยามอู่ (11.00-13.00 น.) เจ้าต้องส่งมอบยาให้ครบตามจำนวนห้ามขาดเด็ดขาด!"
เซียวอวี่ถึงกับอึ้งไป "เดี๋ยวก่อนขอรับ! นี่ยังไงก็เยอะเกินไป! เวลากระชั้นชิดขนาดนี้ทำไม่ทันหรอก!"
ชายคนนั้นพูดด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ "เจ้ามาบอกพวกข้าก็ไม่มีประโยชน์! ผู้อาวุโสอูปกติก็ปรุงยาออกมาตั้งเยอะแยะ ต้องมีของตุนไว้แน่! เจ้าก็จัดการเอาเองแล้วกัน ผู้อาวุโสจางคนใหม่น่ะรับมือยากนะจะบอกให้!"
สองคนนั้นพูดจบก็รีบเหาะจากไปอย่างไม่คิดชีวิต ราวกับกลัวว่าจะโดนเซียวอวี่ลากไปซวยด้วย
เซียวอวี่ลังเลอยู่สามวินาที ก่อนจะรีบพูดกับไป๋เยว่ที่อยู่ในห้องพิพากษา "ข่าวดี! ผู้อาวุโสอูม่องเท่งไปแล้ว! พวกเราไปช่วยลูกศิษย์ของเจ้าได้แล้ว! แต่ข่าวร้ายคือ พรุ่งนี้จะมีผู้อาวุโสคนใหม่มา คาดว่าพวกเราคงหนีไม่รอดแน่ๆ เจ้าเป็นนักปรุงยาระดับสามนี่ ถึงจะไม่มีพลังเวท แต่ก็ยังพอปรุงยาระดับหนึ่งได้บ้างใช่ไหม?"
ไป๋เยว่ได้ยินดังนั้นสีหน้าก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที พอได้ยินว่าจะได้ช่วยลูกศิษย์ นางก็ไม่สนอะไรทั้งนั้น
นางรีบลุกขึ้นยืน "ถ้ายาระดับหนึ่งทั้งหมดล่ะก็ น่าจะไม่มีปัญหา!"
เซียวอวี่ได้ยินดังนั้นก็ดีใจมาก เขารีบปิดประตูหน้าต่างทุกบานให้มิดชิดที่สุด
จากนั้นก็ปล่อยไป๋เยว่ออกมา เพื่อความปลอดภัยเขายังเปลี่ยนชุดผู้ชายให้นางด้วย
"เจ้าปรุงยาไปก่อน! ข้าจะไปช่วยลูกศิษย์ของเจ้า! ถือโอกาสดูด้วยว่าที่นี่มีของดีอะไรซ่อนอยู่บ้าง!"
พอไป๋เยว่ได้ยินว่าเซียวอวี่จะทิ้งนางไว้ที่นี่คนเดียว นางก็รู้สึกกระวนกระวายใจมาก
นางกลัวว่าเซียวอวี่จะทิ้งนางไป ตอนนี้นางมองอะไรไม่เห็นเลย...
ถ้าเกิดมีคนมาเจอเข้าล่ะ
เมื่อเห็นท่าทางของนาง เซียวอวี่คิดไปคิดมาสุดท้ายก็เก็บนางกลับเข้าห้องพิพากษาไป "ไม่เป็นไรหรอก เรื่องปรุงยารอเดี๋ยวก็ได้ ไปดูลาดเลาก่อนดีกว่าว่าที่นี่มีอะไรบ้าง ไม่แน่อาจจะมีโอสถที่ผู้อาวุโสอูทำทิ้งไว้แล้วก็ได้!"
เซียวอวี่พูดจบก็เดินจากไป เขาพุ่งตัวไปยังโกดังด้วยความเร็วสูงสุด แล้วปล่อยไป๋เยว่ออกมา
ไป๋เยว่ไม่รอช้า รีบเดินเข้าไปหา "เหลียนเอ๋อร์... เหลียนเอ๋อร์ ใช่เจ้าไหม?"
ฮวาเหลียนได้ยินดังนั้นดวงตาก็สั่นไหว "ท่านอาจารย์? ท่านอาจารย์... ตาของท่าน..."
เมื่อนางเห็นว่าดวงตาของไป๋เยว่ถูกปิดด้วยผ้าคาดตา จมูกของนางก็รู้สึกเสียวปลาบขึ้นมาทันที
ไป๋เยว่รีบพูด "คนผู้นี้คือเพื่อนของอาจารย์เอง... อาจารย์มองไม่เห็นแล้ว ตบะก็สูญสิ้นไปหมด เหลียนเอ๋อร์เจ้าไม่ต้องกลัวนะ อาจารย์จะหาทางพาเจ้าหนีไปให้ได้! แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลา..."
ฮวาเหลียนปรายตามองเซียวอวี่ที่กำลังค้นของอยู่ด้านหลัง แล้วหันกลับมามองไป๋เยว่
ชั่วขณะนั้นนางทั้งดีใจและร้องไห้ออกมา
จากนั้นนางก็กวาดสายตามองโอ่งยารอบๆ น้ำตาก็ไหลพรากออกมาอีกครั้ง "ศิษย์น้อง... ศิษย์น้องทุกคน... ฮือๆ! ศิษย์ไร้ความสามารถ..."
สองศิษย์อาจารย์สวมกอดกันร้องไห้
ไป๋เยว่ดึงตะขอเหล็กออกจากร่างของฮวาเหลียนด้วยความปวดใจยิ่งนัก จากนั้นก็ป้อนยาห้ามเลือดให้นางกินหนึ่งเม็ด
ส่วนเซียวอวี่ก็ยืนดูของในโกดังอยู่ข้างๆ
ของส่วนใหญ่ที่นี่มีแต่ฟืน เสบียงอาหาร สมุนไพร และอุปกรณ์ต่างๆ
ไม่เห็นจะมีของมีค่าอะไรเลย
ไม่นานเซียวอวี่ก็เบนสายตาไปทางห้องนอนที่อยู่ด้านข้าง ซึ่งเป็นที่พักของผู้อาวุโสอู
เขาหันกลับไปมองไป๋เยว่กับศิษย์แวบหนึ่ง ก่อนจะเดินตรงไปยังห้องของผู้อาวุโสอู
เมื่อผลักประตูเข้าไปดู ก็เบิกตากว้างด้วยความดีใจ
ยาห้ามเลือด, ยาชำระล้างไขกระดูก, ยาถอนพิษ, ยาสราญรมย์, ยาเปิดเส้นชีพจร และอื่นๆ อีกมากมาย แทบทั้งหมดล้วนเป็นยาระดับหนึ่ง
ถึงแม้จำนวนโดยรวมจะไม่มาก แต่โชคดีที่มีครบทุกชนิด
ยาที่ต้องส่งมอบพรุ่งนี้ ขาดแค่ยาห้ามเลือดอีกแค่สามสิบเม็ดเท่านั้น!
เซียวอวี่ยังคงค้นหาต่อไป
ที่นี่จะเรียกว่าห้องนอนก็คงไม่ถูกนัก น่าจะเรียกว่าห้องหนังสือเสียมากกว่า
เมื่อก้าวเข้ามาในห้อง จะเห็นตู้หนังสือสูงตระหง่านอยู่รอบด้าน มีหนังสือสะสมไว้มากมาย ตำราโบราณเรียงรายเต็มไปหมด
ริมหน้าต่างมีโต๊ะยาวทำจากไม้แดง บนโต๊ะมีเครื่องเขียนครบครัน กลิ่นหมึกหอมฟุ้ง
บนผนังแขวนภาพตัวอักษร ลายเส้นตวัดพลิ้วไหวราวกับมังกร ดูทรงพลังน่าเกรงขาม
การตกแต่งภายในห้องดูเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความหรูหรา ที่มุมห้องมีกลองหนังสีขาวสะอาดตาวางทิ้งไว้
หลังจากหยิบขึ้นมาดูครู่หนึ่ง เขาก็เก็บกลองหนังสีขาวนั่นใส่ลงในถุงเก็บของ
เขาค้นหาลิ้นชักทุกบาน ในที่สุดก็พบถุงเก็บของใบหนึ่งซ่อนอยู่ในกล่องหยก
ดูจากสภาพแล้วคงไม่หรูหราเท่าใบที่ผู้อาวุโสอูพกติดตัว
เขาเปิดดูทันที
ตำราสราญรมย์ฉบับสมบูรณ์, ตำราปรุงยา, เคล็ดวิชายืมชีวิตหยินหยาง, เตาหลอมยาเก่าๆ, ยันต์ตรึงร่างห้าแผ่น, น้ำเต้าหยก
พอเห็นน้ำเต้าหยก เซียวอวี่ก็นึกถึงตอนที่มีการจับฉลากในสำนัก ผู้อาวุโสอูใช้อาวุธวิเศษรูปน้ำเต้าที่พกติดตัวปล่อยกลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรหญิงออกมา
ตอนนั้นเขาก็หยิบน้ำเต้าหยกขนาดเท่ากำปั้นนั้นขึ้นมาดู
เพียงชั่วพริบตาที่สัมผัส เขาก็รู้สึกได้ถึงไอเย็นยะเยือก เย็นจับใจจริงๆ!
แถมยังมีความรู้สึกเบิกบานใจอย่างบอกไม่ถูก
แค่กำน้ำเต้าใบนี้ไว้ เขาก็รู้สึกราวกับกำลังกุมมืออันเรียวงามของหญิงสาว
เมื่อเพ่งมองไปที่น้ำเต้า ก็พบตัวอักษรเล็กๆ สี่ตัวสลักไว้: น้ำเต้าหยกบริสุทธิ์
เซียวอวี่ย่อมเดาออกว่าของสิ่งนี้มีไว้ทำอะไร มันคืออาวุธวิเศษเสริมระดับต่ำที่ผู้อาวุโสอูเลิกใช้แล้ว
พลังโจมตีธรรมดา พลังป้องกันก็ธรรมดา
แต่ของสิ่งนี้สามารถดูดซับสิ่งมีชีวิตเข้าไปได้
คาดว่าอีกฝ่ายคงได้ของที่ดีกว่า ก็เลยเอาน้ำเต้าหยกบริสุทธิ์ระดับต่ำใบนี้มาเก็บไว้
เซียวอวี่มองน้ำเต้าใบนั้นพลางยกยิ้มมุมปาก
เขาเดาว่าตอนนี้ไป๋เยว่คงคุยอะไรบางอย่างกับฮวาเหลียนไปแล้ว
เมื่อคิดได้ดังนั้น เซียวอวี่ก็กำหมัดแน่นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ยังไงก็ต้องระวังตัวไว้ก่อน
ไม่อย่างนั้นเขาอาจจะโดนสองศิษย์อาจารย์คู่นี้เล่นงานจนตายได้...
พอมองดูห้องปรุงยาที่อยู่ตรงหน้า หรือว่าเขาจะไม่หนีไปไหนแล้วดี?
ผู้อาวุโสอูตายไปแล้ว ที่นี่แหละคือสถานที่บำเพ็ญเพียรที่สมบูรณ์แบบที่สุดไม่ใช่รึ!?
ตอนนี้เขาเป็นผู้ดูแลห้องปรุงยาแต่เพียงผู้เดียว เหมยชุนหลานคนนั้นคงไม่กล้ามาหาเรื่องเขาแน่!
แถมตอนนี้เขายังมีตำราสราญรมย์ฉบับสมบูรณ์แล้ว พอทำความเข้าใจเสร็จก็ไปบำเพ็ญคู่กับไป๋เยว่!
ไม่เกินครึ่งเดือน เขาต้องทะลวงเข้าสู่ขั้นเลี่ยนชี่ (รวบรวมลมปราณ) ได้อย่างแน่นอน
ถึงตอนนั้นเขาก็จะสามารถใช้อาวุธวิเศษได้!
เพื่อความปลอดภัย เขาควรจะเรียนรู้วิชาปรุงยาไว้ด้วย!
อย่างน้อยก็ให้เป็นนักปรุงยาระดับหนึ่ง
เมื่อมีอาชีพเสริม นิกายสราญรมย์ก็จะมองเขาในแง่ดีขึ้น
ตั้งหลักให้มั่นก่อน!
ไม่หนีแล้ว!
รอจนกว่าจะสยบไป๋เยว่ได้ แล้วให้นางเขียนจดหมายหลอกให้เยี่ยจื่อโหรวมาหา แค่นี้ก็ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปากแล้วไม่ใช่รึ?
เมื่อคิดได้ดังนั้น เซียวอวี่ก็ซ่อนถุงเก็บของของผู้อาวุโสอูไว้ในเสื้อ
จากนั้นก็หยิบถุงเก็บของอีกใบ แยกยาพวกนั้นใส่ลงไป แล้วเดินไปที่โกดัง
เมื่อไปถึงหน้าโกดัง เขาก็เห็นไป๋เยว่กำลังคุยอะไรบางอย่างกับฮวาเหลียนอยู่
ฮวาเหลียนยังคงมองซ้ายมองขวาด้วยใบหน้าเคียดแค้น
เซียวอวี่ยิ้มบางๆ แล้วเดินเข้าไป "ข้าเจอแค่ยาพวกนี้ ตาแก่นั่นน่าจะพกของมีค่าติดตัวไปหมดแล้วล่ะ! ดูท่าพวกเจ้าคงต้องปรุงยาเพิ่มเองแล้ว!"
เซียวอวี่พูดจบก็หยิบขวดยาในถุงเก็บของออกมาวางเรียงกันทีละขวด
ฮวาเหลียนประคองไป๋เยว่เดินออกมาข้างหน้าด้วยใบหน้าเศร้าหมองและเคียดแค้น
เซียวอวี่เงยหน้ามองแวบหนึ่งแล้วพูดเสียงเบา "เมื่อกี้อาจารย์ของเจ้าเป็นคนขอให้ข้าช่วยเจ้าไว้! ต่างก็เป็นผู้บำเพ็ญเพียรด้วยกัน เรื่องบางเรื่องก็ไม่ต้องเก็บมาใส่ใจหรอก!"
"สถานการณ์ตอนนี้ อาจารย์ของเจ้าน่าจะบอกเจ้าแล้ว พวกเราอยู่ในห้องปรุงยาของนิกายสราญรมย์ คาดว่าคงจะหนีออกไปไม่ได้หรอก!"
"พรุ่งนี้จะมีผู้อาวุโสคนใหม่มา ถ้าไม่มียาไปส่งมอบ คงต้องโดนลงโทษเป็นแน่!"
"มีข้าอยู่ พวกเจ้าสองศิษย์อาจารย์ก็จะไม่มีใครจับได้ พวกเจ้าน่าจะเข้าใจหลักการที่ว่า 'ริมฝีปากสิ้น ฟันย่อมหนาว' (พึ่งพาอาศัยกันและกัน หากขาดสิ่งหนึ่งไป อีกสิ่งก็อยู่ไม่ได้) ใช่ไหมล่ะ!"
ฮวาเหลียนได้ยินดังนั้นก็พยักหน้า "ขอบพระคุณ... สหายนักพรตที่ช่วยชีวิต ฮวาเหลียนซาบซึ้งใจยิ่งนัก!"
ถึงปากจะพูดแบบนั้น แต่นางก็ไม่ได้ทำความเคารพ
เซียวอวี่ย่อมรู้ดีว่าอีกฝ่ายดูถูกคนพรรคมารอย่างเขา
ผู้หญิงฝ่ายธรรมะนี่หยิ่งยโสกันทุกคนเลยรึไง?
เซียวอวี่มองสองคนนั้นด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร "ไปปรุงยากันเถอะแม่นางไป๋? ไป! เจ้าสอนข้า!"
ฮวาเหลียนได้ยินดังนั้นก็ยิ้มบางๆ "ขอบพระคุณสหายนักพรตเซียวที่ช่วยข้าไว้ บุญคุณใหญ่หลวงครั้งนี้พวกข้าสองศิษย์อาจารย์จะจดจำไว้ในใจ เรื่องปรุงยาปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าเองเถอะ! สหายนักพรตเซียวไม่ต้องลำบากหรอก..."
เซียวอวี่ยกยิ้มมุมปาก เขากะไว้แล้วว่าผู้หญิงสองคนนี้ต้องเล่นตุกติก
เขาปรายตามองไป๋เยว่ อีกฝ่ายเพิ่งจะร่วมเป็นร่วมตายกับเขามาแท้ๆ พอช่วยศิษย์ได้ปุ๊บก็คิดจะตีตัวออกห่างเลยรึ?
หึหึ... ผู้หญิง!
นี่แหละหนาผู้หญิง?
อีกฝ่ายคิดจะทำอะไรกันแน่?
คงไม่ได้คิดจะยึดที่นี่ไว้ปรุงยารักษาอาการบาดเจ็บหรอกนะ?
พอฟื้นฟูตบะได้แล้วก็ชิ่งหนี?
หรือว่าคิดจะฆ่าเขาปิดปาก?
มีความเป็นไปได้สูงมาก...
ถึงยังไงก็เป็นถึงสตรีศักดิ์สิทธิ์ฝ่ายธรรมะ ส่วนเขาเป็นแค่มดปลวกพรรคมาร นางคงไม่มีทางชายตามองตัวละครเล็กๆ อย่างเขาหรอก!
"เรื่องนั้นข้าลองคิดดูแล้ว ถ้าปล่อยพวกเจ้าสองคนไว้ข้างนอกเพื่อปรุงยามันเสี่ยงเกินไป! ถ้าจู่ๆ มีคนของนิกายสราญรมย์โผล่มาจะยุ่งเอา!"
"เอาแบบนี้แล้วกัน! ไป๋เยว่ เจ้ากลับไปอยู่ในอาวุธวิเศษของข้าก่อนเถอะ! ส่วนแม่นางฮวาก็อยู่ช่วยข้าปรุงยาข้างนอกนี่แหละ!"
ฮวาเหลียนรู้สึกประหม่าขึ้นมาทันที นางกำแขนของไป๋เยว่แน่น
ไป๋เยว่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบตกลง
เซียวอวี่ให้ฮวาเหลียนหันหน้าหนี จากนั้นเขาก็ยกมือขึ้นเก็บไป๋เยว่ไปทันที
ไป๋เยว่ที่เข้ามาอยู่ในห้องพิพากษาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ตอนนี้เจ้าไม่มีพลังเวท การจะปรุงยานั้นค่อนข้างยากลำบาก ต้องใช้หินวิญญาณกับไฟธรรมดาในการปรุงยาเท่านั้น!"
"แถมขั้นตอนการปรุงยาก็ต้องใช้มือทำเองทั้งหมด โอกาสสูงมากที่จะได้ยาระดับหนึ่งที่มีตำหนิออกมา!"
"ถ้าอยากจะได้ยาระดับหนึ่งที่มีตำหนิเล็กน้อยหรือไร้ตำหนิ อย่างน้อยเจ้าต้องอยู่ขั้นเลี่ยนชี่ (รวบรวมลมปราณ) ระดับห้า!"
เซียวอวี่พยักหน้าเบาๆ "อืม! เริ่มปรุงยากันเลยเถอะ! อีกแค่สองชั่วยามพระอาทิตย์ก็จะตกดินแล้ว! เวลาเป็นเงินเป็นทอง..."