เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 - บำเพ็ญเพียร

บทที่ 4 - บำเพ็ญเพียร

บทที่ 4 - บำเพ็ญเพียร


บทที่ 4 - บำเพ็ญเพียร

"ตอนนี้มุกเทพโกลาหลอยู่ในตันเถียนของเจ้า หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่ง มุกเทพโกลาหลก็เทียบเท่ากับตันเถียนของเจ้า"

"ตาเฒ่า ท่านหมายความว่า ตอนนี้ข้าอยู่ในตันเถียนของตนเองหรือ?" ฉินเฟิงประหลาดใจยิ่งนัก

"ไอ๊หยา~ เจ้าช่างเป็นพวกอ่อนหัดเสียจริง ทำให้ตาเฒ่าผู้นี้โกรธจนแทบคลั่งแล้ว เป็นจิตสำนึกของเจ้าต่างหากที่อยู่ในตันเถียน มิใช่ร่างกายของเจ้า เรื่องพื้นฐานเพียงเท่านี้ก็ไม่รู้หรือ?" โจวหลิงมองฉินเฟิงราวกับมองคนโง่งม

"เรื่องเช่นนี้ข้าก็เพิ่งเคยพานพบเป็นครั้งแรกนี่นา ความรู้ที่เคยร่ำเรียนมาจากตระกูลก็ลืมเลือนไปหมดแล้ว" ถึงตอนนี้ฉินเฟิงเพิ่งจะนึกย้อนไปถึงความรู้ทั้งหมดที่บิดาเคยให้เขาร่ำเรียนมาเมื่อครั้งอยู่ในตระกูล รวมถึงเกร็ดความรู้ทั้งหมดเกี่ยวกับการฝึกฝนวรยุทธ์ เขาค่อยๆ ทบทวนความจำอย่างช้าๆ

"เจ้าหนู ตอนนี้เจ้ายังไม่มีพื้นฐานแม้แต่น้อย แม้กระทั่งระดับรวบรวมลมปราณก็ยังไม่บรรลุ เจ้าจงตั้งใจบำเพ็ญเพียรอยู่ที่นี่สักระยะหนึ่งเถิด รอจนเมื่อใดที่เจ้าบรรลุถึงระดับจินตัน มีความสามารถปกป้องตนเองได้แล้ว ค่อยออกไป! เจ้าเริ่มฝึกฝนจากเคล็ดวิชาโกลาหลเบญจธาตุก่อนก็แล้วกัน ข้าผู้เฒ่าขอตัวไปพักผ่อนก่อนล่ะ" โจวหลิงกล่าวพลางหาวหวอด

"ตาเฒ่า ตัวอักษรบนแผ่นหินนั้นเล็กเกินไป ข้าอ่านไม่เห็นเลย แล้วจะฝึกฝนได้อย่างไร?"

"นั่นเป็นเพราะในร่างกายของเจ้าไม่มีพลังปราณเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นเจ้าจงดื่มหยาดน้ำทิพย์ในสระวิญญาณนี้เสียก่อน ดื่มแล้วเจ้าก็จะเข้าใจเอง จำไว้ว่าอย่าดื่มมากเกินไปในคราวเดียว หากรู้สึกว่าร่างกายพองโตก็ให้หยุดดื่มเสีย" กล่าวจบ ร่างของตาเฒ่าก็ค่อยๆ เลือนหายไป

"ดื่มน้ำอาบของตัวเองเนี่ยนะ?" ฉินเฟิงเม้มปาก ดื่มก็ดื่มเถอะ

ฉินเฟิงหมอบอยู่ริมขอบสระ แล้วกอบน้ำดื่มอึกใหญ่ ไม่รู้ว่าดื่มเข้าไปมากเท่าใด แต่ก็ยังไม่รู้สึกว่าร่างกายพองโตเลยแม้แต่น้อย เช่นนั้นก็ดื่มต่อไป

"โอ้สวรรค์ สมกับเป็นกายาเทพโกลาหลจริงๆ หากเป็นผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไป ป่านนี้คงร่างระเบิดสิ้นชีพไปนานแล้ว เจ้าเด็กนี่ไม่มีขีดจำกัดเลยหรือไร? ดื่มเข้าไปเท่ากับปริมาณที่คนสี่ห้าคนดื่มแล้วยังจะดื่มต่ออีก เขาตั้งใจจะดื่มมากเท่าใดกัน?" การกระทำของฉินเฟิงทำเอาโจวหลิงที่ซ่อนตัวอยู่หลืบเร้นถึงกับมึนงงไปเลยทีเดียว

ครึ่งก้านธูปต่อมา ในที่สุดฉินเฟิงก็เริ่มรู้สึกว่าร่างกายพองโตเล็กน้อย จึงได้ลุกขึ้นพลางเดาะลิ้น "เฮอะ รสชาติหวานล้ำ มิน่าเล่าตาเฒ่าถึงชอบดื่มน้ำอาบของข้า"

"..." โจวหลิงไร้คำพูดกับคำกล่าวของเจ้าเด็กนี่โดยสิ้นเชิง นึกในใจว่า "ต่อให้เจ้าถ่ายอุจจาระลงในหยาดน้ำทิพย์ มันก็สามารถชำระล้างให้เจ้าได้อยู่ดี"

เมื่อความรู้สึกพองโตในร่างกายค่อยๆ จางหายไป ฉินเฟิงก็เดินไปที่แผ่นหินเคล็ดวิชาโกลาหลเบญจธาตุภาคปุถุชน ลองมองดูตัวอักษรบนแผ่นหิน "เฮอะ มองเห็นชัดเจนจริงๆ ด้วย แต่แผ่นหินนี่สูงตั้งสิบกว่าจั้ง จะอ่านตัวอักษรบนสุดได้อย่างไรเล่า ข้าเหาะไม่ได้เสียหน่อย"

ฉินเฟิงยื่นมือออกไปลูบไล้บนแผ่นหิน เพียงชั่วพริบตา แสงสีทองขุมหนึ่งก็พวยพุ่งออกจากแผ่นหินตรงเข้าสู่หว่างคิ้วของเขา ฉินเฟิงรู้สึกเพียงว่าในห้วงสมองมีข้อมูลมากมายเพิ่มเข้ามาอย่างกะทันหัน เขาคลำหว่างคิ้วของตน ในห้วงสมองปรากฏวิธีการฝึกฝนเคล็ดวิชาโกลาหลเบญจธาตุภาคปุถุชน เคล็ดวิชาโกลาหลนี้แต่ละม้วนจะแบ่งออกเป็นเก้าขั้น เขายิ้มน้อยๆ ก่อนจะนั่งขัดสมาธิลงข้างแผ่นหินและเริ่มบำเพ็ญเพียร

สองวันต่อมา ตระกูลฉินยังคงจัดพิธีเซ่นไหว้บรรพชนตามปกติ เพียงแต่พิธีเซ่นไหว้ครั้งนี้ไม่มีผู้นำตระกูล และไม่มีของวิเศษประจำตระกูลตั้งเซ่นไหว้

หลังจากผู้อาวุโสใหญ่นำพาเหล่าผู้บริหารตระกูลขึ้นไปเซ่นไหว้บรรพบุรุษบนแท่นพิธีแล้ว ก็ได้ประกาศเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง

"อีกหนึ่งเดือนให้หลัง สำนักเซียวเหยาจะส่งคนมาคัดเลือกศิษย์ที่เมืองเฟิงตูของพวกเรา ห้าตระกูลใหญ่ในเมืองเฟิงตูต่างก็ได้รับโควตาสองที่นั่ง ดังนั้นคนในตระกูลที่อายุต่ำกว่าสิบห้าปี และบำเพ็ญเพียรจนถึงระดับสร้างรากฐาน ล้วนมีโอกาส ภายในหนึ่งเดือนนี้ขอให้ทุกคนตั้งใจบำเพ็ญเพียร เพื่อให้ผู้อาวุโสของสำนักเซียวเหยาถูกตาต้องใจและรับเข้าสำนัก"

เนื่องจากไม่มีของวิเศษให้เซ่นไหว้ พิธีเซ่นไหว้บรรพชนครั้งนี้จึงเสร็จสิ้นลงตั้งแต่ช่วงบ่าย เหล่าอนุชนต่างก็แยกย้ายกลับห้องเพื่อไปมุมานะบำเพ็ญเพียรเพื่อเตรียมรับการคัดเลือกในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า ดูเหมือนทุกคนจะลืมเลือนเรื่องของวิเศษสูญหายไปจนหมดสิ้น

สามวันต่อมา กลิ่นอายสายหนึ่งแผ่ซ่านออกจากร่างของฉินเฟิง ชั่วพริบตานั้นเขาก็บรรลุถึงระดับสร้างรากฐานขั้นต้น หลังจากรวบรวมพลังฝึกปรือให้มั่นคงแล้ว ฉินเฟิงก็เดินไปที่สระวิญญาณเพื่อดื่มหยาดน้ำทิพย์ต่อ เมื่อรู้สึกว่าร่างกายพองโตจึงหยุด แล้วกลับมานั่งขัดสมาธิข้างสระวิญญาณอีกครั้ง เพื่อฝึกฝนเคล็ดวิชาเทพโกลาหลบทเริ่มต้น

"เพียงสามวันก็บำเพ็ญเพียรจากระดับรวบรวมลมปราณจนบรรลุระดับสร้างรากฐานขั้นต้นได้ ปล่อยให้เขาบำเพ็ญเพียรเช่นนี้ต่อไป คาดว่าก่อนอายุห้าสิบปีคงบรรลุเป็นเซียนทะยานขึ้นสู่แดนสวรรค์เป็นแน่ หึหึ เซียนอายุห้าสิบปี แค่คิดก็เร้าใจแล้ว" โจวหลิงลอบสังเกตการณ์ฉินเฟิงอยู่ในมุมมืด เขาเคยเห็นอัจฉริยะพรสวรรค์สูงส่งมานักต่อนัก ทว่าอย่างฉินเฟิงนั้นเขาก็เพิ่งเคยพานพบเป็นครั้งแรก

สิบวันต่อมา กลิ่นอายที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิมปะทุออกจากร่างของฉินเฟิง เขาประสบความสำเร็จในการทะลวงสู่ระดับสร้างรากฐานขั้นปลาย ภาคปุถุชนได้รับการฝึกฝนจนถึงขั้นที่สอง หากก้าวหน้าไปอีกขั้นก็จะเป็นยอดฝีมือระดับจินตันแล้ว

เวลานี้ฉินเฟิงค่อยๆ ลืมตาขึ้น พบว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนโขดหินยักษ์ก้อนหนึ่ง อีกทั้งบาดแผลบนร่างกายก็หายสนิทไปนานแล้ว ฉินเฟิงยันกายลุกขึ้นจากพื้น กวาดสายตามองไปรอบๆ

"ที่แท้ตอนที่ข้าร่วงหล่นลงมา ก็ตกลงมาบนโขดหินยักษ์ก้อนนี้พอดี นับว่าข้ายังดวงแข็ง" ฉินเฟิงยืนอยู่ริมโขดหินชะโงกหน้ามองลงไปเบื้องล่าง เห็นเพียงหมอกหนาทึบปกคลุมไปทั่ว ไม่อาจมองเห็นก้นเหวได้เลย เบื้องบนก็เป็นสีเทาหม่น เนื่องจากหมอกลงจัด ทัศนวิสัยรอบด้านจึงมองเห็นได้เพียงรัศมีสามถึงห้าก้าวเท่านั้น

ขณะที่ฉินเฟิงกำลังมองสำรวจไปรอบๆ ก็พบว่าที่หน้าผาหินด้านหลังมีถ้ำแห่งหนึ่งอยู่ หากไม่สังเกตให้ดีก็ยากที่จะค้นพบ ปากถ้ำถูกเถาวัลย์พาดผ่านบดบังไปกว่าครึ่ง

"หรือว่าถ้ำแห่งนี้จะเป็นทางออก? เข้าไปดูหน่อยดีกว่า"

เมื่อฉินเฟิงเดินเข้าไปในถ้ำ ก็พบว่าภายในถ้ำมีแสงสีเงินส่องสว่างรำไร พอจะมองเห็นทัศนียภาพภายในถ้ำได้บ้าง ไม่รู้ว่าแสงสีเงินนี้ส่องสว่างมาจากที่ใด เมื่อเดินลึกเข้าไปในถ้ำราวห้าสิบจั้ง ก็พบว่าบนพื้นมีโครงกระดูกสองร่าง ในมือแต่ละร่างถือกระบี่ไว้คนละเล่ม ทว่าตัวกระบี่กลับเสียบแทงทะลุร่างของอีกฝ่าย เห็นได้ชัดว่าเข่นฆ่ากันเองจนตกตายทั้งคู่

ฉินเฟิงเดินเข้าไปพิจารณาใกล้ๆ พบว่าที่นิ้วชี้ข้างซ้ายของโครงกระดูกร่างหนึ่งมีแหวนสวมอยู่หนึ่งวง ตรงกลางแหวนประดับด้วยอัญมณีสีฟ้าหนึ่งเม็ด

"เจ้าหนู เก็บแหวนวงนั้นขึ้นมา นั่นคือแหวนมิติ" โจวหลิงโพล่งขึ้นมากะทันหัน

"สวรรค์เถอะ ตาเฒ่า ท่านทำข้าตกใจหมด เหตุใดข้าจึงได้ยินเสียงท่านพูดได้เล่า?" ฉินเฟิงเอ่ยพลางหยิบแหวนวงนั้นขึ้นมาลูบคลำเล่นในมือ

"ข้าคือจิตวิญญาณของมุกเทพโกลาหล ส่วนเจ้าก็คือผู้ครอบครองมุกเทพโกลาหล ตราบใดที่เจ้าไม่ได้ปิดกั้นการเชื่อมต่อระหว่างข้ากับโลกภายนอก ข้าย่อมสามารถรับรู้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอกได้"

"เช่นนั้นก็หมายความว่าข้าทำสิ่งใดท่านก็รู้หมดน่ะสิ?"

"ย่อมเป็นเช่นนั้น"

"..."

"เจ้าของแหวนวงนี้สิ้นชีพไปแล้ว รอยประทับจิตวิญญาณของเจ้าของเดิมน่าจะอ่อนกำลังลงมากแล้ว เจ้าจงถ่ายทอดพลังปราณเข้าไปทำลายรอยประทับของเจ้าของเดิมเสีย จากนั้นก็ใช้พลังปราณประทับรอยจิตวิญญาณของเจ้าลงไป แหวนวงนี้ก็จะเป็นของเจ้าแล้ว"

ฉินเฟิงทำตามวิธีของโจวหลิง ทำลายรอยประทับของเจ้าของเดิม จากนั้นก็ใช้พลังปราณประทับรอยจิตวิญญาณของตนลงไป ก็พบว่าตนสามารถมองเห็นภาพภายในแหวนได้อย่างชัดเจน

พื้นที่ภายในแหวนไม่นับว่ากว้างขวางนัก มีขนาดกว้างยาวเพียงห้าก้าว ภายในนอกจากจะมีหินไม่ทราบชื่อกองเล็กๆ กองหนึ่งแล้ว ยังมีกระบี่อยู่สองสามเล่ม และตำราวิชายุทธ์สำหรับการฝึกฝนอีกสองเล่ม นอกจากนี้ยังมีแผ่นที่ทำจากหนังสัตว์ครึ่งแผ่นอยู่ด้วย

"ของวิเศษนี่~ ช่างมหัศจรรย์ยิ่งนัก!" ฉินเฟิงสวมแหวนไว้ที่นิ้วชี้ข้างซ้ายของตน

"นี่หรือของวิเศษ? มองแวบเดียวกก็รู้ว่าเป็นแหวนมิติระดับต่ำ ข้างในมีสิ่งใดอยู่บ้างเล่า?" โจวหลิงเอ่ยถาม

"ท่านบอกว่ารับรู้ทุกสิ่งที่อยู่ภายนอกมิใช่หรือ?"

"ข้าหมายถึงสภาพแวดล้อมภายนอก ไม่ได้หมายความว่าจะมองเห็นทะลุเข้าไปในมิติอื่นหรือค่ายกลปิดกั้นได้เสียหน่อย" โจวหลิงละเหี่ยใจกับความอ่อนหัดของฉินเฟิงยิ่งนัก

"ตกลงว่าเจ้าเข้าใจเรื่องการฝึกบำเพ็ญเพียรหรือไม่? ให้ข้าชี้แนะเป็นวิทยาทานแก่เจ้าดีหรือไม่ มิเช่นนั้นข้าเกรงว่าวันใดวันหนึ่งข้าคงต้องตรอมใจตายเพราะความเขลาของเจ้าเป็นแน่"

"ข้ารู้นะ ตำราเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ ดาราศาสตร์ และความรู้เกี่ยวกับการฝึกบำเพ็ญเพียรในดินแดนเทียนอู่ที่ตระกูลมี ข้าท่องจำได้ขึ้นใจหมดแล้ว"

"แล้วเหตุใดเจ้าถึงทำตัวประหนึ่งคนโง่งมที่ไม่รู้เรื่องอันใดเกี่ยวกับแหวนวงนี้ หรือเรื่องการบำเพ็ญเพียรเลยเล่า"

"ข้า... ข้า... ก็เพราะได้พบกับท่าน ข้าเลยตื่นเต้นดีใจจนเกินไปน่ะสิ จึงนึกสิ่งใดไม่ออกเลย?"

"บัดซบ คร้านจะใส่ใจเจ้าแล้ว ตาเฒ่าผู้นี้ขอพักผ่อนก่อน มิเช่นนั้นมีหวังถูกเจ้ากวนประสาทจนตายแน่"

ฉินเฟิงก็ไม่สนโจวหลิงเช่นกัน เขาหันไปมองโครงกระดูกอีกร่าง ในมือไม่มีสิ่งใดเลย มีเพียงถุงผ้าใบเล็กๆ แขวนอยู่ที่เอว ดูประณีตงดงามยิ่ง ฉินเฟิงปลดถุงผ้าใบนั้นลงมา ทบทวนความรู้ที่เคยร่ำเรียนจากตระกูลในหัว ก็กระจ่างแจ้งว่าถุงผ้าใบนี้คือถุงอสูรวิญญาณ

หลังจากลบจิตวิญญาณเดิมออก และประทับรอยจิตวิญญาณของตนลงไป ก็พบว่าภายในถุงมีไข่สีดำเมี่ยมอยู่ฟองหนึ่ง ขนาดของไข่สูงเกือบเท่าครึ่งตัวของฉินเฟิง รอบไข่มีลวดลายสลักอยู่ ทั้งยังเปล่งแสงสีแดงเรืองรองออกมาเป็นระยะ

"นี่มันไข่อันใดกัน? ในตำราที่ข้าเคยอ่านดูเหมือนจะไม่มีบันทึกเกี่ยวกับไข่ชนิดนี้เอาไว้เลย ช่างเถอะ เก็บเอาไว้ก่อนก็แล้วกัน" ฉินเฟิงคิดไม่ตกจึงคร้านจะคิดให้มากความ

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 4 - บำเพ็ญเพียร

คัดลอกลิงก์แล้ว