- หน้าแรก
- ระบบแก้ไขคุณสมบัติของท่านอาจารย์อาเล็ก
- บทที่ 109 คนที่ชอบบั้นท้ายจะเป็นคนเลวได้อย่างไร
บทที่ 109 คนที่ชอบบั้นท้ายจะเป็นคนเลวได้อย่างไร
บทที่ 109 คนที่ชอบบั้นท้ายจะเป็นคนเลวได้อย่างไร
ภายในวันเดียวกันนั้น เหยียนไคก็นำเรื่องนี้ไปบอกกล่าวกับหลัวเซียงหมิง หลัวเซียงหมิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็เห็นด้วยกับแผนการที่ให้เกาะเผิงไหลเหมาสัมปทานชีพจรวิญญาณ
การเหมาสัมปทานชีพจรวิญญาณสามารถลดต้นทุนการจัดการไปได้มากทีเดียว
บนชีพจรวิญญาณเส้นหนึ่ง หากมีศิษย์จากหลายสำนักปะปนกัน ไม่แน่ว่าอาจเกิดการต่อสู้กันขึ้นมาได้ ทว่าหากให้สำนักเดียวเหมาสัมปทานไปก็จะไม่มีปัญหานี้
หลัวเซียงหมิงมองดูแผนที่ฝูโจวครู่หนึ่ง แล้วขีดเส้นกำหนดชีพจรวิญญาณที่อยู่ใกล้กับเขาเสวียนอวี้ออกมาเส้นหนึ่ง
หลังจากร่างข้อตกลงเบื้องต้นแล้ว เรื่องนี้ก็ถือเป็นอันตกลงกันได้โดยพื้นฐาน
ขณะที่เหยียนไคกำลังเตรียมตัวจะกลับไปยังโถงรับรอง หลัวเซียงหมิงก็เรียกเขาไว้ "ศิษย์น้องเล็ก เดี๋ยวก่อน ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง"
เหยียนไคจึงหยุดฝีเท้าลง แล้วกล่าวว่า "ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านกล่าวมาเถิด"
"ถังเชียนหลานหายตัวไป————"
"ศิษย์พี่ถังไม่ได้เป็นทูตผู้พิทักษ์อยู่ที่แคว้นหร่านหรอกหรือ?" เหยียนไคยังจำได้ว่า เมื่อสองปีก่อนตอนที่เขาไปเอาหยาดน้ำค้างลี้ลับจื่อเฉิน เขาเดินทางผ่านแคว้นหร่าน และยังไปพบนางมาแล้ว
หลัวเซียงหมิงส่ายหน้า พลางกล่าวว่า "เมื่อปีกว่าก่อน นางเผชิญกับคอขวด ดังนั้นจึงสละตำแหน่งทูตผู้พิทักษ์ กลับมาเก็บตัวทะลวงขั้นหยวนอิงที่เขาเสวียนอวี้ แต่เมื่อไม่กี่วันก่อนตอนที่เราตรวจสอบผู้ที่สำนักอุปถัมภ์ไว้ กลับไม่พบนาง"
เหยียนไคครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ถังเชียนหลานในฐานะศิษย์รุ่นที่เจ็ดสิบสองของสำนักชี่จง อายุอานามก็ปาเข้าไปสองร้อยปีแล้ว ซึ่งนั่นก็ใกล้เคียงกับอายุขัยเฉลี่ยของผู้บำเพ็ญขั้นจินตันของเขาเสวียนอวี้เต็มที
"นางไม่ได้ทิ้งข้อความใดไว้เลยหรือ?"
หลัวเซียงหมิงยังคงปฏิเสธ "ไม่ได้ทิ้งข้อความใดไว้เลย ข้าวของหลายอย่างของนางล้วนหยุดนิ่งอยู่ที่เมื่อครึ่งปีก่อน"
"ทางฝั่งศิษย์พี่เยวี่ยว่าอย่างไรบ้าง?" เหยียนไคนึกถึงความสัมพันธ์ของถังเชียนหลาน
ถังเชียนหลานมีสหายสนิทเพียงคนเดียว ซึ่งสหายสนิทผู้นี้ก็ได้ตายไปเมื่อร้อยกว่าปีก่อนแล้ว ส่วนศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมสำนักของนาง ก็เหลือเพียงเยวี่ยเยี่ยนเฉิน ผู้อาวุโสลำดับสี่ของสำนักชี่จงเท่านั้น
"ศิษย์น้องเยวี่ยก็ไม่มีข่าวคราวของนางเช่นกัน"
"นอกจากศิษย์พี่ถังแล้ว ยังมีผู้ใดหายตัวไปอีกหรือไม่?"
หลัวเซียงหมิงเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า "คนของสำนักเราหายตัวไปมากมายนัก————แค่ศิษย์สายตรงหรือผู้รับอุปถัมภ์ระดับขั้นจินตันก็มีถึงสิบสองคนแล้ว ส่วนศิษย์สายในที่อยู่ต่ำกว่าขั้นจู้จีลงไป อาจมีมากกว่าหนึ่งร้อยคน นี่คือผลลัพธ์จากการตรวจสอบเมื่อช่วงก่อน มีบางส่วนถูกพบในรังมารใต้ดินทางฝั่งแคว้นมู่แล้ว"
"รังมารใต้ดินที่แคว้นมู่แห่งนั้นมีขั้นจินตันอยู่ห้าคน นั่นก็หมายความว่า รังมารที่มีขนาดเช่นนี้ อย่างน้อยก็ต้องมีอยู่อีกหนึ่งแห่ง"
"เช่นนั้นเราก็ต้องรีบหารังมารแห่งนั้นให้พบโดยเร็ว"
"ยากยิ่งนัก การที่พบรังมารในแคว้นมู่แห่งนั้นได้ โชคถือเป็นปัจจัยสำคัญ รังมารแห่งนั้นซ่อนอยู่ใต้ดินลึกถึงสามร้อยจั้ง จะมีผู้บำเพ็ญสักกี่คนที่สามารถตรวจสอบสถานการณ์ใต้ดินลึกสามร้อยจั้งได้"
หากไม่ใช่เพราะคังเจี้ยงเหมยนำทางเหยียนไคไปที่นั่น เหยียนไคก็คงไม่มีทางค้นพบรังมารแห่งนั้นได้ ทว่าถึงกระนั้น การหารังมารแห่งนั้นจนพบก็แทบจะสูบพลังปราณของหุ่นเชิดไปจนหมดเกลี้ยง
ต้องรู้ไว้ว่า พลังปราณที่เหยียนไคถ่ายทอดให้กับหุ่นเชิดตัวนั้น มีมากกว่าผู้บำเพ็ญขั้นหยวนอิงทั่วไปอย่างมาก
"เรื่องเร่งด่วนในยามนี้ ก็ยังคงเป็นการหาไส้ศึกในสำนักให้พบเสียก่อน เพื่อดูว่าจะสามารถเค้นข่าวคราวของรังมารจากมันได้หรือไม่"
ขณะที่หลัวเซียงหมิงกำลังพูดถึงเรื่องไส้ศึก เจียงชิวฉางก็เดินแกมวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว
"เจ้าสำนัก แย่แล้ว" นางกล่าวด้วยท่าทีร้อนรนผิดปกติ
"พี่สะใภ้ ท่านไม่ได้ถูกผู้อาวุโสใหญ่สำนักเจี้ยนจงกักขังไว้หรอกหรือ?" เหยียนไคเอ่ยถาม
"หวงฝู่หลิงหยวนจับปลาตัวใหญ่ของจริงได้แล้ว จึงปล่อยข้ามา"
"ปลาตัวใหญ่? ใหญ่เพียงใดกัน?" หลัวเซียงหมิงร้องตะโกนว่าไม่เข้าทีอยู่ภายในใจ หากถูกสุนัขเฒ่าหวงฝู่หลิงหยวนกัดไม่ปล่อย สำนักชี่จงคงต้องสูญเสียอย่างหนักเป็นแน่
"คือท่านอาแปด ในวิชาของเขาปรากฏวิชาของมรรคามาร"
หลัวเซียงหมิงทั้งตกใจและเดือดดาล เอ่ยถามว่า "หยวนเฉิง!? เขาจะไปฝึกวิชามรรคามารได้อย่างไร? เป็นไปได้หรือไม่ว่าสุนัขเฒ่านั่นกำลังใส่ร้ายพวกเรา?"
"ไม่น่าจะใช่" เหยียนไคปฏิเสธ "หากเป็นการใส่ร้ายจริงๆ เช่นนั้นก็เท่ากับฉีกหน้ากันแล้ว ศิษย์หลานหลี่เองก็คงไม่ไปเข้าข้างเขาหรอก
บางทีอาจเป็นทางฝั่งสหายหยวนที่มีปัญหาจริงๆ ก็ได้ เรื่องเร่งด่วนในยามนี้ คือต้องไปดูให้รู้แน่ว่าแท้จริงแล้วมันเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่"
ไม่ทันรอให้หลัวเซียงหมิงไปหาพวกเขา หวงฝู่หลิงหยวนก็ลอบคุมตัวหยวนเฉิงมาเสียแล้ว
หวงฝู่หลิงหยวนไม่ได้เอิกเกริก นี่อย่างน้อยก็พิสูจน์ได้ว่าเขาไม่ต้องการทำให้เป็นเรื่องใหญ่
ผู้ที่เดินทางมาพร้อมกับหวงฝู่หลิงหยวน ยังมีผู้อาวุโสลำดับสามแห่งสำนักเจี้ยนจง เจียงเม่าซิง และผู้อาวุโสลำดับสี่ ลวี่จ้งฮุย
ส่วนหยวนเฉิงถูกขังอยู่ในกรงเหล็กนิล สองมือถูกล่ามด้วยของวิเศษอย่างแน่นหนา ทั้งร่างทรุดนั่งพิงมุมหนึ่งของกรงเหล็กด้วยสภาพเหม่อลอยไร้จิตวิญญาณ
"เจ้าสำนัก พวกเราพบวิชามรรคามารในตัวผู้อาวุโสลำดับหกแห่งสำนักชี่จง หลังจากนี้ขอเชิญเจ้าสำนักเป็นผู้ตัดสินใจ" หวงฝู่หลิงหยวนเอ่ยขอคำชี้แนะจากหลัวเซียงหมิง
หลัวเซียงหมิงรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเป็นอย่างยิ่ง ส่วนตัวเขาไม่เชื่อว่าศิษย์น้องแปดของเขาจะตกต่ำเข้าสู่มรรคามาร แต่ในเมื่อมีคนถูกจับมามอบให้ถึงที่ อย่างไรเขาก็ต้องแสดงท่าทีอะไรบ้าง
"ศิษย์พี่เจ้าสำนัก ข้าขอไปดูไส้ศึกผู้นี้เสียหน่อยว่ามีสถานการณ์เป็นเช่นไร" เหยียนไคเสนอตัว
หลัวเซียงหมิงจึงทำได้เพียงรับคำ "เช่นนั้นผู้อาวุโสลำดับเจ็ด ท่านก็ไปดูเถิด!"
เหยียนไคจึงเดินเข้าไปดู ขณะที่เดินผ่านหวงฝู่หลิงหยวนยังได้สบตากับเขาปราดหนึ่ง
เมื่อเดินมาถึงหน้ากรงเหล็ก เหยียนไคก็พบว่าดวงตาของหยวนเฉิงนั้นเลื่อนลอยไร้ประกาย ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ต่อการมาเยือนของเหยียนไคแม้แต่น้อย
เหยียนไคจึงย่อตัวลงนั่งยองๆ ไม่รู้ว่าไปดึงดอกหญ้าหางสุนัขมาจากที่ใด นำมาเขี่ยเล่นที่ปลายจมูกของเขา
หยวนเฉิงจึงเพิ่งจะได้สติกลับคืนมา ก่อนจะตะโกนลั่น "ข้าไม่ได้เข้าสู่มรรคามาร! ไม่ได้เข้าสู่มรรคามาร! ข้าเคยหลั่งเลือดเพื่อสำนัก ข้าเคยสร้างความดีความชอบให้สำนัก ข้าต้องการพบเจ้าสำนัก! ข้าต้องการพบศิษย์พี่!"
เหยียนไคหันกลับไปถามหวงฝู่หลิงหยวนว่า "ตอนที่เขาอยู่สำนักเจี้ยนจงของพวกท่านก็เป็นเช่นนี้หรือ?"
"ก็ไม่ได้เป็นเช่นนี้หรอก ตอนที่ตรวจพบวิชามาร เขาก็ราวกับคนวิญญาณหลุดลอย ข้าแทบจะคิดว่าเขาใช้แผนจักจั่นลอกคราบหนีไปแล้วเสียอีก" หวงฝู่หลิงหยวนตอบ "ถามอันใดก็ไม่มีการตอบรับ ข้าก็เลยทำได้เพียงพาเขามาพบเจ้าสำนัก"
เหยียนไคหันกลับไปมองหยวนเฉิงอีกครั้ง แล้วจับดอกหญ้าหางสุนัขแทงพรวดเข้าไปในลำคอของหยวนเฉิงโดยตรง
หยวนเฉิงสำลักอยู่หลายครั้งกว่าจะฟื้นคืนสติกลับมาได้ เมื่อเห็นเหยียนไคจึงเอ่ยถาม "เหยียนไค เจ้ากำลังทำอันใดเนี่ย?"
"สั่งสอนสุนัขป่าอย่างไรเล่า!" เหยียนไคเคาะกรงเหล็กคราหนึ่ง "พูดมาเถอะ! ไปฝึกวิชามรรคามารได้อย่างไร?"
"ข้าไม่ได้ฝึกเสียหน่อย! เป็นคนของสำนักเจี้ยนจงที่ใส่ร้ายข้าต่างหาก"
"โอ้? หากไม่ได้ฝึกก็คงไม่ร้อนตัวถึงเพียงนี้กระมัง"
เหยียนไคคว้าข้อมือของหยวนเฉิง ปราณมารสายหนึ่งพวยพุ่งออกมาจากข้อมือของหยวนเฉิง
เมื่อเห็นปราณมารนี้ เหยียนไคก็ซักไซ้ว่า "หากเจ้าไม่ได้ฝึก แล้วนี่คืออันใด? คนอื่นยัดเยียดให้เจ้าหรือ?"
"ข้าไม่รู้จริงๆ!"
เหยียนไคปล่อยข้อมือของหยวนเฉิง ยืนหยัดขึ้น พลางกล่าวกับหลัวเซียงหมิงว่า "ศิษย์พี่เจ้าสำนัก คนผู้นี้ดื้อดึงไม่ยอมรับ จิตมารหยั่งรากลึก สมควรต้องรับโทษทัณฑ์สูงสุด"
"ศิษย์พี่ ข้าไม่ได้ฝึกวิชามารนะ!" หยวนเฉิงตะโกนร้องขอความเป็นธรรมต่อหลัวเซียงหมิงเสียงดังลั่น
เมื่อเหยียนไคกล่าวเช่นนี้แล้ว หลัวเซียงหมิงจึงปรายตามองหวงฝู่หลิงหยวนคราหนึ่ง ก่อนจะออกคำสั่งว่า "คุมตัวไปที่หอลับก่อนเถอะ! เค้นถามดูก่อนว่ามีผู้สมรู้ร่วมคิดหรือไม่!"
เจียงเม่าซิงและลวี่จ้งฮุยจึงลากจูงกรงเหล็กมุ่งหน้าไปยังหอลับ โดยมีเหยียนไคและหวงฝู่หลิงหยวนเดินตามไปติดๆ
"ผู้อาวุโสเหยียนช่างเด็ดขาด กล้าลงดาบคนกันเองเพื่อผดุงความยุติธรรมจริงๆ!" หวงฝู่หลิงหยวนกล่าวเสียงเบากับเหยียนไค
เหยียนไคกล่าวอย่างเคียดแค้นว่า "เจ้าโง่นี่หากไม่รับความเจ็บปวดเสียบ้าง ก็จะไม่หลาบจำ"
"โอ้? ผู้อาวุโสเหยียนคิดว่าหยวนเฉิงไม่ได้เข้าสู่มรรคามารงั้นหรือ?"
"เขาถูกคนเล่นงานเข้าให้แล้ว ยามว่างเขาชอบไปดูภาพวังวสันต์ในวิชาสกัดบำรุงที่หุบเหวลับ เดิมทีแค่ดูก็ไม่เป็นอันใดหรอก ทว่ากลับมีคนนำวิชาฉบับสมบูรณ์ปะปนเข้าไปด้วย วิชาประเภทนี้เพียงแค่มองผ่านตา ก็จะทำการฝึกฝนโดยอัตโนมัติจากจิตใต้สำนึก โดยที่เจ้าตัวไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อย"
"ข้าเข้าใจแล้ว แล้วผู้อาวุโสเหยียนคิดจะสั่งสอนเขาด้วยบทเรียนเช่นไรหรือ?"
"ก็ทำตามกฎระเบียบไป ข้าไม่มีความคิดที่จะปกป้องเขาหรอกนะ"
แม้ว่าเหยียนไคจะมองออกว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร แต่เขาก็ยังคงไม่มีทีท่าว่าจะผ่อนปรน
ไส้ศึกสามารถสับเปลี่ยนเคล็ดวิชาในหุบเหวลับได้ นั่นก็หมายความว่าไส้ศึกผู้นั้นย่อมเป็นผู้อาวุโสระดับขั้นหยวนอิงเช่นเดียวกัน