- หน้าแรก
- ระบบแก้ไขคุณสมบัติของท่านอาจารย์อาเล็ก
- บทที่ 102 วันนี้ท่านอาสามมีบางอย่างเปลี่ยนไป
บทที่ 102 วันนี้ท่านอาสามมีบางอย่างเปลี่ยนไป
บทที่ 102 วันนี้ท่านอาสามมีบางอย่างเปลี่ยนไป
เมื่อบนร่างของอีกฝ่ายปรากฏวิชาปลิดชีพตนของเขาเสวียนอวี้ นั่นก็หมายความว่าต้องมีเกลือเป็นหนอนอยู่ภายในเขาเสวียนอวี้
เขาหันกลับไปมองเซวียหานและเหยียนจวิ้นเหยาพลางเอ่ย "เสี่ยวหาน เจ้าพาจวิ้นเหยาขึ้นไปชั้นบนก่อนเถอะ! ข้ายังมีธุระต้องจัดการ"
"เจ้าค่ะ ท่านอาจารย์" ยามนี้เซวียหานใช้มือข้างหนึ่งปิดตาเหยียนจวิ้นเหยาเอาไว้ เมื่อได้ยินคำสั่งของเหยียนไค นางจึงจูงมือเหยียนจวิ้นเหยาเดินขึ้นบันไดไป
หลังจากที่เซวียหานและเหยียนจวิ้นเหยาขึ้นไปชั้นบนแล้ว เหยียนไคก็หันกลับมามองคนทั้งสามที่ล้มอยู่บนพื้นอีกครั้ง เขานำร่างของพวกเขากองรวมกันไว้ที่มุมห้องราวกับกองขยะ
คนที่เป็นหัวหน้าได้ตายไปแล้ว เขามาที่นี่ด้วยจิตปณิธานแห่งความตาย นอกจากซากศพนี้แล้ว เขาก็ไม่ได้ทิ้งสิ่งใดเอาไว้อีกเลย ไม่ว่าจะเป็นระดับการบำเพ็ญเพียร เคล็ดวิชา หรือแม้แต่รากวิญญาณ
เหยียนไคกระทั่งไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลก่อนตายของเขาได้เลย
[ซากศพ]
คุณสมบัติ: ไม่มี
เหยียนไคจึงทำได้เพียงหันไปมองสองคนที่ยังรอดชีวิตอยู่
[ฮวาเยี่ยนจวิน]
เพศ: ชาย อายุ: 113 ปี ระดับการบำเพ็ญเพียร: ขั้นหยวนอิงช่วงต้น คุณสมบัติ: รากวิญญาณเบ็ดเตล็ด (อัคคี พฤกษา ปฐพี), กัดกร่อนจิตใจเข้าสู่มรรคามาร, โรคความจำเสื่อม
[กัดกร่อนจิตใจเข้าสู่มรรคามาร] (แดง): เข้าสู่มรรคามารขั้นลึกซึ้ง ความเร็วในการฝึกฝนเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล พลังสังหารเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
"คนผู้นี้หมดทางเยียวยาแล้ว" นี่คือคำวิจารณ์ที่เหยียนไคมอบให้แก่คนผู้นี้
คนผู้นี้อายุร้อยกว่าปี ด้วยพรสวรรค์รากวิญญาณเบ็ดเตล็ดกลับสามารถบรรลุถึงขั้นหยวนอิงได้ หากไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียรสายมารก็ยากที่จะทำความเร็วในการฝึกฝนได้ถึงระดับนี้
เมื่อไปถึงระดับ [กัดกร่อนจิตใจเข้าสู่มรรคามาร] มนุษย์ก็จะเกิดความคิดชั่วร้ายขึ้นมาตลอดเวลา แม้ว่าเหยียนไคจะลบความทรงจำของเขาไปแล้ว แต่เขาก็ยังคงกระทำความชั่วตามสัญชาตญาณอยู่ดี
"แต่หมดทางเยียวยาก็ไม่ได้หมายความว่าไร้ประโยชน์" เหยียนไคมีแผนการในใจแล้ว เขาจึงยัดน้ำตาเจียวเหรินรุ่นพิเศษสำหรับขั้นหยวนอิงเข้าไปในจุดตันเถียนของฮวาเยี่ยนจวินก่อน
อีกฝ่ายส่งคนมาสามคน หนึ่งในนั้นอยู่ขั้นหยวนอิงช่วงต้นแล้ว ส่วนคนที่เป็นหัวหน้า ระดับพลังย่อมต้องสูงกว่านี้ไม่ต่ำกว่าอย่างแน่นอน
เขาหันไปมองผู้บุกรุกที่หมดสติอยู่อีกคน นางเป็นผู้บำเพ็ญเพียรหญิงที่มีหน้าตาธรรมดาๆ
[กู้หลิน]
เพศ: หญิง อายุ: 45 ปี ระดับการบำเพ็ญเพียร: ขั้นจินตันจุดสูงสุด คุณสมบัติ: รากวิญญาณสวรรค์เทียม (ปฐพีด้อย), ปราณขุ่นมัวพัวพันวิญญาณ, โรคความจำเสื่อม
[ปราณขุ่นมัวพัวพันวิญญาณ] (แดง): เข้าสู่มรรคามารขั้นกลาง พลังวิญญาณติดขัด ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรลดลง
"ยังถือว่าพอมีทางเยียวยา แต่ก็ต้องดูว่าจะคุ้มค่าที่จะช่วยหรือไม่"
[ปราณขุ่นมัวพัวพันวิญญาณ] ถือเป็นช่วงรอยต่อระหว่างการเข้าสู่มรรคามารขั้นต้นไปสู่ขั้นลึกซึ้ง
ในเวลานี้ความเร็วในการฝึกฝนอันสูงสุดในช่วงต้นของการเข้าสู่มรรคามารได้ลดทอนลง ความก้าวหน้าในการบำเพ็ญเพียรเริ่มล่าช้าอย่างผิดปกติ กระทั่งความแข็งแกร่งก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ดังคำกล่าวที่ว่า เปลี่ยนจากหรูหรามาเรียบง่ายนั้นยากยิ่ง เมื่อเคยสัมผัสกับความเร็วในการฝึกฝนอันสูงสุดในช่วงต้นของการเข้าสู่มรรคามารแล้ว ก็ยากที่จะทนรับกับความเร็วในการฝึกฝนในยามนี้ได้
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ จิตใจคนจะเริ่มแปรเปลี่ยน ศีลธรรมในใจจะเริ่มพังทลาย และจะเริ่มทำทุกวิถีทางเพื่อการฝึกฝน จนกลายเป็นผู้บำเพ็ญเพียรสายชั่วร้าย
ผู้บำเพ็ญเพียรสายชั่วร้ายอาจไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียรสายมาร แต่ผู้บำเพ็ญเพียรสายมารย่อมเป็นผู้บำเพ็ญเพียรสายชั่วร้ายอย่างแน่นอน
เมื่อเส้นตายทางศีลธรรมทั้งหมดสูญสิ้นไป ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการเข้าสู่มรรคามารขั้นลึกซึ้ง
แน่นอนว่า หากเจ้าไม่มีเส้นตายทางศีลธรรมเลยแม้แต่น้อย ขั้นตอนนี้ก็จะถูกข้ามไปโดยตรง
กู้หลินผู้นี้ยังอยู่ในขั้นตอน [ปราณขุ่นมัวพัวพันวิญญาณ] นั่นหมายความว่านางยังมีมโนธรรมหลงเหลืออยู่บ้าง
ขณะที่เหยียนไคกำลังครุ่นคิดว่าจะจัดการกับกู้หลินอย่างไรดี จวงหมิ่น เจ้าสำนักชี่จงก็กระโดดเข้ามาในเรือนกระเรียนอย่างรวดเร็ว
เมื่อจวงหมิ่นเห็นเหยียนไค นางก็ประหลาดใจเป็นอย่างมาก จึงเอ่ยถามขึ้นว่า "ศิษย์น้องเล็ก เจ้าไม่ได้เดินทางไปแคว้นมู่แล้วหรือ?"
"สิ่งที่เดินทางไปแคว้นมู่เป็นเพียงหุ่นเชิดของข้าเท่านั้น ข้าอยู่บนเขาเสวียนอวี้มาโดยตลอด ไม่ได้ไปที่ใดเลย" เหยียนไคอธิบายสั้นๆ
"เช่นนั้นค่ายกลผนึกปราณที่นี่เมื่อครู่ เจ้าเป็นคนทำงั้นหรือ?" จวงหมิ่นบอกเล่าถึงสาเหตุที่มาที่นี่ "ข้าสัมผัสได้ว่าที่นี่มีค่ายกลผนึกปราณ จึงรีบตามมาทันที ข้านึกว่าจะมีคนคิดร้ายต่อเซวียหานเสียอีก"
"มีคนคิดร้ายจริงๆ เมื่อครู่มีผู้บำเพ็ญเพียรสายมารสามคนที่ไม่รู้จักรักชีวิตบุกรุกเข้ามาที่นี่ ค่ายกลผนึกปราณนั่นก็เป็นฝีมือของพวกมัน"
เหยียนไคชี้ไปยังขยะสามชิ้นที่กองรวมกันอยู่ที่มุมห้องพลางเอ่ย "ตายไปหนึ่ง ยังรอดอยู่สอง แต่ก็ไม่ต่างอันใดกับตายไปแล้ว"
สองคนที่ยังมีชีวิตอยู่ล้วนถูกเหยียนไคใส่คุณสมบัติโรคความจำเสื่อมเข้าไป ทำให้พวกเขาลืมเลือนอดีตไปจนหมดสิ้น ดังนั้นจึงไม่อาจง้างปากเอาข้อมูลใดๆ มาจากพวกเขาได้
ถึงแม้ว่าเหยียนไคจะสามารถฟื้นฟูความทรงจำของพวกเขาได้ ทว่านอกจากจะได้ซากศพไร้ประโยชน์เพิ่มมาอีกสองร่าง ก็ไม่มีประโยชน์อื่นใดอีก
"ขั้นหยวนอิงช่วงต้นหนึ่งคน ขั้นจินตันจุดสูงสุดหนึ่งคน ช่างทุ่มทุนสร้างเสียจริง!" จวงหมิ่นเข้าไปตรวจสอบคนทั้งสามก่อนจะเอ่ยขึ้น "เหตุใดคนที่ตายไปผู้นี้จึงไม่มีระดับการบำเพ็ญเพียรล่ะ? แม้แต่รากวิญญาณก็ไม่มีงั้นหรือ?"
"เป็นวิชาปลิดชีพตนของเขาเสวียนอวี้ของพวกเราเอง"
เมื่อจวงหมิ่นได้ยินคำว่าวิชาปลิดชีพตนของเขาเสวียนอวี้ นางก็อดไม่ได้ที่จะตัวสั่นสะท้าน วิชาปลิดชีพตนนี้เป็นเคล็ดวิชาลับเฉพาะของเขาเสวียนอวี้ มีไว้เพื่อป้องกันการถูกสอบสวนหลังจากถูกจับกุมโดยเฉพาะ
ในการสอบสวนจำเป็นต้องให้ผู้ถูกสอบสวนมีสติสัมปชัญญะแจ่มใส ทว่าเพียงแค่ผู้ถูกสอบสวนมีความคิดเพียงวูบเดียว ก็สามารถปลิดชีพตนเองได้ ต่อให้ใช้วิชาค้นวิญญาณก็ไม่อาจค้นหาดวงวิญญาณพบ
หากต้องการฝึกฝนวิชาปลิดชีพตนชนิดนี้ เพียงแค่มีเคล็ดวิชาลับนั้นยังไม่พอ ยังจำเป็นต้องมีเคล็ดวิชาของเขาเสวียนอวี้ที่สอดคล้องกันอีกด้วย
จวงหมิ่นตีความหมายแฝงของเหยียนไคออกอย่างรวดเร็ว นางกล่าวว่า "เขาเสวียนอวี้ของพวกเรามีเกลือเป็นหนอน! อีกทั้งยังเป็นเกลือเป็นหนอนที่ระดับไม่ต่ำเสียด้วย"
เคล็ดวิชาลับอย่างวิชาปลิดชีพตนนี้ โดยทั่วไปจะไม่ถ่ายทอดให้กับศิษย์ธรรมดา ด้วยเกรงว่าศิษย์เหล่านี้จะว่างจนหาเรื่องไปทดลองวิชาพรรค์นี้
ทดลองก็คือสิ้นใจ
เคล็ดวิชาลับชนิดนี้จะถ่ายทอดให้กับลูกน้องของจวงหมิ่น หรือก็คือเหล่าศิษย์ขั้นจินตันที่ออกไป 'ท่องเที่ยวหาประสบการณ์' ภายนอกเท่านั้น
บางทีอาจเป็นเพราะซากศพที่ 'ไร้ซึ่งสามสิ่ง' อันได้แก่ ไร้ระดับการบำเพ็ญเพียร ไร้รากวิญญาณ และไร้เคล็ดวิชาเช่นนี้ เป็นลักษณะเฉพาะที่โดดเด่นเกินไป หากผู้ใดพบเห็นซากศพเช่นนี้ ก็จะโยนความผิดมาที่เขาเสวียนอวี้ทันที
หากคนนอกใช้วิชาลับนี้เป็น แล้วไปก่อเรื่องชั่วร้ายอยู่ภายนอก จากนั้นก็ปลิดชีพตนเอง เขาเสวียนอวี้ต่อให้กระโดดลงแม่น้ำฮวงโหก็คงล้างมลทินไม่ได้
"เรื่องสืบหาตัวเกลือเป็นหนอนคงต้องรบกวนศิษย์พี่เจ้าสำนักแล้ว"
จวงหมิ่นพยักหน้า จากนั้นขมวดคิ้วแน่นและกล่าวว่า "สุนัขเฒ่าแห่งสำนักเจี้ยนจงนั่นส่งข้อความมา เรียกประชุมผู้อาวุโสทุกคน ศิษย์น้องเล็ก เจ้าจะไปหรือไม่?"
"ตอนนี้ข้ายังอยู่แคว้นมู่นะ! แน่นอนว่าคงไม่สะดวกที่จะไปปรากฏตัวอย่างเปิดเผย" เหยียนไคหยิบปิ่นระย้าทองคำชิ้นหนึ่งออกมาพลางกล่าว "ศิษย์พี่ ท่านสวมปิ่นระย้านี้เข้าไปเถิด มันสามารถใช้สื่อสารแบบง่ายๆ ได้ และสามารถมองข้ามค่ายกลผนึกของที่ประชุมผู้อาวุโสได้"
จวงหมิ่นไม่ได้ยื่นมือไปรับ แต่นางกลับกล่าวว่า "ศิษย์น้องเล็ก เจ้าก็รู้ว่าแต่ไหนแต่ไรข้าไม่ชอบสวมใส่เครื่องประดับของสตรี"
"เดิมทีสิ่งนี้ก็ไม่ได้เตรียมไว้ให้ศิษย์พี่สามอย่างท่านหรอก ข้าทำให้เสี่ยวหานต่างหาก ระดับการบำเพ็ญเพียรของนางยังไม่พอ ตอนนี้จึงให้ท่านยืมใช้ชั่วคราว การสื่อสารระหว่างท่านกับข้าไม่จำเป็นต้องใช้ของพรรค์นี้หรอก"
เมื่อเหยียนไคกล่าวเช่นนี้ จวงหมิ่นก็ดึงปิ่นไม้ที่ใช้รวบมวยผมของตนเองออก แล้วเสียบปิ่นระย้าทองคำเข้าไปแทน
"เช่นนั้นข้าไปประชุมก่อนนะ"
"รบกวนศิษย์พี่ช่วยนำคนทั้งสามนี้ออกไปด้วย ข้า 'ไม่อยู่' บนเขาเสวียนอวี้ เจ้าพวกหนูตัวจ้อยสามคนนี้ก็คงต้องรบกวนศิษย์พี่เป็นคนจัดการแล้ว"
จวงหมิ่นหิ้วร่างคนทั้งสามแล้วเดินจากไป ราวกับว่ากำลังหิ้วถุงขยะสามถุงออกไปทิ้งด้วยความเคยชิน
นางโยนทั้งสามคนเข้าไปในหอลับของเขาเสวียนอวี้ก่อน จากนั้นจึงค่อยมุ่งหน้าไปยังวิหารเจ้าสำนักเพื่อเข้าร่วมการประชุม
ระหว่างทาง นางบังเอิญพบกับเจียงชิวฉางที่มาเข้าร่วมการประชุมเช่นเดียวกัน นางจึงค้อมศีรษะลงเล็กน้อยเพื่อแสดงความเคารพพลางกล่าว "พี่สะใภ้ สบายดีหรือไม่!"
ขณะที่นางค้อมศีรษะลง ปิ่นระย้าบนศีรษะก็ส่งเสียงกระทบกันดังกังวานใส
เจียงชิวฉางมองจวงหมิ่นด้วยความประหลาดใจพลางเอ่ย "วันนี้ท่านอาสามมีบางอย่างเปลี่ยนไปจากปกตินะ!"
"ต่างไปอย่างไรหรือ?"
"คงจะเป็นข้าที่คิดไปเองกระมัง!"