- หน้าแรก
- ระบบแก้ไขคุณสมบัติของท่านอาจารย์อาเล็ก
- บทที่ 35 พวกมักมากในกาม
บทที่ 35 พวกมักมากในกาม
บทที่ 35 พวกมักมากในกาม
เชี่ยหลินไม่รู้ว่าตนเองแทงลงไปกี่มีด เมื่อเขารู้สึกว่าท่อนแขนปวดเมื่อยจนทนไม่ไหวแล้ว เขาจึงได้หยุดมือลง
เขาทรุดตัวนั่งกองกับพื้น กริชร่วงหล่นลงมาอย่างไม่ใส่ใจ
"ผู้อาวุโสเหยียน ยามนี้ข้าควรทำเช่นไรดีขอรับ?" หลังจากความบ้าคลั่งในการสังหารคนลดทอนลง เชี่ยหลินจึงค่อยๆ ได้สติกลับคืนมา ภายในหัวมีเพียงความหวาดกลัวตามหลังมาอย่างไม่สิ้นสุด
"เจ้าเพิ่งจะนึกถึงข้าได้ในยามนี้หรือ..." เหยียนไคกล่าวหยอกล้อ "ยามนี้เจ้าลองมองกระจกดูสิ"
เชี่ยหลินเอียงศีรษะ หันมองไปยังกระจกบนโต๊ะเครื่องแป้งด้านข้าง ภายในกระจกกลับกลายเป็นหลี่หย่าหลินที่เพิ่งถูกเขาสังหารไปเมื่อครู่นี้
เขาแทบจะตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ รีบถอยหลังกรูด ทว่าเขากลับเห็นหลี่หย่าหลินในกระจกกำลังถอยหลังเช่นเดียวกัน
"นี่..." เชี่ยหลินกระจ่างแจ้งขึ้นมาในทันที ยามนี้เขากลายร่างเป็นหลี่หย่าหลินไปแล้ว!
"ขอแสดงความยินดีด้วย ยามนี้เจ้ามีพลังฝีมือขั้นเลี่ยนชี่ระดับเจ็ดแล้ว" เสียงของเหยียนไคดังขึ้นอีกครา
ในที่สุดเชี่ยหลินก็รู้แล้วว่า การยกระดับพลังฝีมือที่เหยียนไคกล่าวถึงนั้นหมายความว่าอย่างไร ขอเพียงเขาสังหารคน ก็จะสามารถกลายร่างเป็นรูปลักษณ์ของอีกฝ่าย จากนั้นก็สืบทอดระดับการฝึกตนของอีกฝ่ายมาได้
ความหวาดกลัวมลายหายไป เชี่ยหลินเห็นเพียงหลี่หย่าหลินในกระจกกำลังหัวเราะขึ้นมา เขาก็หัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่เช่นกัน
เชี่ยหลินรวบรวมความกล้า หันกลับไปมองหลี่หย่าหลินที่นอนอยู่บนเตียงอีกครา สภาพศพน่าอนาถตาสุดแสน โลหิตแทบจะจับตัวเป็นก้อนแล้ว
เขายกมือขึ้น เปลวเพลิงลุกโชนขึ้นบนฝ่ามือ ในที่สุดเขาก็สามารถใช้รากวิญญาณธาตุอัคคีที่เขาคุ้นเคยได้แล้ว เมื่อสะบัดมือคราหนึ่ง ทั้งห้องก็ลุกไหม้ขึ้นมา จากนั้นเชี่ยหลินจึงเดินออกจากห้องไป
สำนักบำเพ็ญเพียรจะเกิดเพลิงไหม้ลุกลามเป็นวงกว้างได้อย่างไร?
เปลวเพลิงเพิ่งจะลามออกจากห้อง ก็ถูกผู้บำเพ็ญเพียรธาตุวารีสาดน้ำดับลง ทว่าหลังจากถูกดับมอดไป นอกเสียจากซากศพไหม้เกรียมหนึ่งร่างแล้ว โดยพื้นฐานก็ไม่หลงเหลือสิ่งใดอีก
ผู้บำเพ็ญเพียรธาตุวารีที่ดับไฟมองดู 'หลี่หย่าหลิน' ที่กำลังกอดอกอย่างเยือกเย็นอยู่นอกเรือน เขาก็คาดเดาเรื่องราวคร่าวๆ ได้ในพริบตา "ศิษย์น้องหลี่ ห้องของเจ้าหรือ? เจ้าเป็นคนจุดไฟหรือ?"
เชี่ยหลินกล่าวด้วยน้ำเสียงหยิ่งยโสเล็กน้อยว่า "มีนังหนูรนหาที่ตายผู้หนึ่ง บุกมาทำร้ายข้าในยามดึกดื่นค่อนคืน ข้าจึงสังหารนางทิ้งเสีย ทว่าโลหิตไหลนองมากเกินไป ข้าจึงจุดไฟเผาให้สิ้นเรื่องสิ้นราว"
คำกล่าวนี้โดยรวมแล้วไม่มีปัญหาอันใด ทว่าเหตุผลในการวางเพลิงนั้นดูฝืนธรรมชาติเกินไปสักหน่อย
ผู้บำเพ็ญเพียรธาตุวารีก็ไม่คิดจะซักไซ้ไล่เลียง จึงกล่าวว่า "เช่นนั้นข้าจะรายงานต่อสำนักว่า ศิษย์น้องหลี่ฝึกวิชาจนธาตุไฟเข้าแทรก ซากศพไหม้เกรียมในห้องนั้น เจ้าจัดการด้วยตนเองก็แล้วกัน"
เมื่อกล่าวจบ ผู้บำเพ็ญเพียรธาตุวารีก็เดินจากไป
หลังจากผู้บำเพ็ญเพียรธาตุวารีจากไป เชี่ยหลินจึงค่อยคลายมือที่กุมกริชเอาไว้
ระดับการฝึกตนของอีกฝ่ายสูงกว่าเขาเล็กน้อย หากต้องลงไม้ลงมือกันจริงๆ เชี่ยหลินก็ไม่มีความมั่นใจนัก ทว่าเขายังมีโอกาสใช้วิชาหยุดร่างได้อีกหนึ่งครั้ง
อาจจะเป็นเพราะเดาความคิดของเชี่ยหลินออก เหยียนไคจึงกล่าวเสริมว่า "วิชาหยุดร่าง ยามนี้ข้าช่วยเจ้าใช้ได้เพียงเพื่อป้องกันตัวและหลบหนีเท่านั้น ในระดับหนึ่ง ข้าถูกสั่งห้ามไม่ให้ลงมือกับผู้บำเพ็ญเพียรของแคว้นเฉิน วิชาหยุดร่างเป็นเพียงการฉวยโอกาสจากช่องโหว่เท่านั้น หากข้าใช้วิชาหยุดร่างเพื่อช่วยเหลือเจ้าในการทำร้ายผู้คน ข้าก็จะถือว่าทำผิดกฎ"
วิชาหยุดร่างนี้ออกจะวิปริตผิดมนุษย์มนาเกินไปจริงๆ โดยเฉพาะในยามที่เชี่ยหลินสามารถสืบทอดระดับการฝึกตนของอีกฝ่ายได้ด้วย
สมมติว่ายามนี้เชี่ยหลินหยุดร่างผู้บำเพ็ญเพียรขั้นจู้จีผู้หนึ่งไว้ เขาก็สามารถใช้ระเบิดปราณระดับสูงระเบิดอีกฝ่ายจนตายได้โดยตรง พอถึงวันที่สอง เขาก็หยุดร่างผู้บำเพ็ญเพียรขั้นจินตันอีกครา...
หากเป็นเช่นนั้น 'ดันเจี้ยนสำนักเทียนอวี้' นี้คงถูกเคลียร์ผ่านด่านไปอย่างรวดเร็วเป็นแน่ เช่นนี้ออกจะน่าเบื่อเกินไปแล้ว
เมื่อได้ยินคำกล่าวของเหยียนไค เชี่ยหลินก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เขาไม่อาจใช้ทางลัดจากวิชาหยุดร่างได้อีกแล้ว
ห้องของหลี่หย่าหลินถูกเผาไปแล้ว เชี่ยหลินจึงทำได้เพียงไปพักผ่อนที่ห้องของฉินอวี่เซวียน
หลังจากสืบทอดฐานะของหลี่หย่าหลินแล้ว ยามนี้เชี่ยหลินก็คือศิษย์สืบทอด นี่แหละคือพื้นที่ปลอดภัยของเขา
เขาสามารถกล่าวได้ว่า เขารู้จักผู้บำเพ็ญเพียรขั้นจู้จีของสำนักเทียนอวี้ส่วนใหญ่ อย่างไรเสียวงการบำเพ็ญเพียรของแคว้นเฉินก็มีเครือข่ายอยู่เพียงแค่นี้ ส่วนศิษย์ที่อยู่ต่ำกว่าขั้นจู้จีลงไป เชี่ยหลินแทบไม่จำเป็นต้องสนใจไยดีพวกเขาสักนิด
เช้าตรู่ เชี่ยหลินก็ถูกผู้อาวุโสสามเรียกตัวไปสอบถาม
ผู้อาวุโสสามผู้นี้ เชี่ยหลินรู้จักตั้งแต่ตอนที่อยู่สำนักจื่อเฉินแล้ว มีนามว่าเหลียงจิ้ง ระดับการฝึกตนอยู่ขั้นจู้จีตอนปลาย เป็นประเภทที่ชั่วชีวิตนี้หมดหวังในการบรรลุขั้นจินตันแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นสำนักจื่อเฉินหรือสำนักเทียนอวี้ การจะกลายเป็นผู้อาวุโสล้วนมีข้อกำหนดเกณฑ์ระดับการฝึกตน นั่นก็คือขั้นจู้จีตอนปลาย ทว่าที่เขาเสวียนอวี้ เกณฑ์นี้คือขั้นหยวนอิง
"หย่าหลินเอ๋ย! คนที่ตายในห้องของเจ้าเมื่อวานนี้คือฉินอวี่เซวียนใช่หรือไม่!" ผู้อาวุโสสามกล่าวเข้าประเด็นโดยตรง
"ใช่แล้วเจ้าค่ะ ท่านอาจารย์ ฉินอวี่เซวียนไม่ยอมออกไปตามคำสั่งของท่าน อีกทั้งยังแอบหนีกลับมา ข้าจึงสั่งสอนนางไปยกหนึ่ง เมื่อคืนนี้นางโกรธแค้นจนทนไม่ไหว จึงมาแก้แค้นข้า ข้าเลยสังหารนางทิ้งคาที่ไปเลยเจ้าค่ะ" เชี่ยหลินเรียบเรียง 'ต้นสายปลายเหตุ' ของเรื่องราวทั้งหมดได้อย่างรวดเร็วในพริบตา
"ก็แค่คนโง่เง่าผู้หนึ่ง ตายแล้วก็ตายไปสิ จะแต่งเรื่องแต่งราวไปมากมายไยกัน" ผู้อาวุโสสามโบกไม้โบกมือ เขาไม่คิดจะสืบสาวราวเรื่องหาช่องโหว่ในคำกล่าวของ 'หลี่หย่าหลิน' ให้ลึกซึ้ง
เมื่อรายงานเรื่องราวเมื่อคืนให้ทราบแล้ว ผู้อาวุโสสามก็ไม่ได้เอาความ เชี่ยหลินจึงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ประสานมือกล่าวอำลา "เช่นนั้นหย่าหลินขอตัวลา..."
"ผู้ใดอนุญาตให้เจ้าไป วันนี้เหตุใดจึงไม่มีไหวพริบเอาเสียเลย?" ผู้อาวุโสสามกวักมือเรียก "เข้ามานี่!"
เชี่ยหลินไม่เข้าใจนัก ทว่ายังคงเดินเข้าไปตามคำกล่าว
ขณะที่เขากำลังสับสนว่าอีกฝ่ายต้องการจะทำสิ่งใด เขาก็สัมผัสได้ว่าบั้นท้ายของตนเองกำลังถูกมือข้างหนึ่งลูบคลำ...
เชี่ยหลินรู้สึกหนังศีรษะชาหนึบในพริบตา เขาคิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่า หลี่หย่าหลินกับผู้อาวุโสสามจะมีความสัมพันธ์เช่นนี้
ทว่าพอย้อนกลับมาคิดดูในยามนี้ หลี่หย่าหลินมีรากวิญญาณผสมสามธาตุคืออัคคี วารี และทอง พรสวรรค์ก็ไม่ได้สูงส่งไปกว่าฉินอวี่เซวียนสักเท่าใด ทว่าหลี่หย่าหลินกลับได้เป็นถึงศิษย์สืบทอด
แต่ยามนี้ไม่ใช่เวลามาทบทวนเรื่องราว บั้นท้ายของเขาในยามนี้กำลังถูกตาเฒ่าอายุกว่าร้อยปีลูบคลำ บั้นท้ายนี้คงเอาไว้ไม่ได้แล้ว!
"หมู่นี้เจ้ายัดลูกตุ้มเหล็กไว้ในบั้นท้ายหรือไร เหตุใดจึงแข็งปานนี้?"
ภายในใจของเชี่ยหลินทำได้เพียงร้องขอความช่วยเหลือจากเหยียนไคอย่างบ้าคลั่ง "ผู้อาวุโสเหยียน ช่วยข้าด้วย!"
"เช่นนี้จะให้ข้าช่วยอย่างไรเล่า? ข้าไม่อาจลงมือกับผู้อาวุโสสามได้นะ"
แท้จริงแล้ว ภายในใจของเหยียนไคมีวิธีรับมือไว้นานแล้ว ยามที่ผู้อาวุโสสามล่วงละเมิดเชี่ยหลิน อย่างมากก็แค่เปลี่ยนเชี่ยหลินให้กลับเป็นบุรุษก็สิ้นเรื่อง!
ใช่ว่าเขาไม่เคยทำเรื่องพรรค์นี้เสียเมื่อไหร่
ผู้อาวุโสสามรู้สึกไม่ค่อยพึงพอใจกับบั้นท้ายของ 'หลี่หย่าหลิน' นัก เขาจึงตบลงไปอย่างแรงหนึ่งฉาด ก่อนจะชักมือกลับ
เชี่ยหลินเจ็บจนแยกเขี้ยว ทว่า อย่างน้อยอีกฝ่ายก็ยอมปล่อยบั้นท้ายของเขาไป
"เจ้าถอยไปก่อนเถอะ!"
คำกล่าวของผู้อาวุโสสามทำให้เชี่ยหลินรู้สึกราวกับยกภูเขาออกจากอก เขาจึงคิดอยากจะรีบจากไปให้เร็วที่สุด ทว่าผู้อาวุโสสามกลับกล่าวต่อว่า
"คืนนี้มาที่ห้องของอาจารย์ อาจารย์จะสั่งสอนเจ้าให้ดีเสียหน่อย"
สองขาของเชี่ยหลินอ่อนยวบจนแทบล้มทั้งยืน หลังจากทรงตัวได้ เขาก็รีบสาวเท้าจากไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อออกจากเรือนของผู้อาวุโสสาม เชี่ยหลินก็อดไม่ได้ที่จะสบถด่า "รู้อยู่แล้วเชียวว่าเหลียงจิ้งผู้นี้เป็นพวกมักมากในกาม คิดไม่ถึงเลยว่า แม้แต่ศิษย์สืบทอดเขาก็ยังไม่เว้น!"
หลังจากระบายอารมณ์เพียงเล็กน้อย เขาก็ขอความช่วยเหลือจากเหยียนไคอีกครา "ผู้อาวุโสเหยียน ข้าควรทำเช่นไรดีขอรับ?"
"ไม่อยากไปก็ไม่ต้องไปสิ! หาที่ที่มีคนพลุกพล่านอยู่เสีย ท่ามกลางสายตาผู้คนมากมาย เขาจะกล้าลักพาตัวเจ้าไปหรืออย่างไร?"
"ใช่ว่าเมื่อก่อนเหลียงจิ้งผู้นี้จะไม่เคยทำเรื่องพรรค์นี้เสียเมื่อไหร่..."
เหยียนไคเงียบงันไปครู่หนึ่ง เขายังคงประเมินความต่ำตมของสำนักนี้สูงเกินไปหน่อย
"ทว่า ข้ากลับคิดว่านี่เป็นโอกาสดีขอรับ!" ประกายตาของเชี่ยหลินวาบวับ "ข้าอาจจะอาศัยโอกาสนี้ลอบวางยาพิษเขาก็ได้"