- หน้าแรก
- หมอเทวดาบัญชามังกร
- บทที่ 38 - พวกแกกล้าล่วงเกินแขกคนสำคัญของฉัน!
บทที่ 38 - พวกแกกล้าล่วงเกินแขกคนสำคัญของฉัน!
บทที่ 38 - พวกแกกล้าล่วงเกินแขกคนสำคัญของฉัน!
บทที่ 38 - พวกแกกล้าล่วงเกินแขกคนสำคัญของฉัน!
บรรยากาศทั่วทั้งบริเวณเงียบกริบเป็นเป่าสาก มีเพียงเสียงของโจวหยวนที่ดังก้องไปทั่ว
สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปที่โจวชิงหวงเป็นจุดเดียว
รอยยิ้มประจบประแจงบนใบหน้าของเมิ่งเจี้ยนผิงตอนที่เดินเข้าไปต้อนรับโจวหยวนแข็งค้าง ร่างกายของเขาแข็งทื่อราวกับรูปปั้น
พอซุนเหว่ยเห็นเจ้านายของตัวเองอย่างโจวหยวนต้องโค้งคำนับและแสดงท่าทีประจบประแจงขนาดนั้น พอหันกลับไปมองโจวชิงหวง ร่างกายของเขาก็สั่นเทาด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
ส่วนเมิ่งเส้าเฉียงกับเจียงจื่อหางก็ถึงกับอ้าปากค้าง ทำอะไรไม่ถูก
"โจวหยวน ถ้านายดูแลร้านเยียนอวี่ซานฟางสาขาเมืองเจียงเฉิงได้ไม่ดี งั้นก็ไม่ต้องดูแลแล้ว เก็บข้าวของแล้วไสหัวไปซะ"
ใบหน้าสวยของโจวชิงหวงเย็นชาราวกับน้ำแข็ง เธอเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท
ตุ้บ!
โจวหยวนเข่าอ่อนจนยืนไม่อยู่ ทรุดตัวล้มพับลงไปกองกับพื้น ร่างกายอ้วนท้วมของเขาสั่นเทาอย่างหนัก เขาพูดด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักและหวาดกลัวสุดขีด "คะ... คุณหนูใหญ่ ผมทำอะไรผิดพลาดไปเหรอครับ ได้โปรดเมตตาผมด้วยเถอะครับ!"
"เหอะ!"
โจวชิงหวงแค่นเสียงเย็นชา แล้วพูดต่อ "นายลองดูสภาพร้านตอนนี้สิ แล้วฉันจะกินข้าวลงได้ยังไง"
โจวหยวนกวาดสายตามองไปรอบๆ เขาเห็นสองพ่อลูกตระกูลเมิ่ง เห็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่นอนสลบเหมือดอยู่บนพื้น และเห็นซุนเหว่ยที่ยืนตัวสั่นเป็นลูกนก...
"ซุนเหว่ย นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น!"
ใบหน้าของโจวหยวนมืดครึ้ม แววตาเต็มไปด้วยไฟโทสะ
"เถ้าแก่ ผะ... ผม..."
ซุนเหว่ยหน้าถอดสี ร้องไห้ไม่ออกหัวเราะไม่ได้ ในใจเขารู้สึกเสียใจจนแทบอยากจะบ้าตาย เขายกมือขึ้นตบหน้าตัวเองฉาดใหญ่ ตบไปพลางก็อ้อนวอนไปพลาง "เถ้าแก่ ผมผิดไปแล้วครับ ผมรู้ตัวแล้วว่าผิดไปแล้ว... ผมไม่รู้จริงๆ ว่าเธอคือคุณหนูใหญ่น่ะครับ!"
ซุนเหว่ยไม่ได้โง่ เขารู้ดีว่าคนเดียวที่ทำให้โจวหยวนยอมก้มหัวให้และเรียกว่าคุณหนูใหญ่ได้ มีเพียงคนเดียวเท่านั้น
รวมถึงเมิ่งเจี้ยนผิง เมิ่งเส้าเฉียง และเจียงจื่อหาง พวกเขาทุกคนก็เดาออกแล้วเหมือนกัน
คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลโจวจากเมืองหลิงเฉิง โจวชิงหวง!
ตระกูลเมิ่งหรือตระกูลเจียงเมื่อเทียบกับตระกูลโจวแล้ว ก็เป็นแค่พวกปลายแถว ไม่สามารถนำมาเทียบชั้นกันได้เลย
"ผิดพ่องมึงสิ!"
โจวหยวนโกรธจนเลือดขึ้นหน้า เขาลุกพรวดขึ้นมาแล้วกระโดดถีบซุนเหว่ยเข้าอย่างจัง พร้อมกับตะคอกเสียงหลง "กูสั่งให้มึงเล่ามาให้หมดว่ามันเกิดอะไรขึ้น!"
ซุนเหว่ยไหนเลยจะกล้าชักช้า เขารีบเล่าเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบให้ฟังอย่างละเอียด
"ไอ้หมาตาต่ำ แกไม่คู่ควรจะอยู่ที่ร้านเยียนอวี่ซานฟางอีกต่อไป! แล้วก็พวกยามพวกนี้ด้วย กล้าดีล่วงเกินคุณหนูใหญ่ ไล่ออกให้หมด ไสหัวไปให้พ้นหน้าฉัน!"
โจวหยวนตวาดลั่นด้วยความโกรธจัด เขาโกรธจนหน้าดำหน้าแดง ไฟโทสะแทบจะพุ่งออกหู
คุณหนูใหญ่อุตส่าห์ให้เกียรติมาเลี้ยงรับรองแขกที่ร้านเยียนอวี่ซานฟาง แต่กลับต้องมาถูกหยามเกียรติสารพัด แค่คิดเขาก็รู้สึกขนลุกซู่ด้วยความหวาดกลัวแล้ว ถ้าจัดการเรื่องนี้ได้ไม่ดี ตัวเขาเองนี่แหละที่จะโดนลงโทษอย่างหนัก
"ไอ้ลูกทรพี! ไอ้ลูกเวรที่ทำเรื่องดีๆ ไม่เป็นดีแต่สร้างเรื่องบัดซบ กูจะตีมึงให้ตายเลยคอยดู!"
จู่ๆ เมิ่งเจี้ยนผิงก็แผดเสียงคำรามลั่น ก่อนจะประเคนทั้งหมัดทั้งเท้าใส่เมิ่งเส้าเฉียงไม่ยั้ง
เขาได้ยินเรื่องราวทั้งหมดแล้ว และรู้ว่าลูกชายตัวดีเป็นคนก่อเรื่องทั้งหมด ไปล่วงเกินใครไม่ล่วงเกิน ดันไปล่วงเกินคุณหนูตระกูลโจวเข้าให้
นี่มันเอาตระกูลเมิ่งไปโยนลงกองไฟชัดๆ!
"คุณเมิ่ง พอได้แล้ว ไม่ต้องมาเล่นละครตบตาฉันหรอก" โจวชิงหวงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
เมิ่งเจี้ยนผิงชะงักไปทันที
ที่เขาทำไปก็เพื่อแสดงให้โจวชิงหวงเห็น เขาต้องการไถ่โทษและกอบกู้สถานการณ์กลับคืนมา
เมื่อได้ยินโจวชิงหวงเอ่ยปาก เมิ่งเจี้ยนผิงก็หยุดมือ เขารีบเดินเข้าไปหา โค้งตัวลงต่ำและพูดด้วยน้ำเสียงลนลาน "คุณหนูโจว โปรดอภัยให้ผมที่ตาบอดมองไม่เห็นขุนเขาด้วยเถอะครับ ที่ล่วงเกินท่านไป ได้โปรดยกโทษให้ด้วยเถอะครับ!"
พูดจบ เมิ่งเจี้ยนผิงก็กระชากตัวเมิ่งเส้าเฉียงเข้ามาแล้วตวาดเสียงแข็ง "ยังไม่รีบคุกเข่าขอโทษอีก!"
เมิ่งเส้าเฉียงแทบจะร้องไห้ออกมาอยู่รอมร่อ หน้าก็โดนม่ายตงตบจนบวมเป่ง แถมยังโดนพ่อแท้ๆ ซ้อมจนหน้าตาเขียวช้ำไปหมด เขารีบคุกเข่าลงดังตุ้บ แล้วร้องคร่ำครวญ "คะ... คุณหนูโจว ผมผิดไปแล้วครับ เป็นเพราะผมมันหยิ่งยโสโอหัง เป็นเพราะผมที่พูดจาสามหาว ได้โปรดยกโทษให้ผมด้วยเถอะนะครับ!"
เจียงจื่อหางเองก็รีบคลานมาคุกเข่าด้วย น้ำหูน้ำตาไหลพราก พร่ำอ้อนวอนขอความเมตตาไม่หยุด
ธุรกิจหลายอย่างของตระกูลเจียงต้องพึ่งพาตระกูลโจว ถ้าไม่ได้รับการให้อภัยจากโจวชิงหวง จนทำให้ธุรกิจของตระกูลเสียหายล่ะก็ พอกลับบ้านไปพ่อของเขาคงตีเขาจนขาหักแน่
"พวกนายมาหาเรื่องฉัน ฉันยังพอทนได้ แต่ทว่า..."
โจวชิงหวงพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบและกล่าวต่อ "วันนี้ฉันตั้งใจจะมาเลี้ยงข้าวแขกคนสำคัญของฉัน คนที่พวกนายล่วงเกินก็คือคุณลู่เฟิง แขกคนสำคัญของฉันนี่แหละ"
สิ้นประโยคนี้ ทุกคนถึงกับช็อกตกตะลึงราวกับโดนฟ้าผ่า
สายตาทุกคู่หันขวับไปมองลู่เฟิงด้วยความตกตะลึงสุดขีด แขกคนสำคัญที่คุณหนูตระกูลโจวตั้งใจจะมาเลี้ยงข้าวคือลู่เฟิงงั้นเหรอ เขา... เขาไม่ใช่อดีตนักโทษที่เพิ่งพ้นคุกมาหรอกเหรอ
เมิ่งเจี้ยนผิงไหวตัวทันเป็นคนแรก เขารีบหันไปหาลู่เฟิงและพูดด้วยน้ำเสียงนอบน้อมสุดๆ "คุณลู่ครับ เมื่อกี้เป็นความผิดของผมเองที่พูดจาล่วงเกินคุณ ได้โปรดอภัยให้ผมด้วยนะครับ!"
พูดจบ เมิ่งเจี้ยนผิงก็เตะลูกชายตัวเองไปทีนึง
เมิ่งเส้าเฉียงก็เพิ่งจะได้สติ เขาทำได้เพียงคุกเข่าโขกหัวให้ลู่เฟิง "คุณลู่ครับ ผมผิดไปแล้ว ได้โปรดผู้ใหญ่ไม่ถือสาผู้น้อย ปล่อยผมไปเถอะนะครับ..."
เจียงจื่อหางเองก็ทำแบบเดียวกัน
ลู่เฟิงเริ่มหิวจนไส้กิ่วแล้ว เขาแค่อยากจะกินข้าว เขาโบกมือไล่อย่างรำคาญแล้วพูดว่า "ไสหัวไป!"
เมื่อได้ยินดังนั้น เมิ่งเจี้ยนผิงกับพวกก็เตรียมจะหันหลังกลับและเดินคอตกออกไป
"คุณเมิ่ง"
ตอนนั้นเอง เสียงของโจวชิงหวงก็ดังขึ้นอีกครั้ง
เมิ่งเจี้ยนผิงที่เพิ่งก้าวเท้าออกจากห้องรีบหันขวับกลับมา แล้วถามอย่างระมัดระวัง "คุณหนูโจวมีอะไรจะสั่งอีกหรือเปล่าครับ"
"รบกวนกลับไปบอกท่านผู้เฒ่าเมิ่งด้วยนะ ว่าโครงการพัฒนาฝั่งตะวันออก ตระกูลเมิ่งไม่ต้องเข้ามาร่วมประมูลแล้ว"
โจวชิงหวงพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบก่อนจะสั่งต่อ "อ้อ แล้วเรื่องในวันนี้ ห้ามแพร่งพรายออกไปให้ใครรู้เด็ดขาด"
เมิ่งเจี้ยนผิงได้ยินดังนั้นก็เหมือนโดนฟ้าผ่าเข้ากลางแสกหน้า หน้ามืดตาลายแทบจะล้มทั้งยืน
เขารู้ดีว่าแค่คำพูดประโยคเดียวของโจวชิงหวง ก็เป็นการตัดสิทธิ์ตระกูลเมิ่งในการร่วมมือกับตระกูลโจว และทำลายความฝันที่จะก้าวขึ้นเป็นตระกูลชั้นนำไปจนหมดสิ้น
ครั้งนี้ตระกูลเมิ่งก่อเรื่องใหญ่หลวงจริงๆ เมิ่งเจี้ยนผิงจ้องมองลูกชายตัวแสบด้วยสายตาอาฆาตแค้น ถ้าตอนนี้เขามีมีดอยู่ในมือ เขาคงอยากจะแทงไอ้ลูกทรพีคนนี้ให้ตายคามือไปเลย!
ภายในห้องกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
โจวหยวนยืนสงบเสงี่ยมอยู่ตรงหน้าโจวชิงหวง พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "คุณหนูใหญ่ครับ ทั้งหมดเป็นความผิดของผมเอง เป็นเพราะผมหละหลวมในการดูแลถึงได้เกิดปัญหาแบบนี้ขึ้น เชิญคุณหนูใหญ่ลงโทษได้เลยครับ"
"ครั้งนี้ฉันจะปล่อยไปก่อน แต่ถ้ามีครั้งหน้าอีก ฉันไม่เอาไว้แน่!"
โจวชิงหวงสั่งเสียงเข้ม ก่อนจะหันไปบอกต่อ "ให้พนักงานเอาอาหารที่ฉันสั่งมาเสิร์ฟได้แล้ว"
"ได้ครับ ได้ครับ!"
โจวหยวนราวกับได้รับชีวิตใหม่ เขารีบพยักหน้ารับคำและถอยออกไปทันที
โจวชิงหวงหันไปมองลู่เฟิงแล้วพูดด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด "ลู่เฟิง ขอโทษจริงๆ นะคะที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น หวังว่ามันจะไม่ทำให้คุณเสียอารมณ์นะ"
ลู่เฟิงยิ้มบางๆ แล้วตอบ "เรื่องแค่นี้ ผมไม่เก็บมาใส่ใจหรอกครับ"
ระหว่างที่คุยกัน พนักงานก็ทยอยนำอาหารมาเสิร์ฟจนเต็มโต๊ะ ล้วนแล้วแต่เป็นอาหารเลิศรสทั้งนั้น
ลู่เฟิงหิวจนตาลายแล้ว เขาไม่เกรงใจอีกต่อไป เริ่มลงมือกินอย่างเอร็ดอร่อย
"ลู่เฟิง ฉันดูแล้วคุณก็เก่งกาจมีฝีมือไม่เบาเลยนะ แล้วทำไมถึงยอมไปเป็นลูกเขยตระกูลเย่ได้ล่ะ" โจวชิงหวงเก็บความสงสัยไว้ไม่อยู่ จึงเอ่ยปากถามขึ้น
"ลูกเขยงั้นเหรอ"
ลู่เฟิงขมวดคิ้ว เขาส่ายหน้าพร้อมกับยิ้มขื่น "ผมกับคุณหนูตระกูลเย่มีสัญญาหมั้นหมายกันจริงๆ แหละ แต่ยังไม่ถึงขั้นแต่งเข้าบ้านหรอก ดูเหมือนว่าข่าวลือข้างนอกจะยิ่งลือก็ยิ่งเพี้ยนไปกันใหญ่แล้วนะ"
สำหรับข่าวลือพวกนี้ ลู่เฟิงก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร และไม่ได้เก็บมาคิดให้รกสมองเลย
"คุณหนูตระกูลเย่ช่างโชคดีจริงๆ เลยนะคะ ที่ได้หมั้นหมายกับคุณ"
โจวชิงหวงแย้มยิ้ม เธอคุยไปกินไปกับลู่เฟิงอย่างถูกคอ เผลอแป๊บเดียวเวลาผ่านไปชั่วโมงกว่าแล้ว
หลังจากกินเสร็จ โจวชิงหวงก็หยิบบัตรใบหนึ่งออกมายื่นให้ลู่เฟิง พร้อมกับยิ้มแล้วบอกว่า "ลู่เฟิง ในบัตรนี้มีเงินอยู่หนึ่งร้อยล้าน เป็นเงินที่ฉันรับปากว่าจะให้คุณไงคะ"
"ตกลงครับ!"
แน่นอนว่าลู่เฟิงไม่ปฏิเสธ เขารับบัตรมาเก็บไว้แล้วยิ้มตอบ "ผมก็มีของขวัญแรกพบจะมอบให้คุณเหมือนกันนะ"
"อ้อ"
ดวงตาของโจวชิงหวงเป็นประกาย เธอจ้องมองลู่เฟิงตาไม่กะพริบและถามด้วยความตื่นเต้น "อะไรเหรอคะ"
ลู่เฟิงล้วงกระดาษที่พับไว้ออกมาจากกระเป๋าแล้วยื่นให้
โจวชิงหวงรับมาเปิดดู เธอก็ชะงักไป มันคือใบสั่งยาที่เขียนชื่อสมุนไพรจีนต่างๆ และปริมาณกรัมเอาไว้อย่างละเอียด
"นี่มัน"
โจวชิงหวงมองลู่เฟิงด้วยความสงสัย
ลู่เฟิงที่กินอิ่มหนำสำราญแล้วก็จุดบุหรี่ขึ้นสูบ เขายิ้มแล้วพูดว่า "ชิงหวง คุณลองเอาใบสั่งยานี้ไปจัดยาจีนต้มกินดูนะ กินวันละสองครั้ง เจ็ดวันนับเป็นหนึ่งคอร์ส หลังจากกินครบสามคอร์ส อาการบาดเจ็บแอบแฝงในร่างกายที่เกิดจากการฝึกยุทธ์ของคุณก็จะหายเป็นปลิดทิ้งเลยล่ะ"
โจวชิงหวงเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เธอหลุดปากถามออกไปทันที "คุณรู้ได้ยังไงคะว่าฉันมีอาการบาดเจ็บแอบแฝงซ่อนอยู่"
ม่ายตงเองก็มองลู่เฟิงด้วยความตกใจไม่แพ้กัน
คนในตระกูลโจวที่รู้เรื่องที่โจวชิงหวงมีอาการบาดเจ็บแอบแฝงจากการฝึกยุทธ์ มีไม่เกินสามคนเท่านั้น
แล้วลู่เฟิงไปรู้เรื่องนี้มาได้ยังไงกัน
ลู่เฟิงยิ้มมุมปากเบาๆ "วันนั้นที่ตึกว่านฮว๋า ตอนที่ผมช่วยขับพิษกำหนัดออกจากร่างกายคุณ ผมก็สังเกตเห็นแล้วล่ะ"
"อย่างนี้นี่เอง..."
โจวชิงหวงพยักหน้าอย่างเข้าใจ เธอฉุกคิดขึ้นมาได้จึงถามต่อ "แปลว่า คุณมีความรู้เรื่องวิชาแพทย์ด้วยเหรอคะ"
"ก็พอรู้บ้างนิดหน่อยครับ"
ลู่เฟิงตอบยิ้มๆ เวลาอยู่ข้างนอกต้องทำตัวถ่อมตัวเข้าไว้ กฎข้อนี้เขารู้ดี
ใบหน้าของโจวชิงหวงเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เธอมองออกว่าลู่เฟิงกำลังถ่อมตัว การที่สามารถมองเห็นอาการบาดเจ็บในร่างกายของเธอได้เพียงแค่ปรายตามอง แถมยังสามารถเขียนใบสั่งยารักษาได้อีก ฝีมือระดับนี้ต้องเรียกได้ว่าเป็นหมอเทวดาชัดๆ!
เพราะเมื่อก่อนเธอแอบไปรักษากับหมอฝีมือดีมานับไม่ถ้วน แต่ก็ไม่มีใครสามารถรักษาอาการบาดเจ็บนี้ให้หายขาดได้เลย ทำได้แค่ช่วยบรรเทาอาการเท่านั้น
แค่ลู่เฟิงเขียนใบสั่งยาส่งๆ ออกมา แล้วบอกว่ากินแค่สามคอร์สก็หายขาดได้ พวกหมอเทวดาชื่อดังพวกนั้นเมื่อเทียบกับลู่เฟิงแล้ว ก็กลายเป็นแค่หมอเถื่อนไปเลย
"ลู่เฟิง ครั้งนี้คุณช่วยฉันไว้มากจริงๆ ฉัน... ฉันไม่รู้จะตอบแทนคุณยังไงดีแล้ว..."
โจวชิงหวงเอ่ยปาก เป็นเพราะอาการบาดเจ็บแอบแฝงนี้แหละที่ทำให้พลังยุทธ์ของเธอติดแหง็กอยู่ที่ระดับปรมาจารย์พลังลับระดับเก้า ไม่สามารถก้าวข้ามไปเป็นปรมาจารย์ขั้นก่อเกิดได้สักที
ถ้าอาการบาดเจ็บในร่างกายถูกรักษาจนหายขาดเมื่อไหร่ เธอก็จะสามารถทะลวงพลังเข้าสู่ขั้นปรมาจารย์ก่อเกิดได้ นอกจากพลังฝีมือจะก้าวกระโดดแล้ว สถานะของเธอในตระกูลโจวก็จะยิ่งสูงส่งขึ้นไปอีก
ดังนั้น ในสายตาของเธอ การกระทำของลู่เฟิงในครั้งนี้จึงถือเป็นบุญคุณอันใหญ่หลวง
ลู่เฟิงยิ้มบางๆ เขาเหลือบมองใบหน้างดงามราวกับหยกของโจวชิงหวงแวบหนึ่ง ก่อนจะเลื่อนสายตาต่ำลงไป ทว่ากลับถูกขุนเขาสูงชันคู่ตระหง่านบดบังวิสัยทัศน์เสียก่อน เขารีบดึงสายตากลับมาทันที ขืนมองนานกว่านี้เขาเกรงว่าตัวเองจะหลุดปากพูดคำว่า... เอาตัวเข้าแลก! ออกมา
"พวกเราก็ถือว่าคุยกันถูกคอแต่แรกเห็นอยู่แล้ว ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นหรอกครับ"
ลู่เฟิงเอ่ยปาก ก่อนจะพูดเสริม "อ้อ หลังจากสามคอร์สผ่านไป อาการบาดเจ็บของคุณหายสนิทแล้ว คุณอย่าเพิ่งรีบฝึกยุทธ์ต่อนะ ถึงตอนนั้น ผมจะมอบโชคชะตาดีๆ ให้คุณอีกอย่างหนึ่ง"
"โชคชะตาอะไรเหรอคะ"
โจวชิงหวงรีบถามด้วยความตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่ เธอสัมผัสได้เลยว่าหัวใจของตัวเองกำลังเต้นแรงโครมครามไม่หยุด
"ขออุบไว้ก่อนแล้วกันครับ"
ลู่เฟิงทำท่าทางลึกลับกั๊กเอาไว้
เขารู้ดีว่าโจวชิงหวงมีร่างกายศักดิ์สิทธิ์สายเลือดหงส์เพลิง คนที่มีร่างกายพิเศษแบบนี้กลับไปฝึกวิชาการต่อสู้ทั่วไปของมนุษย์โลก มันเป็นการเสียของชัดๆ
ใช่แล้ว วันนั้นลู่เฟิงไม่ได้แค่มองเห็นอาการบาดเจ็บในร่างกายของโจวชิงหวงเท่านั้น แต่เขายังรับรู้ได้ว่าโจวชิงหวงมีชีพจรยุทธ์ซ่อนอยู่ด้วย!
การมีชีพจรยุทธ์หมายความว่าเธอสามารถเดินเส้นทางของผู้ฝึกตนได้
แต่การจะบำเพ็ญเพียรเป็นผู้ฝึกตนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย จะต้องมีเคล็ดวิชาสำหรับเปิดชีพจรยุทธ์เสียก่อน
คัมภีร์วิชาผู้ฝึกตนนั้นหายากมาก ต่อให้เป็นตระกูลใหญ่โตอย่างตระกูลโจวก็ใช่ว่าจะมีเก็บไว้ ส่วนใหญ่จะมีอยู่แต่ในตระกูลเก่าแก่โบราณ หรือไม่ก็สำนักลับที่ตัดขาดจากโลกภายนอกเท่านั้น
[จบแล้ว]