- หน้าแรก
- ปล้นชะตาคุณหนูไร้ค่า สู่มารดาแห่งใต้หล้า
- บทที่ 3 - เผิงไหล จิตวิญญาณแห่งหอคอย
บทที่ 3 - เผิงไหล จิตวิญญาณแห่งหอคอย
บทที่ 3 - เผิงไหล จิตวิญญาณแห่งหอคอย
บทที่ 3 - เผิงไหล จิตวิญญาณแห่งหอคอย
★★★★★
"บัดซบ!"
ลูกกระเดือกของชายหนุ่มขยับขึ้นลง สีหน้าถมึงทึงแผ่ซ่านความน่าเกรงขาม แววตาเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยม ฝ่ามือใหญ่รัดแน่นขึ้น
บีบเค้นอย่างรุนแรง!
แรงกดดันมหาศาลแผ่ทะลัก อวัยวะภายในคล้ายถูกบดขยี้
เยี่ยจิ่วหลีครางอู้อี้ด้วยความเจ็บปวด ใช้เล็บจิกทึ้งมือของเขา "ปะ...ปล่อยข้านะ!"
แม่งเอ๊ย!
ไอ้หมอนี่โผล่มาจากไหนเนี่ย!
เจอกันปุ๊บก็จับนมบีบคอเลย!
โรคจิตชัดๆ!
โหลวอู๋เหยียนหรี่ตาลงแคบ จ้องเขม็งไปที่เยี่ยจิ่วหลีอย่างไม่วางตา
เรือนผมสีดำขลับปลิวไสวโดยไร้แรงลม รังสีอำมหิตแผ่กระจายรอบตัวจนสัมผัสได้
นับตั้งแต่เขาค้นพบเพลิงเซียนบงกชอนัตตา เกมไล่ล่าตามจับที่กินเวลามานานกว่าครึ่งปี บุกน้ำลุยไฟพลิกแผ่นดินหาก็เริ่มขึ้น
เห็นอยู่หลัดๆ ว่าวันนี้เปลวเพลิงนั่นอ่อนกำลังลง เป็นโอกาสทองที่จะคว้ามันมาครอบครอง แต่ใครจะไปคิดว่าในช่วงวินาทีสุดท้าย จู่ๆ จะมีผู้หญิงอัปลักษณ์โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ แถมยังชิงตัดหน้าดูดกลืนเพลิงเซียนนั่นไปเสียได้!
แค่นิดเดียว
อีกแค่นิดเดียวเท่านั้น!
เห็นชัดๆ ว่าเขาจับหางของเพลิงเซียนไว้ได้แล้วแท้ๆ แต่กลับต้องทนมองมันมุดหายเข้าไปในตัวของนังผู้หญิงอัปลักษณ์คนนี้ แถมเขายังยั้งมือไม่ทัน เผลอไปลวนลามนางเข้าอีก!
บัดซบเอ๊ย!
ถ้าเยี่ยจิ่วหลีได้ยินความคิดของเขา เธอคงตะโกนร้องขอความเป็นธรรมแน่ๆ
เธอแค่เดินผ่านมาเฉยๆ นะ!
แล้วอีกอย่าง คนที่ถูกลวนลามมันคือเธอต่างหากโว้ย!
มือของโหลวอู๋เหยียนถูกเยี่ยจิ่วหลีข่วนจนเป็นรอยแดงเถือก จากนั้นไม่รู้ว่าเขาฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้ แรงบีบที่มือจึงผ่อนลงเล็กน้อย ใบหน้าปรากฏแววสับสนงุนงงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
แปลกแฮะ
เพลิงเซียนบงกชอนัตตาเป็นเพลิงวิเศษอันดับหนึ่งของโลก แม้แต่เขายังไม่กล้าดึงมันเข้าสู่ร่างกายสุ่มสี่สุ่มห้า แล้วทำไมนังผู้หญิงคนนี้ถึงไม่เป็นอะไรเลยล่ะ?
ไม่เป็นอะไรก็บ้าแล้ว!
ความรู้สึกขาดอากาศหายใจรุมเร้า เยี่ยจิ่วหลีรู้สึกเหมือนมีกองไฟกำลังวิ่งพล่านไปทั่วร่าง ร่างกายร้อนระอุแทบจะลุกไหม้เป็นจุล จนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าโหลวอู๋เหยียนคลายมือออกจากคอของเธอแล้ว
"ร้อนเหลือเกิน..." เธอหลับตาแน่น ครางพึมพำออกมา
ในขณะเดียวกัน เส้นด้ายที่มองไม่เห็นเส้นหนึ่งก็ค่อยๆ เลื้อยออกมาจากหน้าอกของเธอ พุ่งเข้าพันรอบข้อมือของโหลวอู๋เหยียนอย่างรวดเร็ว เร็วจนเขาไม่ทันรู้สึกตัว เส้นด้ายนั้นก็อันตรธานหายไป
โหลวอู๋เหยียนขมวดคิ้วแน่น เอื้อมมือไปบีบลำคอระหงของเยี่ยจิ่วหลีอีกครั้ง เอ่ยถามเสียงเย็น "พูดมา เจ้าเป็นใครกันแน่!"
ในวินาทีที่เขาลงน้ำหนักมือ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอุปาทานไปเองหรือไม่ โหลวอู๋เหยียนกลับรู้สึกหายใจไม่ออกตามไปด้วย
ยังไม่ทันที่เขาจะได้สืบหาสาเหตุ จู่ๆ ร่างของเยี่ยจิ่วหลีก็สาดแสงสีขาวสว่างวาบจนแสบตา
พลังอันแข็งแกร่งปะทุออกจากร่างของเธอ แผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง ต้นไม้และก้อนหินในรัศมีร้อยเมตรล้วนแหลกละเอียดเป็นผุยผง
อานุภาพของเพลิงเซียน สิ่งของธรรมดาย่อมมิอาจต้านทาน
โหลวอู๋เหยียนตกใจสุดขีด รีบปล่อยมือแล้วถอยกรูดไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว รวบรวมพลังปราณทั้งหมดสร้างเกราะคุ้มกันตัวเอง
เขายกมือขึ้นมอง รอยแผลไฟไหม้เหวอะหวะบนฝ่ามือทำเอาเขาแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
นังผู้หญิงอัปลักษณ์นี่ทำให้เขาบาดเจ็บได้!
ในตอนนี้สติของเยี่ยจิ่วหลีคล้ายหลุดลอยไปสู่ภวังค์อันลึกลับ ไม่รับรู้เรื่องราวใดๆ ภายนอก และมองไม่เห็นเลยว่าร่างกายของเธอใกล้จะถึงขีดจำกัดแล้ว
ผิวหนังของเธอเปลี่ยนเป็นสีแดงคล้ำดูพิลึกพิลั่น โป่งพองออกราวกับลูกโป่งที่ถูกเป่าลม
เส้นเลือดทั่วร่างปูดโปนจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ภายในนั้นมีกลุ่มไฟกำลังวิ่งพล่านไปมา ราวกับเด็กน้อยที่กำลังตื่นตระหนกและจะไม่ยอมหยุดวิ่งจนกว่าจะหาที่ปลอดภัยเจอ
"อ๊าก—"
เยี่ยจิ่วหลีแผดเสียงร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด แสงสีขาวสว่างวาบพุ่งออกจากร่างของเธอรุนแรงยิ่งกว่าเดิม
เสียงระเบิดดัง "ตู้ม" กึกก้อง ก่อนที่ทุกสรรพสิ่งจะกลับคืนสู่ความเงียบสงัด
สิบลมหายใจต่อมา
เยี่ยจิ่วหลีในสภาพงุนงงสับสนค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นจากพื้น
"แค่กๆๆ..."
เยี่ยจิ่วหลีสำลักควันจนแสบคอ ยกมือขึ้นปัดฝุ่นขี้เถ้าที่ยังลอยคลุ้งอยู่ตรงหน้า
จนกระทั่งมองเห็นสภาพพื้นที่โดยรอบในรัศมีหลายลี้ที่กลายเป็นเศษซากไหม้เกรียม ปากของเธอก็อ้าค้างเป็นรูปตัวโอด้วยความตกตะลึง
"นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นเนี่ย?"
เมื่อกี้เพิ่งจะมีก้อนไฟมุดเข้าตัวเธอ แล้วเธอก็โดนผู้ชายหล่อๆ จับหน้าอกบีบคอ แล้วหลังจากนั้นล่ะ?
หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น แล้วพ่อหนุ่มสุดหล่อคนนั้นหายไปไหนแล้ว?
เยี่ยจิ่วหลีพยายามเค้นสมองนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ แต่น่าเสียดายที่หัวสมองขาวโพลน จำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง
หางตาเหลือบไปเห็นบางสิ่งบางอย่างกำลังมีควันสีขาวลอยกรุ่นอยู่ไม่ไกล เธอเดินเข้าไปใกล้แล้วลองใช้เท้าเขี่ยดู ถึงได้รู้ว่าเป็นคน
เพียงแต่ถูกไฟคลอกจนจำเค้าโครงเดิมไม่ได้ ผมเผ้าชี้ฟูฟ่อง ใบหน้าดำปิ๊ดปี๋
แต่จากชุดคลุมสีดำที่เขาสวมใส่ เยี่ยจิ่วหลีก็ยังพอจะดูออกว่าคนๆ นี้เป็นใคร
ก็ไอ้หมอนี่แหละที่บีบคอเธอเมื่อกี้!
เยี่ยจิ่วหลีแค่นหัวเราะเยาะ
สวรรค์มีตานัก กล้าดีหน้าไหนมาบีบคอเธอ สมควรแล้วที่โดนย่างสดจนสภาพดูไม่จืดแบบนี้!
เมื่อเห็นว่าโหลวอู๋เหยียนยังคงนอนหมดสติอยู่ เยี่ยจิ่วหลีก็กอดอก ดวงตากลิ้งกลอกไปมาอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนจะยื่นมือไปถอดเสื้อผ้าของเขาออกแล้วเอามาสวมใส่เอง
ชุดของเธอถูกไฟไหม้จนขาดวิ่นไปหมดแล้ว แต่เสื้อผ้าของหมอนี่กลับยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์เดาได้เลยว่าต้องเป็นของวิเศษกันไฟแน่ๆ!
"ถึงจะตัวใหญ่ไปหน่อย แต่ก็พอถูไถใส่ได้แหละน่า" เยี่ยจิ่วหลีพูดพลางถลกแขนเสื้อขึ้น
โดนลวนลามทั้งที เธอขอเก็บดอกเบี้ยนิดหน่อยคงไม่มากเกินไปหรอกมั้ง!
เมื่อคิดได้ดังนั้น เยี่ยจิ่วหลีก็ยื่นมือมารจับหมอนั่นแก้ผ้าจนล่อนจ้อน ไม่เว้นแม้แต่แหวนบนนิ้ว
อัญมณีที่ฝังอยู่บนนั้นใสแจ๋วแวววับ ดูแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นของดี!
ก่อนไป เธอยังแอบลูบหน้าท้องของโหลวอู๋เหยียนไปทีหนึ่งพร้อมกับทำหน้าตื่นเต้น "ดูผอมๆ ไม่คิดเลยว่าหุ่นจะแน่นเปรี๊ยะขนาดนี้ นายจับฉัน ฉันจับนาย ถือว่าเจ๊ากันนะ!"
หลังจากฟินกับกล้ามเนื้อแน่นๆ เธอก็ใส่เกียร์หมาโกยแน่บหนีไปทันที
ผ่านไปครู่หนึ่ง
ณ มุมหนึ่งในป่าหิ่งห้อย จู่ๆ ก็มีเสียงแหวกอากาศดังขึ้น บุรุษชุดดำสองคนปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศ
พวกเขามองชายหนุ่มที่นอนสลบไสลอยู่บนพื้นท่ามกลางวงล้อมของละอองแสงเรืองแสง สลับกับมองหน้ากันด้วยความมึนงง
หนึ่งในนั้นเอ่ยปากถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ "หย่าหนู เจ้าแน่ใจนะว่านี่คือท่านประมุข?"
หย่าหนูพยักหน้า ส่งสายตารังเกียจไปให้เขา กลิ่นอายพลังอันแข็งแกร่งที่แผ่ซ่านออกมาจากคนผู้นี้ ถ้าไม่ใช่ท่านประมุขของพวกเขาแล้วจะเป็นใครไปได้ล่ะ?
แต่ทว่า ทำไมท่านประมุขถึงได้มีสภาพหน้าดำคร่ำเครียด เสื้อผ้าหลุดลุ่ย เนื้อตัวสกปรกมอมแมมแบบนี้ไปได้?
ในใจลอบคาดเดาด้วยความยินดี หรือว่าท่านประมุขจะดึงเพลิงเซียนเข้าสู่ร่างกายสำเร็จแล้ว?
ในขณะที่เขากำลังจะก้าวเข้าไปดูอาการนั่นเอง
โหลวอู๋เหยียนที่นอนอยู่บนพื้นก็เบิกตาโพลงขึ้นมาอย่างรวดเร็วแล้วผุดลุกขึ้นนั่ง
ละอองแสงที่รายล้อมอยู่รอบตัวแตกกระจายไปคนละทิศคนละทางทันที
เรือนร่างกำยำเปลือยเปล่าของชายหนุ่มปรากฏสู่สายตา เรือนผมสีดำขลับสยายลงมาปิดบังแผงอกล่ำสันเอาไว้รำไร ความเย็นชาและความเย้ายวนหลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างลงตัว
แน่นอนว่า ถ้ามองข้ามทรงผมชี้ฟูเป็นรังนกกับใบหน้าดำปิ๊ดปี๋นั่นไป เขาก็ยังดูหล่อเหลากระชากใจอยู่ดี
จิงอวี่ที่ยืนอยู่ข้างๆ เห็นภาพชวนวาบหวิวนี้เข้าก็ตกใจจนตาแทบถลน รีบคุกเข่าลงกับพื้นพร้อมกับประสานมือคารวะ
"ผู้ใต้บังคับบัญชามาสาย ขอท่านประมุขโปรดลงโทษด้วย!"
หย่าหนูรีบคุกเข่าตามลงไปติดๆ
โหลวอู๋เหยียนไม่สนใจพวกเขาทั้งสอง เพียงแค่ขยับนิ้วร่ายเวทสร้างม่านพลังปกปิดร่างกาย ยืนขึ้นมองต่ำลงมาด้วยสายตาล้ำลึก
เมื่อจิงอวี่เห็นเขาไม่พูดอะไร ประกอบกับร่องรอยการถูกไฟแผดเผาในบริเวณนี้และการเปลี่ยนแปลงของท่านประมุข ความคิดในใจก็แล่นปรู๊ดไปในทิศทางเดียวกับหย่าหนูแทบจะทันที
เขารีบเอ่ยปากแสดงความยินดี "ขอแสดงความยินดีกับท่านประมุข ขอแสดง..."
พูดยังไม่ทันจบ พลังปราณอันแข็งแกร่งก็ถูกซัดออกมาจากมือของโหลวอู๋เหยียน จิงอวี่กระเด็นลอยละลิ่วออกไปอย่างไม่ทันตั้งตัว
จิงอวี่กระอักเลือดออกมาคำโตแต่ไม่สนใจจะเช็ด รีบพยุงตัวคุกเข่าข้างหนึ่งลงบนพื้น
"ยินดีเรื่องอะไร?" น้ำเสียงของโหลวอู๋เหยียนราบเรียบจนเดาอารมณ์ไม่ออก "ยินดีที่เพลิงเซียนถูกชิงตัดหน้าไป หรือยินดีที่ข้าถูกนังผู้หญิงอัปลักษณ์ที่ไหนก็ไม่รู้มาลวนลาม?"
อะไรนะ?!
จิงอวี่อึ้งกิมกี่ไปเลย
เขาเบิกตากว้าง สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
เพลิงเซียนบงกชอนัตตาอันดับหนึ่งของโลกเนี่ยนะถูกชิงตัดหน้าไป?
แถมท่านประมุขผู้ตั้งกฎเหล็กห้ามสตรีเข้าใกล้ในรัศมีสิบเมตร กลับถูกผู้หญิง แถมยังเป็นผู้หญิงอัปลักษณ์ลวนลามเนี่ยนะ!
เขาหูฝาดไปหรือเปล่าเนี่ย?!
หย่าหนูที่คุกเข่าอยู่ข้างๆ นั่งหลังตรงแด่ว
เขามองจิงอวี่ที่โดนซัดกระเด็น สลับกับมองโหลวอู๋เหยียนที่มีสีหน้าทะมึนทึง ก่อนจะก้มหน้าให้ต่ำลงไปอีก ในใจแอบรู้สึกโชคดีขึ้นมาตงิดๆ
โชคดีนะที่เขาพูดไม่ได้
ไม่งั้นคนที่โดนอัดเมื่อกี้คงเป็นเขาแน่ๆ
"หากพวกเจ้าสองคนยังคงย่ำอยู่กับที่ ไม่ยอมพัฒนาฝีมือให้ตามข้าทัน ก็ไสหัวไปซะ"
น้ำเสียงของโหลวอู๋เหยียนเย็นเยียบและไร้เยื่อใยราวกับเทพเจ้าผู้ชี้เป็นชี้ตายอยู่บนสรวงสวรรค์ "ข้างกายข้า ไม่เลี้ยงตัวไร้ประโยชน์!"
พอจิงอวี่ได้ยินดังนั้น ก็รู้ได้ทันทีว่าท่านประมุขกำลังกริ้วจัด รีบประสานมือแสดงความจงรักภักดี
"รับทราบ! ผู้ใต้บังคับบัญชาจะปฏิบัติตามคำสั่ง!"
หย่าหนูพูดไม่ได้ เขาจึงได้แต่พยักหน้าอย่างหนักแน่น พร้อมกับประคองเสื้อผ้าชุดใหม่และโอสถรักษาแผลไฟไหม้ด้วยสองมือขึ้นถวายแด่โหลวอู๋เหยียน
โหลวอู๋เหยียนยังคงยืนนิ่ง หรี่ตาแคบลง ดวงตาสีทองเข้มประกายดำซ่อนพายุอารมณ์คุกรุ่นเอาไว้ ใบหน้าหล่อเหลาสูงส่งไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ
หางตาเหลือบไปเห็นรอยฝ่ามือสีดำประทับอยู่บนหน้าท้อง ภาพเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ก็ฉายชัดขึ้นมาในหัว สัมผัสนุ่มนิ่มแปลกประหลาดนั่นทำเอาโหลวอู๋เหยียนเผลอกำหมัดขวาแน่น
มือข้างนี้นี่แหละ
ที่ถูกนังผู้หญิงบ้าคนนั้นลวนลาม!
โหลวอู๋เหยียนเม้มริมฝีปากแน่น รังสีอำมหิตแผ่กระจายไปทั่วร่าง ใบหน้าเย็นชาดำทะมึนจนดูไม่ได้
นอกจากจะจับเพลิงเซียนไม่ได้แล้ว เขายังเสียทั้งตัวเสียทั้งของ!
ช่างเป็นความอัปยศอดสูอย่างหาที่สุดไม่ได้!
"ข้ายังมีของที่ถูกขโมยไป คงต้องรั้งอยู่ที่นี่สักพักเพื่อตามหามัน พวกเจ้าสองคนล่วงหน้าไปก่อนเถอะ"
หลังจากรับเสื้อผ้าและโอสถจากมือหย่าหนูมา โหลวอู๋เหยียนก็ทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ก่อนจะกำมือแน่น มิติเกิดการบิดเบี้ยววูบหนึ่ง แล้วร่างของเขาก็หายวับไปจากตรงนั้นทันที
ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินหา หรือตามไปถึงสุดหล้าฟ้าเขียว เขาก็จะต้องลากตัวนังผู้หญิงคนนั้นมาสับเป็นหมื่นๆ ชิ้นให้จงได้!
อีกด้านหนึ่ง
"ฮัดชิ่ว!"
เยี่ยจิ่วหลีจามออกมาฟืดใหญ่พร้อมกับขยี้จมูก โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองกำลังโดนใครบางคนหมายหัวเข้าให้แล้ว
ตอนนี้เธอรู้สึกแค่ว่าป่าหิ่งห้อยนี่มันกว้างใหญ่ไพศาลเหลือเกิน เดินมาตั้งนานแล้วก็ยังหาทางออกไม่เจอสักที
เธอดึงชายเสื้อตัวโคร่ง กะจะหยุดพักเหนื่อยและนวดขาให้ตัวเองสักหน่อย
แต่ใครจะไปคิดว่าพอทุบขาปุ๊บ ภาพตรงหน้าจะหมุนเคว้ง เปลี่ยนฉากพาเธอวาร์ปมาโผล่ในสถานที่แปลกตาทันที
วินาทีต่อมา เสียงใสแจ๋วของเด็กก็ดังขึ้นข้างหู "เจ้ามาแล้ว"
"ใครน่ะ!" เยี่ยจิ่วหลีตื่นตัวเต็มที่ ระแวดระวังภัยรอบข้างทันที
จากนั้น เด็กชายตัวน้อยน่ารักน่าชังที่สูงแค่ระดับต้นขาของเยี่ยจิ่วหลีก็ปรากฏตัวขึ้น
เขาสวมชุดคลุมยาวสีขาวนวล ใบหน้าจิ้มลิ้มจิ๋วหลิวประดับด้วยรอยยิ้มละมุน สองมือไพล่หลังเดินเข้ามาหาอย่างเชื่องช้า ท่าทางดูน่ารักน่าชังแต่ก็ดูเป็นผู้ใหญ่เกินตัว
"เจ้าเป็นใคร?" แม้ไอ้หนูจำไมตรงหน้าจะดูไร้พิษสง แต่เยี่ยจิ่วหลีก็ไม่ประมาท "ที่นี่ที่ไหน?"
"เจ้ายังจำหอคอยหลิวหลีได้หรือไม่?" เด็กน้อยหยุดยืนแล้วอธิบายให้เธอฟัง "ที่นี่คือมิติภายในหอคอยหลิวหลี นามของข้าคือเผิงไหล เป็นจิตวิญญาณแห่งหอคอยหลิวหลี"
เมื่อได้ยินดังนั้น รูม่านตาของเยี่ยจิ่วหลีก็หดเกร็งทันที
หอคอยหลิวหลี!
ตามเธอมาด้วยงั้นเหรอเนี่ย?
ชาติก่อนเธอคือนักโจรกรรมอันดับหนึ่ง องค์กรถึงขนาดยอมแลกด้วยการอนุญาตให้เธอเกษียณเพื่อให้เธอไปทำภารกิจขโมยหอคอยนี้
แต่ยังไม่ทันที่เธอจะพาหอคอยหลิวหลีหนีรอดออกมาได้ก็ถูกจับได้เสียก่อน อีกฝ่ายจุดชนวนระเบิดทันที ส่งผลให้เธอร่างแหลกเหลวไม่มีชิ้นดี
พอได้ยินชื่อที่คุ้นเคยสุดๆ นี้ เยี่ยจิ่วหลีก็อดตกใจไม่ได้
เมื่อเห็นสีหน้าของเธอที่เปลี่ยนไป เผิงไหลก็รู้ทันทีว่าเธอจำได้ จึงพูดต่อ "เจ้าเป็นคนปลุกข้าขึ้นมา เพื่อเป็นการตอบแทน ข้าจะยอมทำพันธสัญญากับเจ้า"
เยี่ยจิ่วหลีมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ โดยไม่พูดอะไร
ลาภลอยตกจากฟ้า? โชคหล่นทับ?
อานุภาพของระเบิดรุนแรงขนาดนั้น เธอคงกลายเป็นเศษเนื้อไปแล้วแน่ๆ การที่เธอสามารถฟื้นคืนชีพในต่างโลกได้ แถมหอคอยหลิวหลียังมาปรากฏตัวขึ้นในเวลาเดียวกันนี้พอดี สองเรื่องนี้จะต้องมีความเกี่ยวข้องกันอย่างแน่นอน
แถมมันยังให้กำเนิดจิตวิญญาณแห่งศาสตราได้อีก แน่นอนว่าต้องเป็นของวิเศษที่หาได้ยากยิ่งแน่ๆ
ถึงจะหวั่นไหวอยู่ลึกๆ ก็เถอะ แต่ว่า...
เธอรู้ซึ้งถึงสัจธรรมที่ว่า 'การครอบครองของล้ำค่ามักนำภัยมาสู่ตัว' ดี
เยี่ยจิ่วหลีส่ายหน้า ถอนหายใจยาว แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเสียดาย "เจ้าคงไม่รู้ ข้าเป็นพวกรากปราณว่างเปล่า ฝึกวิชาอะไรไม่ได้เลย เกรงว่าวันนี้มีชีวิตรอดมาทำสัญญากับเจ้า พรุ่งนี้อาจจะโดนฆ่าชิงทรัพย์ไปแล้วก็ได้"
เผิงไหลรับรู้ได้ถึงความกังวลของเธอ แต่สีหน้าของเขากลับไม่เปลี่ยน ราวกับคาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้าแล้ว
เขายื่นมือน้อยๆ ออกมา คว้าหมับไปในอากาศอย่างใจเย็น ก้อนไฟที่เคยมุดเข้าไปในตัวเธอก่อนหน้านี้ก็ปรากฏขึ้นในมือของเขา
"เจ้านี่มันคือตัวอะไรกันแน่?" เยี่ยจิ่วหลีถามเขา
เธอไม่เคยลืมเลยว่า เพราะไอ้เจ้านี่แหละ เธอถึงโดนผู้ชายลวนลามบีบคอ จนป่านนี้สภาพยังดูไม่ได้เหมือนคลุกฝุ่นมา
"นี่คือเพลิงเซียนบงกชอนัตตา" เผิงไหลอธิบาย
ยังไม่ทันที่เยี่ยจิ่วหลีจะได้พูดอะไรต่อ เขาก็พลิกข้อมือ ซัดเพลิงเซียนบงกชอนัตตากลับเข้าไปในตัวเธออีกครั้ง
พริบตาเดียว ความรู้สึกร้อนระอุแผดเผาก็โจมตีเข้ามาทันที คลื่นความร้อนแผ่ซ่านจากท้องน้อยกระจายไปทั่วเส้นชีพจรทุกสาย เยี่ยจิ่วหลีรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะถูกไฟคลอกตาย
เธอกัดฟันกรอด มองเผิงไหลด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย
ไอ้เด็กแก่แดดนี่ ทำอะไรกับเธอเนี่ย!
"อึก..."
เหงื่อเย็นผุดพรายเต็มหน้าผาก เส้นชีพจรทั่วร่างแตกสลายแล้วผสานขึ้นใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความเจ็บปวดทวีความรุนแรงขึ้นราวกับถูกถลกหนังเลาะกระดูก
เยี่ยจิ่วหลีกัดริมฝีปากจนเลือดซิบ ในที่สุดก็กลั้นเสียงครางเอาไว้ไม่อยู่
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่
จู่ๆ เหนือศีรษะของเยี่ยจิ่วหลีที่สลบไสลไม่ได้สติก็ปรากฏน้ำวนสีขาวขนาดยักษ์ ราวกับสัตว์ประหลาดเถาเที่ยที่อ้าปากกว้าง ดูดกลืนพลังปราณรอบบริเวณอย่างบ้าคลั่ง ร่างของเธอถูกโอบล้อมไปด้วยแสงแห่งการเลื่อนระดับขั้น
ระดับหนึ่งขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นปลาย ขั้นสูงสุด ระดับสองขั้นต้น ขั้นกลาง...
จนกระทั่งถึงระดับสามขั้นปลาย แสงสว่างจ้าบนร่างของเยี่ยจิ่วหลีจึงค่อยๆ จางลง
เผิงไหลที่ยืนมองความเร็วในการเลื่อนระดับที่ผิดมนุษย์มนาของเธออยู่ด้านข้าง เผยรอยยิ้มปลื้มปริ่มออกมา
ไม่เลวเลยจริงๆ คนทั่วไปเวลาดูดซับพลังปราณ น้ำวนที่เกิดขึ้นก็ขนาดเท่ากำปั้นเท่านั้น ร่างกายของแม่หนูนี่ช่างไม่ธรรมดาจริงๆ เทียบกับเขาในอดีตแล้ว ไม่ด้อยไปกว่ากันเลยสักนิด
เอ๊ะ? เขาในอดีตเหรอ?
พอคิดมาถึงตรงนี้ จู่ๆ เผิงไหลก็ยกมือน้อยๆ ขึ้นมาเกาหัว ใบหน้าจิ้มลิ้มฉายแววสับสนงุนงง
เขาคือใคร? เขาอยู่ที่ไหน? เขากำลังทำอะไรอยู่เนี่ย?
น้ำวนพลังปราณค่อยๆ สลายไป ในขณะที่เผิงไหลกำลังยกมือเกาหัวอยู่นั้น เยี่ยจิ่วหลีที่อยู่ข้างๆ ก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น
[จบแล้ว]