- หน้าแรก
- ผู้ถูกเลือกให้เข้าสู่ในโลกแห่งกฎสยองระดับ เอส
- ตอนที่ 8 พยาบาลกะดึก
ตอนที่ 8 พยาบาลกะดึก
ตอนที่ 8 พยาบาลกะดึก
ตอนที่ 8 พยาบาลกะดึก
ในห้องไลฟ์สดเรื่องเล่าสยองขวัญของประเทศเซี่ย บรรยากาศเริ่มเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่จางเฉียงถูกหลินหยวนยั่วโมโหจนตัวระเบิด กระแสคอมเมนต์ต่อว่าต่อขานได้กลบความคิดเห็นอื่นๆ ไปจนหมดสิ้น
"นี่มันโหดร้ายเกินไปแล้ว ฉันไม่กังวลแล้วล่ะว่าเขาจะเคลียร์ด่านเรื่องเล่าสยองขวัญนี้ได้หรือเปล่า"
"กลับกัน ฉันเริ่มจะมานั่งเป็นห่วงพวกตัวประหลาดในโลกแห่งเรื่องเล่าสยองขวัญนี่แทนแล้ว"
"เขาดึงสายออกซิเจนปู่ของเด็กนั่นออก แล้วยังกล้าเอาไปเยาะเย้ยต่อหน้าเด็กมันอีก"
"นี่มันตรรกะวิบัติอะไรกันวะเนี่ย? หมอนี่มันตัวอันตรายสำหรับผีชัดๆ"
"ฉันล่ะไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าเขาใช้กำลังเพียวๆ สยบเชฟคนนั้นได้ยังไง"
"ลองนับจำนวนเหยื่อดูสิ ตอนนี้คนนึงตายเพราะโดนดึงสายออกซิเจน คนนึงโดนหลอกให้รปภ.ฆ่าตาย ส่วนอีกคนก็โดนยั่วโมโหจนอกแตกตาย"
"จุ๊ๆๆ ดูสิ่งที่เขาทำแต่ละอย่างสิ โรคจิตสุดๆ"
"ฉันเดาไม่ออกเลยว่าเขาจะทำอะไรแผลงๆ ต่อไปอีก"
"เอาล่ะ เขาเดินหน้าต่อแล้ว มารอต้อนรับเหยื่อรายต่อไปกันเถอะ"
คอมเมนต์แซวและบ่นสารพัดรูปแบบหลั่งไหลเข้ามาดั่งสายน้ำในไลฟ์สดเรื่องเล่าสยองขวัญ
มันเหมือนกับการไปดูหนังผีในโรงภาพยนตร์ แต่ตัวเอกในหนังผีเรื่องนั้นดันกลายเป็นเปปป้าพิก, สปองจ์บ็อบ, และพี่น้องหมีบุญชู ไม่ว่าพล็อตเรื่องจะน่ากลัวแค่ไหน ก็คงยากที่จะรู้สึกกลัวลง
คนส่วนใหญ่ในประเทศเซี่ยต่างก็รู้สึกเช่นนี้ในตอนนี้
จากความสิ้นหวังในตอนแรก มาตอนนี้กลายเป็นพวกชอบแซะชอบบ่นไปซะแล้ว ใครจะไปรู้ล่ะว่าสภาพจิตใจของพวกเขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง ผู้เข้าแข่งขันตัวแทนประเทศเซี่ยมักจะทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายของทุกคนเสมอ
และที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่านั้นก็คือ เขายังมีชีวิตอยู่ แถมยังฆ่าสิ่งมีชีวิตในโลกแห่งเรื่องเล่าสยองขวัญไปแล้วถึงสามตัว
ในขณะเดียวกัน ผู้เข้าแข่งขันจากประเทศอื่นยังคงค่อยๆ คลำทางกันอย่างระมัดระวัง
ยกตัวอย่างเช่น ผู้เข้าแข่งขันบางคนที่อยู่ในห้องพักของเชฟเหมือนกัน พวกเขาไม่กล้าฝ่าฝืนกฎ จึงทำได้เพียงกล้ำกลืนฝืนกินอาหารที่เชฟให้มา ซึ่งวัตถุดิบก็คือนิ้วมือของจางเฉียง
หลังจากกลืนลงท้องไปแล้ว นิ้วนั้นราวกับมีชีวิตและดิ้นกระดุกกระดิกอยู่ตลอดเวลา แม้จะไม่ถึงตาย แต่ความทรมานนั้นก็แทบจะทำให้เสียสติ
ซ้ำยังมีผู้เข้าแข่งขันคนหนึ่งที่ทำแบบเดียวกับหลินหยวน นั่นคือการเปิดตู้ในห้องพักของเชฟ เพราะเขาสันนิษฐานว่ากฎข้อนี้เป็นกฎปลอม และอยากรู้ว่าการเปิดตู้จะทำให้ได้รับผลประโยชน์อะไรบ้างไหม
ผลลัพธ์ก็เห็นได้ชัดว่าล้มเหลวไม่เป็นท่า โชคดีที่ผู้เข้าแข่งขันสามารถทนรับการปนเปื้อนได้หนึ่งครั้ง แม้ว่าการปนเปื้อนครั้งนี้จะทำให้แขนขวาของเขาละลายหายไป แต่ตราบใดที่เขาไม่ฝ่าฝืนกฎอีก เขาก็จะไม่ถูกโลกแห่งเรื่องเล่าสยองขวัญกลืนกิน
นี่เป็นโอกาสที่โลกแห่งเรื่องเล่าสยองขวัญมอบให้แก่ผู้เข้าแข่งขันทุกคน
การปนเปื้อนครั้งแรกจะไม่ถึงแก่ชีวิต แต่ผลที่ตามมาของการฝ่าฝืนกฎก็หนักหนาเกินกว่าที่ผู้เข้าแข่งขันคนนี้จะรับไหว เพราะเมื่อเปิดตู้แล้วถูกจ้องมองด้วยสายตาของจางเฉียง ชายชราจากห้องพักห้องแรกก็จะเดินออกมาจากห้องของตน และเริ่มออกตามล่าผู้เข้าแข่งขันที่เห็นหลานชายของเขา
สาเหตุที่หลินหยวนไม่พบเจออันตรายใดๆ หลังจากเปิดตู้ ก็เพราะตาเฒ่าคนนั้นด่วนชิงตายไปก่อนหลานชายเสียอีก
การเปิดตู้ในแต่ละห้องพักผู้ป่วยจะก่อให้เกิดวิกฤตที่แตกต่างกันออกไป
ตอนนี้หลินหยวนยังไม่รู้เรื่องนี้ แต่ถึงรู้ เขาก็คงไม่ได้คิดต่างไปจากเดิมนักหรอก เพราะถึงยังไง ด้วยพลังการต่อสู้ในปัจจุบันของเขา ต่อให้ชายชรายังไม่ตาย ก็ไม่มีคุณสมบัติพอที่จะมาไล่ล่าเขาอยู่ดี
แม้ว่าถ้าชายชรากลายสภาพเป็นตัวประหลาด หลินหยวนก็อาจจะฆ่าเขาไม่ได้เหมือนกับเชฟคนนั้น แต่มันก็คงไม่ได้สร้างความลำบากให้หลินหยวนมากนัก อย่างแย่ที่สุด เขาก็แค่รอให้ถึงเวลาตีบอกชั่วโมงรอบต่อไป แล้วค่อยยืมมือรปภ. มาจัดการตาก็สิ้นเรื่อง
"เหลือเวลาอีกห้าสิบนาที เวลากำลังเหลือเฟือเลย"
หลินหยวนเงยหน้ามองนาฬิกาบนผนัง พลางคิดในใจเงียบๆ
ก่อนที่จะถึงเวลาตีบอกชั่วโมงรอบหน้า หลินหยวนวางแผนที่จะหาห้องผู้อำนวยการให้เจอเสียก่อน ที่เวลาเหลือเฟือขนาดนี้ ก็เป็นเพราะหลินหยวนได้ฆ่าเชฟทิ้งไปแล้ว
ผู้เข้าแข่งขันคนอื่น เนื่องจากกฎข้อที่ 3 พวกเขาต้องรอให้ผู้ป่วยในห้องหลับไปเสียก่อนถึงจะออกไปได้
ตลอดทาง หลินหยวนไม่ได้ลองเปิดประตูห้องพักผู้ป่วยห้องอื่นๆ อีก ห้องส่วนใหญ่ถูกล็อกเอาไว้ และการพยายามหาห้องที่เปิดได้ก็คงจะทำให้เสียเวลาไปเปล่าๆ ในเมื่อเป้าหมายคือห้องผู้อำนวยการ หลินหยวนจึงมุ่งหน้าต่อไปโดยไม่หยุดพัก
ดังนั้น ในขณะที่ผู้เข้าแข่งขันจากประเทศอื่นยังคงติดแหง็กอยู่ในห้องพักผู้ป่วย หลินหยวนก็เริ่มสำรวจโรงพยาบาลแห่งนี้ไปทั่วแล้ว
เมื่อเดินผ่านโถงทางเดินจนมาถึงล็อบบี้ของโรงพยาบาล หลินหยวนก็มองเห็นพยาบาลกะดึก ในเวลานี้ เธอกำลังฟุบหลับปุ๋ยอยู่บนโต๊ะทำงาน
และตรงข้ามกับพยาบาล ประตูใหญ่ของโรงพยาบาลก็ถูกปิดสนิท พร้อมกับประตูม้วนเหล็กที่ดึงลงมาปิดทับอีกชั้นหนึ่ง
ดูจากสภาพนี้แล้ว ดูเหมือนว่าต่อให้ได้กุญแจโรงพยาบาลมา การเปิดประตูโดยไม่ทำให้พยาบาลกะดึกตื่นขึ้นมา ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน
หลินหยวนไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาใช้ 'เนตรสำรวจ' เพื่อตรวจสอบค่าสถานะของพยาบาลกะดึกเป็นอันดับแรก
[ไป๋เจี๋ย]
[พละกำลัง: 11]
[ความคล่องตัว: 13]
[ความอดทน: 10]
[เสน่ห์: 20]
"ทีนี้ก็สบายใจได้" หลังจากเห็นค่าสถานะของไป๋เจี๋ย หลินหยวนก็รู้สึกมั่นใจขึ้นมาทันที
ถึงแม้เธอจะแข็งแกร่ง แต่หลินหยวนในตอนนี้ก็สามารถรับมือกับเธอได้อย่างสบายๆ เพียงแต่ว่าค่าเสน่ห์ของเธอมันดูเตะตาเกินไปหน่อยเมื่อเทียบกับค่าสถานะอื่นๆ หลินหยวนอดสงสัยไม่ได้ว่า ค่าสถานะนี้มันประเมินจากหน้าตาที่สวยงามเพียงอย่างเดียวเลยหรือเปล่า?
แม้ว่าพยาบาลกะดึกจะฟุบหน้าหลับอยู่ แต่แค่มองจากด้านข้างก็รู้แล้วว่าเธอจะต้องเป็นคนสวยอย่างแน่นอน ยิ่งบวกกับเรือนร่างที่โค้งเว้าได้รูปของเธอแล้ว เธอก็มีเสน่ห์มากจริงๆ
แต่ไม่ว่าจะเป็นเพราะอะไร มันก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ
กลับกลายเป็นว่า สกิลฉายาเนตรสำรวจนั้นพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามันมีประโยชน์มากทีเดียว หากเขาไม่รู้ค่าสถานะทางร่างกายของไป๋เจี๋ยมาก่อน เขาก็คงไม่กล้าเข้าไปยั่วยุตัวประหลาดที่ถูกระบุไว้ในกฎอย่างชัดเจนแบบนี้สุ่มสี่สุ่มห้าแน่
แต่ตอนนี้ ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องนั้นอีกต่อไปแล้ว
ต่อให้เขาเข้าไปกวนประสาทเธอ ก็ไม่ใช่ปัญหา เขามีภูมิคุ้มกันการปนเปื้อนจากการฝ่าฝืนกฎ แถมค่าสถานะทางร่างกายของเขาก็ยังข่มไป๋เจี๋ยเสียมิด
แน่นอนว่าการต่อสู้ในโลกแห่งเรื่องเล่าสยองขวัญไม่ใช่การเล่นเกม การมีค่าสถานะร่างกายสูงกว่านิดหน่อยก็ไม่ได้การันตีว่าจะชนะเสมอไป แต่สำหรับหลินหยวน ผู้ซึ่งเต้นรำอยู่บนคมมีดมาตลอด ตราบใดที่ค่าสถานะทางร่างกายของเขาสูงกว่าคู่ต่อสู้... เขาก็กล้าที่จะบ้าระห่ำ
ชีวิตและความตายถูกกำหนดด้วยโชคชะตา ความมั่งคั่งขึ้นอยู่กับฟ้าลิขิต ตราบใดที่สถานการณ์ไม่ได้พาไปสู่ความตายอย่างแน่นอน หลินหยวนกลับรู้สึกว่ามันน่าตื่นเต้นมากเสียด้วยซ้ำ
หลินหยวนแบกเลื่อยไฟฟ้าขึ้นพาดบ่า แล้วเดินตรงรี่เข้าไปหาพยาบาลกะดึก
"เธอนี่เองที่ตื่นมาแล้วชอบอารมณ์เสีย? เป็นพยาบาลเข้าเวรดึกแท้ๆ แต่ดันมาแอบอู้หลับงั้นเหรอ?"
หลินหยวนพึมพำกับตัวเอง ขณะที่เท้าก็ก้าวมาหยุดอยู่ตรงหน้าพยาบาลกะดึกเรียบร้อยแล้ว