- หน้าแรก
- จอมราชันย์ฝูซู ฝืนลิขิตฟ้ากอบกู้ต้าฉิน
- บทที่ 37 - ราษฎรทั่วหล้า ทุกข์ทนกับฉินมานานแล้ว
บทที่ 37 - ราษฎรทั่วหล้า ทุกข์ทนกับฉินมานานแล้ว
บทที่ 37 - ราษฎรทั่วหล้า ทุกข์ทนกับฉินมานานแล้ว
บทที่ 37 - ราษฎรทั่วหล้า ทุกข์ทนกับฉินมานานแล้ว
ตะวันโด่งขึ้นสามเสา
ทหารนับพันนายเดินทัพอย่างยิ่งใหญ่เกรียงไกรออกจากประตูเมืองเสียนหยาง
ฝูซูควบม้าตัวใหญ่ ท่วงท่าสง่างามและฮึกเหิม
สองข้างทางมีทั้งขุนนางบุ๋นบู๊และราษฎรมาคอยส่งเสด็จ
คนที่ฝูซูเลือกมาด้วยตัวเองมีไม่มากนัก จางหานนับเป็นหนึ่งในนั้น และก็มีหลิวหลางอีกคน
ส่วนช่างฝีมือฉินม่อในค่ายทหารนอกเมือง ฝูซูก็ขอมาทั้งหมด
อิ๋งเจิ้งเองก็ใจกว้าง ใครก็ตามที่ฝูซูเอ่ยชื่อเรียก สามารถพาตัวไปได้ทั้งหมด
ฉีหวนและเหมิงหยาขี่ม้าตามหลังฝูซู
เมื่อเดินทางออกจากเมืองเสียนหยางมาได้สิบกว่าลี้ ฝูซูก็สั่งให้หยุดพักขบวน เขาเรียกคนไม่กี่คนให้มาอยู่รวมกัน
"ข้ามีความคิดอยู่อย่างหนึ่ง"
ทว่า เมื่อพวกเขาได้ยินว่าคุณชายมีความคิด ต่างก็รู้สึกหนาวสั่นไปทั้งใจ
นับตั้งแต่คุณชายก้าวออกมาจากคุกหลวง ทุกๆ ความคิดของคุณชาย ล้วนตามมาด้วยการเข่นฆ่าและการนองเลือดทั้งสิ้น
จางหานเป็นคนเอ่ยปากถามขึ้นมาก่อน
"คุณชายคิดจะทำสิ่งใดขอรับ?"
ฝูซูลูบปลายคาง
"ระหว่างทางไปซ่างจวิ้น ยังมีสถานที่ที่น่าสนใจอยู่อีกสองสามแห่ง คุณชายอย่างข้าตั้งใจจะแวะไปดูสักหน่อย"
ทุกคนถึงกับพูดไม่ออก
ที่แท้ความคิดของคุณชาย ก็คือการแวะเที่ยวชมภูมิทัศน์นี่เอง
มีเพียงฉีหวนที่กลอกตาไปมา แล้วเอ่ยถามหยั่งเชิง
"คุณชายตั้งใจจะไปที่อำเภอเพ่ยหรือขอรับ?"
นับตั้งแต่ที่ฉีหวนมาติดตามรับใช้ฝูซู ฝูซูก็เล่าเรื่องที่สามารถเล่าได้ให้เขาฟังจนหมด
นั่นเป็นเพราะฝูซูคิดว่า ฉีหวนผู้นี้ มีความฉลาดหลักแหลมซ่อนอยู่ภายใน
ฝูซูพยักหน้า
"แน่นอนสิ ข่าวลือมันเริ่มต้นมาจากอำเภอเพ่ย อีกทั้งอำเภอเพ่ยก็อยู่ห่างจากซ่างจวิ้นเพียงไม่ถึงร้อยลี้ ยังไงก็ต้องแวะไปดูสักหน่อย"
เมื่อได้ยินคำกล่าวนั้น จางหานก็ขมวดคิ้ว
"คุณชายต้องการจะแบ่งกำลังทหารหรือขอรับ?"
ฝูซูกลับส่ายหน้า
"ไม่แบ่งกำลังทหารหรอก คุณชายอย่างข้าแค่จะไปเดินเล่นตามอัธยาศัยก็เท่านั้น"
"ไม่ได้เด็ดขาด!"
เหมิงหยาขัดขึ้นเสียงแข็ง
"ท่านคือผู้ตรวจการกองทัพ และยิ่งไปกว่านั้นคือคุณชาย จะปล่อยให้ท่านเดินทางไปอำเภอเพ่ยเพียงลำพังได้อย่างไร"
ฝูซูถลึงตาใส่เขา
"หากคุณชายอย่างข้านำทหารสวมเกราะเป็นพันนายไปที่อำเภอเพ่ย ไอ้พวกที่ปล่อยข่าวลือมันก็หนีเตลิดไปหมดสิ"
"สิ่งที่คุณชายอย่างข้าต้องการ ก็คือการจู่โจมพวกมันโดยไม่ให้ตั้งตัวต่างหาก"
ทว่า เหมิงหยาก็ยังคงยืนกรานเพียงคำเดียว นั่นคือ ไม่ได้เด็ดขาด!
ไม่ว่าฝูซูจะพูดยกเหตุผลใดมาอ้าง เหมิงหยาก็เอาแต่ตอบกลับมาคำเดียวว่า ไม่ได้เด็ดขาด!
เมื่อเห็นว่าเริ่มจะมีปากเสียงกัน หลิวหลางก็เอ่ยขึ้นมา
"ข้าน้อยมีข้อเสนอแนะอย่างหนึ่งขอรับ"
"เจ้าพูดมาสิ"
หลิวหลางกล่าวต่อ
"ข้าน้อยคิดว่า คุณชายสามารถเดินทางไปที่อำเภอเพ่ยได้อย่างแน่นอนขอรับ"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ แม่ทัพทุกคนต่างก็หันไปถลึงตาใส่หลิวหลาง
ในบรรดาคนเหล่านี้ หลิวหลางมีตำแหน่งทางทหารต่ำที่สุด ทำเอาเขาสะดุ้งโหยงรีบเอ่ยต่อ
"ท่านแม่ทัพทั้งหลาย พวกเราสามารถคัดเลือกยอดฝีมือสักกลุ่มหนึ่งให้คอยติดตามคุ้มกันคุณชายอยู่ห่างๆ ได้ ทำเช่นนี้ ไม่เพียงแต่จะสืบข่าวได้ ทว่ายังไม่เป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่นอีกด้วย ไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพมีความเห็นเช่นไรขอรับ?"
เมื่อทุกคนได้ฟัง ก็คิดว่าเป็นความคิดที่ดี
ด้วยเหตุนี้ หลิวหลางจึงนำกำลังทหารเดินทางมุ่งหน้าไปยังซ่างจวิ้นต่อไป
ส่วนฝูซูก็พาจางหาน เหมิงหยา ฉีหวน และอู่จ่างที่มีฝีมือวรยุทธ์ดีเยี่ยมอีกไม่กี่คน เดินทางมุ่งหน้าไปยังอำเภอเพ่ยด้วยกัน
ทว่าเมื่อพวกเขาเดินทางห่างจากเสียนหยางออกมาได้ร้อยลี้ ภาพเบื้องหน้าก็ไม่เจริญรุ่งเรืองเหมือนดังเช่นเสียนหยางอีกต่อไป
แม้จะเป็นช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ ทว่ากลับไม่มีชาวนามาทำนาเลย!
เมื่อมองออกไป มีเพียงพงหญ้าขึ้นรกชัฏ และพื้นที่รกร้างว่างเปล่ากว้างขวาง
ฝูซูขมวดคิ้ว ผู้คนที่เดินตามหลังเขาก็ขมวดคิ้วเช่นกัน
ฤดูใบไม้ผลิไม่เพาะปลูก แล้วฤดูใบไม้ร่วงจะเอาอะไรไปเก็บเกี่ยวเล่า
ด้วยความสงสัยเต็มประดา พวกเขาจึงเดินทางต่อไปอีกสิบลี้ จนกระทั่งพบชายชราคนหนึ่งนั่งอยู่ใต้ต้นไม้เอน จึงพากันลงจากหลังม้า
"ท่านผู้เฒ่า"
ฝูซูตบไหล่ชายชราเบาๆ
ทว่าชายชรากลับไม่ตอบสนองใดๆ
ฝูซูใจหายวาบ ใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางทาบที่ใต้จมูกเพื่อตรวจดูลมหายใจ
ครู่ต่อมา ฝูซูก็ถอนหายใจยาว
"เขาตายแล้ว"
ประจวบเหมาะกับตอนนั้น มีเด็กน้อยอายุประมาณหกเจ็ดขวบวิ่งเข้ามา
เมื่อเด็กน้อยเห็นชายชราหลับตาพิงต้นไม้อยู่ ไม่ว่าจะออกแรงเขย่าตัวอย่างไร ชายชราก็ไม่ยอมตอบสนอง
เด็กน้อยเข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น จึงร้องไห้จ้าออกมา
ร้องไห้จนน่าเวทนาจับใจ
ฝูซูนั่งยองๆ ลูบหัวเด็กน้อย
"เจ้าชื่ออะไร?"
"ท่านปู่..."
"ท่านปู่ของข้าอดตายแล้ว!"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนต่างก็ตกตะลึง!
แผ่นดินสงบสุขมาตั้งนานแล้ว ต้าฉินก็มีดินแดนอันอุดมสมบูรณ์มากมาย จะมีคนอดตายได้อย่างไร
ทว่าฝูซูกลับมีสีหน้าเคร่งเครียด
"พวกเจ้าอยู่แต่ในเสียนหยางมานาน สิ่งที่เห็นมีแต่ความสุขสำราญ ทว่าสถานที่แห่งนี้ต่างหาก ถึงจะเป็นชีวิตความเป็นอยู่ที่แท้จริงของราษฎรต้าฉิน"
ฝูซูไม่ต้องการเสียเวลาอยู่ที่นี่นานนัก เขาจึงให้ทหารนำร่างของชายชราไปฝัง จากนั้นก็ให้เด็กน้อยขึ้นมานั่งบนม้าของเขา แล้วเดินทางต่อไป
ครึ่งชั่วยามต่อมา ก็ปรากฏหมู่บ้านแห่งหนึ่งอยู่เบื้องหน้า
เพียงแต่หมู่บ้านแห่งนี้ดูเงียบเหงาอ้างว้าง คล้ายกับว่ามีคนอาศัยอยู่ที่นี่ไม่มากนัก
เมื่อเดินเข้าไปในหมู่บ้าน พวกเขาก็พบว่า บ้านเรือนของชาวบ้านล้วนสร้างขึ้นจากฟางข้าว
นอกจากนี้ยังมีบ้านเรือนที่ผุพังจนพังทลายลงมาอยู่บ้าง
เมื่อเห็นว่ามีคนแปลกหน้าเข้ามา ชาวบ้านที่สวมเสื้อผ้าปะชุนก็เดินออกจากบ้านมามองดูผู้มาเยือนอย่างฝูซูด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ฝูซูมองดูพวกเขา แล้วหันกลับมามองพวกของตนเอง ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
"เหมิงหยา ยังมีเสบียงเหลืออยู่อีกหรือไม่?"
เหมิงหยาไม่ทันได้คิดอะไร ก็สั่งให้ทหารนำเสบียงแห้งทั้งหมดออกมา
เมื่อชาวบ้านเห็นเสบียงแห้งที่อัดแน่นอยู่ในห่อผ้า ดวงตาก็เป็นประกายวาววับ คนที่กล้าหน่อยถึงกับพุ่งเข้ามาแย่งชิง
ฝูซูและพรรคพวกคาดไม่ถึงเลยว่า ถึงแม้ชาวบ้านเหล่านี้จะขาเป๋หรือแขนด้วน ทว่ากลับวิ่งได้รวดเร็วปานลมกรด!
"ช่างบังอาจนัก!"
จางหานชักกระบี่ออกมาอย่างรวดเร็ว ประกายกระบี่สว่างวาบ ทำเอาชาวบ้านที่วิ่งเข้ามาเป็นคนแรกตกใจจนต้องถอยร่นกลับไป
เมื่อชาวบ้านเห็นว่าพวกเขามีอาวุธ ก็ไม่กล้าบุกเข้ามาอีก ทำได้เพียงยืนมองอยู่ห่างๆ
ทว่าฝูซูกลับสังเกตเห็นว่า มีหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ไม่ไกล ผิวพรรณของนางเป็นสีเหลืองซีดบ่งบอกถึงการขาดสารอาหาร ในอ้อมกอดของนางมีทารกตัวผอมโซ นางกำลังยืนกลืนน้ำลายอยู่กับที่
ฝูซูกวักมือเรียกหญิงสาวที่อุ้มเด็กตัวผอมโซคนนั้น
หญิงสาวเดินเข้ามาหาด้วยความหวาดกลัว
"ข้าขอถามเจ้า เหตุใดสถานที่แห่งนี้จึงได้ทรุดโทรมถึงเพียงนี้?"
ฝูซูเอ่ยถามเสียงเรียบ
ทว่าสิ่งที่ฝูซูคาดไม่ถึงเลยก็คือ หญิงสาวผู้นี้กลับยกมือขึ้นปิดปากแล้วร้องไห้ออกมา
โชคดีที่มีชายชราวัยหกสิบกว่าปีคนหนึ่งวิ่งเหยาะๆ เข้ามาพอดี
"ใต้เท้าทุกท่าน ข้าน้อยคือถุนจ่างของที่นี่ ขออภัยที่ไม่ออกมาต้อนรับ ขออภัยที่ไม่ออกมาต้อนรับ"
ชายชราประสานมือขอโทษทุกคน
ฉีหวนกลอกตาไปมา
"เจ้าคือถุนจ่างงั้นรึ?"
ชายชราพยักหน้า
ฉีหวนแค่นเสียงฮึดฮัด
"ฤดูใบไม้ผลิไม่เพาะปลูก ไม่กลัวจะทนผ่านฤดูหนาวไปไม่ได้รึ?"
แม้จะเป็นประโยคคำถาม ทว่าแท้จริงแล้วคือการตำหนิ
ชายชราถอนหายใจอย่างจนปัญญา ฝืนยิ้มพลางส่ายหน้า
"ใต้เท้า ท่านลองดูสิขอรับ หมู่บ้านของเรามีคนอยู่แค่นี้ นอกจากคนแก่คนป่วยแล้ว ก็มีแต่คนพิการ แล้วจะเอาแรงที่ไหนไปทำนาล่ะขอรับ..."
"ต่อให้ทำนาได้สักสองสามหมู่ ก็ยังต้องจ่ายภาษีข้าวสาร ข้าวที่ตกมาถึงมือพวกเรา ก็แทบจะไม่พอยาไส้ด้วยซ้ำ..."
"ในหมู่บ้านของเรา มีคนเป็นสิบคนที่ไม่รอดชีวิตผ่านฤดูหนาวนี้ไปได้นะขอรับ..."
ฉีหวนขมวดคิ้ว
"แล้วชายหนุ่มหายไปไหนกันหมด?"
เมื่อได้ยินคำถามนั้น หยาดน้ำตาสีขุ่นก็ไหลรินอาบใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยของชายชรา
"ราษฎรถูกเกณฑ์ไปใช้แรงงาน สร้างกำแพงเมืองจีน ชายหนุ่มที่แข็งแรงก็ถูกจับตัวไปหมดแล้ว จะไปมีชายหนุ่มเหลืออยู่ได้อย่างไรล่ะขอรับ..."
"ถูกจับตัวไปแล้วรึ?"
ฉีหวนขมวดคิ้วแน่นขึ้นไปอีก
ชายชราปาดน้ำตา พยักหน้าอย่างหนักแน่น
"เกรงว่า... คงจะไม่ได้กลับมาอีกแล้วล่ะขอรับ!"
คราวนี้ ฉีหวนไม่รู้ว่าจะถามอะไรต่อดี ทำได้เพียงหันไปมองฝูซู เพื่อให้เขาเป็นคนตัดสินใจ
ในเวลานี้ ฝูซูไม่มีหนทางแก้ไขใดๆ เลยจริงๆ
และนี่แหละคือสถานการณ์ปัจจุบันของต้าฉิน ภายนอกดูเหมือนจะเข้มแข็ง ทว่าภายในกลับกลวงโบ๋
ขอเพียงแค่ปฐมจักรพรรดิสวรรคต รูรั่วนี้ก็จะนำไปสู่ปฏิกิริยาลูกโซ่
เมื่อถึงตอนนั้น ราษฎรก็จะพากันลุกฮือขึ้นก่อกบฏ และมีผู้คนจำนวนมากขานรับ
มิเช่นนั้นคงไม่มีคำกล่าวที่ว่า กษัตริย์ ขุนนาง แม่ทัพ อำมาตย์ ล้วนมีชาติกำเนิดมาแต่สวรรค์หรือไร
ในขณะที่ฝูซูกำลังจะเอ่ยปากปลอบใจอยู่นั้น จู่ๆ เขาก็สังเกตเห็นว่า บนเนินเขาเล็กๆ ที่อยู่ไม่ไกล มีคนผู้หนึ่งยืนอยู่!
พูดให้ชัดเจนก็คือ เป็นบุรุษที่มีใบหน้าคล้ายสตรี!
ฝูซูหรี่ตาลง พลันนึกถึงคนผู้หนึ่งขึ้นมาได้
วินาทีต่อมา สีหน้าของฝูซูก็แปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน เขาตวาดเสียงขรึม
"เร็วเข้า ไปจับตัวมันมาเดี๋ยวนี้!"