- หน้าแรก
- จักรพรรดิสวรรค์เสวียนหลิง
- บทที่ 64 - ตะลึงทั้งสนาม
บทที่ 64 - ตะลึงทั้งสนาม
บทที่ 64 - ตะลึงทั้งสนาม
บทที่ 64 - ตะลึงทั้งสนาม
"นี่...เป็นไปได้อย่างไร!" ผู้อาวุโสสำนักโลหิตสังหารหน้าแดงก่ำ ดวงตาเบิกกว้างกลมโตราวกับกระดิ่งทองเหลือง เต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
เขามองดูศิษย์ของตนถูกซูหมิงเพียงคนเดียวกดดันจนโงหัวไม่ขึ้นอย่างจะจะตา แม้แต่โหวชิวหลิงที่เก่งกาจที่สุดในสำนัก ก็พ่ายแพ้ด้วยน้ำมือของซูหมิงในชั่วพริบตา ไร้ซึ่งพลังตอบโต้แม้แต่น้อย
ยามนี้ ศิษย์สำนักโลหิตสังหารที่เหลือ ต่างเงียบกริบราวกับจักจั่นในฤดูหนาว ใครจะกล้าส่งเสียงออกมาแม้แต่ครึ่งคำ
ไฟโทสะในใจผู้อาวุโสผู้นั้น "พรวด" ลุกโชนขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ยิ่งลุกก็ยิ่งแรง ราวกับจะเผาผลาญทรวงอกให้แตกเป็นเสี่ยงๆ
เขากัดฟันแน่น สันกรามปูดโปน จ้องเขม็งไปที่ซูหมิงอย่างดุร้าย สายตานั้นราวกับจะกลืนกินซูหมิงทั้งเป็น
"ไอ้หนู คอยดูเถอะ!" ผู้อาวุโสแหกปากตะโกน เสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยความเคียดแค้น ราวกับดังมาจากนรกขุมที่เก้า
"วันนี้ ข้าจะต้องให้เจ้ารู้สำนึกว่า จุดจบของการล่วงเกินสำนักโลหิตสังหารของข้าจะเป็นเช่นไร!"
พูดจบ เขาก็สะบัดแขนเสื้ออย่างแรง พลังปราณรอบกายปะทุพล่าน อากาศสั่นสะเทือนจนเกิดเสียง "หึ่งๆ"
ตามด้วย เขารีบหยิบหยกสื่อสารออกมาอย่างรวดเร็ว นิ้วมือจิ้มลงไปอย่างรวดเร็ว เพื่อแจ้งเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่นี่ให้ผู้อาวุโสคนอื่นๆ ของสำนักโลหิตสังหารทราบ
"หึ พวกเจ้ารีบนำศิษย์ยอดฝีมือของสำนักมาโดยเร็ว ไอ้หนูนี่มันโอหังเกินไปแล้ว วันนี้ต้องจับมันมาสับเป็นชิ้นๆ ให้จงได้!" ผู้อาวุโสกดเสียงต่ำพูดกับหยก ทว่ากลับแฝงไปด้วยความโหดเหี้ยมที่ไม่อาจปฏิเสธได้
ซูหมิงมีสีหน้าเรียบเฉย ราวกับไม่เก็บคำขู่ของผู้อาวุโสมาใส่ใจ มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย เผยรอยยิ้มบางๆ จ้องมองทุกการกระทำของผู้อาวุโสอย่างเงียบๆ
เมื่อผู้อาวุโสเห็นเช่นนั้น ในใจก็ยิ่งเดือดดาล ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ชี้หน้าซูหมิง ตะโกนเสียงดัง "เจ้าอย่าได้ใจไปหน่อยเลย รอให้กำลังเสริมของสำนักโลหิตสังหารข้ามาถึงเมื่อไหร่ นั่นคือวันตายของเจ้า!"
ซูหมิงหัวเราะเบาๆ เอ่ยปากอย่างไม่เร่งรีบ "งั้นหรือ? เช่นนั้นข้าก็จะรอคอยการมาเยือนของทุกท่านอยู่ที่นี่แหละ"
"ถึงตอนนั้นมาเท่าไหร่ข้าก็จะทำลายทิ้งให้หมด ดูสิว่าสำนักโลหิตสังหารของเจ้าจะมีศิษย์ให้ข้าทำลายสักกี่คน!"
ซูหมิงพูดพลาง เดินตรงไปยังศิษย์สำนักโลหิตสังหารที่ถูกเขาทำลายระดับพลังไปก่อนหน้านี้ เขารูดแหวนมิติของพวกนั้นออกมาทีละวงๆ อย่างรวดเร็วปานกามนิตหนี
เมื่อผู้คนจากสำนักโลหิตสังหารเห็นภาพนั้น ดวงตาก็แทบถลนออกมา แต่ละคนโกรธจนตัวสั่น นี่มันความอัปยศอดสูชัดๆ!
ซูหมิงหาได้สนใจสายตาพ่นไฟของพวกเขาไม่ หลังจากเก็บแหวนเสร็จ เขาก็เริ่มนับสิ่งของอย่างโจ่งแจ้งต่อหน้าผู้คนจากสำนักโลหิตสังหาร
"จุ๊ๆ มีหินวิญญาณไม่ถึงสองล้านก้อน ศิษย์ยอดฝีมือที่สำนักโลหิตสังหารโอ้อวด แค่นี้เองรึ? ช่างยากจนข้นแค้นเสียจริง!" ซูหมิงเบ้ปาก สีหน้าเต็มไปด้วยความรังเกียจ
ทันทีที่พูดจบ ฝั่งสำนักโลหิตสังหารก็เดือดดาลราวกับหม้อระเบิด
"ไอ้เด็กนี่มันทำเกินไปแล้ว! ไม่เห็นสำนักโลหิตสังหารของพวกเราอยู่ในสายตาเลย!"
"ความอัปยศในวันนี้ วันหน้าต้องเอาคืนเป็นพันเท่า!"
คนของสำนักโลหิตสังหารเบิกตากว้างด้วยความโกรธ ต่างด่าทอกันอย่างสาดเสียเทเสีย ท่าทางราวกับวินาทีต่อไปจะพุ่งเข้ามาฉีกเนื้อซูหมิงให้แหลกเป็นชิ้นๆ
ในทางกลับกัน ศิษย์ฝั่งสำนักเมฆาม่วง ต่างลอบร้องตะโกนเชียร์อยู่ในใจ บนใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจอย่างแรงกล้าจากชัยชนะของซูหมิง
"ศิษย์พี่ซูยอดเยี่ยม! จัดการได้สวยงามมาก!"
"ใช่แล้ว ปกติสำนักโลหิตสังหารก็วางอำนาจมาตลอด คราวนี้โดนจัดการซะบ้าง สะใจจริงๆ!"
ศิษย์สำนักเมฆาม่วงต่างกระซิบกระซาบพูดคุยกัน สายตาที่มองไปยังซูหมิงเต็มไปด้วยความเลื่อมใสและศรัทธา
ไม่นานนัก เสียงอุทานก็ดังขึ้น ราวกับเสียงฟ้าผ่าบนที่ราบ ทำลายความสงบของสถานที่แห่งนี้ลงในพริบตา
"คนของสำนักโลหิตสังหารมาแล้ว!"
มองไปแต่ไกล เห็นแสงสีเลือดหอบเอาปราณสังหารเดือดพล่านพุ่งเข้ามา ผู้นำคือผู้อาวุโสสายในสำนักโลหิตสังหาร หลี่เจ๋อ
เขาผู้นี้สวมชุดคลุมยาวสีเลือด ปลิวไสวไปตามสายลม ราวกับถูกแช่ด้วยเลือดสด แผ่กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวออกมา
เบื้องหลังของเขา มีศิษย์สายในระดับยอดฝีมือของสำนักโลหิตสังหารนับสิบคน แต่ละคนมีกลิ่นอายอันทรงพลัง ปราณโลหิตราวกับหมอกควันก่อตัวเป็นรูปร่าง ล้อมรอบกาย จิตสังหารเย็นเยียบ ราวกับวิญญาณร้ายที่คลานขึ้นมาจากนรก
ทันทีที่หลี่เจ๋อปรากฏตัว แรงกดดันอันน่าตระหนกนั้น ก็ราวกับขุนเขาไท่ซานกดทับ พุ่งเข้าใส่บรรดาศิษย์สำนักเมฆาม่วงอย่างบ้าคลั่ง
ศิษย์สำนักเมฆาม่วงรู้สึกหายใจติดขัดในทันที ใบหน้าซีดเผือด หลายคนก้าวเท้าโซเซ แทบจะยืนไม่อยู่
ในทางกลับกัน ศิษย์สำนักโลหิตสังหารคนอื่นๆ ยามนี้ต่างเผยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมออกมา
"ฮ่าฮ่าฮ่า ดูพวกตาขาวแห่งสำนักเมฆาม่วงพวกนี้สิ โดนกลิ่นอายของผู้อาวุโสเราขู่จนขาอ่อนหมดแล้ว!"
"นั่นน่ะสิ ผู้อาวุโสเราพาตัวท็อปของสำนักโลหิตสังหารมาทั้งนั้น แต่ละคนโหดเหี้ยมอำมหิตราวกับมารร้ายเชียวนะ!"
"ใช่แล้ว มือของพวกเขาทุกคน อย่างน้อยก็มีหลายพันชีวิตสังเวยมาแล้ว ระดับพลังสูงไม่พอ วิธีการยังโหดเหี้ยมถึงขีดสุดอีก! คราวนี้ คนของสำนักเมฆาม่วงได้กินของขมแน่ๆ!"
ศิษย์สำนักโลหิตสังหารต่างผลัดกันพูดจาโอหังและดูแคลน ท่าทางได้ใจนั้น ราวกับได้เหยียบย่ำคนของสำนักเมฆาม่วงไว้ใต้ฝ่าเท้าแล้ว
ดวงตาของซูหมิงหรี่ลง
คนตรงหน้านี้ กลับเป็นผู้อาวุโสหลี่เจ๋อแห่งสำนักโลหิตสังหาร ก่อนหน้านี้คนที่ไล่ล่าเขา ก็มีไอ้แก่คนนี้ด้วย!
หลี่เจ๋อก็ชะงักไปเช่นกัน จากนั้นก็จำซูหมิงได้ ไอ้เด็กที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ทำให้เขาแค้นจนกัดฟันกรอดผู้นี้
"ไอ้สารเลว!" หลี่เจ๋อโกรธเป็นฟืนเป็นไฟในทันที สบถด่าทอ "วันนี้คือวันตายของเจ้า!"
สิ้นเสียง พลังระดับผลัดเปลี่ยนกายาขั้นสูงสุดอันน่าสะพรึงกลัวก็ระเบิดออกมาราวกับเกลียวคลื่น
กลิ่นอายนั้น ราวกับจะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน พุ่งตรงเข้าสังหารซูหมิงทันที ไม่สนใจหน้าตาของผู้อาวุโสอะไรทั้งนั้น ยามนี้ในใจมีเพียงจิตสังหารอันเต็มเปี่ยม ปรารถนาเพียงจะสับซูหมิงเป็นหมื่นๆ ชิ้นเพื่อระบายแค้น
"หลี่เจ๋อ ไอ้แก่บัดซบ หน้าไม่อายแล้วหรือ? เป็นถึงผู้อาวุโส กลับลงมือกับศิษย์สำนักข้า!"
ผู้อาวุโสสายในสำนักเมฆาม่วง เสิ่นว่านเชียง พุ่งตัวขึ้นจากพื้นดินในพริบตา ราวกับสายฟ้าสีดำ พุ่งเข้าขวางหน้าผู้อาวุโสหลี่เจ๋อแห่งสำนักโลหิตสังหารในทันที เสียงของเขาดังกังวานราวกับระฆังใบใหญ่ ก้องกังวานไปทั่วฟ้าดิน แฝงไปด้วยความโกรธแค้นอันไร้ขีดจำกัด
หลี่เจ๋อกลับทำหูทวนลม ในดวงตาเปล่งประกายเยียบเย็น จ้องเขม็งไปที่ซูหมิงที่อยู่ไม่ไกล ราวกับจะกลืนกินเขาเข้าไปทั้งเป็น ปากก็ตะโกนเสียงกร้าว "ไอ้เด็กสารเลวนี่ สมควรตายเป็นหมื่นครั้ง! ปล้นหอสมุนไพรวิญญาณและหอศิลาวิญญาณสองสาขาของสำนักโลหิตสังหารข้า วันนี้คือวันตายของเจ้า!"
เสิ่นว่านเชียงอึ้งไปเล็กน้อย ชำเลืองมองซูหมิงด้วยความประหลาดใจ เขาคิดไม่ถึงเลยว่า ซูหมิงจะก่อเรื่องไร้สาระถึงเพียงนี้
แต่จากนั้น เขาก็แค่นเสียงเย็นชา พลังปราณรอบกายระเบิดออกในพริบตา แรงกดดันอันมหาศาลพุ่งเข้าหาหลี่เจ๋อราวกับกระแสน้ำ หมายจะบดขยี้เขาให้แหลกสลาย
"หึ สำนักโลหิตสังหารทำตัวกร่างเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่? ปล้นก็ปล้นสิ แล้วจะทำไม? คิดจะฆ่าศิษย์สำนักข้า ก็ข้ามศพข้าไปก่อนเถอะ!"
สีหน้าของหลี่เจ๋อมืดครึ้ม พลังโลหิตเดือดพล่านราวกับทะเลเลือดที่กำลังคลุ้มคลั่ง กลิ่นคาวเลือดอันเข้มข้นนั้น ทำให้มิติโดยรอบถึงกับบิดเบี้ยว
เขาเร่งพลังปราณอย่างเต็มที่ พยายามจะสลัดการควบคุมของผู้อาวุโสเสิ่นว่านเชียง ปากก็คำรามลั่น "เสิ่นว่านเชียง เจ้าอย่ามาแส่ไม่เข้าเรื่อง! วันนี้ไม่มีใครช่วยไอ้เด็กนี่ได้หรอก!"
ผู้อาวุโสเสิ่นว่านเชียงมีสีหน้าเย็นชา ยืนตระหง่านดุจขุนเขา ทวนยาวในมือสั่นไหว ปลายทวนเปล่งประกายเจิดจ้า ราวกับดวงอาทิตย์แผดเผา ขับไล่พลังโลหิตรอบกายให้กระจายไปหลายส่วน
"แค่เจ้าเนี่ยนะ? คิดจะเอาตัวซูหมิงไปจากมือข้า? วันนี้ เจ้าจงอยู่ที่นี่อย่างสงบๆ เสียเถอะ!"
ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนหน้านี้ประมุขจื่อฉยงได้ส่งกระแสจิตมากำชับเขาแล้วว่า ห้ามให้ผู้ใดทำร้ายซูหมิงแม้แต่ปลายก้อย
สายตาของเสิ่นว่านเชียงมุ่งมั่น เพิ่มการส่งพลังปราณอีกครั้ง อักขระปราณสายแล้วสายเล่าพวยพุ่งออกจากร่าง ล้อมรอบกาย ปิดกั้นหลี่เจ๋ออย่างสิ้นเชิง
หลี่เจ๋อเห็นดังนั้น ในใจก็ยิ่งโกรธแค้น เขาเร่งวิชาอย่างบ้าคลั่ง พลังโลหิตยิ่งเข้มข้น ร่างกายถูกย้อมจนกลายเป็นสีเลือดแดงฉาน ราวกับเทพอสูรที่ปีนป่ายขึ้นมาจากนรก
เขาคำรามลั่นอยู่กับที่ กระทืบเท้าทั้งสองข้างอย่างแรง พื้นดินแตกร้าวในพริบตา รอยแยกขนาดใหญ่ลุกลามไปรอบๆ ราวกับใยแมงมุม
"ซูหมิง คอยดูเถอะ! ความแค้นในวันนี้ วันนี้ต้องชำระ!" หลี่เจ๋อจ้องมองซูหมิง สายตาเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้นและไม่ยินยอม ทว่าก็จนปัญญา ทำได้เพียงคำรามด้วยความโกรธแค้นอยู่กับที่
รอบด้าน ศิษย์สำนักโลหิตสังหารแต่ละคนเบิกตากว้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ ร้องอุทานว่า "คุณพระช่วย นั่นมันหอสมุนไพรวิญญาณและหอศิลาวิญญาณของสำนักโลหิตสังหารเชียวนะ แม้จะเป็นแค่สาขาย่อย แต่ก็มีผู้อาวุโสระดับผลัดเปลี่ยนกายานั่งแท่นอยู่ ซูหมิงนี่กลับปล้นได้ตัวคนเดียว โคตรเก่งเลย!"
"ใช่แล้ว วีรกรรมแบบนี้ พวกเราคิดยังไม่กล้าคิดเลย เขาทำได้อย่างไรเนี่ย?" ศิษย์อีกคนหนึ่งเอ่ยเสริม แววตาเต็มไปด้วยความอิจฉา "เขาไปเที่ยวนี้ ในตัวคงมีแต่สมุนไพรและหินวิญญาณเต็มไปหมด ช่วงที่ผ่านมา สำนักโลหิตสังหารพวกเรากลืนกินสำนักเล็กๆ ไปหลายแห่ง ปล้นทรัพยากรมาเพียบ แต่ละสาขาก็ได้ส่วนแบ่งไปไม่น้อย ทีนี้แหละ เสร็จซูหมิงหมดเลย"
ฝั่งสำนักเมฆาม่วง บรรดาศิษย์ก็ตกตะลึงจนอ้าปากค้างเช่นกัน
"ซูหมิงเขา... ถึงกับบุกเดี่ยวเข้าสำนักโลหิตสังหาร แถมยังรอดกลับมาได้แบบไร้รอยขีดข่วน แถวพ่วงเอาของวิเศษมากมายกลับมาอีก นี่มันฝืนลิขิตฟ้าชัดๆ ข้าฝันยังไม่กล้าคิดพล็อตเรื่องเว่อร์วังขนาดนี้เลย!"
"นั่นสิ ความกล้าและพลังระดับนี้ พวกเราขี่ม้าตามยังไงก็คงไม่ทัน น่าทึ่งจริงๆ!"
ทุกคนต่างพูดกันไปคนละทิศคนละทาง สายตาที่มองไปยังซูหมิง เต็มไปด้วยความยำเกรงและตกตะลึง
ยามนี้ บรรยากาศรอบด้านตึงเครียดจนแทบจะบีบน้ำออกมาได้ ภาพซูหมิงบุกเดี่ยวเข้าสำนักโลหิตสังหารฉายซ้ำไปซ้ำมาในหัวของผู้คน เนิ่นนานก็ไม่อาจตั้งสติได้
ในใจของหลี่เจ๋อนั้นหงุดหงิดสุดๆ เดิมทีคิดว่าการจัดการกับซูหมิงนั้นง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ ใครจะรู้ว่าไอ้เด็กนี่จะรับมือยากขนาดนี้ ลองใช้สารพัดวิธีแล้ว ก็ยังทำอะไรซูหมิงไม่ได้เลยสักนิด
หันไปมองผู้อาวุโสเสิ่นแห่งสำนักเมฆาม่วงผู้นั้น ยืนตระหง่านราวกับภูผาสูงชันขวางกั้นอยู่เบื้องหน้า ตนเองไม่สามารถฝ่าด่านการสกัดกั้นของเขาไปได้เลย
"แม่มันเถอะ!" หลี่เจ๋อสบถด่าในใจ ในดวงตาสาดประกายโหดเหี้ยม
เขาหันไปมองหลี่ว์เซียวหลินที่อยู่ข้างกาย หลี่ว์เซียวหลินผู้นี้เป็นศิษย์มือขวาที่เขาพามาด้วย มีพลังระดับผลัดเปลี่ยนกายาขั้นสี่ ถือว่ามีฝีมือไม่ธรรมดาในหมู่คนรุ่นเดียวกัน
"เซียวหลิน!" หลี่เจ๋อกัดฟัน น้ำเสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยความเกลียดชัง "ไปฆ่าไอ้เด็กซูหมิงนั่นให้ข้า! วันนี้ต้องให้มันเลือดสาดกระเซ็นให้ได้ เพื่อระบายความแค้นในใจข้า!"
หลี่ว์เซียวหลินค้อมตัวลงเล็กน้อย ในดวงตาสาดประกายความกระหายเลือด มุมปากยกยิ้มเย็นเยียบ "ท่านอาจารย์โปรดวางใจ ซูหมิงผู้นี้ วันนี้หนีไม่พ้นแน่ ข้าจะทำให้มันรู้ว่า จุดจบของการล่วงเกินท่านอาจารย์ มีเพียงความตายเท่านั้น!"
(จบแล้ว)