- หน้าแรก
- นารูโตะ : แลกเปลี่ยนได้ผลสายฟ้าตั้งแต่ครั้งแรก
- บทที่ 5: การต่อสู้ครั้งแรกกับพลังของผลสายฟ้า ณ ร้านราเมงอิจิราคุ
บทที่ 5: การต่อสู้ครั้งแรกกับพลังของผลสายฟ้า ณ ร้านราเมงอิจิราคุ
บทที่ 5: การต่อสู้ครั้งแรกกับพลังของผลสายฟ้า ณ ร้านราเมงอิจิราคุ
บทที่ 5: การต่อสู้ครั้งแรกกับพลังของผลสายฟ้า ณ ร้านราเมงอิจิราคุ
'เด็กสามคนนั้นเป็นพวกหาเรื่องงั้นหรอ?'
ยูตะเหลือบมองกลับไปด้านหลังแวบหนึ่งแล้วเห็นคนที่แอบตามมา ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในหัวเขาทันที
ยูตะแกล้งเดินเลี้ยวเข้าไปในตรอกเปลี่ยวโดยไม่แสดงสีหน้าตื่นตระหนกอะไร เมื่อหันกลับมา เขาก็เห็นเด็กสามคนที่ดูเหมือนพวกอันธพาลเจ้าถิ่นเดินตามเข้ามาจริงๆ
หัวหน้ากลุ่มอันธพาลยิ้มเหี้ยม พลางหักนิ้วจนเกิดเสียงดังเปาะแปะ ก่อนจะเอ่ยกับยูตะด้วยน้ำเสียงข่มขู่
"แกนี่หาเรื่องใส่ตัวจริงๆ เลยนะไอ้หนู! ตอนแรกฉันแค่กำลังหาโอกาสสั่งสอนแกอยู่ แต่ไม่คิดเลยว่าแกจะให้ความร่วมมือเดินเข้ามาติดกับดีขนาดนี้! ไม่ต้องห่วง คราวนี้ฉันจะปราณีหน่อย แค่หักขาแกข้างเดียวก็พอ ถือว่าฉันมีน้ำใจให้แกมากพอแล้วใช่ไหมล่ะ?"
เด็กพวกนี้ดูสูงใหญ่กว่ายูตะเล็กน้อย น่าจะอายุประมาณแปดหรือเก้าขวบได้
ยูตะมองเด็กทั้งสามคนอย่างใจเย็น ก่อนจะเอ่ยถามหน้านิ่ง
"อาซึมะส่งพวกนายมางั้นหรอ?"
เมื่อหัวหน้ากลุ่มได้ยินแบบนั้นก็หัวเราะเยาะอย่างดูถูก
"พวกแกไม่มีน้ำยาพอที่จะให้อาจารย์อาซึมะต้องออกปากสั่งหรอกน่า! เลิกพูดไร้สาระได้แล้ว ย้าก!"
สิ้นเสียงด่า ทั้งสามคนก็ง้างหมัดพุ่งเข้าใส่ยูตะพร้อมกันทันที
'ที่แท้ก็พวกหาเรื่องใส่ตัวสินะ'
ยูตะเข้าใจสถานการณ์ได้ในทันที เด็กสามคนนี้คงเป็นพวกสอพลอที่อยากทำผลงานเอาใจอาซึมะแน่ๆ
เมื่อเห็นทั้งสามคนพุ่งเข้ามา ยูตะก็ปลดปล่อยพลังของผลสายฟ้าออกมาทันที เขาใช้กระแสไฟฟ้ากระตุ้นเซลล์ทุกส่วนในร่างกาย ส่งผลให้ปฏิกิริยาการตอบสนอง พละกำลัง และความเร็วเพิ่มขึ้นในพริบตา
"คาถาสายฟ้า: ทำงาน!"
ประกายสายฟ้าจางๆ แผ่ออกมาจากใต้ฝ่าเท้า ยูตะเร่งความเร็วพุ่งตัวไปประชิดตรงหน้าหัวหน้ากลุ่มอันธพาลอย่างรวดเร็ว หมัดขวาที่รวบรวมกระแสไฟฟ้าชกเสยเข้าที่คางของอีกฝ่ายอย่างจัง
พลั่ก!
หมัดนั้นรุนแรงจนร่างของมันกระเด็นลอยละลิ่ว เลือดผสมฟันซี่ขาวร่วงกราวออกจากปาก กระแสไฟฟ้าที่แฝงอยู่ช็อตเข้าที่หัวจนทำให้มันหมดสติไปในทันที
"คาถาสายฟ้า: หมัดสายฟ้าฟาดต่อเนื่อง!"
ด้วยปฏิกิริยาการตอบสนองที่เหนือกว่า ยูตะโยกตัวหลบหมัดของอันธพาลอีกสองคนได้อย่างง่ายดาย ก่อนจะสวนหมัดอัดพวกมันจนกระเด็นไปคนละทิศคนละทาง
ปัง! ปัง!
อันธพาลสองคนที่เหลือแม้จะไม่ถึงกับสลบ แต่ตามเนื้อตัวก็ชาดิกจากกระแสไฟฟ้า พวกมันมองยูตะด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ
"เป็นไปไม่ได้! แกแข็งแกร่งขนาดนี้ได้ยังไงกัน?!"
พวกมันไม่เข้าใจเลยสักนิดว่า ยูตะที่มีผลการเรียนงั้นๆ ในชั้นเรียน จะเก่งกาจขึ้นมาได้ขนาดนี้ ทั้งที่พวกมันเรียนอยู่ชั้นปีที่สูงกว่าแท้ๆ
"ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้หรอก หรือว่าพวกแกมันกระจอกเกินไปเองกันแน่?"
ยูตะหัวเราะเยาะ ก่อนจะเดินเข้าไปหาอันธพาลสองคนนั้นแล้วยื่นมือออกไปอย่างผู้เหนือกว่า
"ส่งเงินทั้งหมดมาซะ! นี่คือการปล้น! ไม่งั้นฉันจะให้นายได้ลิ้มรสความเจ็บปวดจากสายฟ้าอีกรอบแน่!"
ประกายสายฟ้าสีฟ้ารวมตัวกันที่ฝ่ามืออีกข้างจนเกิดเสียงเปรี๊ยะๆ ชวนขนลุก
อันธพาลทั้งสองคนได้แต่ยืนอึ้งเงียบกริบ ด้วยความกลัวในพละกำลังอันน่าทึ่งของยูตะ พวกมันจึงรีบล้วงกระเป๋าเอาเงินออกมาแต่โดยดี
ไม่เพียงแค่นั้น พวกมันยังลนลานไปค้นตัวหัวหน้าแก๊งที่พึ่งจะเริ่มได้สติเพื่อเอาเงินทั้งหมดมายื่นให้ยูตะอีกด้วย ทำเอาหัวหน้าแก๊งได้แต่ถลึงตาใสลูกน้องตัวเองด้วยความโกรธ
"โอ้โห! 2300 เรียว ไม่เลวเลยแฮะ! พอค่าอาหารไปได้หลายมื้อเลย ขอบใจมากนะ! วันหลังก็มาหาฉันอีกบ่อยๆ ล่ะ แต่จำไว้ด้วยว่าคราวหน้าต้องพกเงินมาเยอะกว่านี้ ถ้าไม่มีเงินก็อย่ามาให้เห็นหน้า ไม่งั้นผลลัพธ์จะไม่จบแค่นี้แน่! ฉันขอตัวก่อนล่ะ!"
พอพูดเสร็จ ยูตะก็เอามือล้วงกระเป๋าแล้วโบกมือลาทั้งสามคนโดยไม่หันกลับมามอง ก่อนจะเดินจากไปอย่างสบายอารมณ์
ทิ้งให้อันธพาลทั้งสามคนนอนระบมอยู่บนพื้นตรอก ได้แต่อยากร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตาจะไหล
เมื่อร่างของยูตะลับสายตาไป หัวหน้าแก๊งก็ลุกขึ้นมาตบกบาลลูกน้องทั้งสองคนฉาดใหญ่พลางตะคอกด้วยความโมโห
"ใครสั่งให้พวกแกเอาเงินของฉันไปประเคนให้มันฮะ?! จำไว้เลยนะ พวกแกต้องเอาเงินมาคืนฉันพรุ่งนี้ ไม่งั้นฉันไม่ปล่อยพวกแกไว้แน่!"
ลูกน้องทั้งสองคนแทบน้ำตาร่วงรีบอธิบายพัลวัน
"หัวหน้า! พวกเราก็ไม่ได้อยากทำซักหน่อย! แต่ถ้าไม่ทำตอนนั้น พวกเราก็คงโดนอัดน่วม แถมหมอนั่นก็น่าจะค้นตัวปล้นเงินไปอยู่ดีนั่นแหละ!"
หัวหน้าคนนี้ช่างไร้เหตุผลและนิสัยแย่สิ้นดี...
แต่ในตอนนั้นเอง พวกมันไม่รู้เลยว่ามีร่างของนินจาในหน้ากากคนหนึ่งยืนอยู่บนกำแพงใกล้ๆ และเฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดมาตั้งแต่ต้น คนๆ นั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่คือคาคาชินั่นเอง
'ยูตะคนนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ ท่าทางเมื่อกี้เป็นการใช้กระบวนท่าร่วมกับสายฟ้างั้นหรอ?'
คาคาชิคิดในใจพลางหรี่ตาลงเล็กน้อย
เขาเริ่มรู้สึกสนใจในตัวยูตะ เด็กหนุ่มที่มีหน้าตาดีไม่แพ้ตนเอง คาคาชิตั้งเป้าไว้ในใจว่าการทดสอบครั้งหน้าเขาจะต้องท้าดวลเพื่อวัดฝีมือกับยูตะดูซักตั้ง
ในเวลาเดียวกัน ณ ห้องทำงานโฮคาเงะ...
โฮคาเงะรุ่นที่สาม ซารุโทบิ ฮิรุเซน กำลังคาบไปป์สูบพลางจ้องมองภาพที่ปรากฏอยู่บนลูกแก้ววิเศษ ซึ่งภาพบนลูกแก้วนั้นก็คือเหตุการณ์ที่ยูตะพึ่งจะเจอมาเมื่อครู่นี่เอง
"ให้ตายสิ... เห็นทีฉันคงต้องส่งคนไปเตือนเด็กพวกนั้นซักหน่อยแล้ว จะปล่อยให้อาซึมะเอาตำแหน่งลูกโฮคาเงะไปเบ่งรังแกคนอื่นแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด"
"แต่ก็นะ... ฉันจำได้ว่ายูตะเป็นลูกของเคียวสุเกะใช่ไหม? ไม่คิดเลยว่าเด็กคนนี้จะมีพรสวรรค์ซ่อนอยู่ขนาดนี้ ที่ผ่านมาฉันอาจจะมองข้ามไปหน่อย คงต้องหันมาให้ความสนใจเขาให้มากกว่านี้ซะแล้ว"
ในโลกนี้ เคียวสุเกะผู้เป็นพ่อของยูตะได้สละชีพเพื่อปกป้องหมู่บ้าน และอดีตเคยเป็นถึงนินจาระดับโจนินฝีมือดี นั่นจึงเป็นเหตุผลที่โฮคาเงะรุ่นที่สามจดจำเขาได้เป็นอย่างดี ส่วนการที่ท่านรุ่นที่สามได้มาเห็นเรื่องวุ่นๆ ในวันนี้ก็เป็นเพียงแค่เรื่องบังเอิญเท่านั้น
ก็รุ่นที่สามมักจะชอบใช้คาถากล้องโทรทรรศน์เพื่อสอดส่อง... เอ่อ หมายถึง ตรวจตราความเรียบร้อยภายในหมู่บ้านอยู่เป็นประจำน่ะนะ และเมื่อได้เห็นหมู่บ้านอยู่ในความสงบสุข หัวใจของเขาก็เปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ
"เด็กคนนั้นใช้เกราะสายฟ้าของหมู่บ้านคุโมะงาคุเระงั้นหรอ?"
"ไม่ใช่นี่... ดูไม่เหมือนซะทีเดียว! มันคล้ายกันแต่ก็ต่างกันอยู่! หรือว่าเขาจะคิดค้นมันขึ้นมาเองกันนะ?!"
"การที่สามารถฝึกฝนจนทำได้ถึงขนาดนี้โดยไม่มีใครคอยชี้นำ... ถือเป็นพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมจริงๆ!"
เมื่อคิดได้แบบนั้น ท่านรุ่นที่สามจึงแอบตัดสินใจบางอย่างในใจเงียบๆ
ตัดมาทางด้านยูตะ หลังจากสั่งสอนพวกอันธพาลแถมยังได้เงินค่าขนมติดมือมาเล็กน้อย เขาก็เดินมาถึงร้านราเมงอิจิราคุ ตัวเขาโหยหารสชาติของราเมงเจ้านี้มาตั้งแต่ตอนที่ดูอนิเมะในชาติก่อนแล้ว ในที่สุดวันนี้เขาก็จะได้ลิ้มลองมันซักที
ยูตะหย่อนก้นนั่งลงบนเก้าอี้หน้าร้าน ก่อนจะยกมือส่งเสียงสั่งอาหารทันที
"ลุงครับ! ขอราเมงทงคัตสึชามใหญ่ชามนึงครับ!"
"ได้เลยจ้า! ฮ่าๆ รอแปบนึงนะไอ้หนู!"
เทอุจิในวัยหนุ่มตอบรับด้วยรอยยิ้มละมุน... แค่กๆ! เอาเถอะ นั่นมันก็แค่มุกตลกในอินเทอร์เน็ตเฉยๆ
ยูตะสัมผัสได้ว่าลุงเทอุจิไม่มีกระแสจักระในร่างเลยแม้แต่นิดเดียว เป็นเพียงแค่ชาวบ้านธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้น... หรือว่าบางทีลุงแกอาจจะซ่อนพลังเอาไว้มิดชิดเกินไปจนเขามองไม่ออกกันแน่?