เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 29 - ขอบเขตเทพปราณขั้นเจ็ด ล่าราชาแตรสังข์

บทที่ 29 - ขอบเขตเทพปราณขั้นเจ็ด ล่าราชาแตรสังข์

บทที่ 29 - ขอบเขตเทพปราณขั้นเจ็ด ล่าราชาแตรสังข์


บทที่ 29 - ขอบเขตเทพปราณขั้นเจ็ด ล่าราชาแตรสังข์

"ตระกูลกู้ในรุ่นนี้ช่างน่าภาคภูมิใจเสียจริง"

กู้ฉิงชางและผู้อาวุโสใหญ่ยืนเอามือไพล่หลังมองลึกเข้าไปในตระกูลกู้ ด้วยระดับพลังของพวกเขา เรื่องราวที่เกิดขึ้นในลานประลองย่อมไม่รอดพ้นสายตาไปได้

"ทุกวันนี้โลกเปลี่ยนไปรวดเร็วเหลือเกิน พวกเรามันแก่เกินไปแล้ว คนที่จะก้าวทันยุคสมัยที่เปลี่ยนไปก็คงมีแต่เด็กรุ่นนี้แหละนะ" กู้ฉิงชางเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื้นตัน แววตาเต็มไปด้วยความพึงพอใจ

"ฉิงชาง เรื่องเคล็ดวิชาธาตุอสายฟ้า มีความคืบหน้าบ้างไหม"

จู่ๆ ผู้อาวุโสใหญ่ก็ยกเรื่องเคล็ดวิชาขึ้นมาพูด

สีหน้าของกู้ฉิงชางพลันมืดมนลง ก่อนจะส่ายหน้าและตอบว่า "ยังเลย"

นั่นสินะ

เคล็ดวิชาธาตุสายฟ้านั้นหายากมาก

โดยปกติแล้ว คนที่มีพลังลมปราณธาตุสายฟ้ามักจะอยู่ในตระกูลหรือขุมกำลังที่แข็งแกร่งมากๆ ตระกูลกู้คือข้อยกเว้น เพราะบรรพบุรุษของตระกูลกู้เคยยิ่งใหญ่มาก่อน เพียงแต่มาตกต่ำลงในภายหลัง แต่พลังลมปราณธาตุสายฟ้านั้นเป็นสิ่งที่สืบทอดมาทางสายเลือด ความตกต่ำไม่ได้ทำให้สิ่งนี้เปลี่ยนไป

พวกเขาจึงยังคงค้นหาเคล็ดวิชาธาตุสายฟ้าไม่พบสักที

"การสลายพลังย้อนกลับเร็วขึ้นทุกที อีกแค่สามวัน ข้าก็จะร่วงลงไปอยู่ขอบเขตควบแน่นจินตันขั้นหนึ่งแล้วนะ ทั้งๆ ที่หน้าต่างสลายพลังย้อนกลับเพิ่งจะโผล่มาได้ไม่ถึงสิบวันด้วยซ้ำ"

เวลาไม่ถึงสิบวัน

ผู้อาวุโสใหญ่ที่เคยอยู่ถึงขอบเขตควบแน่นจินตันขั้นสามจุดสูงสุด กลับร่วงหล่นมาอยู่ขอบเขตควบแน่นจินตันขั้นสองแล้ว

เรื่องนี้ทำให้เขาร้อนใจไม่น้อย

กู้ฉิงชางเองก็เผชิญปัญหาเดียวกัน

"ฉิงชาง เจ้าก็ใกล้จะร่วงจากขอบเขตเทพจินตันแล้วใช่ไหม" ผู้อาวุโสใหญ่ถอนหายใจ

ความจริงแล้วกู้ฉิงชางคืออัจฉริยะตัวจริง

ยอดฝีมือในเมืองสุริยันศักดิ์สิทธิ์รู้แค่ว่ากู้ฉิงชางอยู่ในขอบเขตเทพจินตัน แต่ไม่มีใครรู้เลยว่ากู้ฉิงชางนั้นแท้จริงแล้วคือยอดฝีมือในขอบเขตเทพจินตันขั้นสี่ ซึ่งถือว่ามีระดับพลังทิ้งห่างยอดฝีมือคนอื่นๆ ในเมืองสุริยันศักดิ์สิทธิ์ไปไกลลิบแล้ว

ถ้าไม่ใช่เพราะเหตุนี้

กู้ฉิงชางคงจะหลุดจากขอบเขตเทพจินตันไปนานแล้ว

แต่ถึงอย่างนั้น

กู้ฉิงชางก็ใกล้จะถึงขีดจำกัดแล้วเหมือนกัน

"ยังไงก็ต้องรีบจัดการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด"

"ในตัวเสี่ยวจิ่งมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่ ซึ่งผู้อาวุโสฝ่ายในต่างก็รู้ดี ดังนั้นการที่เขายังไม่ได้เข้าสำนักในตอนนี้ก็ถือเป็นเรื่องดีเหมือนกัน หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นในเมืองสุริยันศักดิ์สิทธิ์ พวกเราก็ยังพอจะปกป้องเขาได้ แต่เพื่อความปลอดภัย เราต้องรีบฟื้นฟูพลังของเจ้าให้กลับมาอยู่ในขอบเขตเทพจินตันโดยเร็วที่สุด" ผู้อาวุโสใหญ่พูดเป็นนัย

ความพิเศษของกู้จิ่ง

พวกเขาย่อมมองออกอยู่แล้ว

เพียงแต่ภายในตระกูลกู้นั้นมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างเหนียวแน่น

ผู้อาวุโสทุกคนต่างก็เข้าใจกันดี

ช่วงนี้แม้แต่ผู้อาวุโสสามฝ่ายนอกที่แสนจะดื้อรั้น ก็ยังเลิกไปกวนใจกู้จิ่งแล้ว

กู้ฉิงชางรู้สึกหนักใจ

หากสามารถหาเคล็ดวิชาธาตุสายฟ้ามาได้สักเล่ม

ทุกคนในตระกูลกู้ก็จะได้อานิสงส์ไปด้วย

ผู้อาวุโสฝ่ายในของตระกูลกู้ทุกคนก็จะสามารถปลดล็อกสถานะการสลายพลังย้อนกลับได้

ต่างกันก็แค่ความเข้ากันได้ของวิชาจะช่วยรักษาระดับพลังเอาไว้ได้มากน้อยแค่ไหนเท่านั้น

ตอนนี้ผู้อาวุโสฝ่ายในบางคนก็ร่วงหล่นจากขอบเขตควบแน่นจินตัน กลับไปอยู่ขอบเขตวิญญาณลี้ลับขั้นสิบจุดสูงสุดแล้ว

ดังนั้นสถานการณ์ของตระกูลกู้ในตอนนี้จึงถือว่าวิกฤตมาก

และเพราะสถานการณ์วิกฤตแบบนี้เอง ในเหตุการณ์ของจี้หยวน ทุกคนถึงได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ส่งผู้อาวุโสใหญ่ทั้งเก้าออกไปจัดการเรื่องนี้

สิ่งที่ตระกูลกู้ต้องทำในตอนนี้คือการเสี่ยงตาย เพื่อไขว่คว้าหาทางรอดให้ได้

"มีขุมกำลังภายนอกหลายกลุ่มกำลังจับตาดูอยู่รอบๆ เมืองสุริยันศักดิ์สิทธิ์ การที่ช่วงนี้สามตระกูลนั้นเริ่มเคลื่อนไหวผิดปกติ ก็คงมีสาเหตุมาจากเรื่องนี้ด้วย"

กู้ฉิงชางและผู้อาวุโสใหญ่สบตากัน ต่างก็เห็นความเคร่งเครียดในแววตาของอีกฝ่าย ท้ายที่สุดพวกเขาก็หันกลับไปมองแผ่นหลังที่ยืนตระหง่านราวกับหอกบนลานประลองอีกครั้ง

แววตาเต็มไปด้วยความหวัง

เสี่ยวจิ่ง

รีบๆ เติบโตขึ้นมาเถอะนะ

...

หลังจากออกจากลานประลอง

กู้จิ่งก็มาที่จุดเกิดสัตว์อสูรแตรสังข์

ได้เวลาเปิดตัวราชาแตรสังข์ผลึกม่วงแล้ว

อันที่จริง เขาควรจะเปิดมอนสเตอร์ระดับสูงตัวที่สองตั้งแต่วันที่เขาเข้าสู่สภาวะมารสวรรค์คุ้มคลั่งแล้ว

แต่ก็ต้องเลื่อนออกไปเพราะสภาวะมารสวรรค์คุ้มคลั่งนั่นแหละ

พอลองคำนวณเวลาดู

ตั้งแต่วันที่เปิดมอนสเตอร์ตัวแรกจนถึงตอนนี้

ก็ผ่านมาห้าวันแล้ว

กู้จิงรุ่ยยืนอยู่ข้างๆ กู้จิ่ง ในมือถือสมุดบันทึกสถิติเอาไว้

"นายน้อยจิ่ง ยังเหลือเวลาอีกสองวัน เรามีโอกาสเปิดมอนสเตอร์ระดับสูงได้อีกสองตัว หวังว่าจะดรอปของดีๆ ออกมาบ้างนะขอรับ"

กู้จิ่งพยักหน้ารับ ก่อนจะเงยหน้ามองท้องฟ้าและถามว่า "จะเริ่มได้เมื่อไหร่"

ไม่นานนัก

ผู้อาวุโสใหญ่ฝ่ายในก็นำกลุ่มยอดฝีมือฝ่ายในรีบตามมาสมทบ

"เสี่ยวจิ่ง เริ่มได้เลย"

กู้จิ่งพยักหน้า จากนั้นก็ใช้เคล็ดกระบี่พริบตาสาดสายฝนกระบี่อันร้อนแรงทะลวงเมฆาตกลงมาบนภูเขารกร้างทันที

เมื่อเห็นการโจมตีของเคล็ดกระบี่พริบตา แววตาของผู้อาวุโสใหญ่ก็เป็นประกาย พลังของเคล็ดกระบี่พริบตานี้ทำไมถึงดูแปลกๆ ไปล่ะ สายฝนกระบี่มันดูหนาแน่นเกินไปหน่อยหรือเปล่า

"ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ"

"ปู๊นปู๊นปู๊นปู๊นปู๊นปู๊น"

【ได้รับค่าประสบการณ์ 53 หน่วย】

【ได้รับแต้มบิดเบือนสัตว์อสูร 50 หน่วย】

【ได้รับไอปราณอำมหิต 50 หน่วย】

【ระดับพลังของท่านทะลวงเข้าสู่ขอบเขตเทพปราณขั้นเจ็ด】

ในขณะเดียวกัน แสงสีฟ้าก็สว่างวาบขึ้นมา กู้จิ่งดรอปของได้แล้ว

ไอเทมที่ดรอปคือ สนับแข้งหยกทองคำ สนับแข้งวายุเทวะ หยกห้อยคอทะเลทุกข์

ได้สนับแข้งมาอีกชิ้นแล้วสิ

แบบนี้ เท่ากับว่ากู้จิ่งยังขาดชิ้นส่วนของชุดเซต กายาเทพหยกทองคำ อีกแค่สามชิ้นเท่านั้น ถือว่าสะสมมาได้ครึ่งทางแล้ว

กู้จิ่งเก็บของอีกสองชิ้นที่เหลือใส่กระเป๋าระบบไป

【ครบเงื่อนไขการอัญเชิญมอนสเตอร์ระดับสูง ราชาแตรสังข์ผลึกม่วง ต้องการอัญเชิญหรือไม่】

กู้จิ่งกดอัญเชิญทันที

"ครืน ครืน"

เด็กรุ่นเยาว์ตระกูลกู้ที่อยู่รอบๆ ต่างตื่นเต้นจนหน้าแดงก่ำ แต่ก็ต้องถอยกรูออกไปเพราะแรงสั่นสะเทือนอันน่าสะพรึงกลัวนี้

"โฮก"

การอัญเชิญครั้งที่สองก็ยังคงอลังการไม่เปลี่ยน ห้วงลึกสีม่วงเข้มฉีกขาดออก ปรากฏสู่สายตาชาวโลกอีกครั้ง เสียงคำรามเกรี้ยวกราดดังก้องออกมาจากข้างใน ก่อนที่ราชาแตรสังข์ผลึกม่วงร่างยักษ์จะตะเกียกตะกายขึ้นมาจากห้วงลึก

"อย่าหยุดโจมตีล่ะ เดี๋ยวเราจะได้แบ่งค่าประสบการณ์กัน" ผู้อาวุโสใหญ่ปลดปล่อยพลังเต็มพิกัด เสียงตะโกนดังก้องกังวานปลุกเด็กรุ่นเยาว์ตระกูลกู้ให้ตื่นจากภวังค์

ในชั่วพริบตานั้น การโจมตีหลากหลายรูปแบบก็เริ่มถาโถมเข้าใส่

【-21】

【-13】

【-15】

【...】

ตัวเลขความเสียหายปรากฏขึ้นยิบยับเต็มไปหมด กู้จิ่งเองก็ช่วยโจมตีไปสองสามที แต่หน้าที่หลักของเขาคือการดึงดูดความสนใจมากกว่า

ร่างของราชาแตรสังข์ผลึกม่วงเต็มไปด้วยลวดลายคริสตัลสีดำและสีม่วงสลับกัน ดูดุร้ายน่ากลัวและแผ่กลิ่นอายสังหารออกมาจางๆ

ในครั้งนี้กู้ฉิงชางไม่ได้มาร่วมวงด้วย

จึงใช้เวลาในการล้มราชาแตรสังข์ผลึกม่วงนานกว่าเดิมเล็กน้อย

ราวๆ ครึ่งชั่วยามผ่านไป

"ตึง"

ราชาแตรสังข์ผลึกม่วงแผดเสียงร้องอย่างไม่ยินยอม ก่อนจะล้มตึงลงกับพื้น

【มอนสเตอร์ระดับสูง ราชาแตรสังข์ผลึกม่วง ถูกสังหารแล้ว】

การตายของมอนสเตอร์ระดับสูงในครั้งก่อนก็เคยสร้างความฮือฮาไปทั่วเมืองสุริยันศักดิ์สิทธิ์มาแล้ว เพียงแต่ตอนนั้นช่องแชตของเมืองยังไม่เปิดใช้งาน ความโกลาหลจึงไม่ชัดเจนเท่าไหร่นัก

แต่ครั้งนี้ ช่องแชตถึงกับระเบิดไปเลย

【พระเจ้าช่วย โผล่มาอีกแล้ว มอนสเตอร์ระดับสูง ราชาแตรสังข์ผลึกม่วง นี่ต้องเป็นมอนสเตอร์บนภูเขารกร้างของตระกูลกู้แน่ๆ】

【ชัวร์ป้าป เมื่อกี้ข้าเดินเฉียดไปแถวภูเขารกร้าง ก็โดนกลุ่มยอดฝีมือชุดดำของตระกูลกู้ไล่ตะเพิดออกมาเลย ตกลงตระกูลกู้ไปหามอนสเตอร์ระดับสูงมาจากไหนกันเนี่ย น่าอิจฉาชะมัด】

【ตระกูลกู้ก็แค่ฟลุ๊คเท่านั้นแหละ】

【ภูเขารกร้างเป็นทรัพยากรส่วนรวมของทุกคน ทำไมต้องปล่อยให้ตระกูลกู้ผูกขาดอยู่ฝ่ายเดียวด้วย ตระกูลกู้จะเอาเปรียบกันเกินไปแล้วนะ】

【คอมเมนต์ข้างบน เก็บอาการหน่อย ชื่อโผล่หราขนาดนั้น】

ชื่อของคอมเมนต์ด้านบนนั้นก็คือ

【ชายหนุ่มตระกูลหวังเพิ่งเติบโต】

คนของตระกูลหวังนี่เอง

ทั้งสามตระกูลคงอิจฉาจนตาร้อนผ่าวไปหมดแล้วล่ะสิ

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 29 - ขอบเขตเทพปราณขั้นเจ็ด ล่าราชาแตรสังข์

คัดลอกลิงก์แล้ว