- หน้าแรก
- เจ้าองค์ชายบ้านี่ จะเก่งไปทุกเรื่องไม่ได้นะ
- 122 - จูจวินเที่ยวซ่อง
122 - จูจวินเที่ยวซ่อง
122 - จูจวินเที่ยวซ่อง
122 - จูจวินเที่ยวซ่อง
เมื่อสวีจิ้นต๋าเดินไปหยิบกระบี่ที่แขวนอยู่บนผนังและดึงออกมาครึ่งเล่ม เขากลับลังเล ไม่สามารถลงมือได้
สวีเทียนโซ่วที่เจ็บปวดจนทรุดลงคุกเข่า กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ท่านพ่อ ข้าผิดไปแล้ว ข้ารู้ว่าข้าผิด โปรดอย่าฆ่าข้า ข้า...ข้าจะไม่กล้าทำอีก..."
เมื่อเห็นสวีจิ้นต๋าชูกระบี่ เขาก็ตกใจกลัวจนแทบสิ้นสติ "ท่านพ่อ! พี่เขยมีวิธีจัดการเรื่องนี้แล้ว มันจะไม่ส่งผลกระทบต่อตระกูลของเรา ท่านวางใจได้ มันจะไม่เกิดอะไรขึ้นแน่นอน..."
สวีจิ้นต๋าไม่ตอบอะไร สวีเทียนโซ่วจึงรีบเล่าวิธีการจัดการของจูตี้ให้ฟัง
เสียงกระบี่หล่นกระทบพื้น
สวีจิ้นต๋าทรุดลงนั่งบนเก้าอี้ พลางถอนหายใจอย่างหนักหน่วง "ช่างเป็นแผนการที่ร้ายกาจและชั่วช้ายิ่งนัก!
เจ้าบีบให้ข้าต้องเลือก ข้าเลี้ยงเจ้าให้เกิดมาเป็นตัวปัญหาได้อย่างไร!"
"ท่านพ่อ การแย่งชิงราชสมบัติล้วนเป็นเช่นนี้ พี่เขยของข้าผู้มากด้วยความทะเยอทะยานและมีปณิธานอันยิ่งใหญ่ ทั้งเชี่ยวชาญในศาสตร์และศึก ในอนาคตย่อมเป็นฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่แน่นอน!" สวีเทียนโซ่วกล่าว
"แล้วไท่จื่อไม่ใช่ฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่หรือ?" สวีจิ้นต๋าหัวเราะเยาะ "เมื่อเปรียบเทียบกับไท่จื่อ เขาอาจจะเจ้าเล่ห์กว่าก็จริง แต่เขาชั่วช้าเกินไป ข้ารับไม่ได้!"
ก่อนที่จูตี้จะมาเป็นลูกเขย เขาเคยเป็นศิษย์ของสวีจิ้นต๋าออกศึกเป็นเวลาหลายปี และในตอนนั้นเขาก็สังเกตเห็นถึงความทะเยอทะยานของจูตี้แล้ว
หากจูตี้ตั้งใจป้องกันชายแดน เขาอาจกลายเป็นอ๋องผู้ยิ่งใหญ่ในรอบพันปี
แต่หากเขาไม่รู้จักสงบ เขาจะกลายเป็นภัยพิบัติของอาณาจักรอย่างแน่นอน
ผู้คนกล่าวว่าจูจวินเป็นตัวปัญหา แต่เมื่อเทียบกับจูตี้ จูจวินดูเป็นเพียงตัวตลก
"ท่านพ่อ หากท่านช่วยเหลือพี่เขยของข้า เขา..."
"หยุดพูด!" สวีจิ้นต๋าจ้องสวีเทียนโซ่วอย่างเย็นชา "พวกเจ้าคิดว่าการใช้วิธีนี้จะบังคับข้าได้อย่างนั้นหรือ?
ขอบอกไว้เลย ว่ามันเป็นไปไม่ได้!
ถึงแม้ไท่จื่อจะสิ้นพระชนม์ ก็ยังมีไท่ซุน!
จูตี้ไม่มีทางเข้าตาข้า
ไม่ว่าจะเป็นสายหวยซีหรือสายเจ้อเจียง พวกเขาล้วนยึดมั่นในหลักการสายตรงที่ถูกต้อง
อย่าลืมว่า ฝ่าบาทยังทรงพระชนม์อยู่
หากเขากล้าพอ ก็ลองฆ่าฝ่าบาทดูสิ
เมื่อมองย้อนไปในประวัติศาสตร์หลายพันปี มีคนทำเรื่องเลวทรามเช่นนี้มากมาย
แต่หากเขาต้องการทำเรื่องไร้คุณธรรมเช่นนี้ ก็อย่าดึงข้าสวีจิ้นต๋าเข้าไปเกี่ยวข้อง!
วันนี้ข้าไม่ฆ่าเจ้า เพราะข้าเป็นคนเลี้ยงเจ้าขึ้นมาแต่ไม่สามารถสั่งสอนเจ้าได้ดี
มันเป็นความผิดของข้า!
แต่ต่อจากนี้ไป เจ้าอย่าได้ทำให้พี่น้องของเจ้าเสียคน และอย่าดึงเมี่ยวจิ่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย!"
"ท่านพ่อ ข้า..."
"อย่าเรียกข้าว่าพ่ออีก ปีกของเจ้าแข็งแรงแล้ว ออกไปเสีย ข้าไม่มีลูกชายเช่นเจ้า!"
"ท่านพ่อ!" สวีเทียนโซ่วร่ำไห้
"ไปให้พ้น!" สวีจิ้นต๋ากล่าวด้วยเสียงอันดุดัน "อย่าบีบให้ข้าลงมือ!"
สวีเทียนโซ่วตัวสั่นเทา รู้ดีว่าหากเขาไม่ออกไป พ่อของเขาอาจใช้กระบี่ฟันเขาจริงๆ
เขาคุกเข่าลงและโขกศีรษะสามครั้ง "ข้าเป็นลูกที่อกตัญญู ทำให้ท่านพ่อผิดหวัง
ในอนาคต ข้าจะต้องเป็นขุนนางใหญ่เพื่อให้ท่านภูมิใจ!"
เขาพยายามลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ก่อนจะเปิดประตูและเดินออกไป
ขณะนั้น เซี่ยสุ่ยเอ๋อเดินเข้ามา เมื่อเห็นสวีเทียนโซ่วเต็มไปด้วยเลือดนางก็รีบกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ "ลูกเอ๋ย เจ้าเป็นอะไรไป?"
สวีเทียนโซ่วไม่ตอบ รีบเดินหนีไปทันที
"เจ้าคนชั่ว สวีจิ้นต๋า! ข้าจะเอาเรื่องเจ้าให้ถึงที่สุด!"
แต่เมื่อนางเข้ามาในห้อง นางเห็นสวีจิ้นต๋านั่งอยู่บนพื้นด้วยสีหน้าหมดอาลัยตายอยากนางก็ยิ่งตกใจมากกว่าเดิม "ท่านพี่..."
...
สวีเทียนโซ่วไปยังวังเอี้ยน หมอหลวงในวังช่วยทำแผลให้เขา จูตี้จึงซักถามเรื่องที่เกิดขึ้น
สวีเทียนโซ่วไม่ปิดบัง เล่าเรื่องทั้งหมดอย่างตรงไปตรงมา
แต่เขาไม่ได้พูดถึงคำด่าของพ่อเกี่ยวกับจูตี้ เพื่อไม่ให้จูตี้เกิดความโกรธแค้นในใจ
จูตี้ถอนหายใจ "รอจนทุกอย่างสงบ ข้าจะนำสุราไปขออภัยท่านพ่อตาเอง เจ้าอย่าได้เสียใจไปเลย เราเองก็รู้ว่าสิ่งที่เราทำมันไม่ถูกต้องนัก
ท่านพ่อตาสมควรจะโกรธ
พี่ใหญ่ของข้านั้นทั้งเก่งกาจในวรรณศิลป์และการศึก ตั้งแต่เด็กก็ได้รับแต่สิ่งที่ดีที่สุด
แต่หลายปีที่ข้าอยู่เมืองเป่ยผิง(ชื่อเดิมของปักกิ่ง) คอยต้านทานกองทัพตาต้าร์และกองกำลังที่เหลือของวาลา(หลังจากสิ้นราชวงศ์หยวนมองโกลก็แตกออกเป็นสองเผ่าคือตาต้าร์และวาลา) แถมยังต้องระวังพวกต้าโจวอีก มีสักกี่คนที่ใส่ใจเรื่องนี้?"
"พี่เขย ข้าไม่เคยสงสัยในตัวท่านเลย!" สวีเทียนโซ่วกล่าว
"ข้ารู้ดี!" จูตี้ตบไหล่สวีเทียนโซ่ว ก่อนจะกระซิบที่ข้างหูเขา
ดวงตาของสวีเทียนโซ่วเป็นประกาย "จริงหรือ?"
"ใช่ คนของข้าส่งข่าวมา บอกว่าพระบิดายังไม่รู้เรื่องนี้เลย เพราะพี่ใหญ่ปกปิดไว้!"
จูตี้ยิ้ม "รอให้น้องหกจัดพิธีสวมหมวกและงานสมรสเสร็จ เจ้าก็ตามข้าไปอยู่เป่ยผิง เราจะหลบพายุไปก่อน รอสักปีครึ่ง เมื่อผลกระทบเริ่มแสดงออกมา
ตอนนั้น ข้าจะกลับมาใหม่ และสถานการณ์จะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว!"
"สวรรค์ช่วยพี่เขยจริงๆ!" สวีเทียนโซ่วตื่นเต้น "แต่...เมี่ยวจิ่นกับน้องหก..."
"อวยพรให้พวกเขาเถอะ!" จูตี้ถอนหายใจ "ถึงแม้ข้าจะขึ้นมามีอำนาจในภายหลัง ข้าก็จะไม่ยอมให้ใครแตะต้องน้องหก!"
สวีเทียนโซ่วเงียบไป ขณะที่พระสงฆ์ในชุดดำที่ยืนอยู่ข้างๆ มองสถานการณ์อย่างชัดเจน
เขารู้ดีว่าที่จูตี้ปกป้องจูจวินเช่นนี้ เพราะเขาไม่ต้องการทำลายความเป็นมนุษย์และความสัมพันธ์ในครอบครัวของตน
จูจวินคือเครื่องเตือนใจให้เขารู้ว่าเขายังเป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ
ความจริงใจเล็กน้อยนี้ ทำให้จูตี้ไม่ตกสู่ความมืดมิดจนเกินไป
เมื่อคิดได้ดังนั้น พระสงฆ์ในชุดดำก็ไม่พยายามยุยงให้จูตี้สังหารจูจวินอีก
เพราะทุกคนล้วนมีขีดจำกัดของตนเอง
และจูจวินก็คือขีดจำกัดของจูตี้
"อามิตาพุทธ!" พระสงฆ์กล่าวพร้อมร่ายคาถา "ปลาหลีฮื้อไม่ใช่ปลาธรรมดาในสระน้ำ เมื่อเอาชนะเมฆฝนได้ ย่อมกลายเป็นมังกรในที่สุด!
โชคดีในแผ่นดินนี้ ไม่มีใครสามารถครอบครองได้ทั้งหมด
ต้องรู้จักคำว่าพอ!"
"ถูกต้อง!" จูตี้หัวเราะ
...
ในขณะเดียวกัน จูจวินก็มาถึง "หอหมายเลขสิบหก"
สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่อาคารเดี่ยวแต่เป็นอาคารสามชั้นหกหลังตั้งอยู่ติดกัน
ส่วนหอหมื่นบุปผาของเติ้งหนู ก็แอบอิงเปิดขึ้นในบริเวณใกล้เคียงกัน ได้รับขนานนามว่าหอที่สิบเจ็ด!"
(เป็นซ่องของทางการไว้ลงโทษครอบครัวผู้กระทำผิด ตัวอย่างเช่นคดีกบฏที่ผู้ชายในครอบครัวจะถูกนำไปตัดศีรษะทั้งหมด ส่วนผู้หญิงก็จะถูกส่งไปรับความผิดในซ่องของทางการไม่มีสิทธิ์ไถ่ตัวเหมือนซ่องเอกชน ผู้หญิงที่ทำงานที่นี่ก็จะตายอยู่ที่นี่ หากมีลูกเป็นผู้ชายก็จะถูกส่งไปเป็นทาส หากเป็นผู้หญิงก็จะทำงานในซ่องต่อไป)
สถานที่นี้ตั้งอยู่นอกเมืองอิงเทียน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของแม่น้ำฉินหวย(ฉินไหว ถ้าในยุคปัจจุบันก็จะเป็นย่านพัฒน์พงษ์หรือพัทยา)
ภายในมีสถานเริงรมย์หลายร้อยแห่งซึ่งตั้งขึ้นในช่วงที่จูหยวนจางเริ่มสร้างอาณาจักร
ตอนแรกเปิดให้เฉพาะพ่อค้าเข้า ไม่อนุญาตให้ขุนนาง แต่ภายหลังพบว่าห้ามไม่ได้ จึงยอมหลับตาข้างหนึ่ง เปิดตาข้างหนึ่ง เพื่อสร้างรายได้ให้กับการคลัง
"ท่านหก เรามาที่หอหมายเลขสิบหกกลางวันแสกๆ แบบนี้ มันไม่โจ่งแจ้งไปหน่อยหรือ?" เสิ่ยต้าเป่ากล่าว "แม้ว่าสาวๆ ที่นี่จะสวย แต่ไหนจะสู้สาวๆ ที่บ้านได้ล่ะ?"
"ใครบอกว่าข้ามาเล่นกับสาวๆ ข้ามาฟังเพลงต่างหาก อย่าเข้าใจผิด!" จูจวินที่แต่งตัวในชุดบัณฑิต แต่เส้นผมถูกโกนจนเกลี้ยงจึงมีลักษณะคล้ายกับพระหนุ่มที่แอบปลอมตัวมาเที่ยวซ่องโสเภณี!
"ฟังเพลง?" เสิ่ยต้าเป่างง "บ้านเราก็มีโรงแสดงเพลง ทำไมไม่ไปที่ของเรา?"
เขาตื่นเต้นกับตำแหน่งขุนนางระดับเจ็ดที่เพิ่งได้รับ ทั้งดีใจและกดดันในเวลาเดียวกัน
"บางครั้งก็ต้องเปลี่ยนรสชาติบ้าง ข้าได้ยินมาว่าสวีหนี่เอ๋อที่หอหมายเลขสิบหกนั้นงดงามมาก ข้าก็อยากไปเห็นสักหน่อย!"
เสิ่ยต้าเป่านิ่งไป "ท่านหก...ท่านชอบผู้หญิงแก่หรือ?"
……….