- หน้าแรก
- ระบบรักษาวินัยป่วนยุคสามก๊ก
- บทที่ 7 - อยากสร้างชื่องั้นหรือ ข้าจะพาเจ้าไปสร้างชื่อเอง!
บทที่ 7 - อยากสร้างชื่องั้นหรือ ข้าจะพาเจ้าไปสร้างชื่อเอง!
บทที่ 7 - อยากสร้างชื่องั้นหรือ ข้าจะพาเจ้าไปสร้างชื่อเอง!
บทที่ 7 - อยากสร้างชื่องั้นหรือ ข้าจะพาเจ้าไปสร้างชื่อเอง!
"อยากไปนักก็ไปเลย!"
จู่ๆ โจโฉก็มองเขาด้วยสายตารำคาญใจ ก่อนจะเอ่ยว่า "ให้เจ้าควบตำแหน่งนายกองทหารทำเกษตรประจำเมืองเอียนเซีย นำกองทหารจากแคว้นชิงโจวสามร้อยนาย กลับไปทำเกษตรที่เมืองเอียนเซียก่อนก็แล้วกัน"
"อีกสามวันให้หลัง กองทัพใหญ่จะออกเดินทางไปตั้งค่ายประจำการที่เมืองเอียนเซียและเมืองตันลิว"
สวีเจินโพล่งขึ้นมาทันที "ทางที่ดีควรตั้งค่ายทหารสักไม่กี่พันนายไว้ใกล้ๆ กับเขตเฟิงชิว โดยเน้นใช้ทหารม้าชั้นยอดเป็นหลักนะขอรับ"
"ทำไมล่ะ"
โจโฉถามด้วยความประหลาดใจ นี่มันมีเหตุผลอะไรมารองรับกัน
สวีเจินประสานมือตอบด้วยท่าทีจริงจัง "เป็นเพียงแค่ข้อสันนิษฐานของผู้น้อยเท่านั้นขอรับ หากมีกองทัพจากทางใต้บุกขึ้นมา เขตเฟิงชิวจะสามารถสกัดกั้นไม่ให้พวกมันบุกเข้าไปลึกถึงเมืองตันลิวได้ และยังสามารถตั้งรับแบบคีมกระหนาบได้อีกด้วยขอรับ"
"หืม?!"
"ดังที่ทุกคนทราบกันดี กลยุทธ์แบบคีมกระหนาบ ถือเป็นกลยุทธ์ทางทหารที่แยบยลที่สุดเลยนะขอรับ"
"ใครเป็นคนบอกเจ้ากัน!" ใบหน้าของโจโฉยับย่นเข้าหากันด้วยความหงุดหงิดสุดขีด เจ้าเป็นแค่ขุนนางฝ่ายบริหาร จะไปรู้เรื่องตำราพิชัยสงครามได้อย่างไร "แล้วไอ้ที่ว่าทุกคนทราบกันดีน่ะมันอะไรกัน กลยุทธ์ทางการทหารไม่มีรูปแบบที่ตายตัวหรอกนะ มันต้องปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ เจ้าจำเอาไว้เลยนะ หากวันหน้ามีโอกาสได้คุมทัพ อย่ามัวแต่งมงายยึดติดกับตำราเด็ดขาด ต้องรู้จักพลิกแพลงตามสถานการณ์ และรู้จักฉวยโอกาสให้เป็น"
"อีกอย่าง จะมีกองทัพจากทางใต้บุกมาได้อย่างไร เจ้าคิดว่าอ้วนสุดแห่งเมืองลำหยงจะกล้ายกทัพมาตีข้างั้นหรือ"
"ตอนนี้มันกำลังติดพันทำศึกกับเล่าเปียวอยู่ แค่ข้าไม่ยกทัพไปตีมันก็บุญหัวแค่ไหนแล้ว มันจะกล้ายกทัพมาตีข้าได้อย่างไร!"
"ไปได้แล้ว!"
"ขอรับ"
สวีเจินหันหลังเดินจากไป เขากลับไปที่ค่ายทหารเพื่อเตรียมตัวนำทหารองครักษ์ไปรับกองทหารจากแคว้นชิงโจว
หลังจากเขาเดินลับสายตาไป
โจโฉมองตามแผ่นหลังของสวีเจินที่หายลับไป พลางบ่นพึมพำ "โง่เง่าเต่าตุ่นสิ้นดี"
"ชาตินี้คงไม่มีวันเรียนรู้การทำตัวให้ดูภูมิฐานได้หรอก ช่างแตกต่างจากพวกบัณฑิตอย่างสิ้นเชิง"
ซุนฮกที่ยืนอยู่ข้างๆ หัวเราะขึ้นมาทันที "นายท่านส่งปั๋วเหวินไปอยู่ที่เมืองเอียนเซีย แต่แท้จริงแล้วก็ไม่อยากให้เขาอยู่ห่างไกลใช่หรือไม่ขอรับ"
"แม้จะให้ควบตำแหน่ง แต่ในความเป็นจริงแล้ว นี่คือการเลื่อนขั้นต่างหาก ตำแหน่งนายกองทหารทำเกษตรมีอำนาจเทียบเท่ากับนายอำเภอ แถมยังมีทหารใต้บังคับบัญชาอีกหลายร้อยนาย หากปีนี้ได้ผลผลิตดี ราษฎรก็จะจดจำชื่อเสียงของปั๋วเหวินได้ เมื่อเขาสร้างผลงานและได้รับความศรัทธาจากราษฎร ภายภาคหน้าก็จะได้เลื่อนขั้นเป็นขุนนางใหญ่ได้ง่ายขึ้นขอรับ"
"หึหึ" โจโฉปรายตามองซุนฮกพลางหัวเราะ "ต้องยกความดีความชอบให้ซุนฮกอย่างเจ้าเลยล่ะ"
"คนที่รู้ใจข้าที่สุด ก็มีแต่เจ้านี่แหละ"
"เพียงแต่ เรื่องที่เขาบอกให้ตั้งค่ายทหารไว้ใกล้ๆ เขตเฟิงชิวนั้น..."
"ผู้น้อยไม่ค่อยสันทัดเรื่องตำราพิชัยสงครามสักเท่าไหร่ขอรับ" ซุนฮกยืดตัวตรง สีหน้าครุ่นคิด "แต่สิ่งที่ปั๋วเหวินพูดออกมา คงผ่านการคิดทบทวนมาอย่างดีแล้ว ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่กล้าเอ่ยปากออกมาหรอกขอรับ"
ซี่จื้อไฉที่ยืนอยู่ข้างซุนฮก
จู่ๆ ก็พูดแทรกขึ้นมาว่า "ต้องผ่านการคิดทบทวนมาอย่างดีอยู่แล้วสิ"
"การตั้งค่ายทหารที่เขตเฟิงชิว จะทำให้กองทัพพร้อมบุกทะลวงเข้าสู่อาณาเขตได้ตลอดเวลา การตั้งค่ายอยู่ชายแดน นอกจากจะช่วยยึดครองความได้เปรียบทางชัยภูมิแล้ว ยังสามารถซุ่มโจมตีได้อีกด้วย ผนวกกับพื้นที่ของเมืองตันลิว ก็ยังสามารถจับตาดูความเคลื่อนไหวของเตียวเมาได้อีก ไม่จำเป็นต้องใช้ทหารมากมาย แค่ไม่กี่พันนายก็เพียงพอแล้ว"
"ถึงเวลานั้น ต่อให้มีกองโจรบุกเข้ามารุกราน เราก็สามารถส่งกองทัพออกไปซุ่มโจมตีแบบสายฟ้าแลบได้ทันที นี่แหละคือกองกำลังซุ่มโจมตีชั้นยอด"
โจโฉกลั้นขำไว้ไม่อยู่จนหลุดเสียงหัวเราะออกมา "แล้วทำไมเมื่อกี้เจ้าถึงไม่ยอมพูดล่ะ"
เมื่อครู่นี้ยังเอาแต่หุบปากเงียบ แต่พอตอนนี้กลับมาช่วยอธิบายแผนการให้เขาฟังเสียนี่ ถึงแม้ซี่จื้อไฉจะมีนิสัยแปลกประหลาดไปบ้าง แต่ก็ดูออกว่าเขาชื่นชมสวีเจินมากทีเดียว
"ข้าไม่อยากจะพูดเลียนแบบคำพูดของคนอื่นนี่นา"
ซี่จื้อไฉตอบด้วยน้ำเสียงเย่อหยิ่ง
เขายังคงรู้สึกหงุดหงิดอยู่ลึกๆ
เดิมทีเด็กหนุ่มอนาคตไกลคนนี้ ควรจะได้มาเป็นที่ปรึกษาประจำตัวของเขาก่อน หากพวกเขาสองคนได้ร่วมงานกัน มันคงจะยอดเยี่ยมไร้ที่ติขนาดไหน นึกถึงตอนที่เขาอาศัยอยู่ในลานบ้านโทรมๆ ยากจนข้นแค้นแถวริมแม่น้ำอิ่งชวน
เขากับสหายแซ่กุย นั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานตัวเดียวกัน บนเบาะรองนั่งสองใบ
มีเหล้าหนึ่งไห กับจอกเหล้าสองใบ เพียงชั่วข้ามคืน พวกเขาก็สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ของแผ่นดินได้อย่างทะลุปรุโปร่ง และมองเห็นศักยภาพของเหล่าขุนศึกแต่ละคนได้อย่างแจ่มแจ้ง
มาตอนนี้ สวีเจินคนนี้... ช่างน่าเสียดายจริงๆ
...
วันนั้นสวีเจินจัดการธุระปะปังจนเสร็จสิ้น เขาคัดเลือกกองทหารจากแคว้นชิงโจวจำนวนสามร้อยนาย และเดินทางจากเมืองตันลิวไปยังเมืองเอียนเซียโดยใช้เวลาเพียงแค่คืนเดียว
ทันทีที่ไปถึง เขาตรงดิ่งไปยังที่ทำการเกษตรเพื่อรับมอบราษฎร จัดสรรโควตาทหารและบัญชีรายชื่อราษฎรทันที
ในอาณาเขตหนึ่งอำเภอภายใต้การดูแลของเขา มีราษฎรอาศัยอยู่หกพันครัวเรือน ครอบครองพื้นที่เพาะปลูกรวมทั้งสิ้นหกหมื่นหมู่
วันแรกของการทำงาน
หลังจากจัดสรรที่ดินทำกินที่สามารถเพาะปลูกได้ง่ายเสร็จเรียบร้อย สวีเจินก็ลงพื้นที่นำเตียนอุยออกไปตามหาวัวไถนาและเครื่องมือการเกษตร เพื่อบุกเบิกที่ดินรกร้างที่ทำได้ยากลำบากกว่า
การบุกเบิกที่ดินรกร้างนั้น แค่ขุดรากถอนโคนต้นไม้และเคลียร์เศษหินก็กินเวลาไปกว่าครึ่งวันแล้ว
หลังจากนั้น สวีเจินก็สั่งให้ช่างไม้ดัดแปลงคันไถให้โค้งงอ เพื่อปรับจุดรับน้ำหนักของวัวให้ต่ำลง ซึ่งจะช่วยให้ใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น
ผ่านไปหนึ่งวันเต็มๆ
พวกเขาเพิ่งจะจัดการพื้นที่เพาะปลูกไปได้แค่สามแปลงเท่านั้น
พื้นที่เพาะปลูกมีตั้งหลายหมื่นหมู่ ยิ่งบุกเบิกได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี สวีเจินจึงตั้งใจว่าจะไม่หยุดพักในคืนนี้
เพราะตราบใดที่เขายังคงปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง การทำงานอย่างต่อเนื่องก็จะทำให้เขาได้รับแต้มวินัยอย่างไม่ขาดสาย
[ท่านทำการบุกเบิกพื้นที่เพาะปลูก ปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด ได้รับแต้มวินัย +30]
30 แต้ม ยอดเยี่ยมไปเลย
เพียงไม่กี่วัน แต้มวินัยที่เขาสะสมไว้ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถแลกเปลี่ยนเป็นพลังยุทธ์ได้อีก 3 แต้ม
ตอนนี้พลังยุทธ์ของเขาพุ่งขึ้นไปถึง 66 แล้ว
ด้วยความเร็วระดับนี้ ภายในเวลาหนึ่งปี เขาคงสะสมแต้มได้เป็นกอบเป็นกำอย่างแน่นอน
"ท่านนายกองสวี"
"จะทำต่อไหมขอรับ" เตียนอุยยกมือขึ้นปาดเหงื่อ
สำหรับเขาแล้ว วันนี้ช่างเป็นวันที่แปลกประหลาดเสียนี่กระไร
เพราะตอนที่อยู่บ้านเกิด เขาเคยรับจ้างทำไร่ไถนาให้คนอื่น แต่สุดท้ายก็ต้องหนีตายเพราะพลั้งมือฆ่าขุนนางกังฉิน จนจับพลัดจับผลูมาเป็นทหารที่เมืองตันลิว แถมยังต้องทนหิวโซอีกต่างหาก
อุตส่าห์คิดว่าชีวิตจะพลิกผันได้ดิบได้ดีแล้วเชียว ใครจะไปคิดว่าต้องกลับมาทำไร่ไถนาเหมือนเดิมอีก
แต่ก็...
มันก็ไม่เหมือนกันสักทีเดียวนะ
สวีเจินหยุดพักครู่หนึ่ง สัมผัสได้ถึงความรู้สึกอิ่มเอมใจแม้เหงื่อจะท่วมตัว เขาเผยยิ้มบางๆ "ทำต่อสิ เดี๋ยวคืนนี้ข้าจะเลี้ยงเหล้าเจ้าเอง"
"เยี่ยมไปเลยขอรับ"
เตียนอุยหัวเราะร่วน
ทุกคนที่กำลังช่วยกันทำไร่ไถนาต่างก็มีใบหน้าเปื้อนยิ้ม
นี่เป็นเพียงภาพตัวอย่างเล็กๆ ของการทำเกษตรกรรมที่เมืองเอียนเซียเท่านั้น
ในพื้นที่อื่นๆ เนื่องจากสวีเจินคัดเลือกทหารจากแคว้นชิงโจวจำนวนสามร้อยนาย โดยเน้นเลือกคนที่ไม่มีครอบครัวและมีความประพฤติดีเป็นหลัก
ไม่ใช่พวกบ้าเลือดชอบฆ่าฟัน สาเหตุที่พวกเขาต้องกลายเป็นโจรในอดีต ก็เป็นเพราะความอดอยากจนต้องก่อกบฏเท่านั้น
แท้จริงแล้วพวกเขาต่างก็เป็นชาวนามาก่อน บางครั้งพวกเขายังสามารถสอนวิธีทำไร่ไถนาที่ทุ่นแรงให้สวีเจินได้อีกด้วย
ดังนั้นบรรยากาศการทำเกษตรในพื้นที่อื่นๆ จึงเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเองเช่นกัน
สำหรับราษฎรและทหารจากแคว้นชิงโจวเหล่านี้ เมื่อเห็นสวีเจินลงมือทำไร่ไถนาด้วยตัวเองจนเหงื่อท่วมตัว พวกเขาก็เกิดความรู้สึกศรัทธาและยอมรับในตัวเขาโดยปริยาย
เหตุการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อไปอีกหลายวัน
สวีเจินยังคงสนุกสนานกับมัน เขาเร่งบุกเบิกที่ดินรกร้าง ปรับปรุงระบบการเพาะปลูก ส่งเสริมให้ผู้หญิงเลี้ยงไหมและทอผ้า ส่วนคนชราและผู้หญิงที่ว่างงานอยู่ที่บ้านก็ให้สานรองเท้าฟาง
เขายังเคยยกตัวอย่างเรื่องราวของแม่ทัพท่านหนึ่งที่กำลังออกศึกปราบกบฏสร้างความดีความชอบ ว่าในอดีตแม่ทัพท่านนี้ก็เคยสานรองเท้าฟางขายเลี้ยงชีพมาก่อนเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ บรรยากาศภายในอำเภอจึงเต็มไปด้วยความสุขสงบ
หลังจากการเพาะปลูก ก็เข้าสู่ช่วงดูแลรักษาในฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วง ตามด้วยฤดูเก็บเกี่ยว
เวลาล่วงเลยไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อฤดูเก็บเกี่ยวมาเยือน ทุ่งนาต่างเต็มไปด้วยพืชผลที่เขียวขจีและรวงข้าวสีทองอร่าม ภาพเหล่านี้ช่วยปลอบประโลมจิตใจของราษฎรได้ดีกว่าการมีกองทหารมาคอยคุ้มกันเสียอีก
และนั่นก็ทำให้ชื่อเสียงของสวีเจินในแถบเมืองเอียนเซียโด่งดังขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นขุนนางที่ราษฎรต่างพากันเคารพยกย่อง
รุ่งอรุณ
ณ ลานหลังบ้านของที่ทำการเกษตร
เงาร่างสองสายกำลังพุ่งเข้าปะทะกันอย่างดุเดือด
เคร้ง! ดาบวงแหวนตวัดฟันสวนกลับไปที่ง้าวขนาดใหญ่ราวกับสายฟ้าแลบ สวีเจินอาศัยจังหวะนั้นพุ่งตัวเข้าประชิดเตียนอุยอย่างรวดเร็ว
จากนั้นก็อาศัยแรงจากการฟันดาบเมื่อครู่ เบี่ยงตัวหลบไปด้านข้าง แล้วตวัดดาบฟันเข้าใส่หน้าอกของอีกฝ่ายด้วยความรวดเร็วปานสายฟ้าแลบอีกครั้ง
เตียนอุยหลบไม่ทัน จึงได้แต่ยกง้าวขึ้นมาป้องกันเอาไว้ ก่อนจะเสียหลักเซถอยหลังไปหนึ่งก้าว
"ท่านอาจารย์ พละกำลังของท่านเพิ่มขึ้นอีกแล้วนะขอรับ"
เตียนอุยเหลือบมองรอยบากสีขาวบนด้ามง้าวของตน
"ฟู่"
สวีเจินถอนหายใจยาวพลางกำดาบแน่น
[ท่านทำการต่อสู้ครบ 1 ครั้ง ได้รับแต้มวินัย +30]
[ดาบวงแหวน: บรรลุขั้นแตกฉาน]
"สามารถทำให้เตียนอุยถอยร่นไปได้ตั้งหนึ่งก้าวเชียวรึ"
เขารำพึงในใจ
เรื่องฝีมือการต่อสู้ของเตียนอุยนั้น ไม่ต้องพูดถึงเลย
แต่ตัวเขาเองยังห่างไกลอีกมาก
เมื่อครู่เขาไม่ได้ตั้งใจจะเอาชีวิตอีกฝ่าย เพียงแค่ฝึกซ้อมเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น พละกำลังของเตียนอุยยังมหาศาลเกินกว่าที่เขาจินตนาการไว้มากนัก
แค่ใช้สองมือยกก้อนหินหนักหลายร้อยจินก็ทำได้อย่างสบายๆ
เขาต้องพยายามสร้างผลงานให้มากกว่านี้เสียแล้ว
[พลังยุทธ์: 75]
เวลาเพียงไม่กี่เดือน สวีเจินก็สามารถเพิ่มพลังยุทธ์ของตนเองขึ้นมาถึงระดับ 75 ได้สำเร็จ แม้ตำแหน่งของเขาจะเป็นที่ปรึกษา แต่ในตอนนี้พลังยุทธ์ยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
การเอาชีวิตรอดเป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้เด็ดขาด
และก็เป็นไปตามที่เขาคาดไว้ เมื่อพลังยุทธ์ถึงระดับ 75 การจะเพิ่มขึ้นอีก 1 แต้ม ต้องใช้แต้มวินัยถึง 1000 แต้มเลยทีเดียว
ก็แน่ล่ะ นี่มันแตะขอบเขตของขุนพลระดับสองแล้วนี่นา
ดูท่าทางแล้ว เขาคงต้องหาทางเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้นกว่านี้เสียแล้ว
ไม่อย่างนั้น คงอีกนานกว่าเขาจะสามารถแลกอายุขัยได้อย่างสบายใจ
[อายุขัย: 49 ปี 9 เดือน]
อายุขัยของเขายังสั้นเกินไปจริงๆ
"อาอุย ก่อนหน้านี้เจ้าเคยบอกว่าอยากออกไปรบในสนามรบเพื่อสร้างผลงานใช่หรือไม่"
"ใช่ขอรับ!" เตียนอุยชะงักไปชั่วครู่ เขากำง้าวในมือแน่น ภายในใจเต็มไปด้วยคำพูดที่อยากจะเปล่งออกมา แต่ไม่รู้ทำไมถึงพูดไม่ออก เขาอึกอักอยู่นานกว่าจะเอ่ยออกมาได้ "ข้าอยากสร้างผลงานขอรับ"
"ข้าไม่อยากถูกเหยียบย่ำอีกต่อไปแล้ว"
"ได้สิ ข้าจะพาเจ้าไปสร้างชื่อเอง"
[จบแล้ว]