เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 290 ใบหน้าที่มองไม่เห็น

ตอนที่ 290 ใบหน้าที่มองไม่เห็น

ตอนที่ 290 ใบหน้าที่มองไม่เห็น


.

.

“ค่ามลภาวะเต็มแล้ว เธอกลายเป็นสิ่งปนเปื้อนไปเรียบร้อย”

“เสิ่นชงเยว่ อย่าเสียแรงกับเรื่องนี้เลย ออกไปข้างนอกก่อนเถอะ”

หลังจากยืนยันแล้วว่าป้าโจวไม่หลงเหลือความทรงจำของผู้เล่นอีกต่อไป ซ่งฉูก็หันหลังเดินออกจากห้องทันที

แต่สิ่งที่เธอไม่รู้ก็คือ หลังจากที่เธอออกไปแล้ว ดวงตาของเซี่ยชิงชิงกลับไม่ได้พร่ามัวอีกต่อไป

“คนที่หนีออกไปได้ชื่ออันอวี่!!”

“เธอคืออันอวี่ และก็เป็นหัวหน้าทีมของฉันด้วย”

เซี่ยชิงชิงพลันเข้าใจทันทีว่าทำไมผู้เล่นทางการที่ชื่อซ่งฉูถึงดูคุ้นตาเหลือเกิน

ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ สายตา หรือนิสัยใจคอ ล้วนเหมือนอันอวี่ทุกประการ ถึงขั้นทำให้เธอสงสัยว่า ตัวเองยังติดอยู่ในความฝันหรือเปล่า

“อย่างนี้นี่เอง” เสิ่นชงเยว่พึมพำเสียงต่ำ

[ค่ามลภาวะทางจิต : 99-100 แต้ม]

ดวงตาของเซี่ยชิงชิงสูญเสียประกายไปอีกครั้ง รูม่านตาขาวดำที่เคยชัดเจนถูกความมืดกลืนกินจนหมดสิ้น

ความน่ากลัวของดันเจี้ยนนี้อยู่ตรงที่ มันค่อย ๆ กลืนกินผู้เล่นให้กลายเป็น NPC อย่างเงียบงัน

ช่วงเวลาที่เซี่ยชิงชิงได้สติกลับคืนมามีเพียงไม่กี่ครั้ง

ครั้งแรกคือวันที่แปดหลังเข้าสู่ดันเจี้ยน ตอนที่เธอค้นพบว่าตัวเองไม่สามารถออกไปได้อีกแล้ว กำไลที่ซ่อนอยู่ในเตาก็เป็นสิ่งที่เธอซ่อนไว้ด้วยตัวเอง

แต่ตอนนั้นสภาพจิตใจของเซี่ยชิงชิงใกล้พังทลายเต็มทีแล้ว

ส่วนครั้งที่สองก็คือตอนนี้

เธอยอมรับความจริงที่ว่าตัวเองใช้ชีวิตอยู่ในเกมมาครึ่งชีวิตได้ในเวลาอันสั้น จากนั้นก็ถูกกลืนกินกลับไปเป็นป้าโจวอีกครั้ง

………………

บ้านตระกูลซู

ช่วงหลายวันที่ผ่านมา ซูหนานสังเกตเห็นว่าพ่อแม่ของเธอเริ่มมีบางอย่างผิดปกติ

เธอถึงขั้นจำใบหน้าของพ่อแม่ที่อยู่ร่วมชายคาเดียวกันมาเกือบยี่สิบปีไม่ได้ แน่นอนว่าอาจเป็นเพราะความจำของเธอแย่ก็ได้?!

แต่ต่อมา อาการนั้นกลับพัฒนาเป็นว่า เธอมองใบหน้าของพวกเขาไม่ชัด และทำได้เพียงแยกแยะจากเสื้อผ้าที่สวมใส่

หลังออกจากบ้าน ซูหนานก็พบว่าตัวเองคิดผิด ไม่ใช่แค่พ่อแม่ แม้แต่คนอื่น ๆ ในหมู่บ้าน เธอก็มองใบหน้าไม่ชัดเช่นกัน

มันไม่ใช่ปัญหาทางกายภาพ แต่เหมือนมีใครเอาผ้าปิดตาพร่ามัวมาคลุมดวงตาเอาไว้ เธอไม่กล้าพูดเรื่องนี้ออกไป เพราะกลัวคนอื่นจะรู้

ต่อมาซูหนานแอบลองไปที่ตัวเมือง แต่ไม่ว่าจะพยายามอย่างไร ก็ไม่สามารถออกจากหมู่บ้านที่ชื่อว่าเอเดนได้

หลายวันต่อมา คณะนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งเดินทางมาถึงหมู่บ้าน

ซูหนานรู้สึกว่าถึงเวลาแล้ว

ขอแค่แอบตามรถบัสท่องเที่ยวไป เธอก็จะออกจากสถานที่ประหลาดแห่งนี้ได้ แต่ก่อนที่เธอจะได้ลงมือ ผู้มาเยือนที่ไม่คาดคิดก็ปรากฏตัวขึ้นในบ้านเสียก่อน

บ้านทั้งหลังถูกรื้อค้นจนเละเทะ ทุกซอกทุกมุมที่พอจะซ่อนของได้ ถูกพลิกค้นจนหมด ด้วยเหตุผลบางอย่าง เธอนึกถึงกำไลที่ซ่อนอยู่ในหลอดไฟทันที

มันเป็นเพียงนาฬิกาไร้แบตเตอรี่ หน้าจอเล็ก ๆ เท่านั้น แต่ตั้งแต่แรกเห็น เธอกลับยืนกรานจะซ่อนมันเอาไว้

สัญชาตญาณบอกเธอว่า สิ่งนี้สำคัญกับตัวเองมาก!

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะประตูดังขึ้น

ซูหนานตะโกนถามตามสัญชาตญาณ

“ใคร?”

“ซูหนาน พ่อกับแม่เอง”

เสียงอ่อนโยนดังมาจากด้านนอก มือของเธอเอื้อมไปทางลูกบิดประตูโดยไม่รู้ตัว แต่เมื่อนึกถึงใบหน้าแปลกประหลาดไร้ลักษณะของคนทั้งสอง หัวใจก็เต้นแรงขึ้นทันที

“แม่ หนูจะนอนแล้ว มีอะไรค่อยคุยกันพรุ่งนี้นะ”

มีเสียงหนึ่งในใจคอยเตือนให้เธอหนีไปให้เร็วที่สุด แต่ที่นี่คือชั้นสาม พ่อแม่ก็อยู่หน้าประตู แล้วเธอจะหนีไปทำไม?

“ซูหนาน พ่อกับแม่มีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย เปิดประตูหน่อย”

เสียงเคาะประตูเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ จนฝุ่นร่วงลงมาจากเพดาน

ประตูไม้ของห้องถูกต่อขึ้นจากแผ่นไม้หลายแผ่น จึงสามารถมองเห็นด้านนอกผ่านร่องแคบ ๆ ได้

มีคนสองคนยืนอยู่ด้านนอก

เป็นพ่อแม่ของเธอจริง ๆ

ภายใต้แสงไฟสีเหลืองซีด รอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าของพวกเขากลับดูน่าขนลุกอย่างประหลาด ซูหนานเหลือบไปเห็นเงาดำอีกสายหนึ่งที่มุมทางเดิน

ด้านนอกมีคนที่สามอยู่ด้วย

ในแสงสลัว เผยให้เห็นใบหน้าของหญิงสาวสวยคนหนึ่ง เธอจำได้ว่าอีกฝ่ายเป็นนักท่องเที่ยวในคณะทัวร์ ชื่อว่า ‘หนานจือ’

ใบหน้าบอบบางนั้น ตอนนี้กลับคล้ายกับใบหน้าของเธออยู่หลายส่วน

ซูหนานเริ่มตื่นตระหนก

เธอเปิดไฟทันที ซ่อนกำไลไว้ในเสื้อผ้า ปีนขึ้นไปบนขอบหน้าต่าง แล้วแสร้งทำเป็นจะกระโดดลงไป

ตูม!

เสียงดังสนั่นดังขึ้นห่างออกไปไม่กี่เมตร ปรากฏว่าพ่อของซูหนานใช้ขวานฟันประตูจนเกิดรอยแยกกว้างหลายเซนติเมตร

“ซูหนาน ไหนบอกว่าจะนอนแล้วไง แล้วขึ้นไปทำอะไรบนหน้าต่าง?”

ใบหน้าอ่อนโยนของพ่อซูพลันบิดเบี้ยวจนน่ากลัว และในที่สุด เธอก็เห็นใบหน้าที่ตัวเองมองไม่เห็นมาตลอด

ศีรษะถูกแยกออกจากสันจมูกเป็นสามส่วน ลูกตาห้อยอยู่กลางอากาศด้วยเส้นเนื้อสีชมพูอ่อน ปากทั้งสามเต็มไปด้วยฟันแหลมคม ส่วนลิ้นยาวก็ปกคลุมด้วยหนามเล็กถี่ยิบ

ซูหนานแทบอาเจียนออกมา

ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เธอกินอยู่ร่วมกับสัตว์ประหลาดพวกนี้มาตลอด

โรคกลัวความสูงของเธอหายไปในทันที

หลังจากกระโดดลงจากหน้าต่าง เธอข้อเท้าพลิกและวิ่งกะเผลกไปทางชายขอบหมู่บ้าน แต่สุดท้ายก็วกกลับมาอีก

เธอทำได้เพียงมุดเข้าไปซ่อนอยู่ใต้รถบัส

ตึก ตึก ตึก

เสียงฝีเท้าดังก้องไปทั่วหมู่บ้านอันเงียบงัน ซูหนานซ่อนตัวอยู่ใต้รถ ภาวนาไม่ให้ถูกพบ แต่เสียงฝีเท้ากลับใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ จนหยุดอยู่ข้างรถ

เธอมองเห็นแม้กระทั่งลวดลายบนรองเท้าของอีกฝ่าย

รองเท้าผ้าใบสีดำแบบเก่า เป็นคู่ที่เธอฝากคนในเมืองซื้อมาให้เมื่อไม่กี่วันก่อน

ซูหนานกำถุงหอมที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อแน่น กลิ่นหอมเฉพาะตัวช่วยให้เธอสงบลงได้เล็กน้อย

เธอไม่กล้ามองออกไป เพราะกลัวจะถูกพบเข้า ในที่สุดเสียงฝีเท้าก็ค่อย ๆ ห่างออกไป

สัตว์ประหลาดจากไปแล้ว ซูหนานยังไม่กล้าออกมาในทันที แต่ขดตัวรออยู่ที่เดิม

“ไม่เป็นไรแล้ว…ไม่เป็นไรแล้ว…สัตว์ประหลาดไปแล้ว”

ซูหนานปลอบตัวเอง หลังจากรออีกพักใหญ่และไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ ด้านนอก เธอจึงค่อย ๆ คลานออกมาจากใต้รถ

แต่ทันทีที่โผล่หน้าออกมา เธอก็เผชิญหน้ากับใบหน้าสีเขียวคล้ำของสัตว์ประหลาดโดยตรง

“เจอ…แล้ว…”

สัตว์ประหลาดเปล่งเสียงคล้ายภาษามนุษย์ออกมาอย่างไม่ชัดเจน ซูหนานตกใจจนสติแทบแตกกระเจิง รีบคลานออกจากใต้รถแล้ววิ่งสี่ขาหนีไป

แต่ยังไม่ทันได้วิ่งไปสองก้าว เส้นผมก็ถูกกระชากอย่างแรง

สัตว์ประหลาดมีพละกำลังมหาศาล กระชากเส้นผมของเธอหลุดออกไปเป็นกระจุกใหญ่ ซูหนานอยากร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา

คนทางใต้ผมยาวหายากมาก กว่าจะไว้ผมยาวได้ขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย!

ข้างหน้าไม่ไกล มีคนสองคนกำลังวิ่งมาทางนี้อย่างรวดเร็ว

หนึ่งสูงหนึ่งเตี้ย

ซูหนานสบถในใจว่า สวรรค์จะเล่นงานเธอให้ตายจริง ๆ สินะ ก่อนจะหันหลังกลับ

แต่ยังไม่ทันวิ่งได้สองก้าว ก็ชนเข้ากับกำแพงเนื้อเสียก่อน

ซูหนานเงยหน้าขึ้น

ตรงหน้าเป็นชายหญิงหน้าตาดีสองคน เธอจำได้ พวกเขาเป็นนักท่องเที่ยวที่มาเยือนหมู่บ้าน

หน้าตาดูปกติดี…หรือว่าจะเป็นสัตว์ประหลาดอีก?

เมื่อเห็นใบหน้าคุ้นเคยของหญิงสาวทางซ้าย ซูหนานก็ร้องขอความช่วยเหลือทันที

“บอส!”

เสิ่นชงเยว่กับซ่งฉูไปถึงบ้านตระกูลซูแล้วไม่พบใคร จึงลองออกมาตามหาที่กลางหมู่บ้าน และบังเอิญเจอหนานจือที่กำลังวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน

เพื่อความแน่ใจ เสิ่นชงเยว่จึงเปิดใช้ดวงตาลวงตา

[ผู้เล่น : หนานจือ]

[อายุ : 23 ปี]

[ชื่อในเกม : ก้นแดงที่สุดบนภูเขาลิง]

[ค่ามลภาวะทางจิต : 50 แต้ม]

[จำนวนดันเจี้ยนที่ผ่าน : 3]

[พรสวรรค์ : คัดลอก]

[กระเป๋าเป้ : …เสบียงจำนวนมาก]

จิตใจถูกกลืนกินไปเพียงครึ่งเดียว ดีกว่าที่เธอคาดเอาไว้มาก!

หลังจากได้ความทรงจำกลับคืนมาแล้ว การจัดการสิ่งปนเปื้อนไม่ใช่ปัญหาสำหรับเสิ่นชงเยว่อีกต่อไป

ปัญหาเดียวคือ การสัมผัสกับสิ่งปนเปื้อนจะทำให้พลังจิตของเธอลดลง

สิ่งปนเปื้อนสองตัวถูกซ่งฉูจับมัดแล้วโยนทิ้งไว้ข้างทาง

ขณะที่เสิ่นชงเยว่กำลังดึงหนานจือเข้าสู่ภาพลวงตา สายตาของเธอก็ยังอดเหลือบมองหน้าต่างสถานะของซ่งฉูไม่ได้

และก็เป็นอย่างที่เธอคาดเอาไว้

ค่ามลภาวะทางจิตยังคงเป็น 0 แต้ม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย

.

.

จบ.

จบบทที่ ตอนที่ 290 ใบหน้าที่มองไม่เห็น

คัดลอกลิงก์แล้ว