เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 9: สิ่งที่ควรเกิด มันก็ต้องเกิด

บทที่ 9: สิ่งที่ควรเกิด มันก็ต้องเกิด

บทที่ 9: สิ่งที่ควรเกิด มันก็ต้องเกิด


สันดานดิบรักการเสี่ยงโชคของคนฮ่องกงนั้นรุนแรงเป็นอย่างยิ่ง ยืนยันได้จากช่วงยุค 70-80 ไปจนถึงต้นยุค 90 ที่ลูกค้าหลักของบ่อนพนันในมาเก๊าก็ยังคงเป็นชาวฮ่องกง ตามมาด้วยนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่น

เห็นได้ชัดว่าเรื่องการพนันมันฝังลึกอยู่ในสายเลือดของคนฮ่องกงไปแล้ว ซึ่งบ่อนพนันที่ถูกกฎหมายเหล่านั้นในมาเก๊าไม่ได้กลัวว่าคุณจะเล่นได้เงินหรอกนะ พวกเขาเปลี่ยนเป็นกลัวว่าคุณจะไม่มาเล่นเสียมากกว่า สำนวนที่ว่า "เล่นนานเข้ามีแต่เจ๊ง" คือสัจธรรมที่บรรดาเจ้าของบ่อนเบื้องหลังยึดมั่น เพราะไม่มีใครที่จะดวงดีชนะได้ตลอดไป ขนาดราชาแห่งการพนันเองในชีวิตจริงเขายังไม่เคยลงไปเล่นพนันเลยด้วยซ้ำ นั่นแหละคือคนที่มีสติสัมปชัญญะและตื่นรู้ที่สุดในโลกมนุษย์

เล่นพอกระษัยถือเป็นความบันเทิง เล่นจนเกินตัวย่อมทำลายสุขภาพ แต่ถ้าหน้ามืดตามัวเสพติดการพนันเมื่อไหร่... มีแต่ฉิบหายล่มจมสถานเดียว!

คุณฝรั่งผู้จัดการของบริษัทวอร์ดลีย์เองก็มองเจิ้งคุนเป็นพวกผีพนันเข้าเส้นเช่นกัน หลังจากเจิ้งคุนเดินคล้อยหลังไป เขาก็เปรยพึมพำกับตัวเองเสียงเบาว่า "พวกผีพนันขยันขันแข็งชักดาบแบบนี้ ไม่มีวันเจริญรุ่งเรืองหรอก!"

วันต่อมา ซึ่งตรงกับวันที่ 7 มีนาคม เจิ้งคุนเดินทางมาถึงห้องรับรองส่วนตัวของเขา โดยมีมาร์เก็ตติ้งหลินคอยดูแลรับใช้อยู่ข้างกายไม่ห่าง ในฐานะที่เขาเป็นลูกค้ารายใหญ่ใหญ่มากเป็นพิเศษทางบริษัทจึงจัดห้องส่วนตัวไว้คอยต้อนรับ

"เริ่มลงมือได้เลยครับ"

ทันทีที่สัญญาณเปิดตลาดดังขึ้น เจิ้งคุนก็เริ่มสั่งกระจายเทขายหุ้นทันที เนื่องจากเขาถือครองหุ้นของบริษัทต่าง ๆ ไว้ถึงยี่สิบแห่ง ประกอบกับความรอบคอบ แผนการเทขายในแต่ละตัวจึงมีน้ำหนักไม่เท่ากัน โดยหุ้นของบริษัทโฮปเวลล์ตกเป็นเป้าหมายหลักในการกว้านเทขายในรอบนี้ เขามีมูลค่าหุ้นในมือรวมกันถึงห้าสิบล้านดอลลาร์ฮ่องกง การจะเทขายบิ๊กล็อตขนาดนี้โดยไม่ให้ตลาดตื่นตูมถือเป็นเรื่องที่ท้าทายและยากเอาการ

อันที่จริงในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา กลุ่มทุนต่างชาติจำนวนมากได้เริ่มทยอยถอนเงินทุนออกจากฮ่องกงไปบ้างแล้ว ซึ่งทางองค์การเงินตราแห่งฮ่องกงย่อมสามารถตรวจพบความผิดปกตินี้ได้อย่างรวดเร็ว เพราะพวกเขาเป็นผู้ดูแลระบบธนาคารทั้งหมดของฮ่องกง และทาง HSBC เองก็ทราบเรื่องนี้ดี เนื่องจากเป็นธนาคารแห่งเดียวในฮ่องกงที่ดูแลระบบหักบัญชีแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

ทางรัฐบาลฮ่องกงเริ่มได้กลิ่นอายความผิดปกติและไม่น่าไว้วางใจมาตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม 1973 จึงได้เริ่มออกระเบียบข้อบังคับมากมาย เช่น การสั่งห้ามข้าราชการใช้โทรศัพท์ของสำนักงานในการแอบซื้อขายหุ้น หรือห้ามเข้าไปทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์โดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมกันนั้นยังสั่งให้ตลาดหลักทรัพย์หยุดทำการซื้อขายชั่วคราวในช่วงบ่ายของวันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์ เพื่อช่วยดับความร้อนแรงของตลาดหุ้นที่กำลังเดือดพล่านเกินไป

ผู้ว่าการรัฐฮ่องกงได้ออกแถลงการณ์เตือนประชาชนอย่างตรงไปตรงมาว่า ตลาดหุ้นฮ่องกงในเวลานี้เข้าขั้น "ร้อนแรงเกินไปแล้ว" พร้อมเรียกร้องให้นักลงทุนหยุดเก็งกำไรกันอย่างบ้าคลั่งไร้สติ และประกาศว่ารัฐบาลจะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดในการเข้าควบคุมกิจกรรมการปั่นหุ้นลวงโลกเหล่านี้

คณะกรรมการธนาคารแห่งฮ่องกงเองก็ร่อนหนังสือเตือนไปยังธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ทุกแห่ง ให้กำหนดเพดานเงินกู้เพื่อการซื้อขายหุ้นอย่างเข้มงวด เพื่อสกัดกั้นฟองสบู่ในตลาดหุ้นที่กำลังขยายตัวจนน่ากลัว

ทว่าคำแจ้งเตือนของรัฐบาลฮ่องกงและผู้ว่าการรัฐกลับไม่มีความหมายและไม่มีใครนำพาเลยแม้แต่น้อย เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสิ่งล่อใจจากผลกำไรมหาศาลในการเก็งกำไร ในเวลานี้คนฮ่องกงยังคงปักใจเชื่ออย่างแรงกล้าว่าตลาดหุ้นไม่มีวันล่มสลาย และการกระโจนเข้าใส่ตลาดหุ้นคือทางลัดสู่ความร่ำรวยเป็นเศรษฐี

มันก็เหมือนคำพังเพยที่ว่า คำเตือนดี ๆ ไม่สามารถฉุดรั้งวิญญาณของคนที่ดวงถึงฆาตไว้ได้ เหล่าเม่าที่โดนความโลภบังตาจนมืดมิดต่างพากันเพิกเฉยต่อคำเตือนเหล่านั้นไปจนสิ้น

เจิ้งคุนเองก็ติดตามข่าวสารและรายงานพวกนี้อยู่ตลอด เขา รู้สึกว่าบนเกาะฮ่องกงแห่งนี้ ก่อนที่จะถึงกำหนดส่งมอบดินแดนคืน ในบรรดาผู้ว่าการรัฐฮ่องกงทั้งหมด มีเพียงผู้ว่าการรัฐคนนี้คนเดียวเท่านั้นที่พอจะสร้างผลงานทำประโยชน์ให้ประชาชนอยู่บ้าง ส่วนคนอื่น ๆ ที่เหลือน่ะเหรอ... ทำได้เพียงส่งเสียง "หึหึ" ในลำคอเท่านั้นแหละ

"คุณหลิน ไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดหรอกครับ สิ่งที่พวกเรากำลังทำอยู่ตอนนี้คือการช่วยลดฟองสบู่ต่างหากล่ะ ดูสิ ขนาดท่านผู้ว่าการรัฐยังบอกเองเลยว่าตลาดมันร้อนแรงเกินไป พวกเราก็แค่ช่วยทำหน้าที่เป็นสปริงเกอร์รดน้ำดับความร้อนให้พวกเขาแค่นั้นเอง"

คำพูดชวนเชื่อของเจิ้งคุนช่วยทำให้มาร์เก็ตติ้งหลินรู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง เพราะที่ผ่านมาเขามักจะรู้สึกอยู่ลึก ๆ ว่าปฏิบัติการชอร์ตเซลครั้งนี้มันเหมือนการกวาดล้างเชือดเม่าชัด ๆ ซึ่งถ้าพวกเม่ารู้ความจริงเข้า คงได้อกแตกตายตระกำลำบากกันถ้วนหน้า

ในวันต่อ ๆ มา มาร์เก็ตติ้งหลินและเจิ้งคุนต่างพากันง่วนอยู่กับการตั้งหน้าตั้งตาชอร์ตหุ้นอย่างเงียบเชียบและทำตัวโลว์โปรไฟล์ที่สุด ปฏิบัติการชอร์ตเซลในครั้งนี้ คนที่ล่วงรู้รายชื่อหุ้นทั้งหมดมีเพียงแค่ฝรั่งผู้จัดการคนนั้น มาร์เก็ตติ้งหลินกั๋วจาง และตัวเจิ้งคุนเองเท่านั้น ส่วนคนอื่น ๆ ที่รู้ระแคะระคายบ้างก็คือกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมที่ยอมปล่อยกู้ยืมหุ้นออกมา ซึ่งพวกเขาก็ปล่อยหุ้นออกมาในปริมาณไม่มากนัก จึงไม่ได้คิดอะไรมากและไม่ได้ใส่ใจเป็นพิเศษ

วันศุกร์ที่ 9 มีนาคม ตลาดหุ้นปิดฉากลง ดัชนีฮั่งเส็งพุ่งทะยานสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่แตะระดับสูงสุดระหว่างวันถึง 1774.96 จุด มูลค่าการซื้อขายรวมทั้งหมดของตลาดหุ้นพุ่งสูงเฉียด 700 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ซึ่งในจำนวนนั้นมีเม็ดเงินส่วนแบ่งของเจิ้งคุนร่วมวงอยู่ด้วยไม่น้อยเลยทีเดียว

"คุณเจิ้งครับ วันนี้พวกเราเทขายหุ้นออกไปได้แค่หนึ่งในสามเองนะครับ แบบนี้มันจะไม่เสี่ยงเกินไปหน่อยเหรอ เพราะตอนนี้ตัวเลขในพอร์ตของพวกเราเริ่มโชว์ผลขาดทุนให้เห็นแล้วนะ"

ก่อนจะถึงวันนี้ พวกเขาขายออกไปได้ครึ่งหนึ่ง และในวันนี้ก็ปล่อยออกไปได้อีกหนึ่งในสาม ซึ่งเรื่องนี้ทำให้หลินกั๋วจางเริ่มเกิดอาการลนลานตื่นตระหนกจนเหงื่อกาฬไหลซึมเต็มแผ่นหลัง หากคำนวณจากกระดานซื้อขายในวันนี้ เท่ากับว่าราคาหุ้นในปีนี้พุ่งสูงขึ้นมาถึง 1.1 เท่าแล้วนะ

เจิ้งคุนหยิบแก้วน้ำขึ้นมาจิบดับกระหายอย่างใจเย็นก่อนเอ่ยว่า "อย่าเพิ่งลนลานไปเลยน่า ต่อให้มันจะขาดทุนจริง ๆ เงินที่เสียไปก็เป็นเงินของผมคนเดียว ไม่ใช่เงินของคุณสักหน่อย"

ความนิ่งสยบความเคลื่อนไหวชวนขนลุกของเด็กหนุ่มทำเอาหลินกั๋วจางรู้สึกทึ่งและนับถือจากใจจริง ตัวเขาเคยเห็นท่าทางสุขุมนุ่มลึกระงับอารมณ์ได้ดีขนาดนี้จากมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ต่อให้ไอ้เด็กคนนี้ต้องพังพินาศขาดทุนย่อยยับในวันนี้ ในอนาคตเขาก็ต้องหาทางพลิกเกมกลับมาผงาดได้อย่างแน่นอน

เมื่อได้รับการปรับทัศนคติทางจิตวิทยาเรียบร้อย มาร์เก็ตติ้งหลินก็รู้สึกโล่งอกขึ้นมาก ในเมื่อสถานการณ์มันมาถึงขั้นนี้แล้ว ก็ปล่อยให้ตัวเองได้ลองบ้าคลั่งตามเด็กหนุ่มดูสักตั้งเถอะ!

วันจันทร์ที่ 11 มีนาคม หุ้นส่วนที่เหลืออีกหนึ่งในหกก็ถูกเทขายออกจนหมดเกลี้ยง ในวันนั้นมูลค่าการซื้อขายรวมของตลาดหุ้นทั้งระบบอยู่ที่ 490 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง

เมื่อสิ้นเสียงสัญญาณปิดตลาดในวันที่ 11 มีนาคม มาร์เก็ตติ้งหลินก็เดินถือรายงานสรุปสถิติล่าสุดเข้ามาหาเจิ้งคุนด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มพราย "คุณเจิ้งครับ หุ้นทั้งหมดในมือของพวกเราถูกล้างพอร์ตปล่อยออกไปจนเกลี้ยงเกลาไม่เหลือแม้แต่หุ้นเดียวแล้วครับ พวกเราทำยอดเทขายหุ้นรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 340 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ซึ่งได้เงินมากกว่าที่เราตั้งเป้าไว้ตอนแรกถึง 40 ล้านดอลลาร์ฮ่องกงเลยทีเดียว เนื่องจากหุ้นบางตัวมันขยับพุ่งแรงเกินคาดครับ"

ในตอนนั้นเอง ในส่วนลึกของหัวใจเจิ้งคุนกลับกำลังเกิดอาการลนลาน หวาดกลัวปนวิตกกังวลขั้นสุดยอด กลัวจนแทบจะฉี่ราด ถ้าในวันพรุ่งนี้คดีหุ้นปลอมลวงโลกไม่ได้ถูกเปิดโปงออกมาตามประวัติศาสตร์ล่ะก็ มีหวังชาตินี้เขาคงต้องก้มหน้าก้มตาทำงานงก ๆ เพื่อหาเงินมาใช้หนี้หัวโตไปอีกสิบปีแน่ ๆ

ตอนแรกเขาแค่คิดจะใช้ความทรงจำจากชาติก่อนมาเป็นทางลัดในการหาเงินทางด่วน แต่ถ้าเกิดความผิดพลาดแผนแตกเพราะการยื่นมือเข้ามาแทรกแซงของตัวเขาเอง จนทำให้ต้องกลายมาเป็นทาสรับใช้ทำงานงก ๆ ไปตลอดชีวิต แบบนั้นชีวิตของเขาคงได้จบสิ้นกันพอดี

แม้ภายในใจของเจิ้งคุนจะลนลานตื่นตระหนกจนแทบคลั่ง แต่ใบหน้าภายนอกกลับยังคงรักษาภาพลักษณ์ส่งรอยยิ้มพิมพ์ใจพลางเอ่ยว่า "พี่น้องชาวฮ่องกงนี่ช่างมีความกระตือรือร้นและเปี่ยมไปด้วยพลังศรัทธาจริง ๆ ครับ!"

หลินกั๋วจางย่อมเข้าใจความหมายประชดประชันของเจิ้งคุนดี จึงระเบิดเสียงหัวเราะร่าตอบกลับทันที "มันก็แน่อยู่แล้วไม่ใช่เหรอครับ? เวลานี้พวกเขายอมถือใบหุ้นดีกว่าถือเช็คเงินสดเสียอีก ขนาดพวกพนักงานดับเพลิงยังต้องทิ้งหน้าที่แอบมา 'ดับกระหาย' ร่วมวงช้อนซื้อหุ้นเลย แล้วความคลั่งไคล้ของพวกเขาจะไม่พุ่งทะลุเพดานได้ยังไงไหว"

เย็นวันจันทร์ เมื่อกลับมาถึงบ้าน เขารู้สึกตื่นเต้นกระวนกระวายใจเป็นอย่างมาก ในระหว่างมื้อค่ำ มือไม้ของเขาแอบสั่นระริกอยู่บ่อยครั้ง และเขาก็กินข้าวไปเยอะมากเป็นพิเศษ

หลังจากเขาเดินแยกตัวกลับห้องไป คุณน้าก็หันไปกระซิบถามเจิ้งฟู่กุ้ยด้วยความสงสัย "อาฟู่ อาคุนเป็นอะไรไปน่ะ ท่าทางแปลก ๆ หรือว่าแกแอบไปติดสาวที่ไหนมา?"

"เหอะ... อย่างไอ้ลูกชายผมน่ะเหรอจะหาแฟน? ฝันไปเถอะ ผมรู้จักนิสัยใจคอของลูกชายผมดี หมอนั่นต้องแอบไปได้ลาภลอยขูดรีดเอาเปรียบใครมาแน่ ๆ ท่าทางกระหยิ่มใจแบบนั้นน่ะ เหอะ..."

นี่คือคำค่อนแคะนินทาจากปากของผู้เป็นพ่อแท้ ๆ ถ้าเจิ้งคุนมาได้ยินเข้าในตอนนี้ เขาคงต้องยกนิ้วโป้งให้พร้อมเอ่ยชมว่า "ไม่มีใครจะรู้ไส้รู้พุงลูกชายได้ดีเท่าคนเป็นพ่ออีกแล้ว!"

วันที่ 12 มีนาคม เจิ้งคุนยังคงนอนอุดอู้อยู่บนเตียง เมื่อคืนเขานอนหลับไม่สนิทเลยในใจมันเต็มไปด้วยความรู้สึกสับสนอลหม่าน ทั้งความวิตกกังวลและความตื่นเต้นพุ่งพล่านสลับกันไปมาในหัวตลอดเวลา กว่าจะข่มตาหลับลงได้ก็ปาเข้าไปค่อนคืน...

ทว่าเสียงโทรศัพท์ในห้องกลับดังแผดเสียงขึ้นมาไม่หยุดหย่อน จนในที่สุดก็ปลุกให้เขาตื่นจากภวังค์ เจิ้งคุนพยายามตะเกียกตะกายปรือตาขึ้นมาพลางสบถด่าด้วยความฉุนเฉียว "พับผ่าสิ~ ไอ้บ้าตัวไหนมันโทรมาแต่เช้าตรู่ขนาดนี้ฮะ? ถ้าเหตุผลไม่ดีพอ คอยดูเถอะฉันจะเตะผ่าหมากให้คว่ำเลย"

"ฮัลโหล ใครน่ะ!"

"คุณเจิ้งครับ เกิดเรื่องใหญ่โตระดับโลกขึ้นแล้วครับ! มีข่าวอื้อฉาวคดีสะเทือนขวัญในตลาดหุ้นแล้ว คุณรีบไปหาซื้อหนังสือพิมพ์ 'กงพาณิชย์รายวัน' มาอ่านด่วนเลยครับ ตอนนี้ผมกำลังรีบเดินทางไปที่ตลาดหลักทรัพย์แล้ว"

ปลายสายคือหลินกั๋วจาง เขามารายงานข่าวดีที่ทำให้เจิ้งคุนถึงกับสะดุ้งตื่นตาตั้งด้วยความตะลึงลาน

"สิ่งที่ควรเกิด ในที่สุดมันก็ต้องเกิด ตัวผมไม่ได้เข้าไปเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์อะไรเลยจริง ๆ หึหึ... ฮ่า ๆ ๆ... กูจะรวยแล้วเว้ย..."

โชคดีที่ระบบเก็บเสียงในห้องนอนของเขาค่อนข้างดีเยี่ยม เสียงหัวเราะของเขาที่เริ่มจาก "หึหึ" ไปจนถึงระเบิดเสียงหัวเราะสะใจ "ฮ่า ๆ ๆ" ช่างดูน่ากลัวราวกับคนบ้าวิกลจริต หากมีใครมาเห็นภาพนี้เข้า ป่านนี้เขาคงโดนจับมัดส่งโรงพยาบาลชิงซานไปเรียบร้อยแล้ว

โรงพยาบาลชิงซานในฮ่องกง มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า โรงพยาบาลจิตเวชชิงซานแห่งฮ่องกง

ตลอดหน้าประวัติศาสตร์ของการเก็งกำไรและออกใบหุ้น พวกเม่ามักจะโดนล้างสมองและสะกดจิตตัวเองให้มองโลกในแง่ดีได้ง่ายดายเหลือเกิน

ทว่าบนหน้าหนังสือพิมพ์ "กงพาณิชย์รายวัน" ฉบับวันที่ 12 มีนาคม กลับมีการตีพิมพ์ข่าวกรอบใหญ่ระดับระเบิดปรมาณูระบุว่า: ตรวจพบ "ใบหุ้นปลอมของบริษัทโฮปเวลล์" แพร่ระบาดหนักในตลาดหุ้น ใบหุ้นปลอมของบริษัท "โฮปเวลล์ โฮลดิ้งส์ จำกัด" ที่ตรวจพบในเบื้องต้นมีจำนวนทั้งสิ้นสามใบ คิดเป็นมูลค่าหน้าตั๋วรวม 1,000 หุ้น

ในช่วงท้ายของรายงานข่าวยังระบุทิ้งท้ายไว้อย่างน่ากลัวว่า: ยังมีใบหุ้นปลอมลวงโลกที่ยังไม่ถูกตรวจพบซุกซ่อนอยู่ในตลาดอีกเป็นจำนวนเท่าใด? เรื่องนี้ยังไม่มีใครหยั่งรู้ได้ ทางรัฐบาลควรออกคำสั่งแจ้งไปยังตลาดหลักทรัพย์ให้ทำการระงับการซื้อขายโดยทันที และในเวลานี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยื่นมือเข้ามาสืบสวนสอบสวนคดีอื้อฉาวนี้เรียบร้อยแล้ว

จบบทที่ บทที่ 9: สิ่งที่ควรเกิด มันก็ต้องเกิด

คัดลอกลิงก์แล้ว