- หน้าแรก
- บันทึกสะสมสิ่งประหลาดของราชันแห่งจันทรา
- บทที่ 7 แม่มด
บทที่ 7 แม่มด
บทที่ 7 แม่มด
บทที่ 7 แม่มด
เฉินเมี่ยเมี่ยเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ที่หัวมุมไม่ไกลนัก ก็มีศีรษะหนึ่งชะโงกออกมาอย่างลับๆ ล่อๆ
"หลิวปัว ยังจะหลบซ่อนอันใดอีก ข้าเห็นเจ้าแล้ว"
หลิวปัววิ่งเหยาะๆ เข้ามาอย่างระมัดระวัง ก่อนอื่นเขามองไปด้านหลังของเฉินเมี่ยเมี่ยเพื่อความแน่ใจว่าไม่มีเด็กสาวผู้ใดตามมา จึงค่อยถอนหายใจด้วยความโล่งอก
"เจ้าหมอนี่ เก่งไม่เบานี่นา ถึงกับรอดออกมาจากห้องอาจารย์ที่ปรึกษาได้อย่างครบสามสิบสอง"
"พูดอันใดของเจ้า ข้าก็เป็นผู้เสียหายนะ ท่านพี่เฟิงหลิงเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาที่ดีของพวกเรา นางจะซ้ำเติมกันได้ลงคอหรือ? เจ้าไม่ได้กลับไปแล้วหรอกหรือ เหตุใดยังมารอข้าอยู่ที่นี่อีก?"
"ล้อเล่นหรือไร ข้าหลิวปัว ผู้เลื่องลือด้านความรักเพื่อนพ้องและมีคุณธรรมน้ำมิตรไปทั่วทั้งวิทยาลัย จะทอดทิ้งเจ้าได้อย่างไร? ข้าจะบอกให้ หากเจ้าไม่ออกมาภายในครึ่งชั่วโมง ข้าจะบุกเข้าไปสู้ตายกับอาจารย์ที่ปรึกษาแน่"
"เหอะ อย่างเจ้าเนี่ยนะ ลืมไปเถิด วิ่งเข้าไปรนหาที่ตายเสียมากกว่า"
"เฉินเมี่ยเมี่ย! เจ้ากล้าดูแคลนข้าเชียวหรือ? หากข้าฮึดสู้ขึ้นมา แม้แต่ตนเองข้ายังกลัวเลยนะ"
"เลิกไร้สาระได้แล้ว ข้าขอถามเจ้าสักเรื่อง เจ้ามักคุ้นกับเฉินเหมียวเหมียวหรือไม่?" เฉินเมี่ยเมี่ยหยุดหยอกล้อ และเริ่มพูดคุยเรื่องจริงจัง
"ย่อมรู้จักสิ ข้าเป็นสหายสนิทของเจ้า จะไม่รู้จักนางได้อย่างไร?"
"เป็นไปได้หรือไม่ว่าแท้จริงแล้วตระกูลเฉินของเราเป็นตระกูลมหาเศรษฐีชั้นนำ และช่วงนี้เฉินเหมียวเหมียวกำลังแย่งชิงฐานะผู้สืบทอดเพียงหนึ่งเดียวกับข้า จึงเตรียมจะลงมือกับข้าแล้ว?" เฉินเมี่ยเมี่ยเสนอข้อสันนิษฐานที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด
หลิวปัวได้ยินดังนั้น ขากรรไกรก็แทบจะร่วงลงไปกองกับพื้น
"เฉินเมี่ยเมี่ย เจ้านี่มันเหลือเกินจริงๆ เจ้าเพียงแค่สูญเสียความทรงจำมิใช่หรือ เหตุใดจึงเริ่มหัดจินตนาการไปเองแล้วเล่า?
ประการแรก ครอบครัวเจ้ามิใช่ตระกูลมหาเศรษฐีอันใด ผู้สืบทอดตระกูลมหาเศรษฐีไม่มีทางอาศัยอยู่บนชั้นที่สิบแปดหรอก
ประการที่สอง เฉินเหมียวเหมียวมิใช่พี่น้องของเจ้า นางเป็นมารดาของเจ้า ไม่มีความเกี่ยวพันเรื่องการแก่งแย่งแข่งขันกับเจ้าแม้แต่น้อย พวกเจ้าลงเรือลำเดียวกัน หากเจ้าจะสืบทอดสิ่งใด ก็ล้วนสืบทอดมาจากนางนั่นแหละ"
"ว่ากระไรนะ?! เฉินเหมียวเหมียวเป็นมารดาของข้างั้นหรือ!!!"
หลิวปัวปรายตามองเฉินเมี่ยเมี่ยด้วยสายตาเหยียดหยามขั้นสุด
"นอกจากมารดาของเจ้าแล้ว ยังจะมีผู้ใดตั้งชื่อน่ารักน่าเอ็นดูเช่นนี้ให้กับบุรุษเช่นเจ้าได้อีกเล่า รูปแบบของพวกเจ้าก็คล้ายคลึงกันถึงเพียงนี้ มองไม่ออกหรืออย่างไร?"
เฉินเมี่ยเมี่ยรู้สึกหดหู่เล็กน้อย
ฆาตกรตัวจริงผู้อยู่เบื้องหลังคดีฆาตกรรมที่เขาเพิ่งจะพุ่งเป้าไป กลับกลายเป็นมารดาบังเกิดเกล้าของตนเองเสียอย่างนั้น
หลักฐานเกือบจะเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์แล้ว จู่ๆ ก็มาบอกข้าว่าผู้ต้องสงสัยไม่มีทางมีแรงจูงใจงั้นหรือ?
"หลิวปัว เจ้าเคยพบมารดาของข้า...ผู้นี้หรือไม่?"
"นับว่าเคยพบล่ะมั้ง ทว่าพวกเราเรียนอยู่สถาบันเดียวกันมาหกปี ข้าก็เคยพบนางเพียงสองครั้งเท่านั้น"
"เร็วเข้า ลองเล่ามาสิว่านางเป็นคนเช่นไร?"
หลิวปัวเอียงคอมองอย่างครุ่นคิด ดูเหมือนกำลังพยายามทบทวนความทรงจำ
"ข้าพบนางครั้งแรกเมื่อหกปีก่อน ตอนที่นางพาเจ้ามามอบตัวเข้าเรียน"
"เรื่องเมื่อหกปีก่อนเจ้าถึงกับยังจำได้ ยอดเยี่ยมไปเลย"
"มิใช่ข้าที่ยอดเยี่ยม ทว่าเป็นมารดาของเจ้าต่างหากที่ยอดเยี่ยม อย่าว่าแต่ข้าเลย บรรดาผู้ปกครองทั้งหมดในรุ่นเดียวกันนั้นก็คงจดจำนางได้เช่นกัน คุณนายเฉินเหมียวเหมียวจัดอยู่ในประเภทผู้ที่พบหน้าเพียงครั้งเดียว ก็มิอาจลืมเลือนไปชั่วชีวิต"
"เหตุใดเล่า นางงดงามมากหรือ?"
"งดงามหรือ? ไม่สิ ต้องเรียกว่างดงามอย่างล้นเหลือ! งดงามราวกับมิใช่มนุษย์ เป็นความงามที่ไม่อาจบรรยายเป็นคำพูดได้ ทว่าสาเหตุหลักที่ทำให้นางเป็นที่จดจำไปชั่วชีวิต มิใช่เพราะความงดงามของนางหรอก"
"เช่นนั้นแล้วเป็นเพราะสาเหตุใดเล่า?"
"เป็นเพราะนางแข็งแกร่งมาก แข็งแกร่งสุดๆ แข็งแกร่งจนไร้เทียมทาน เฉินเมี่ยเมี่ย บางทีสิ่งที่เจ้าเพิ่งกล่าวมาอาจถูกต้อง แท้จริงแล้วเจ้าสืบเชื้อสายมาจากตระกูลมหาเศรษฐี ตัวของคุณนายเฉินเหมียวเหมียวเพียงผู้เดียวก็นับเป็นตระกูลมหาเศรษฐีทั้งตระกูลแล้ว"
"หืม? นี่ข้าเป็นทายาทเศรษฐีรุ่นที่สองงั้นหรือ? แล้วนางแข็งแกร่งเพียงใดกันเชียว?"
"จะอธิบายเช่นไรดีเล่า ตอนที่อาจารย์ที่ปรึกษาของพวกเรากำลังทำการผ่าตัด เจ้าได้เห็นเพียงครั้งเดียวก็คงจดจำฝังใจไปอีกหลายปี ไม่มีปัญหาใช่หรือไม่?"
เฉินเมี่ยเมี่ยพยักหน้าหงึกหงัก "อย่าว่าแต่หลายปีเลย ชาตินี้ก็คงลืมไม่ลง"
"หากนำมาเปรียบเทียบกับมารดาของเจ้า อาจารย์ที่ปรึกษาของพวกเราก็เป็นเพียงอันธพาลกระจอกๆ ริมถนนเท่านั้นแหละ
ในปีนั้น วันที่นางมาส่งเจ้าเข้าเรียน ผู้ใดก็ตามที่กล้าเงยหน้าลืมตาจ้องมองคุณนายเฉินเหมียวเหมียวอย่างตรงไปตรงมา สถานเบาที่สุดคือฝันร้ายติดต่อกันถึงหนึ่งเดือน ส่วนคนที่อาการหนักที่สุดก็ถึงกับเสียสติไปเลย"
"เช่นนี้มิใช่ว่าสร้างความเดือดร้อนให้บุตรชายหรอกหรือ!" เฉินเมี่ยเมี่ยถึงกับพูดไม่ออก "นางว่างมากนักหรือจึงไปรังแกผู้อื่นเช่นนั้น พอนางปัดก้นจากไป ผู้อื่นเกิดความเคียดแค้นในใจ แล้วจะไม่มาลงเอากับข้าหรอกหรือ?"
หลิวปัวส่ายหน้า "นั่นมิใช่การโจมตีเชิงรุกของนาง ทว่าเป็นเพียงผลกระทบติดตัวของผู้ยิ่งใหญ่เท่านั้น ในตอนนั้นคนที่ก้มหน้าไม่ยอมมองก็ปลอดภัยดี ผู้ที่เกิดเรื่องล้วนเป็นพวกหัวดื้อที่ไม่ยอมแพ้ จะไปโทษผู้อื่นได้อย่างไร
อีกอย่าง ต่อให้มีความเคียดแค้น ผู้ใดจะกล้าลอบกัดเจ้าเล่า? ก็อย่างเรื่องโกหกที่ปกปิดข้อมูลมากมายและเต็มไปด้วยช่องโหว่ของเจ้าเมื่อคืน อาจารย์ที่ปรึกษาก็ยังปล่อยเจ้าออกมาโดยไม่ให้เจ้าสูญเสียเส้นขนไปแม้แต่เส้นเดียวมิใช่หรือ? ลองเปลี่ยนเป็นผู้อื่นดูสิ?"
"ต่อให้นางจะแข็งแกร่งเพียงใด ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องคอยปกป้องข้าอยู่ตลอดเวลาเลยนี่นา ผู้ที่แข็งแกร่งย่อมมีศัตรูที่แข็งแกร่งเช่นกัน ข้ารู้สึกว่าตนเองยังคงตกอยู่ในอันตรายมากทีเดียว"
"เจ้ากล่าวมาก็มีเหตุผล ทว่าผู้ที่เข้าใจย่อมรู้ดีว่า การลงมือกับเจ้านั้นนับเป็นการกระทำที่มีความเสี่ยงสูงยิ่ง
ข้าพบคุณนายเฉินเหมียวเหมียวครั้งที่สอง ก็ตอนที่เจ้าตกอยู่ในอันตรายเมื่อตอนเรียนอยู่ชั้นปีที่สี่
รายละเอียดข้าไม่อยากจะนึกถึงนัก มันน่ากลัวเกินไป หุบเหวลึกขนาดใหญ่ทางทิศตะวันตกของเมืองเจ้ายอมจำได้หรือไม่?"
"จำไม่ได้แล้ว"
"ที่นั่นเดิมทีเคยเป็นเทือกเขาแห่งหนึ่ง ทว่ากลับถูกระเบิดโคลเวอร์สี่แฉกของมารดาเจ้า ระเบิดจนกลายเป็นหุบเหวลึกโดยแท้"
เฉินเมี่ยเมี่ย "..."
เมื่อมองเช่นนี้ ความน่าสงสัยของเฉินเหมียวเหมียวก็ลดลงอีกครั้ง นางแข็งแกร่งถึงเพียงนั้น ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดหากนางต้องการลงมือกับบุตรชายของตนเอง ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องจ้างนักฆ่าให้ยุ่งยากเลยแม้แต่น้อย
"เอาเถิด จริงสิ เจ้ารู้หรือไม่ว่าบิดาของข้าคือผู้ใด?"
"เจ้าไม่มีบิดาหรอก คุณนายเฉินเหมียวเหมียวเป็นแม่มด แม่มดไม่อาจให้กำเนิดทายาทได้ เจ้าเป็นเพียงเด็กกำพร้าที่นางรับมาเลี้ยงเท่านั้น"
"ว่ากระไรนะ! ที่แท้ข้าก็มิใช่สายเลือดแท้ๆ ของเฉินเหมียวเหมียวงั้นหรือ?"
"เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เจ้าเคยบอกข้าในอดีต ข้าก็เพียงนำมาบอกเจ้าใหม่อีกครั้งเท่านั้น ส่วนสถานการณ์ที่แท้จริงภายในครอบครัวของเจ้าจะเป็นเช่นไร ข้าเองก็ไม่อาจรับประกันได้หรอกนะ"
"ช่างเถิด เหนื่อยใจนัก โลกนี้จะพังทลายก็ช่างมันเถิด ข้าจะกลับบ้านไปนอนแล้ว"
เฉินเมี่ยเมี่ยรู้สึกเพียงว่ายิ่งล่วงรู้มากเท่าใด ในสมองของตนก็ยิ่งสับสนวุ่นวายมากขึ้นเท่านั้น
"เดี๋ยวก่อน เจ้าบ้าไปแล้วหรือ ออกจากประตูวิทยาลัยในเวลาเช่นนี้ เจ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วใช่หรือไม่?!" หลิวปัวกระชากแขนของเฉินเมี่ยเมี่ยเอาไว้
"หืม? เวลาเช่นนี้? เกิดอันใดขึ้นหรือ?"
"เจ้าไม่ดูเวลาบ้างเลยหรือว่ายามนี้กี่โมงกี่ยามแล้ว?"
เฉินเมี่ยเมี่ยก้มดูนาฬิกาข้อมือ "ห้าโมงครึ่งไง หากไม่กลับบ้านประเดี๋ยวฟ้าก็จะมืดเสียก่อน ข้าไม่อยากเดินขึ้นบันไดตอนกลางคืนหรอกนะ"
"บ้าไปแล้ว บ้าไปแล้วจริงๆ เฉินเมี่ยเมี่ย ข้าพบว่ายามนี้เจ้าตกอยู่ในอันตรายมากทีเดียว ลืมเลือนสามัญสำนึกเรื่องอื่นไปก็แล้วไปเถิด ทว่าเรื่องที่เป็นตายร้ายดีเช่นนี้ เจ้าจงจดจำเอาไว้ให้ดี!
โลกของพวกเรานี้ ดวงอาทิตย์ทั้งสองและดวงจันทร์ทั้งสามจะสลับสับเปลี่ยนกันลอยเด่นอยู่บนฟากฟ้า ดวงอาทิตย์ทั้งสองคือดวงอาทิตย์ทองคำและดวงอาทิตย์เงินยวง ส่วนดวงจันทร์ทั้งสามคือดวงจันทร์นิรันดร์ ดวงจันทร์ประกายรุ้ง และดวงจันทร์เหมันต์อันยะเยือก
ในหนึ่งสัปดาห์มีเจ็ดวัน ในช่วงหกวันแรก
สามวันจะเป็นของดวงอาทิตย์ทองคำ อีกสามวันจะเป็นของดวงอาทิตย์เงินยวง
ส่วนหกคืนนั้น ดวงจันทร์นิรันดร์ ดวงจันทร์ประกายรุ้ง และดวงจันทร์เหมันต์อันยะเยือก ดวงจันทร์ทั้งสามจะครอบครองกันไปดวงละสองคืน
การจับคู่ระหว่างดวงอาทิตย์ทั้งสองและดวงจันทร์ทั้งสาม จะมีรูปแบบการปรากฏอยู่หกรูปแบบ ซึ่งจะสุ่มปรากฏขึ้นในช่วงหกวันแรก แต่ละรูปแบบจะปรากฏขึ้นเพียงหนึ่งครั้งต่อสัปดาห์เท่านั้น
ส่วนวันที่เจ็ดซึ่งเป็นวันสุดท้าย จะไม่มีทั้งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า [วันไร้แสง]"
คำอธิบายของหลิวปัวนั้นเข้าใจง่ายยิ่งนัก เฉินเมี่ยเมี่ยจึงซึมซับความรู้ใหม่ได้อย่างรวดเร็ว
"ยกตัวอย่างเช่นเมื่อวานนี้ ตอนกลางวันคือดวงอาทิตย์เงินยวง ส่วนตอนกลางคืนคือดวงจันทร์นิรันดร์ลอยเด่นอยู่บนฟากฟ้า พวกเราจึงเรียกเมื่อวานว่าวันเงินยวงนิรันดร์"
เฉินเมี่ยเมี่ยพยายามประยุกต์ใช้ความรู้ "เช่นนั้นวันนี้ก็ควรเรียกว่า 'ทองคำ...'"
"ถูกต้อง วันนี้ตอนกลางวันคือดวงอาทิตย์ทองคำ ดังนั้นจึงเรียกว่าทองคำ ส่วนตอนกลางคืนคือดวงจันทร์ประกายรุ้ง วันนี้จึงเป็นวันทองคำประกายรุ้ง"
เฉินเมี่ยเมี่ยไม่เข้าใจจึงเอ่ยถาม "เดี๋ยวก่อน เมื่อครู่เจ้าบอกว่า การปรากฏตัวของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ล้วนเป็นการสุ่ม วันนี้ยังไม่ถึงตอนกลางคืนเลย เหตุใดเจ้าจึงรู้ว่าจะสุ่มได้ดวงจันทร์ประกายรุ้งเล่า?"
"หากเป็นช่วงต้นสัปดาห์ก็คงไม่มีผู้ใดกล้าเดา ทว่าเพราะวันนี้เป็นวันที่หกของสัปดาห์แล้ว ดวงจันทร์ในห้าวันแรก ดวงจันทร์นิรันดร์และดวงจันทร์เหมันต์อันยะเยือกต่างก็ปรากฏขึ้นไปแล้วอย่างละสองครั้ง ส่วนดวงจันทร์ประกายรุ้งเพิ่งปรากฏขึ้นเพียงครั้งเดียว ดังนั้นคืนนี้จึงต้องเป็นดวงจันทร์ประกายรุ้งอย่างแน่นอน"
"ใช้วิธีตัดตัวเลือกงั้นหรือ! น่ากลัวยิ่งนัก ถึงกับมีสติปัญญาเช่นนี้ด้วย"
"ขอบใจที่ชม เฉินเมี่ยเมี่ย สิ่งที่ข้าจะพูดต่อไปนี้เจ้าจะต้องจดจำเอาไว้ให้ขึ้นใจ หากกลัวจำไม่ได้ก็เอาปากกามาจดไว้เลย
ไม่ว่าจะเป็นดวงอาทิตย์ทั้งสอง หรือดวงจันทร์ทั้งสาม ล้วนมีหน้าที่ปกป้องพวกเรา
โดยทั่วไปแล้ว สถานที่ที่มีแสงอาทิตย์และแสงจันทร์สาดส่องล้วนเป็นสถานที่ที่ปลอดภัย
ทว่าในช่วงเวลาประมาณหกโมงเช้าและหกโมงเย็นของทุกวัน ซึ่งเป็นช่วงรุ่งสางและยามโพล้เพล้ จะเป็นช่วงเวลาผลัดเปลี่ยนเวรของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์
หากได้พบกับช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์อยู่บนท้องฟ้าพร้อมกัน นั่นย่อมนับเป็นเรื่องดี เพราะจะเท่ากับได้รับความปลอดภัยเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ทว่าหากพบเจอกับช่วงเวลาว่างเปล่าที่ทั้งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ต่างก็หลบซ่อนตัว...สถานการณ์เช่นนั้นก็ไม่ต่างอันใดกับ [วันไร้แสง]"
"ข้าจำได้ว่า เมื่อครู่เจ้าบอกว่า [วันไร้แสง] คือวันที่เจ็ดของสัปดาห์ ซึ่งจะไม่มีทั้งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ตลอดทั้งวัน"
"ถูกต้อง ยามที่ไร้ซึ่งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ โลกทั้งใบจะตกอยู่ในความมืดมิดโดยสมบูรณ์ ทุกหนทุกแห่งจะถูกปกคลุมไปด้วยหมอกหนาทึบ"
"ทุกหนทุกแห่งเลยหรือ? แล้วที่บ้านกับในวิทยาลัยเล่า?"
"หากปิดประตูบ้านให้มิดชิด และไม่รนหาที่ตายด้วยการมองออกไปนอกหน้าต่าง ร้อยละเก้าสิบเก้าย่อมปลอดภัย ห้องเรียนของวิทยาลัยก็เช่นเดียวกัน"
"แล้วอันตรายที่แน่ชัดนั้นมาจากสิ่งใดกัน?"
"สิ่งประหลาดในสายหมอกอย่างไรเล่า"