- หน้าแรก
- พลิกกระดานท้าทายเซียน
- บทที่ 21: คัมภีร์เซียวเหยา
บทที่ 21: คัมภีร์เซียวเหยา
บทที่ 21: คัมภีร์เซียวเหยา
บทที่ 21: คัมภีร์เซียวเหยา
ต้นยามเหม่า การฝึกยามเช้า
ศิษย์สองร้อยหกสิบคนรวมตัวกันที่ระเบียงเรือน ท่องคัมภีร์เต๋าทั้งสี่
เหยียนสือซวี่ง่วงเหงาหาวนอนแทบสลบ
ยามเหม่าหนึ่งเค่อ เหล่าศิษย์นั่งสมาธิฝึกลมปราณ บำรุงจิตบำรุงชี่
เหยียนสือซวี่ง่วงเหงาหาวนอนแทบสลบ
ยามเหม่าสามเค่อ การฝึกยามเช้าสิ้นสุด เหล่าศิษย์รวมตัวกันที่โรงอาหารเพื่อรับประทานมื้อเช้า
เหยียนสือซวี่กินไปหลับไป
เขารู้สึกราวกับได้กลับไปใช้ชีวิตในวัยทำงาน ที่ต้องตื่นไปออฟฟิศในวันรุ่งขึ้นหลังจากอดนอนโต้รุ่ง หัวใจเต้นรัว อะดรีนาลีนหลั่งรั้งชีวิตไว้ รอดตายมาได้เพราะความหนุ่มแน่นล้วนๆ
เมื่อรับประทานมื้อเช้า เติมพลังงานลงท้อง อาการครั่นเนื้อครั่นตัวก็บรรเทาลง ทว่าความเหนื่อยล้ากลับถาโถมหนักกว่าเดิม
ระหว่างทางไปยังหอเสวียนจิง เหยียนสือซวี่ตาลอย พึมพำกับตัวเอง "ข้า... ข้าโดดเรียนกลับไปนอนที่เรือนพักได้ไหม"
หวงฝูอี้พินิจมองเขาแล้วสูดหายใจเฮือก
"ป๋อเหิง เมื่อคืนเจ้าแอบข้ากับพี่เกาหนีไปเที่ยวหอนางโลมมางั้นรึ? เพียงชั่วข้ามคืน ไตถึงได้เสื่อมโทรมปานนี้"
หลวงจีนเกาเม่ยผู้มีใบหน้าคมเข้มและเปี่ยมไปด้วยพลังหยางส่ายหน้าติดๆ กัน "หน้าตาเหมือนคนไตเสื่อมจริงๆ ร่างกายอ่อนแอ ลมปราณติดขัด พลังหยางพร่องไปมาก เกรงว่าจะไม่ใช่แค่ไปเที่ยวหอนางโลมง่ายๆ เสียแล้ว"
หวงฝูอี้หรี่ตาอย่างเคลือบแคลง "ข้าได้ยินมาว่านักพรตของนิกายใต้เชี่ยวชาญวิชาดูดกลืนหยินหยาง หรือว่าเมื่อคืนป๋อเหิงจะถูกบัณฑิตต้องตาเข้า? เจ็บใจนัก ข้าก็อยู่ห้องข้างๆ แท้ๆ เหตุใดถึงไม่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวใดเลย"
หลวงจีนเกาเม่ยเอ่ยแก้
"คือการบำเพ็ญคู่ ไม่ใช่วิชาดูดกลืน บำเพ็ญคู่คือเต๋าแห่งหยินหยางอันยิ่งใหญ่ ส่วนวิชาดูดกลืนคือวิชามารนอกรีต"
เหยียนสือซวี่ที่ใกล้จะตายคาที่อยู่รอมร่อพอได้ยินเช่นนั้น ก็ฝืนดึงสติกลับมา "โอ้? นิกายใต้เชี่ยวชาญวิชาดูดกลืน... ไม่สิ บำเพ็ญคู่งั้นรึ?"
ผู้ที่ฝึกทั้งวิชาม่อและวรยุทธ์ควบคู่กันอย่างเขาย่อมรู้ดีว่า ยอดฝีมือในโลกนี้ล้วนอิงหลักเหตุผล มีความสมเหตุสมผลไม่ต่างจากวิทยาศาสตร์ในชาติที่แล้ว
คิดไม่ถึงว่าจะมีวิชามารอย่างการบำเพ็ญคู่ด้วย... อื้ม วิชาระดับเทพต่างหาก!
หวงฝูอี้รีบกล่าว "ข้าได้ยินมาว่า วิชาเน่ยตาน (ปราณภายใน) ที่ปรมาจารย์สำนักตานติ่งคิดค้นขึ้นมายังมีข้อบกพร่อง ไม่สมบูรณ์พร้อมนัก ในตอนที่คนรุ่นหลังลองผิดลองถูกเพื่อเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปนั้น การบำเพ็ญวิชาเน่ยตานก็ถูกแบ่งออกเป็นสองสาย สายหนึ่งเชื่อว่าต้องเริ่มจากชะตาชีวิตก่อนแล้วค่อยไปที่สภาวะจิต ฝึกฝนสารัตถะให้กลายเป็นปราณ ใช้ร่างกายมนุษย์เป็นดั่งเตาหลอม สร้างรากฐานตาน หล่อหลอมโอสถวิเศษในกายมนุษย์"
"อีกสายหนึ่งเชื่อว่า หยินโดดเดี่ยวย่อมไม่เติบโต หยางเอกาไม่อาจก่อเกิด ควรเริ่มที่สภาวะจิตก่อนแล้วจึงไปที่ชะตา รวบรวมปราณหยินหยางมาหล่อหลอมเป็นตานว่างเปล่า ฟักตัวเป็นวิญญาณหยิน (วิญญาณหยิน)"
"ทั้งสองสายต่างยึดมั่นในความคิดของตน สุดท้ายก็แยกทางกัน กลายเป็นนิกายเหนือและนิกายใต้"
หลวงจีนเกาเม่ยปรายตามองหวงฝูอี้แวบหนึ่ง เอ่ยอย่างมีความนัย "พี่จื่อเหยาไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียร แต่กลับมีความรู้กว้างขวาง น่านับถือยิ่งนัก"
หวงฝูอี้หัวเราะแหะๆ "เมื่อวานข้าก็บอกไปแล้ว เงินทองดลบันดาลได้ทุกสิ่ง ข้อมูลพวกนี้ข้าใช้เงินซื้อมาทั้งนั้น"
ระหว่างที่คุยเล่นกัน ทั้งสามก็เดินตามกระแสศิษย์ใหม่เข้าไปในหอเสวียนจิง
บทเรียนในยามเฉินคือการอรรถาธิบายคัมภีร์และการวางรากฐานตำราพิชัยสงคราม
วันนี้เป็นวันแรกของการเข้าศึกษา จึงไม่มีการสอน แต่เป็นการฟังปฐมนิเทศจากอาจารย์ผู้ดูแล
ศิษย์ใหม่กว่าหกสิบคนเข้ามาในหอเสวียนจิง นั่งประจำโต๊ะเรียงราย จากต้นยามเฉิน รอจนถึงยามเฉินหนึ่งเค่อ เป็นเวลากว่าครึ่งชั่วยามเต็มๆ ทว่าอาจารย์ท่านนั้นกลับไม่โผล่มาเสียที
ศิษย์ที่มีระเบียบวินัยในตนเองไม่ได้ใส่ใจ หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านพลางๆ
แต่ศิษย์ส่วนใหญ่กลับกระซิบกระซาบ วิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่
ตอนนั้นเอง ศิษย์คนหนึ่งก็ลุกขึ้นยืน กวาดสายตามองห้องเรียนอันกว้างขวาง ร้องถามเสียงดัง
"เหยียนสือซวี่อยู่หรือไม่?"
หวงฝูอี้กระทุ้งศอกใส่เหยียนสือซวี่ที่หลับปุ๋ยไปแล้ว เอ่ยเสียงเบา "เขาเรียกเจ้าอยู่"
เหยียนสือซวี่ลืมตาขึ้นมอง ศิษย์ผู้นั้นมีเครื่องหน้าหมดจดสง่างาม ดูจากการแต่งกายและบุคลิก คงเกิดในตระกูลที่ร่ำรวยมั่งคั่ง
หวงฝูอี้กระซิบ
"คนผู้นี้ชื่อหลี่เยี่ยนเจิน ท่านอาในตระกูลเป็นถึงขุนนางคลังแห่งตงตู หลี่เยี่ยนเจินผู้นี้มีชื่อเสียงด้านพรสวรรค์มาตลอด เดิมทีควรจะไปสอบขุนนางสายบุญ แต่ครอบครัวดันให้เขาเข้าสำนักเต๋าศาสตร์"
เหยียนสือซวี่ลากเสียง "อ้อ" อย่างขอไปที "เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น"
หวงฝูอี้ตอบ "เขาอ้างว่าตระกูลของเขาเลื่อมใสในเต๋ามาหลายชั่วอายุคน จึงเลือกสอบทางสายเต๋า"
พอเหยียนสือซวี่ได้ยินก็เบะปาก แล้วหลับตาลงอีกครั้ง
สอบได้เป็นจอหงวนย่อมสร้างชื่อเสียงแก่วงศ์ตระกูล หากสอบจอหงวนได้จริงๆ ใครมันจะไปสอบสายเต๋า ไอ้คำว่าเลื่อมใสในเต๋ามาหลายชั่วอายุคนอะไรนั่น ก็แค่ข้ออ้างเอามาปิดทองหน้าพระให้ตัวเองดูดีเท่านั้นแหละ
"แต่คนผู้นี้มีวิชาความรู้ล้ำเลิศจริงๆ ในบรรดาศิษย์รุ่นเดียวกับพวกเรา เขาอยู่อันดับสอง เป็นรองเพียงเจ้าคนเดียว" หวงฝูอี้กล่าว
ระหว่างที่ทั้งสองคุยกัน จู่ๆ ศิษย์คนหนึ่งก็จำเหยียนสือซวี่ได้ ร้องบอกอย่างยินดี
"พี่เหยียน พี่หลี่เรียกท่านอยู่นะ เหตุใดจึงทำหูทวนลมเล่า?"
สายตาทุกคู่ในห้องพุ่งเป้ามาที่เขาทันที
เหยียนสือซวี่ปาดน้ำลายที่มุมปาก ไม่ยอมแม้แต่จะลุกขึ้น เพียงประสานมือคารวะอย่างขอไปที "มิได้ทำหูทวนลม ทว่าอยู่ในห้องเรียน ไม่สะดวกจะส่งเสียงดังต่างหาก"
หลี่เยี่ยนเจินทำราวกับไม่ได้ยิน เขาหันกายมา กล่าวว่า
"ในเมื่ออาจารย์ไม่อยู่ พวกเราก็ควรศึกษาพิจารณาคัมภีร์ ถกเถียงหลักเต๋ากันเอง"
"ถูกต้อง" เหล่าศิษย์พากันสนับสนุน
เหยียนสือซวี่หลับตาเงียบ
หลี่เยี่ยนเจินสีหน้าขุ่นเคือง "อันดับหนึ่งอ้างว่าตนเองอ่อนด้อยปัญญา หรือกำลังดูแคลนพวกเราอยู่?"
เมื่อเห็นเขาไม่พูด หลี่เยี่ยนเจินก็กล่าวต่อทันที
"หลี่ผู้นี้ทุ่มเทศึกษาคัมภีร์เต๋า แต่ยังมีข้อสงสัยอีกมาก หวังจะขอคำชี้แนะจากพี่เหยียน พี่เหยียน? พี่เหยียน? เหตุใดพี่เหยียนจึงแกล้งโง่เล่า หากเป็นเช่นนี้ หลี่ผู้นี้คงต้องตั้งข้อกังขาเสียแล้วว่า ตำแหน่งอันดับหนึ่งของพี่เหยียนนั้น เป็นของจริงหรือไม่"
พูดจบประโยค เสียงกรนก็ดังก้องขึ้น
เหยียนสือซวี่นั่งหลับไปแล้ว
หลี่เยี่ยนเจินโกรธจัด กล่าวว่า
"คนเกียจคร้านไร้มารยาทเช่นนี้ จะมาเป็นอันดับหนึ่งได้อย่างไร!"
เหล่าศิษย์พากันกระซิบกระซาบ สายตาที่มองเหยียนสือซวี่เต็มไปด้วยการประเมินและตั้งแง่สงสัย
หวงฝูอี้หัวเราะฮ่าๆ แทรกขึ้น
"อย่าเอาแต่พูดคำว่าพวกเราๆ สิ เขาแค่ไม่อยากถกหลักเต๋ากับเจ้า แล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับพวกเราเล่า"
หลี่เยี่ยนเจินถลึงตาใส่ เมื่อมองหน้าเขาชัดๆ ก็แค่นหัวเราะ
"ที่แท้ก็หนุ่มนักรักนี่เอง"
เสียงหัวเราะครืนดังขึ้นรอบทิศ
หวงฝูอี้ก็ไม่ได้โกรธเคือง เพียงประสานมือตอบ "ชมเกินไปแล้วๆ"
ตอนนั้นเอง ชายหนุ่มในชุดนักพรตสีครามก็ก้าวเข้ามาในห้อง
ทั้งห้องเรียนเงียบสงัดลงทันที
เสื้อคลุมบนร่างของนักพรตหนุ่มสวมใส่อย่างหลุดลุ่ย เส้นผมเพียงใช้ปิ่นไม้เกล้ามวยไว้อย่างลวกๆ ปล่อยปอยผมสยายลงมารุ่ยร่าย
ดูรวมๆ แล้วช่างเกียจคร้านและทำตัวตามสบายยิ่งนัก
เขาคืออาจารย์ที่คุมสอบเมื่อวาน ฉายาเต๋าคือวั่งจี เป็นศิษย์ปิดสำนักที่นักพรตอวิ๋นม่อรับไว้ในบั้นปลายชีวิต
"โอ้ ครึกครื้นกันจังเลยนะ!" เสียงของนักพรตวั่งจีฟังดูเนือยๆ ผ่อนคลายเช่นกัน
หลี่เยี่ยนเจินลุกขึ้นประสานมือคารวะ "พวกเรากำลังจะถกคัมภีร์กับอันดับหนึ่งขอรับ แต่น่าเสียดายที่สติปัญญาอ่อนด้อยนัก จึงไม่เข้าตาอันดับหนึ่ง"
"เช่นนั้นก็ถกกันต่อไปเถอะ" นักพรตวั่งจีหาวหวอด "เปิ่นเต้าจะกลับไปนอนต่อแล้ว"
จะไปแค่นี้เนี่ยนะ? เหล่าศิษย์มองหน้ากันเลิ่กลั่ก
หลวงจีนเกาเม่ยลุกขึ้น "อาจารย์ช้าก่อน ขออาจารย์โปรดอบรมสั่งสอนพวกเราด้วย"
นักพรตวั่งจีย้อนถาม
"กฎระเบียบของสำนัก พวกเจ้าจำไม่ได้หรือ?"
"จำได้ขอรับ"
"เรื่องอาหารการกินเครื่องใช้ไม้สอยยังจัดการไม่เรียบร้อยหรือ?"
"จัดการเรียบร้อยแล้วขอรับ"
นักพรตวั่งจีกล่าวด้วยน้ำเสียงเอือมระอา "เช่นนั้นจะมีอะไรให้อบรมอีกเล่า พวกเจ้าก็โตๆ กันแล้ว เรื่องการเรียนต้องรู้จักรับผิดชอบตัวเองสิ"
เหล่าศิษย์รอเขามาหนึ่งชั่วยาม ภายในใจย่อมมีโทสะอยู่บ้าง เมื่อเห็นท่าทีของเขาเช่นนี้ก็ยิ่งรู้สึกไม่พอใจ
แทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่า อาจารย์ของสำนักเต๋าศาสตร์จะเป็นคนเละเทะเช่นนี้
"หากอาจารย์ไม่มีข้ออบรมสั่งสอน เช่นนั้นก็ควรจะอรรถาธิบายคัมภีร์ให้พวกเราฟังสิขอรับ"
นักพรตวั่งจีนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าว "เอาเถอะ อย่างไรเสียก็ต้องอยู่กับพวกเจ้าไปอีกตั้งสองสามปี รีบทำความรู้จักนิสัยใจคอกันแต่เนิ่นๆ จะได้ไม่มาทำตัวน่ารำคาญใส่ข้าในวันหน้า"
เหล่าศิษย์ไม่เข้าใจความหมายในประโยคนี้
นักพรตวั่งจีเดินมาที่แท่นบรรยาย มองศิษย์ที่อยู่ด้านล่าง ด้วยน้ำเสียงเอื่อยเฉื่อยเช่นเดิม
"อาจารย์ผู้นี้บำเพ็ญ 'คัมภีร์เซียวเหยา' พวกเจ้าล่วงรู้ถึงความหมายอันลึกซึ้งของคัมภีร์นี้หรือไม่?"
หลี่เยี่ยนเจินรีบตอบเป็นคนแรก
"คัมภีร์เซียวเหยาสนับสนุนให้ยอดคนไร้ตัวตน ยอดเทพไร้ผลงาน ปราชญ์ไร้ชื่อเสียง"
"ยอดคนไร้ตัวตน: ละทิ้งความเห็นแก่ตัวและความคิดฟุ้งซ่าน จึงจะยึดมั่นในอุดมการณ์เดิม รักษาความซื่อสัตย์สุจริตไว้ได้"
"ยอดเทพไร้ผลงาน: เมื่อปกครองดินแดน ควรทำไปตามลำดับขั้นตอน ไม่โลภชื่อเสียงจอมปลอม ไม่มักใหญ่ใฝ่สูงหวังสร้างผลงานอย่างเร่งร้อน เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายอันจะเกิดแก่ราษฎร"
"ปราชญ์ไร้ชื่อเสียง: วางเฉยต่อลาภยศสรรเสริญ ไม่ให้ชื่อเสียงเงินทองมาครอบงำจิตใจ จึงจะธำรงความเที่ยงธรรมและแน่วแน่ในปณิธานแรกเริ่มได้"
เหล่าศิษย์พากันพยักหน้าชื่นชม
นักพรตวั่งจีพ่นลมพรืด "เหลวไหลสิ้นดี"
หลี่เยี่ยนเจินสีหน้าเปลี่ยน "เหตุใดอาจารย์จึงกล่าวเช่นนั้น?"
นักพรตวั่งจีเอ่ยอย่างเกียจคร้าน "คัมภีร์เซียวเหยาทั้งเล่มมีถ้อยคำเป็นพันเป็นหมื่น แต่สรุปใจความสำคัญได้เพียงประโยคเดียว: มองข้ามกฎเกณฑ์ทางโลก จารีตประเพณี และอุดมการณ์ของชาติบ้านเมืองไปเสียให้ทะลุปรุโปร่ง จึงจะเข้าถึงความอิสระเสรีอันยิ่งใหญ่ ความเบิกบานใจอันยิ่งใหญ่"
สิ้นคำกล่าวนั้น ทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบงัน
แม้แต่หวงฝูอี้ที่เอาแต่ยิ้มแป้นยังเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
ศิษย์คนหนึ่งโต้แย้งอย่างมีอารมณ์ "หากเป็นเช่นนั้น มิเท่ากับเป็นพวกไร้กษัตริย์ไร้บิดา ไร้ชาติไร้ตระกูลหรอกหรือ แล้วจะต่างอะไรกับเดรัจฉาน!"
นักพรตวั่งจีหัวเราะ "ย่อมมีข้อแตกต่างแน่ เดรัจฉานใช้ชีวิตได้สบายกว่าเจ้าเยอะ"
เหลวไหล!
อกตัญญูผิดจารีต!
"ช่างพูดจาเลื่อนเปื้อนไร้สาระ!" ใครบางคนเอ่ยอย่างโกรธแค้น
นักพรตวั่งจีไม่ได้โกรธเคือง เพียงกล่าวว่า
"พวกเจ้าแม้จะมาจากต่างชาติตระกูล แต่ภาระที่แบกไว้บนบ่านั้นล้วนเหมือนกัน ไม่มีอะไรไปมากกว่า: จงรักภักดีต่อชาติกษัตริย์ เลี้ยงดูบิดามารดา และหาเลี้ยงบุตรภรรยา"
"จารีตประเพณีสอนให้เจ้าจงรักภักดีต่อกษัตริย์และรักชาติ เพราะรัฐต้องการแสวงหาผลประโยชน์จากเจ้า สอนให้เจ้าเลี้ยงดูบิดามารดา เพราะพ่อแม่ต้องการให้เจ้าดูแลพวกเขาในยามแก่เฒ่า สอนให้เจ้าหาเลี้ยงบุตรภรรยา เพราะลูกเมียต้องการให้เจ้าหาเสบียงทุนรอนมาเลี้ยงดูพวกเขาให้เติบโต"
"ไอ้สิ่งที่เรียกว่า 'ความรับผิดชอบ' เนี่ย นับตั้งแต่ที่มันถูกสร้างขึ้นมา ก็เพื่อใช้กอบโกยบางสิ่งไปจากตัวเจ้านั่นแหละ ต้องรอให้เจ้าแบกรับภาระไว้เท่านั้น คนอื่นถึงจะนอนกินนั่งกินได้"
"เป้าหมายของจารีตประเพณี ก็เพื่อการสืบทอดวงศ์ตระกูล และการอยู่รอดของชาติบ้านเมือง"
"ข้าคิด ข้าจึงมีอยู่ หากข้าไม่มีตัวตนอยู่แล้ว โลกใบนี้จะไปเกี่ยวอะไรกับข้าเล่า? ประเทศชาติจะเกี่ยวกับข้าตรงไหน? พ่อแม่ลูกเมียจะสำคัญอะไรกับข้า? ต้องสลัดทิ้งภาระหน้าที่และความรับผิดชอบทั้งหมดบนตัวทิ้งให้หมด ไร้พันธะ ไร้ข้อผูกมัด ถึงจะเป็นความอิสระเสรีอันยิ่งใหญ่ เป็นเซียวเหยาที่แท้จริง!"
ทั้งห้องเรียนเงียบกริบ มีเพียงเสียงกรนเบาๆ ที่บรรเลงคลอประสานไปกับการสอนของนักพรตวั่งจีเสมอมา
เมื่อเขาหยุดพูด เสียงกรนก็ดังชัดเจนยิ่งขึ้น
"คนที่หลับอยู่นั่นคือใคร?"
"คืออันดับหนึ่ง เหยียนสือซวี่ขอรับ" หลี่เยี่ยนเจินฉวยโอกาสฟ้อง
"ดูเขาเป็นตัวอย่างสิ นี่แหละที่เรียกว่าการบรรลุธรรม! ไม่อย่างนั้นเขาจะได้เป็นอันดับหนึ่งหรือ" นักพรตวั่งจีเอ่ยชมเชย
"..."
นักพรตวั่งจีลุกขึ้นเดินออกไปข้างนอก "พวกเจ้าไปบรรลุธรรมกันเอาเองเถอะ อย่ามามัวเสียเวลาเบียดเบียนความอิสระเสรีอันยิ่งใหญ่ของข้าเลย"