เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 16: ไพ่ตาย

บทที่ 16: ไพ่ตาย

บทที่ 16: ไพ่ตาย


บทที่ 16: ไพ่ตาย

ในชนชั้นรากหญ้าของสังคม อาชีพใดเหมาะแก่การสืบข่าวมากที่สุด?

คนหาบเร่ พ่อค้า ช่างฝีมือ ลูกจ้าง และหญิงคณิกา โดยเฉพาะในหอคณิกา แขกเหรื่อที่มาดื่มสุราหากไม่ร่ำรวยก็มีอำนาจบารมี อีกทั้งยังมักพลั้งปากเวลาเมามาย

ดังนั้น หญิงคณิกาจึงเป็นเป้าหมายชั้นดีที่องค์กรข่าวกรองมักจะดึงตัวมาเป็นพวก

เพียงแต่การก้าวเท้าเข้าหอคณิกาแต่ละครั้ง หากไม่ควักจ่ายสักหลายร้อยอีแปะก็คงไม่ได้เดินออกมาง่ายๆ วันหลังเขาคงต้องขยันทำเรื่องเบิกงบเสียหน่อยแล้ว

เหยียนสือซวี่ขยับกล่องหนังสือบนบ่าให้เข้าที่ ก่อนจะเดินมุ่งหน้าไปยังตำหนักนอก

จังหวะนั้นเอง ที่อีกฟากของระเบียงทางเดินอันทอดยาว ปรากฏร่างของนักพรตหญิงสองคนเดินสวนมา

คราแรกที่ยังอยู่ไกล เหยียนสือซวี่มองเห็นไม่ชัดนัก สัมผัสได้เพียงทรวดทรงสูงโปร่งอรชรราวกับภาพวาดทิวทัศน์อันงดงาม

ทว่าเมื่อพวกนางเดินเข้ามาใกล้ จึงได้เห็นเต็มตาว่านักพรตหญิงทั้งสองล้วนมีรูปโฉมงดงามสะคราญตา

นักพรตหญิงทางซ้ายมือ มีใบหน้ารูปไข่และดวงตากลมโตตามตำรา ทว่ากลับมิใช่ดรุณีแรกรุ่นแนวน่ารักน่าเอ็นดู

นางแต่งแต้มชาดบนพวงแก้มเพียงบางเบา ขับเน้นให้ใบหน้าดูงดงามจับตา ริมฝีปากอวบอิ่มสีแดงสดเย้ายวน นัยน์ตาหวานซึ้งดุจสายน้ำในฤดูสารทแฝงไว้ด้วยเสน่ห์เย้ายวนของสตรีเต็มตัว

ทรวดทรงองค์เอวล้วนยวนตา ที่สะดุดตาที่สุดคือปทุมถันอวบอิ่ม ชุดนักพรตที่แต่เดิมควรจะดูหลวมกว้าง กลับถูกนางสวมใส่จนดูมีเสน่ห์ดึงดูดราวกับชุดเครื่องแบบ

ส่วนนักพรตหญิงทางขวามือ มีใบหน้ารูปเมล็ดแตงโมที่งดงามหมดจด ผิวพรรณขาวผ่อง ริมฝีปากสีอ่อน ขนตาหนางอน ดวงตาของนางงดงามยิ่งนัก ทว่าเมื่อจ้องมองลึกเข้าไปในแววตาคู่นั้น กลับสัมผัสได้เพียงความว่างเปล่าและเหม่อลอย ราวกับนางได้ตัดขาดผู้คนและเรื่องราวทั้งปวงบนโลกหล้าเอาไว้เบื้องนอก

คนหนึ่งเปรียบดั่งบุปผาโบตั๋นอันเร่าร้อนเบ่งบาน อีกคนเปรียบดั่งกุหลาบขาวที่สลักเสลาขึ้นจากผืนน้ำแข็ง

ตลอดสิบวันนับตั้งแต่เหยียนสือซวี่ข้ามมิติมายังต้าเซิ่ง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้พบเจอกับหญิงงามล่มเมืองถึงเพียงนี้ แถมยังมาพร้อมกันถึงสองคน

ถังซวงเป็นเพียงน้องสาวข้างบ้านที่แสนน่ารัก แต่อายุยังน้อยเกินไปนัก เปรียบดั่งดรุณีวัยแรกรุ่นที่รอวันผลิบาน

ส่วนอวี้ฉืออวิ๋นเจียแม้นจะงดงาม แต่กลิ่นอายคาวโลกีย์ก็คลุ้งแรงจนเกินไป

สองคนนี้น่าจะเป็นศิษย์พี่หญิงจากสำนักฉงเจินกระมัง

ดังนั้น เมื่อทั้งสองฝ่ายกำลังจะเดินสวนกัน เหยียนสือซวี่จึงก้าวหลบไปทางซ้ายสองก้าว พร้อมกับค้อมกายประสานมือคารวะ

แม่ดอกโบตั๋นหันหน้ามาปรายตามองเขาพร้อมรอยยิ้มบางๆ

ยามที่เดินสวนกัน เหยียนสือซวี่พลันได้กลิ่นหอมกรุ่นจางๆ โชยมาแตะจมูก

...

หลังจากออกจากสำนักเต๋าศาสตร์ เหยียนสือซวี่ก็เลี้ยวเข้าซอย ก่อนจะลัดเลาะเข้าไปในตรอกแคบที่เปลี่ยวร้างยิ่งกว่าเดิม

เขายกมือขึ้นบีบริมฝีปากล่าง เป่าปากส่งเสียงผิวปากดังลั่นติดกันหลายครั้ง

ไม่นานนัก เหนือศีรษะก็มีเสียงกระพือปีกพรึบพรับ นกสีดำตัวเล็กที่สีขนดูแหว่งเว้าไม่สม่ำเสมอก็บินร่อนลงมาเกาะบนบ่าของเขา

เหยียนสือซวี่เอ่ยถาม "หาตำแหน่งของ 'หอสมบัติฉางเจิน' เจอหรือยัง?"

เสวี่ยอีเอียงคอ ชะงักไปครู่หนึ่ง "อัยหยา... ข้าลืมไปเลี้ยว..."

เหยียนสือซวี่ได้ยินเสียงมันพูดอู้อี้ฟังไม่ชัด เมื่อเพ่งมองดูดีๆ จึงเห็นว่าในจะงอยปากของเจ้านกน้อยคาบโอสถเม็ดขนาดเท่าเมล็ดถั่วเหลืองเอาไว้

"เจ้าลืมภารกิจที่ข้าสั่ง เพียงเพราะของพรรค์นี้น่ะหรือ?" เหยียนสือซวี่ทั้งระอาทั้งฉุนเฉียว

"หลอมจากโอสถวิเศษ มีกลิ่นอายของโอสถวิเศษด้วยนะ" เสวี่ยอีพูดเสียงอู้อี้ ก่อนจะก้มหัวลง "นี่ไง เอามาฝากเจ้า"

หลอมจากโอสถวิเศษ?! เหยียนสือซวี่รีบแบมือรับทันทีด้วยความตื่นเต้นยินดี "ข้ายอมรับว่าเมื่อครู่ข้าเสียงดังไปหน่อย... ว่าแต่ เจ้านี่เจ้าไปขโมยมาจากไหน?"

เสวี่ยอียืนอยู่บนบ่าของเขา ยกปีกซ้ายขึ้นชี้ไปทางสำนักเต๋าศาสตร์

"ขโมยมาจากบ้านของนักพรตนั่นแหละ"

เหยียนสือซวี่ขมวดคิ้ว

เสวี่ยอีเอ่ยเสียงอ่อย "ข้ารู้น่า ว่าขโมยของมันไม่ดี..."

เหยียนสือซวี่กล่าวเสียงขรึม

"ไม่ดีจริงๆ นั่นแหละ เจ้าควรจะไปดูลาดเลาก่อนสิ สังเกตเวลาเข้าออกของเจ้าของบ้าน ดูว่าแถวนั้นมีเวรยามเดินตรวจหรือไม่ เกิดเป็นนกจะทำการสิ่งใดต้องรู้จักวางแผนให้รัดกุมก่อนลงมือ จะวู่วามทำอะไรส่งเดชได้อย่างไร"

หากถูกจับได้ขึ้นมาจะทำอย่างไร

ครั้งก่อนก็เพราะแอบกินจนถูกจับได้ ครั้งนี้จะยอมให้ซ้ำรอยเดิมไม่ได้เด็ดขาด ต้องดูลาดเลาให้ดีเสียก่อน

"เจ้าไม่ได้มาเรียนหนังสือหรอกหรือ?" เสวี่ยอีเดินเตาะแตะไปมาบนบ่าของเขา "ไหงถึงออกมาแล้วล่ะ?"

"เจอสอบเข้าน่ะสิ"

"ต้องสอบได้ไม่ดีแน่ๆ เลย"

"ไม่รู้สิ อาจจะเละเทะไม่เป็นท่า หรือไม่ก็อาจจะเป็น 'ไพ่ตาย' พลิกกระดานเลยก็ได้"

…………

เขตติ้งเจิ้ง สำนักตรวจการ

ด้านนอกโถงหลัก ผู้พิพากษาหยางหยุดยืนอยู่หน้าประตู ค้อมกายประสานมือกล่าว

"ใต้เท้าจั่วเฉิงเรียกพบผู้ต่ำต้อย มีคำสั่งใดชี้แนะหรือขอรับ?"

เสียงที่แฝงความนุ่มนวลกึ่งอิสตรีดังแว่วมาจากในโถงหลัก

"เข้ามาคุยข้างในเถอะ"

ผู้พิพากษาหยางจัดแจงเสื้อผ้าหน้าผมให้เรียบร้อย รวบชายชุดคลุมขึ้น แล้วก้าวข้ามธรณีประตูที่สูงลิ่วเข้าไปด้านใน

โถงหลักอันกว้างขวางและโอ่อ่าไร้ผู้คน ทว่าบนตั่งเตี้ยในโถงด้านข้าง ปรากฏร่างของขันทีวัยกลางคนผู้มีใบหน้าขาวผ่องไร้หนวดเครานั่งอยู่

บนตั่งเตี้ยนั้นเต็มไปด้วยกองเงินกองทอง ไข่มุก และไข่มุกราตรี

ขันทีวัยกลางคนใช้นิ้วคีบไข่มุกราตรีเม็ดหนึ่งขึ้นมาพินิจพิเคราะห์ใต้แสงอาทิตย์ที่สาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา พลางทอดถอนใจด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

"เป็นของดีจริงๆ ใต้เท้าเจียนจวินชอบของพรรค์นี้ ข้าเองก็ชอบ แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อเขาคือผู้ตรวจการกองทัพ ตำแหน่งสูงกว่าขั้นหนึ่ง ก็แทบจะกดขี่กันจนตายได้แล้ว"

ผู้พิพากษาหยางก้มหน้าลงต่ำ

ขันทีวัยกลางคนวางไข่มุกราตรีลง แล้วเอ่ยถาม "พวกโจรที่ลอบโจมตีตลาดใต้ จับตัวมาได้หมดแล้วหรือยัง?"

"จับได้เพียงหกคนขอรับ แต่พวกมันชิงฆ่าตัวตายไปหมดแล้ว" ผู้พิพากษาหยางก้มหน้าต่ำลงไปอีก

ขันทีวัยกลางคนหัวเราะเบาๆ "ล้วนเป็นนักฆ่าเดนตาย คงจับเป็นไว้ไม่ได้หรอก ไม่โทษเจ้าหรอก เพียงแต่แมลงพิษและงูเงี้ยวเขี้ยวขอในเมืองหลวง ชักจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกทีแล้ว"

ผู้พิพากษาหยางรีบกล่าว

"ใต้เท้าจั่วเฉิงโปรดวางใจ ผู้ต่ำต้อยได้ปล่อยข่าวออกไปแล้ว ยามนี้ทุกฝ่ายต่างพุ่งเป้าไปที่สำนักเต๋าศาสตร์ สามารถลดทอนความกดดันของพวกเราไปได้มากทีเดียวขอรับ"

การใช้คลังสมบัติของหมิงจงเป็นเหยื่อล่อ หนึ่งคือเพื่อล่อสายลับของศัตรูให้ออกมา สองคือถือโอกาสกดดันสำนักเต๋าศาสตร์ และสามคือลดทอนความกดดันของสำนักตรวจการ

เรียกได้ว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกถึงสามตัว

"ความสามารถของเจ้านั้น ข้าย่อมเชื่อถือ เพียงแต่... อย่าหาว่าข้าไม่เตือน จะกดดันสำนักเต๋าศาสตร์ก็ดี จะลดทอนความกดดันก็ช่าง ล้วนไม่ใช่เรื่องสำคัญ นาฬิกาแดดของหมิงจงต่างหากคือสิ่งที่เบื้องบนต้องการ ข้าได้ยินมาว่า วันนี้สำนักเต๋าศาสตร์เปิดรับศิษย์ ให้บัณฑิตมาสอบเข้าอย่างนั้นหรือ?"

ผู้พิพากษาหยางพอได้ยิน ก็รู้ทันทีว่าเข้าสู่เรื่องสำคัญแล้ว จึงรีบตอบ

"ผู้น้อยเตรียมการไว้แต่เนิ่นๆ แล้วขอรับ ได้ส่งสายลับแฝงตัวปะปนไปกับกลุ่มบัณฑิตหลายคน ในจำนวนนั้นมีผู้ที่เพียบพร้อมทั้งสติปัญญาและวรยุทธ์อยู่ไม่น้อย"

ขันทีวัยกลางคนถามต่อ

"เจ้าส่งใครเข้าไปบ้าง?"

"โจวหย่วน ซุนลิ่งเชียน เฉินซือหยวน..." ผู้พิพากษาหยางเอ่ยชื่อติดต่อกันถึงหกคน พร้อมอธิบายภูมิหลังของแต่ละคนอย่างละเอียด "คนเหล่านี้บ้างก็มีชื่อเสียงด้านสติปัญญา บ้างก็เก่งกาจเรื่องการผูกมิตร บ้างก็ทำงานรัดกุม บ้างก็มีฝีมือฉกาจ รับรองว่าจะไม่ทำให้ใต้เท้าจั่วเฉิงต้องผิดหวังแน่นอนขอรับ"

การส่งสายลับแฝงตัวเข้าสำนักเต๋าศาสตร์ สิ่งสำคัญที่สุดหาใช่วิชาความรู้ไม่

แต่เป็นความสามารถต่างหาก

ดังนั้น นอกจากบัณฑิตตัวจริงสองคนแล้ว ผู้พิพากษาหยางยังส่งยอดฝีมืออีกหลายคนปลอมตัวเป็นบัณฑิตเข้าไปด้วย

ทว่ายามนี้สำนักเต๋าศาสตร์กลับเล่นไม้ตายถอนฟืนใต้กระทะ เปลี่ยนรูปแบบการสอบกะทันหัน ในบรรดาคนเหล่านี้ ผู้ที่ไม่สันทัดเรื่องวิชาการเกรงว่าคงต้องตกรอบเป็นแน่

อย่างเช่นทายาทสกุลเหยียนผู้นั้น

ผู้พิพากษาหยางได้ตัดสินประหารชีวิตชายหนุ่มในใจไปเรียบร้อยแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึงเขาอีก

"ส่งคนไปคอยเฝ้าที่สำนักเต๋าศาสตร์ มีข่าวสารอันใดให้รีบส่งกลับมาทันที เรื่องนี้สำคัญยิ่งนัก เจ้าจงรั้งอยู่เป็นเพื่อนข้าเพื่อรอฟังข่าวเถิด" ขันทีวัยกลางคนหยิบสร้อยไข่มุกขึ้นมาอีกเส้นหนึ่ง

"ใต้เท้าจั่วเฉิงโปรดรอสักครู่ ผู้ต่ำต้อยขอตัวไปจัดการธุระสักประเดี๋ยวขอรับ"

เมื่อได้รับอนุญาต ผู้พิพากษาหยางก็ล่าถอยออกจากโถงหลัก กลับไปยังห้องทำงานของตน แล้วสั่งการกับเสมียนว่า

"แจ้งฉานเหริน ให้สังหารเป้าหมายทันที"

เขามีลางสังหรณ์ว่า... เจ้าแซ่เหยียนนั่นกำลังจะหนี

...

ยามซื่อสองเค่อ ณ ห้องปีกตะวันออกของตำหนักฉิวเจิน

ควันธูปจันทน์ลอยอวล ประตูหน้าต่างเปิดกว้าง แสงแดดสาดส่องเข้ามาในห้อง เผยให้เห็นฝุ่นละอองที่ลอยล่องอยู่ในอากาศ

โต๊ะหนังสือสามตัวตั้งเรียงรายกัน ด้านหลังแต่ละโต๊ะมีนักพรตเครายาวนั่งตัวตรงอยู่ พวกเขากำลังพลิกอ่านกระดาษคำตอบอย่างรวดเร็ว พร้อมกับมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นเป็นระยะ

"โจวหย่วนผู้นี้ ลายมือเป็นระเบียบเรียบร้อย บทความก็เขียนได้ไม่เลว เพียงแต่เนื้อหาที่เขียนล้วนลอกเลียนความคิดผู้อื่นมา ไม่มีสิ่งใดที่เป็นความคิดของตนเองเลยแม้แต่น้อย รับเข้าสำนักเต๋าศาสตร์ไปจะมีประโยชน์อันใด?"

"ปัญหาการคลังของราชสำนักหมักหมมมาเนิ่นนาน ย่อมไม่หวังว่าบัณฑิตเหล่านี้จะมีความคิดเห็นอันใดที่ลึกซึ้งหรอก"

เหล่านักพรตต่างตรวจข้อสอบไปพลาง พูดคุยกันไปพลาง

หัวเมืองทหารโดยทั่วไปแบ่งออกเป็นสามประเภท หนึ่งคือหัวเมืองที่ตั้งตนเป็นอิสระ สองคือหัวเมืองที่วางตัวเป็นกลาง และสามคือหัวเมืองที่อยู่ภายใต้การควบคุมของราชสำนักอย่างสมบูรณ์

เสบียงและเงินทองของสองประเภทแรก ล้วนถูกพวกทหารและขุนพลที่เหิมเกริมยักยอกแบ่งปันกันไป ภาษีอากรไม่เคยถูกส่งเข้าส่วนกลาง

ส่วนประเภทที่สามนั้น ราชสำนักยังพอเก็บภาษีได้ ทว่าปัญหาขุนนางทุจริตและการยักยอกของท้องถิ่นกลับรุนแรงยิ่งนัก บัญชีวุ่นวายเละเทะจนไม่อาจตรวจสอบได้

เงินทองสิบส่วน สุดท้ายแล้วตกถึงมือส่วนกลางอย่างมากก็เพียงสี่ห้าส่วนเท่านั้น

ไม่ว่าราชสำนักจะตั้งกระทู้ถาม หรือการสอบขุนนาง หากเกี่ยวข้องกับปัญหาภาษีอากร ล้วนเป็นการสอบเพื่อหาวิธีแก้ปัญหาในข้อหลังนี้ทั้งสิ้น

ส่วนกลางขาดแคลนเงินคลังมาถึงสองร้อยปี แต่ก็ยังไม่อาจหาวิธีแก้ไขได้เลย

"บทความเขียนมาเละเทะไปหมด อ่านไม่รู้เรื่องเลยสักนิด เจ้านี่เป็นบัณฑิตจริงๆ หรือ?"

"นี่มัน... เขียนไม่ตรงกับหัวข้อเลยนี่นา สงสัยจะเอาบทความอื่นมาจับแพะชนแกะยัดเยียดใส่มาแน่ๆ"

นักพรตทั้งสามยิ่งตรวจก็ยิ่งหงุดหงิด บางครั้งถึงกับสบถออกมาว่า "ไอ้สุนัข มารดาเจ้ายังอยู่ดีหรือไม่?!"

บางบทความเขียนได้แย่ แต่ก็ยังพอเรียกได้ว่าเป็นบทความ ทว่าบางบทความกลับไร้สาระสิ้นดี ที่หนักกว่านั้นคือเขียนไม่ตรงกับหัวข้อเลยแม้แต่น้อย

แบบนี้ยังกล้าเรียกตัวเองว่าบัณฑิตอีกหรือ?

เงาร่างทาบทับลงตรงประตู นักพรตหญิงใบหน้ารูปไข่ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา โดยมีนักพรตหญิงผู้มีใบหน้าเย็นชาเดินตามหลังมาติดๆ

"ได้ยินศิษย์พี่วั่งจีบอกว่า ปีนี้สำนักเต๋าศาสตร์เปลี่ยนการสอบรอบสองเป็นการสอบข้อเขียนหรือเจ้าคะ?" นักพรตหญิงใบหน้ารูปไข่เอ่ยด้วยรอยยิ้ม "ศิษย์พี่วั่งจีหนีไปดื่มสุราเคล้านารีที่หอคณิกาเสียแล้ว ศิษย์พี่ทั้งหลาย ต้องการให้ข้าช่วยหรือไม่เจ้าคะ?"

นักพรตที่อยู่ทางซ้ายลูบเคราสีดอกเลา พลางโบกมือปฏิเสธ

"ช่างเถอะๆ อย่าให้สายตาของศิษย์น้องหานเจินต้องมาแปดเปื้อนกับของพรรค์นี้เลย"

นักพรตทางขวาแค่นหัวเราะ "บัณฑิตปีนี้ มีแต่พวกไม่ได้เรื่องไม่ได้ราวทั้งนั้น ดูเจ้านี่สิ ลายมือโย้เย้เละเทะ การจัดหน้ากระดาษก็ไม่เป็นระเบียบ... เอ๊ะ แซ่เหยียนหรือ?"

เขายกพู่กันขึ้นเตรียมจะกากบาททิ้ง ทว่าพอเหลือบไปเห็นแซ่ของผู้เข้าสอบ ก็อดไม่ได้ที่จะเพ่งมองดูอีกสองสามตา

คราแรกเขาก็ไม่ได้รู้สึกอันใดนัก ส่วนเกริ่นนำเสนอแนวคิดการปกครองแบบปล่อยวางตามธรรมชาติ ดูเลื่อนลอยและกลวงเปล่า

แต่เมื่อได้อ่านถึง 'ระบบแบ่งแยกภาษี' นักพรตเฒ่าก็ถึงกับชะงักงัน อักษรเพียงไม่กี่บรรทัดนั้น เขาถึงกับอ่านทวนซ้ำไปซ้ำมา ปากก็พร่ำพึมพำไม่หยุด "กำหนดประเภทภาษีให้ชัดเจน... กำหนดประเภทภาษีให้ชัดเจน..."

ดวงตาของเขากลอกไปมาอย่างรวดเร็ว ราวกับกำลังวิเคราะห์และคำนวณอยู่ในหัว

ยิ่งคิดก็ยิ่งตื่นเต้น มือที่ถือกระดาษข้อสอบสั่นเทาน้อยๆ หนวดเคราสีดอกเลาก็สั่นระริกตามไปด้วย

"ศิษย์พี่ทั้งสอง มาดู... มาดูข้อสอบฉบับนี้สิ..."

นักพรตอีกสองคนไม่เข้าใจว่าเกิดอันใดขึ้น แต่เมื่อเห็นท่าทีตื่นเต้นสุดขีดของเขา จึงลุกขึ้นเดินเข้าไปหา

"เอ๊ะ มือเจ้าจะสั่นทำไมเนี่ย!"

ศิษย์พี่คนหนึ่งคว้ากระดาษข้อสอบไปดู ทว่ายิ่งอ่าน มือของเขาก็เริ่มสั่นตามไปด้วย

"ระบบแบ่งแยกภาษี... ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมยิ่งนัก!" ศิษย์พี่อีกคนที่ไม่ได้จับกระดาษข้อสอบกลับตัวสั่นยิ่งกว่า ราวกับได้รับการชี้แนะจากเซียนจนบรรลุธรรม สว่างวาบในพริบตา

"เมื่อกำหนดประเภทภาษีชัดเจนแล้ว ส่วนหลักส่งเข้าส่วนกลาง ส่วนย่อยตกเป็นของท้องถิ่น บัญชีก็จะชัดเจนแจ่มแจ้ง ต่อให้มีขุนนางหน้าเลือดคอยขูดรีดทุจริต เงินที่ราชสำนักเก็บได้ก็ยังคงมั่นคงและเป็นกอบเป็นกำอยู่ดี!"

สาเหตุที่พวกขุนนางสามารถยักยอกเงินภาษีได้ เป็นเพราะภาษีที่เก็บมาได้ถูกนำมาปะปนรวมกันหมด

บัญชีจึงง่ายต่อการตุกติก

แต่หากกำหนดประเภทภาษีให้ชัดเจน ภาษีหลักอย่าง ภาษีที่ดิน ภาษีรายหัว ภาษีเกลือเหล็กและชา รวมถึงภาษีด่านศุลกากร ล้วนส่งเข้าส่วนกลาง ท้องถิ่นห้ามแตะต้องเด็ดขาด

บัญชีก็จะโปร่งใสชัดเจนในทันที!

นักพรตอีกคนเสริม "หากประกาศใช้กฎหมายนี้ พวกขุนนางท้องถิ่นและคหบดีผู้มีอิทธิพลก็คงหมดปัญญาตุกติก!"

"ข้ากลับคิดว่าระบบการขนส่งเสบียงนั้นยอดเยี่ยมยิ่งกว่า การบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัย การชลประทาน และการก่อสร้างต่างๆ ล้วนให้ส่วนกลางเป็นผู้จัดการ... พอลองคิดดูให้ดี วิธีนี้จะช่วยตัดปัญหาการขูดรีดเกณฑ์แรงงานของท้องถิ่น ลดทอนความโหดร้ายของการปกครอง ต่อให้บางพื้นที่จะเกิดภัยพิบัติ ปีหน้าก็ยังคงมีภาษีให้เก็บ"

"ให้ราชสำนักจัดการทั้งหมดก็ใช่ว่าจะดี เรื่องเล็กน้อยยังคงให้ท้องถิ่นเป็นผู้จัดการได้"

"กลยุทธ์ปราบหัวเมืองก็มีวิสัยทัศน์ไม่เลว สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง"

"เด็กคนนี้ช่างเป็นอัจฉริยะประทานจากสวรรค์! อัจฉริยะประทานจากสวรรค์โดยแท้! เทียบชั้นได้กับปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักเชียวนะ!"

นักพรตทั้งสามมาจากสำนักฉงเจิน ล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการปกครองบ้านเมือง จึงเริ่มถกเถียงกันอย่างดุเดือด

กู้หานจางกะพริบตาคู่สวย ก่อนจะชะโงกหน้าเข้าไปใกล้ด้วยความอยากรู้อยากเห็น

"เทียบชั้นปรมาจารย์ฉงเจินเลยหรือเจ้าคะ? เช่นนั้นข้าคงต้องขอดูบทความนี้เสียหน่อยแล้ว"

ใครจะรู้ว่านักพรตทั้งสามกลับรีบเก็บกระดาษข้อสอบเข้าด้วยกัน แล้วกล่าวว่า "ศิษย์น้องหานจาง ข้อสอบที่เหลือรบกวนเจ้าช่วยตรวจต่อที พวกข้าต้องรีบไปพบท่านอาจารย์แล้ว"

"ใช่ๆ หากปีนั้นท่านอาจารย์มีกลยุทธ์อันล้ำเลิศเช่นนี้ สะสมความมั่งคั่งสักสองสามปี มีหรือที่การใหญ่จะไม่สำเร็จ"

"จะดีหรือ หากท่านอาจารย์กลับมามีความมั่นใจอีกครั้ง แล้วต้องการกลับเข้าราชสำนักไปเป็นอัครเสนาบดีอีกล่ะ?"

"ไม่เป็นไรหรอก ฮ่องเต้ไม่ทรงเชื่อใจท่านแล้ว"

"ท่านปรมาจารย์ก็ไม่เชื่อแล้วเหมือนกัน"

ว่าแล้วพวกเขาก็พากันวิ่งพรวดพราดออกจากห้องไปอย่างรีบร้อน

กู้หานจางทันได้เห็นเพียงชื่อของผู้เข้าสอบเท่านั้น...

เหยียนสือซวี่!

นักพรตหญิงผู้มีรูปโฉมงดงามพิสุทธิ์มองตามแผ่นหลังของทั้งสามคนไป ในแววตาที่ดูเหม่อลอยนั้นวาบผ่านด้วยความฉงน

ดูเหมือนนางจะไม่เข้าใจว่าเหตุใดคนเราถึงต้องตื่นเต้นดีใจกับกระดาษเพียงแผ่นเดียวถึงเพียงนี้

นางหันไปมองคนข้างกาย แล้วเอ่ยถามด้วยใบหน้าเรียบเฉย "ไม่ใช่ว่าวิถีแห่งเต๋าฝึกฝนความสงบและปล่อยวางหรอกหรือ?"

กู้หานจางยิ้มเจื่อนๆ "ก็มีแต่ศิษย์สำนักฉงเจินนี่แหละที่ชอบทำตัวตื่นตูมแบบนี้ ชินเสียก็ดี พวกเราไม่ได้เป็นแบบนี้เสียหน่อย..."

จบบทที่ บทที่ 16: ไพ่ตาย

คัดลอกลิงก์แล้ว