เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Re-new ตอนที่ 96 ซูบผอม

Re-new ตอนที่ 96 ซูบผอม

Re-new ตอนที่ 96 ซูบผอม


ตอนที่ 96 ซูบผอม

ชายสูงอายุสองคนที่อายุราว 70 ปีกำลังต่อสู้แย่งปลากันในที่สาธารณะเหมือนกับเด็ก ๆ  เมื่อเหล่าอาจารย์ในลานรับประทานอาหารเห็นด้านนี้ของบัณฑิตชื่อดังเข้า ภาพลักษณ์ที่ยิ่งใหญ่สง่างามในใจพวกเขาก็พังครืนลงมาทันพลัน

คุณพระช่วย ! นั่นคืออาจารย์ใหญ่หยวนผู้ลึกลับและสันโดษจริง ๆ เยี่ยงนั้นรึ ? นี่มันเด็กเกเรชัด ๆ เลยมิใช่รึ !

หัวหน้าเมิ่งอาศัยช่วงที่เพื่อนของเขาผลักกันและขวางกันอยู่นั้นเดินเข้ามาด้วย เขาเพิ่งชิมเนื้อหัวหมูตุ๋นเข้าไปหนึ่งชิ้นก็ถูกผลักออกโดยเพื่อนที่พยายามปกป้องอาหารของเขา  มหาบัณฑิตหยวนโกรธจนหน้าขึ้นสีแดง เขาตะโกนเสียงดังขึ้นมาว่า “ดี ! พวกแกขโมยอาหารของข้า ! ตาแก่ผู้นี้ ! ตาแก่ผู้นี้จะตัดขาดกับพวกแกทั้งคู่เลยเป็นเยี่ยงไร !”

เสี่ยวเฉากับพ่อของนางพากันยืนอึ้ง ถ้าพวกเขาไม่ได้อยู่ในโรงเรียนหรงซวน นางคงคิดว่ามหาบัณฑิตหยวนเป็นพวกหลอกลวงเป็นแน่ นี่...พวกเขา 3 คนเป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดของโรงเรียนหรงซวนจริง ๆ รึ ถ้าพวกเขากลายเป็นศัตรูกันเพราะอาหารตุ๋นของนาง นางคงรู้สึกบาปมากเสียทีเดียว

เสี่ยวเฉารีบเดินเข้าไปเกลี้ยกล่อมว่า “ท่านอาจารย์ใหญ่หยวน ใจเย็น ๆ ก่อนเถิดเจ้าค่ะ ถ้าท่านมิรังเกียจ ทุกคราที่ฉีโตวกลับจากวันหยุด ข้าจะให้เขาเอาอาหารมาให้ท่านด้วยเจ้าค่ะ...”

อาจารย์ใหญ่หยวนกำลังรอให้เสี่ยวเฉาเอ่ยเช่นนี้อยู่ ดังนั้นเมื่อเขาได้ยินที่นางกล่าว ความโกรธก็ถูกแปรเปลี่ยนเป็นความดีใจ เขาตอบกลับไปว่า “เด็กดี ชายแก่ผู้นี้มองคนมิผิดจริง ๆ เจ้ามีจิตใจที่ดีมากยิ่งนัก !  ฉื่อชู เจ้ากินเสร็จแล้วหรือยัง ? ถ้าเสร็จแล้วก็พาหยูฝานไปที่หอพักของชั้นพื้นฐานแล้วช่วยจัดการเรื่องให้เขาด้วย”

ฉื่อชูประหลาดใจเล็กน้อย เด็กนั่นเป็นเพียงแค่นักเรียนใหม่ชั้นพื้นฐาน แต่อาจารย์ใหญ่กลับสั่งให้เขาที่เป็นผู้ช่วยส่วนตัวให้ไปหาที่พักให้เนี่ยนะ เห็นได้ชัดว่าอาจารย์ใหญ่ให้ความสำคัญกับเด็กคนนี้มากถึงเพียงใดกัน !

แม้จะประหลาดใจมากเพียงใด แต่ฉื่อชูก็ไม่ได้เปิดเผยความรู้สึกใด ๆ ออกมาทางสีหน้า เขาตอบเพียงแค่ว่า ‘ขอรับ’ แล้วก็หันไปเอ่ยกับหยูไห่และลูก ๆ ว่า “เชิญทางนี้ขอรับ !”

ผู้ช่วยส่วนตัวของอาจารย์ใหญ่ อาจารย์ฉื่อชูมาถึงชั้นพื้นฐานเพื่อช่วยนักเรียนใหม่ที่ชื่อ ‘หยูฝาน’ ลงทะเบียนเข้าเรียน เขาได้หาห้องที่หอพักให้นักเรียนใหม่ด้วยตนเองอีกด้วย  ข่าวนี้แพร่กระจายไปทั่วทั้งโรงเรียนหรงซวนอย่างรวดเร็ว ทุกคนต่างก็อยากรู้เป็นอย่างมากว่าใครคือนักเรียนใหม่คนนั้น ถึงกับสามารถทำให้อาจารย์ฉื่อชูทำทั้งหมดนั้นให้เขาได้

ฉีโตวไม่รู้ว่าเขาได้กลายเป็นคนดังตั้งแต่วันแรกที่เข้าเรียน ตอนนี้เขาวางกระเป๋าใบเล็กของเขาลงบนเตียงที่หอพักอย่างมีความสุข เขายื่นมือออกมาแตะเตียงใหม่ที่นุ่มกว่าเตียงที่บ้านเขาอยู่มากโข เมื่อเห็นว่าหอพักมีทั้งโต๊ะและเก้าอี้ เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าตนเองมีสิทธิพิเศษที่ได้มาอยู่และเรียนในสภาพแวดล้อมที่สะดวกสบายเช่นนี้ เขาแอบตั้งปณิธานแน่วแน่ไว้ว่าจะขยันเรียนให้มาก ไม่ให้พ่อแม่กับและพี่สาวของเขาต้องผิดหวัง !

เสี่ยวเฉามองเพื่อนร่วมห้องของน้องชาย คนหนึ่งอายุประราว 10 ขวบ ส่วนอีกคนเด็กกว่าเล็กน้อย น่าจะราว ๆ 7 - 8 ขวบ ในสายตาของพวกเขาไม่ได้มีการดูถูกเหยียดหยามเลยแม้แต่น้อยเมื่อเห็นเสื้อผ้าเก่า ๆ โทรม ๆ ที่นางกับหยูไห่สวมใส่อยู่ อายุน้อยเช่นนี้แต่กลับมีกาลเทศะมากแล้ว ทั้งยังไม่หยิ่งจองหองและไม่หุนหันพลันแล่นอีกด้วย ในใจเสี่ยวเฉาจึงผ่อนคลายลงมามาก

ฉีโตวเพิ่งวางของ เฉียนเหวินก็เข้ามาในห้องพร้อมด้วยชามกระเบื้องในมือ นักเรียน 2 คนจากชั้นพื้นฐานรีบลุกขึ้นทักทายรุ่นพี่ทันที

เฉียนเหวินพยักหน้าเล็กน้อยให้เด็ก 2 คนนั้นแล้วเอ่ยกับฉีโตวว่า “ข้าเอาอาหารมาให้เจ้า  รีบกินเสียเพราะประเดี๋ยวมีเรียนการอ่านตอนเช้า ชั้นพื้นฐานเริ่มเรียนไปประมาณ 1 เดือนแล้ว เพราะเยี่ยงนั้นถ้ามีอันใดมิเข้าใจก็มาหาข้าได้ตลอด ข้าอยู่ห้องที่สามจากทางซ้ายตรงโน้นน่ะ...”

ฉีโตวกังวลมากเมื่อได้ยินว่าเขาพลาดชั้นเรียนไปเกือบหนึ่งเดือน เมื่อได้ยินเฉียนเหวินเสนอตัวจะช่วย เขาจึงตอบกลับว่า “ขอบคุณท่านพี่เสี่ยวเหวิน ถ้าท่านพี่มิรำคาญ ข้าจะไปขอคำแนะนำจากท่านพี่บ่อย ๆ นะขอรับ ข้ากินข้าวเช้ามาแล้ว ท่านพี่เก็บไว้กินเองเถอะขอรับ”

“มื้อเย็นเริ่มประมาณยามเซิน ในเมื่อกินข้าวเช้ามาตั้งแต่เช้ามืด ถ้าตอนนี้มิกินอะไร จะทนจนถึงบ่ายได้เยี่ยงไร ? ท้องว่างก็เรียนอะไรมิรู้เรื่องหรอก !” เฉียนเหวินยื่นชามข้าวไปให้ฉีโตวแล้วเร่งว่า “กินเร็วเข้าเถอะ !”

เสี่ยวเฉาเห็นว่าข้าวในชามเป็นข้าวขาวผสมลูกเดือย แม้ว่าจะมีเพียงหัวไชเท้าและผักกาดขาวราดมาเท่านั้น แต่ผักพวกนี้ก็ได้ใช้น้ำมันในการผัด ซึ่งใกล้เคียงกับมาตรฐานความเป็นอยู่ของครอบครัวธรรมดาทั่วไป นางจึงเอ่ยถามขึ้นว่า “ท่านพี่เสี่ยวเหวิน  อาหารมื้อนี้ราคาเท่าใดรึ ?”

“ข้าวขาวผสมลูกเดือยกับผัก 1 ชามราคา 1 อีแปะเท่านั้น ถ้าอยากได้ข้าวขาวอย่างเดียวกับผักก็ราคา 2 อีแปะ ข้าวขาวกับเนื้อก็ 5 อีแปะ...ถ้าไม่อยากได้ข้าวก็เปลี่ยนเป็นหมั่นโถวได้ มีหมั่นโถวที่ทำด้วยแป้งสาลี แล้วก็ธัญพืชผสม...” เฉียนเหวินเข้าใจความหมายของเสี่ยวเฉา เขาจึงบอกราคาอาหารทั้งหมดจากโรงอาหารให้นางฟัง

อย่างที่ว่ากันว่า ‘จงประหยัดที่บ้านและใช้จ่ายอย่างเสรีขณะเดินทาง’ แน่นอนว่าเสี่ยวเฉาไม่ปล่อยให้น้องชายที่ต้องเรียนอยู่ห่างจากบ้านต้องลำบาก เขามีวันหยุด 2 วันหลังจากเรียน 5 วัน นางจัดค่าอาหารให้เขาวันละ 8 อีแปะและนับเพิ่มให้อีก 10 อีแปะเผื่อเอาไว้ รวมทั้งหมดนางให้เงินฉีโตว 50 อีแปะ

เฉียนเหวินรู้สึกแปลกใจที่เห็นเสี่ยวเฉาให้เงินฉีโตว 50 อีแปะ ค่าใช้จ่ายของเขาสำหรับ 5 วันก็แค่ 30 - 40 อีแปะเท่านั้น ความเป็นอยู่ของครอบครัวเขาดีกว่าเสี่ยวเฉามาก แต่นางก็ยังให้เงินน้องชายมากถึงขนาดนั้น

ฉีโตวมองพวงเงินที่พี่สาวยื่นให้เขาแล้วปฏิเสธไม่ยอมรับ เขาเอ่ยว่า “พี่สาม ข้ากินแค่วันละ 2 อีแปะก็พอแล้ว เหตุใดถึงให้มากขนาดนี้ล่ะ ? ครอบครัวเราก็มิได้ร่ำรวย เพื่อหาเงินมาจ่ายค่าเล่าเรียนให้ข้า ทุกคนในบ้านต่างก็ทำงานกันยุ่งจนไม่ได้พักผ่อนแล้ว ท่านพี่ให้ข้าแค่ 10 อีแปะสำหรับ 5 วันก็พอแล้ว”

เสี่ยวเฉาดึงเขาไปด้านข้างแล้วเอาเงินให้เขา นางเอ่ยว่า “เอาเงินไปก่อนเถอะ ถ้าใช้มิหมดก็เอาไว้ซื้อกระดาษกับพู่กันก็ได้ ฉีโตว ร่างกายของเจ้ากำลังโตนะ อย่าเอาแต่คิดเรื่องประหยัดเงินแล้วก็กินของดี ๆ บ้าง ! เจ้าน่าจะรู้ถึงความสามารถของพี่สามแล้วนี่  เงินที่ข้าได้จากการขายอาหารตุ๋นมากพอเป็นค่าใช้จ่ายให้ครอบครัวเราได้ รับเงินไปเร็วเข้า มิเช่นนั้นข้าจะโกรธเจ้าแล้วนะ...”

ฉีโตวน้อยตาแดง เขารับเงินพร้อมกับสูดจมูกและเอ่ยว่า “ท่านพ่อ พี่สาม พวกท่านวางใจเถอะ ข้าจะขยันเรียนให้มาก...”

“การเรียนเป็นสิ่งสำคัญ แต่สุขภาพสำคัญยิ่งกว่า ! เจ้ายังเด็กและมิเคยจากบ้านมาก่อน  ต้องเรียนรู้ที่จะดูแลตนเองด้วย อย่าลืมใส่เสื้อผ้าให้เหมาะกับอากาศ...” เสี่ยวเฉาน้ำตาไหล ราวกับนางได้ย้อนกลับไปเมื่อชาติก่อนตอนที่น้องชายของนางต้องจากบ้านไปเรียนที่อีกส่วนหนึ่งของประเทศ แต่นางไม่สามารถไปส่งเขาได้ในตอนนั้นเพราะนางต้องดูแลร้านอาหารตุ๋นของนาง ดังนั้นความกังวลและความห่วงใยทั้งหมดจึงออกมาเป็นคำเตือนอย่างต่อเนื่อง

ฉีโตวเช็ดน้ำตาและพยายามสลัดความไม่เต็มใจที่จะจากกันออกไปด้วยเสียงหัวเราะ “พี่สามนี่เหมือนท่านแม่จริง ๆ แม้แต่คำพูดก็ยังเหมือนกันราวกับแกะมิผิดเพี้ยน !”

หยูไห่ฝืนยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ก็เพราะแม่กับพี่เขาเป็นห่วงเจ้ามิใช่รึ...เอาล่ะ กินเร็วเข้า อย่าเข้าเรียนวิชาแรกสายเชียว” เขาหันไปหาเฉียนเหวินแล้วประสานมือพลางกล่าวว่า  “เสี่ยวเหวิน ฉีโตวยังเด็กและใหม่กับที่นี่ ได้โปรดช่วยดูแลเขาด้วยเถอะ”

เฉียนเหวินรีบโค้งคำนับกลับแล้วหัวเราะ “ท่านอาต้าไห่มิขอ ข้าก็ต้องดูแลน้องอยู่แล้วขอรับ มิต้องห่วง นอกจากอาจารย์แล้วก็ยังมีเจ้าหน้าที่ที่คอยดูแลชีวิตของนักเรียนในแต่ละหอพักอีกด้วย แล้วก็ยังมีหมอของโรงเรียนโดยเฉพาะ ถ้านักเรียนปวดหัวเป็นไข้ขึ้นมา  เขาจะได้รับการรักษาฟรี ท่านอาต้าไห่ ฉีโตวเป็นเด็กที่ขยันมากยิ่งนัก เขาจะมิมีปัญหาอย่างแน่นอนขอรับ”

เสี่ยวเฉาเดินออกจากโรงเรียนหรงซวนไปด้วยดวงตาที่บวมแดง ตั้งแต่นางย้ายร่างมาอยู่ในโลกที่ไม่คุ้นเคยนี้ นางก็มักจะไปไหนมาไหนกับเด็กน้อยที่แสนฉลาดคนนี้เสมอ

ตอนนางล้มป่วย เขาก็ได้เอาไข่นกมาให้ และสนทนากับนาง หัวเราะกับนาง ตอนที่พวกเขาขุดสมุนไพรป่าด้วยกัน เด็กน้อยผู้นี้ก็คอยถือตะกร้าเล็ก ๆ ไล่ตามและทำงานหนักกว่านางเสียอีก และตอนที่ไปขายอาหารตุ๋นที่ท่าเรือ ก็เป็นเขาที่คอยอยู่เคียงข้างนางเสมอ...

ในใจของเสี่ยวเฉาได้มองว่าฉีโตวคือน้องชายแท้ ๆ ของนางไปแล้ว เขาอายุเพียงแค่ 6 ขวบ แต่ต้องไปอยู่ในเมืองเพื่อเรียนหนังสือด้วยตัวคนเดียว นางไม่เต็มใจที่จะแยกจากเขาเอามาก ๆ และรู้สึกไม่มั่นใจอะไรเลย

หยูไห่มีความสุขมากกับความผูกพันอย่างลึกซึ้งของพี่น้อง เขาปลอบนางว่า “เฉาเอ้อร์ มิต้องเศร้าแล้ว อีก 5 วันก็ได้เจอน้องแล้วนี่ ตอนนั้นเรามารับเขาเร็ว ๆ กันดีหรือไม่ ไหนลูกบอกว่าอยากไปที่ตลาดวัวกับม้ามิใช่รึ ? ไปกันเถิด”

เสี่ยวเฉาเช็ดน้ำตาพร้อมกับสูดจมูก แล้วก็ทำตัวให้ร่าเริงขึ้น “ไปเยี่ยมท่านพี่ใหญ่ที่ร้านไม้กันก่อนเถอะเจ้าค่ะ...ท่านแม่ทำรองเท้าใหม่ให้ท่านพี่คู่หนึ่ง เอารองเท้าไปให้เขาก่อนเถอะเจ้าค่ะ”

สองพ่อลูกเดินไปตามถนนใหญ่จนถึงร้านไม้จางจี้ คงเป็นเพราะหยูไห่มาด้วย ถึงผู้ช่วยร้านจะทำสีหน้าน่าเกลียดแต่เขาก็ไม่ได้แกล้งสร้างปัญหาให้พวกเขาอีก เขาไปเรียกหยูฮังออกมาทันที

หลังจากที่ไม่ได้เจอพี่ชายมาหลายวัน เสี่ยวเฉาก็รู้สึกว่าพี่ชายของนางผอมซูบลงไปอีก มีความอิดโรยอ่อนเพลียอยู่ในผิวสีเหลืองของเขา แม้ว่าเขาจะฝืนทำเป็นแข็งแรงต่อหน้าพวกเขา แต่ก็ยังเห็นได้ชัดว่าเขาเหนื่อยมากเพียงใด

“ท่านพี่ใหญ่ เป็นเด็กฝึกงานที่นี่เหนื่อยมากเลยรึเจ้าคะ ? หรือเพราะท่านพี่มิสบาย ? สีหน้าดูมิดีเอาเสียเลย...” เสี่ยวเฉาเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง ถึงเยี่ยงไรหยูฮังก็เป็นเพียงแค่เด็กอายุ 12 ขวบเท่านั้น งานส่วนใหญ่ในร้านไม้ต้องใช้ความแข็งแรงทางร่างกาย จึงถือได้ว่าเป็นงานที่หนักหนาสำหรับเด็กอย่างหยูฮังมากโข

หยูฮังนั้นกลัวว่าเขาจะทำให้ครอบครัวต้องเป็นห่วงจึงหัวเราะแล้วเอ่ยว่า “ช่วงนี้ที่ร้านของขายดีน่ะ ขนาดหัวหน้าช่างยังต้องทำงานล่วงเวลาเลย ข้าก็แค่ผู้ช่วยจึงต้องอยู่ดึกขึ้นอีกหน่อยเท่านั้น ประเดี๋ยวพอผ่านช่วงเวลายุ่งวุ่นวายไปก็มิเป็นไรแล้ว !”

หยูไห่ถอนหายใจขณะมองดูลูกชายที่ทำตัวเหมือนผู้ใหญ่ เขาอยากเอ่ยอะไรบางอย่าง แต่หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งเขาก็กลืนคำพูดกลับเข้าไป เสี่ยวเฉามองหยูไห่แล้วเอ่ยว่า “ท่านพ่อเจ้าคะ รายได้แต่ละวันของบ้านเราตอนนี้ก็ดีมากแล้วนะเจ้าคะ อีกทั้งยังขาดคนช่วยงานที่บ้านด้วย เหตุใดเราจึงมิพาพี่ใหญ่กลับบ้านล่ะเจ้าคะ ?”

หยูฮังไม่รอให้หยูไห่ตอบเขาก็เอ่ยแทรกขึ้นมาทันทีว่า “น้องสาม ข้ามิเป็นอะไรจริง ๆ ! หัวหน้าช่างคนไหนบ้างที่มิได้เริ่มจากการเป็นเด็กฝึกงาน ? ทนเป็นเด็กใหม่สักสองปีเดี๋ยวข้าก็จะได้เริ่มเรียนงานไม้แล้ว เจ้ามิต้องห่วง ข้าแข็งแรงดี...!”

เสี่ยวเฉายัดห่อของที่ถืออยู่ใส่มือพี่ชายแล้วเอ่ยว่า “ท่านพี่ใหญ่ นี่เป็นรองเท้าที่ท่านแม่ทำให้ แล้วก็มีเงิน 100 อีแปะอยู่ข้างในนั้นด้วย รับไปสิ...”

หยูฮังก้มหน้ามองรองเท้าที่นิ้วเท้าโผล่ออกมา เขารีบตอบว่า “ข้าจะรับรองเท้าเอาไว้ แต่เอาเงินกลับไปเถอะ ! ครอบครัวของเรามิได้สุขสบายนี่ อาหารที่นี่มีพอกินแล้ว มิจำเป็นต้องใช้เงินหรอก”

เสี่ยวเฉายัดเงินใส่มือพี่ชายอย่างดื้อรั้นแล้วเอ่ยว่า “เสี่ยวเหลียนกับข้าสลับกันไปขายอาหารที่ท่าเรือ พวกเราขายดีมากเลยนะ เพราะเยี่ยงนั้นสถานการณ์ของบ้านเรามิได้ลำบากอย่างที่ท่านพี่คิดหรอก เพียงเวลาแค่ไม่กี่วันพวกเราก็เก็บเงินได้มากพอเป็นค่าเล่าเรียนของฉีโตวแล้ว ฉะนั้นเงิน 100 อีแปะมิได้มากเลย เวลาอยู่ไกลบ้านก็ต้องมีเงินติดตัวไว้เผื่อฉุกเฉินสิเจ้าคะ”

หยูไห่ก็ช่วยกล่าวด้วยอีกแรง “น้องสาวของลูกกล่าวถูกนะ รับไว้เถอะ ! ตอนนี้ลูกกำลังโต เอาไว้ซื้ออาหารกินเวลาที่หิวตอนดึก ๆ น่ะ...พวกเรามิถ่วงเวลาลูกแล้ว กลับเข้าไปเถอะ”

หลังจากออกจากร้านไม้ สองพ่อลูกก็ไม่ได้สนทนากันอยู่นาน ตอนที่ใกล้จะถึงตลาดวัวกับม้า เสี่ยวเฉาก็เอ่ยขึ้นมาว่า “ท่านพ่อเจ้าคะ อีกสองสามวันพวกเราไปพาพี่ใหญ่กลับบ้านเถอะ เป็นเด็กฝึกงานลำบากมากนะเจ้าคะ...”

หยูไห่พยักหน้าและตอบว่า “อืม...” หลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาอีกและได้แต่ถอนหายใจยาวเหยียดออกมาเพียงเท่านั้น

จบบทที่ Re-new ตอนที่ 96 ซูบผอม

คัดลอกลิงก์แล้ว