เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Re-new ตอนที่ 87 ปลาหมัก

Re-new ตอนที่ 87 ปลาหมัก

Re-new ตอนที่ 87 ปลาหมัก


ตอนที่ 87 ปลาหมัก

นางหลิวรู้สึกกังวลเล็กน้อย “พวกเราต้องทอดด้วยน้ำมันรึ ? บ้านเรามีน้ำมันพอหรือไม่ ?  แม่ควร...ไปขอยืมจากบ้านท่านป้าโจวหรือไม่ ?”

เสี่ยวเฉาคิดเพียงชั่วครู่แล้วก็เอ่ยขึ้นมาว่า “เมื่อวานนี้ ข้ามิได้ใช้น้ำมันถั่วเหลืองไปมากเท่าใดนัก คาดว่าจะมีพออยู่นะเจ้าคะ แต่ต้องใช้น้ำตาลขาวทำปลาหมัก หากจะไปซื้อตอนนี้ก็คงจะช้าไปเสียแล้ว...มิรู้ว่าท่านป้าโจวจะมีเก็บไว้บ้างหรือไม่...”

ครอบครัวโจวเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นหนึ่งในครอบครัวที่มีฐานะดีในหมู่บ้าน สามีของนางเป็นคนที่มีความสามารถในการหาเงิน ขณะที่ภรรยาก็มีรายได้จากการเลี้ยงไก่ นางฟางไม่เคยทำรุนแรงและเข้มงวดกับลูก ๆ ของนางเลย ถ้าพวกเขาอยากขอยืมน้ำตาลจากใครสักคนในหมู่บ้าน ครอบครัวของนางก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด

นางหลิวถอดผ้ากันเปื้อนแล้วยิ้ม “เยี่ยงนั้นแม่จะไปถามให้ เจ้าต้องการมันกี่มากน้อยล่ะ ?”

เสี่ยวเฉาตอบว่า “แค่เอามาปรุงรส กำมือเดียวก็เพียงพอแล้วเจ้าค่ะ...”

“กำมือเดียว ? เฉาเอ้อร์ เจ้ามิรู้ราคาของน้ำตาลขาวรึเยี่ยงไร ? 1 ชั่งราคา 260 อีแปะเชียวนะ ! 1 กำมือของเจ้าคาดว่าคงจะหลายสิบอีแปะ ถึงท่านป้าโจวจะตามใจลูก แต่นางคงมิซื้อเก็บไว้มากนักหรอก” หยูไห่อดเตือนขึ้นมาไม่ได้

เสี่ยวเฉามองเขาอย่างตกใจ “อะไรนะเจ้าคะ ? น้ำตาลแพงมากถึงเพียงนั้นเลยรึ ! แย่แล้ว ! เช่นนี้ครอบครัวทั่วไปก็คงซื้อมิไหวเป็นแน่...”

นางหลิวกรอกตาแล้วหัวเราะออกมา “น้ำตาลขาวมิใช่ของที่ชาวบ้านทั่วไปกินกันหรอกนะ อาหารแบบไหนกันที่ลูกจะทำ ? เหตุใดต้องใช้เครื่องปรุงแพงถึงเพียงนั้นเชียว แล้วเยี่ยงนี้จะขายได้กำไรรึลูก ?”

เสี่ยวเฉามองปลาหมักร้อยกว่าตัวในหม้อแล้วคิดคำนวนในใจ ถ้านางขายปลาตัวละ 1 อีแปะ นางจะได้เงิน 60 - 70 อีแปะโดยไม่มีปัญหาใด แต่ถ้าไม่ใช้น้ำตาลปรุงรสมันก็จะไม่อร่อย ถ้านางใส่ให้น้อยลงล่ะ...พอจะได้หรือไม่ ?

“ท่านแม่ ข้าจะไปที่บ้านของท่านป้าโจวด้วย” เสี่ยวเฉากัดมันเทศอีกสองสามคำแล้วยัดใส่มือของฉีโตว นางลุกขึ้นยืนแล้วเดินตามนางหลิวออกไปทางประตูหน้าบ้านทันที

พอเดินออกจากบ้านมาประมาณ 1 ลี้ก็มาถึงบ้านของครอบครัวโจว นางหลิวเคาะประตูหน้าบ้านและมีเด็กหนุ่มอายุราว 12 - 13 ปีมาเปิดประตูให้ เขามีผิวสีแทน ดวงตาเหมือนพระจันทร์เสี้ยว มุมปากโค้งขึ้นเล็กน้อยทำให้ดูเหมือนยิ้มทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ยิ้ม  รูปลักษณ์ของเขาเป็นที่สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น

“เหวินหัว ! เหตุใดวันนี้มิได้ตามพ่อของเจ้าไปขายของล่ะ ?” นางหลิวประหลาดใจเล็กน้อยที่เห็นเขาจึงถามขึ้น

โจวเหวินหัวไอสองสามครั้งและมีเสียงหายใจแรงดังออกมาจากหน้าอก เขากลั้นอาการคันคอไว้แล้วกลืนน้ำลายจึงเอ่ยออกมาว่า “ตอนที่ข้ากลับบ้านมาเมื่อวาน ข้าถอดเสื้อเพราะรู้สึกร้อน และผลที่ได้คือมิสบายครับ เป็นหวัด ท่านพ่อก็เลยให้ข้าพักที่บ้านสักสองสามวัน แค่ก แค่ก...ท่านน้าหยู น้องเสี่ยวเหลียน มาหาท่านแม่รึขอรับ ?”

นางหลิวถามออกไปด้วยความเป็นห่วงว่า “ไปหาหมอมาหรือยัง ? อย่าได้ปล่อยให้อาการเจ็บป่วยเล็กน้อยกลายเป็นเรื่องใหญ่เป็นอันขาด !”

“หมอโหยวตรวจอาการของข้าและจ่ายยาให้แล้วล่ะขอรับ ข้ากินยาไป 2 ถ้วยแล้ว  ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นมากแล้วขอรับ แค่ก แค่ก...ท่านแม่ ! ท่านน้าหยูกับน้องเสี่ยวเหลียนมาหาน่ะ...” ดูเหมือนโจวเหวินหัวจะเชื่อว่าเสี่ยวเฉาคือหยูเสี่ยวเหลียน เสี่ยวเฉาจึงยิ้มให้กับเขาโดยไม่ได้แก้ความเข้าใจผิดอันใดทั้งสิ้น

นางฟางเดินออกมาและเห็นสองแม่ลูก นางยิ้มและเอ่ยทักว่า “เสี่ยวเฉา กลับมาจากท่าเรือแล้วรึ เป็นเยี่ยงไรบ้างวันนี้ อาหารตุ๋นของเจ้าอร่อยมากถึงเพียงนั้นจะต้องมีลูกค้าเยอะมากเป็นแน่ เหวินหัว นี่น้องเสี่ยวเฉาน่ะ มิใช่เสี่ยวเหลียน เสี่ยวเฉาจะผิวขาวและเรียบเนียนกว่าเสี่ยวเหลียน แล้วก็ตัวเตี้ยกว่านิดหน่อยอีกด้วย ถ้ามิดูดี ๆ ก็ยากที่จะแยกพวกนางทั้งสองคนออก”

โจวเหวินหัวจับท้ายทอยด้วยความขัดเขินที่จำผิดคน เขายิ้มแล้วเอ่ยว่า “เยี่ยงนั้นนี่ก็คือน้องเสี่ยวเฉา แต่ก่อนน้องเสี่ยวเหลียนเป็นคนที่มากับท่านน้าหยูตลอด ข้าก็เลยคิดว่าเป็นนาง ได้ยินจากชานหูว่าตอนนี้สุขภาพของน้องเสี่ยวเฉาแข็งแรงขึ้นแล้ว ข้าดีใจด้วยนะ”

เด็กอายุ 12 - 13 ปีเป็นนักพูดที่เก่งถึงเพียงนี้แล้ว เขามีคุณสมบัติของคนขายของที่ดีเลยทีเดียว เสี่ยวเฉายิ้มให้เขาแล้วเอ่ยว่า “คราก่อน ๆ ที่ข้ามาที่นี่ ท่านพี่เหวินหัวมิอยู่บ้าน  นั่นก็ช่วยมิได้ที่ท่านพี่จะเข้าใจผิด ก็พวกเราเพิ่งเคยเจอกันคราแรกนี่เจ้าคะ บางคราท่านแม่ยังจำพวกเราสองคนสลับกันเลยเจ้าค่ะ แต่จะทำเยี่ยงไรได้ พวกเราดันหน้าเหมือนกันเอาเสียมาก ๆ นี่...”

โจวเหวินขำสีหน้าที่ดูเหมือนจนปัญญาของนาง เขารู้สึกหายใจไม่ค่อยออกเนื่องจากไม่สบาย แต่ตอนนี้เขารู้สึกดีขึ้นมากแล้ว

“ท่านป้าโจวมีน้ำตาลขาวหรือไม่เจ้า ? ข้าอยากทำอาหารแบบใหม่แต่ขาดเครื่องปรุงอยู่สองสามอย่าง...” เสี่ยวเฉามองท่านป้าโจวอย่างคาดหวัง นางกลัวว่าท่านป้าโจวจะตอบว่าไม่มี ถ้าพวกเขาไม่มีจริง ๆ วันนี้นางคงไม่สามารถทำปลาหมักได้...

นางฟางยิ้มแล้วเอ่ยว่า “บังเอิญจริง ๆ ! ถ้าเจ้ามาเร็วกว่านี้วันนึงเราก็คงมิมี เมื่อวานลุงโจวกลับมาจากขายของ เขาซื้อขนมน้ำตาลราคา 40 - 50 อีแปะมาให้ลูก ๆ ด้วย มีเงินทั้งทีแทนที่จะซื้อเนื้อสัตว์หรือข้าวขาวกับแป้งสาลีมาเพิ่มด้วย แต่กลับซื้อขนมน้ำตาลแพง ๆ มา...หลิงหลง เอาขนมน้ำตาลที่เหลือเมื่อวานมาให้น้องเสี่ยวเฉาลองชิมหน่อยเถิด !”

แม้ว่านางฟางจะบ่น แต่แววตาของนางก็มีรอยยิ้ม สำหรับนางฟางกับสามีนั้น พวกเขาจะลำบากสักหน่อยก็ไม่เป็นไร แต่พวกเขาจะไม่ให้ลูก ๆ เป็นเหมือนพวกเขาตอนที่ยังเด็กที่ไม่มีประสบการณ์และไม่รู้เรื่องอันใดเลย พวกเขาไม่อยากให้ลูกของพวกเขาถูกปฏิบัติเป็นเหมือนเป็นพวกบ้านนอกตอนที่เข้าไปในเมือง

เสี่ยวเฉาดูที่มือของหลิงหลงและเห็นว่าสิ่งที่เรียกว่าน้ำตาลขาวนั้นเหมือนคล้ายกับน้ำตาลกรวด มิน่าถึงได้ราคา 1 อีแปะต่อชิ้น

นางเลือกน้ำตาลขนาดเท่าไข่มา 1 ก้อน หนักประมาณ 1 เหลียง ราคาราว 15 - 16 อีแปะ นางยิ้มและเอ่ยว่า “ท่านป้าโจวเจ้าคะ ข้าอยากใช้น้ำตาลทำอาหารแล้วเอาไปขายที่ท่าเรือ น้ำตาลก้อนนี้ราคาเท่าใดรึเจ้าคะ ? ข้าจะเอาของท่านป้ามาใช้ทำเงินฟรี ๆ มิได้หรอกนะเจ้าคะ...”

นางฟางมองเสี่ยวเฉาแล้วยิ้ม “ความสัมพันธ์ของครอบครัวเรายังต้องพูดถึงเรื่องเงินกันอีกรึ ? พี่เหวินหัวมิสบาย กินอะไรมิค่อยลง แต่เมื่อวานเขากินอาหารตุ๋นที่ป้าเอากลับมาแล้วชมไม่หยุดเลย อีกทั้งยังเติมข้าวอีกถ้วยด้วย เอาเยี่ยงนี้ ถ้าเจ้าทำอาหารแบบใหม่เสร็จเมื่อใดก็ส่งมาให้ป้าบ้างก็พอ ตกลงหรือไม่ ?”

เสี่ยวเฉาคิดแล้วก็พยักหน้า “ได้เจ้าค่ะ ! ถึงท่านป้ามิเอ่ยออกมา ข้าก็มิลืมเอามาให้ที่บ้านของท่านป้าลองชิมกันอยู่แล้ว ขอบคุณมากนะเจ้าคะ เยี่ยงนั้นข้ากลับไปทอดปลาก่อนนะเจ้าคะ...”

ขากลับนางหลิวไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา แต่คิดในใจว่า ‘ถึงปลาจะมิเสียเงินซื้อมา แต่พวกเครื่องปรุงกับน้ำมันอย่างน้อยก็ 30 - 40 อีแปะแล้ว...พวกเราจะได้กำไรจริง ๆ รึ ? ’

เมื่อกลับมาถึงบ้าน เสี่ยวเฉาก็ได้เตรียมเครื่องปรุงกับวัตถุดิบที่จำเป็นทันที พอปลาหมักได้ที่แล้ว นางจึงเทน้ำมันถั่วเหลืองครึ่งชั่งลงในกระทะเหล็กแล้วควบคุมเตาไฟ พอควันเริ่มขึ้นนางก็พรมน้ำลงไป วิธีนี้จะช่วยกำจัดกลิ่นในน้ำมันถั่วเหลืองได้เป็นอย่างดี

จากนั้นก็ดับไฟในเตาแล้วรอจนกว่าความร้อนของน้ำมันลดลง ถึงตอนนั้นก็ใส่ปลาเค็มลงไปทอดทีละตัว

ปกติแล้วเตาในชนบทมักจะมีเตาวางหม้อกระทะอยู่ 2 เตา ข้างหนึ่งใช้ทำอาหาร ส่วนอีกข้างใช้หุงข้าว เสี่ยวเฉาใส่ต้นหอมซอย,ขิง และกระเทียมลงในหม้ออีกใบแล้วเกลี่ยให้ทั่วเป็นชั้น จากนั้นก็วางปลาทอดอย่างเป็นระเบียบโดยตัวใหญ่อยู่ด้านล่างตัวเล็กอยู่ด้านบน

หลังจากนั้นก็เทน้ำมันที่ใช้ทอดปลาออกครึ่งหนึ่ง แล้วไว้ครึ่งหนึ่งจากนั้นก็นำพริกลงไปทอด และจากนั้นก็ปรุงรสด้วยน้ำส้มสายชู, น้ำตาล, เหล้าเหลือง, ต้นหอม, ขิง, กระเทียม, พริกไทย, ยี่หร่า, อบเชย และเครื่องเทศอื่น ๆ หลังจากนั้นก็เหยาะซอสถั่วเหลืองลงไป  แล้วเติมน้ำหินศักดิ์สิทธิ์ลงไปในปริมาณที่เหมาะสมแล้วเติมฟืนใต้เตาไฟเพื่อที่จะใช้ความร้อนสูง

พอได้ที่ก็เทลงบนปลาที่อยู่อีกหม้อและเอาฝาไม้ปิดให้แน่น นางสั่งให้ฉีโตวให้เอาหินมาวางทับบนฝาไม้ไว้หลายก้อน จากนั้นก็เคี่ยวไฟอ่อน ๆ ราว 2 เค่อแล้วจึงดับไฟ จากนั้นก็เปิดฝาเพื่อให้มันเย็นลง

ปลาหมักจะรสชาติดีที่สุดตอนที่เย็นตัวลงแล้ว เสี่ยวเฉาหยิบปลาตัวเล็ก ๆ ออกมาหลายตัวและให้พ่อแม่, เสี่ยวเหลียน และฉีโตวลองชิม มันมีรสชาติเผ็ดและหวาน มีกลิ่นหอมของน้ำมัน หลังจากทอดและเคี่ยวแล้ว ก้างปลาก็นุ่มเป็นอย่างมากจนสามารถละลายในปากได้ แม้แต่หัวปลาก็เคี้ยวกินได้อย่างไม่มีปัญหา ไม่มีส่วนใดที่เสียเปล่าเลย

“ดีมาก ! อร่อยมาก ! ไป...แบ่งไปให้ป้าโจว !” นางหลิวทนกินปลาอีกตัวไม่ได้ เพราะปลาพวกนี้ทุกตัวต้องเอาไปขายเพื่อหาเงิน !

เสี่ยวเฉาเอาปลา 20 ตัวใส่จานแล้วบอกให้ฉีโตวเอาไปส่งบ้านท่านป้าโจว นางเอาไหดินเผามาและใส่ปลาที่เหลือไว้ด้านใน นางต้องรีบไปที่ท่าเรือและขายปลาทั้งหมดนี้ก่อนที่คนงานท่าเรือจะกลับบ้านไปกินอาหารเย็น

เสี่ยวเหลียนเห็นว่านางยุ่งกับการขายอาหารตุ๋นและทำอาหารมาทั้งวันแล้วและไม่มีเวลาพักผ่อนเลย จึงเอ่ยขึ้นว่า “น้องสาม ให้ข้าไปที่ท่าเรือกับฉีโตวดีหรือไม่ ?”

เสี่ยวเฉาตื่นแต่เช้าและรีบไปที่ท่าเรือ พอขายอาหารตุ๋นเสร็จนางก็ต้องไปที่ตลาดเพื่อซื้อหัวหมูและวัตถุดิบอื่น ๆ กับเครื่องปรุงอีก พอกลับถึงบ้านยังไม่ทันได้พักหายใจนางก็ออกไปจับปลา หลังจากนั้นก็ทำปลาหมักอีก วันนี้นางคงจะเหนื่อยมากจริง ๆ

เสี่ยวเฉาต้องเดินไปกลับราว 1 ชั่วยาม หากเดินไปอีกคราในยามเว่ยก็ไม่รู้ว่านางจะเดินไปไหวอีกหรือไม่ 2 วันที่ผ่านมานี้ฉีโตวคุ้นกับการขายแล้ว ดังนั้นก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรแล้ว

“ปลาตัวใหญ่ขาย 2 ตัว 1 อีแปะ พยายามขายตัวใหญ่ก่อน แล้วถ้าตัวเล็กขายมิดีก็ขาย 3 ตัว 1 อีแปะ...ก็แค่พยายามขายให้ได้มากที่สุด”

ฉีโตวเอ่ยอย่างมั่นใจว่า “มิต้องห่วง ! ข้ารับรองจะทำให้สำเร็จ”

หลังจากมองเสี่ยวเหลียนกับฉีโตวจากไป เสี่ยวเฉาก็มิได้ไปพัก นางต้องตุ๋นหัวหมู, กระเพาะหมู และไส้หมู เพื่อขายเช้าวันพรุ่งนี้ต่ออีก

เมื่อเห็นว่าหัวหมูกับน้ำซอสอยู่ในหม้อแล้ว เหลือเพียงแค่ต้องเคี่ยวไฟอ่อน ๆ นางหลิวก็เร่งให้ลูกสาวไปพักผ่อนเร็ว ๆ ทันที

“ประเดี๋ยวแม่จะดูที่เหลือให้เอง...คราหน้าเจ้าเพียงแค่เตรียมซอสให้ก็พอ ที่เหลือให้พวกเราจัดการเอง มิต้องทำทุกอย่างด้วยตนเองหรอกลูก เจ้าเพิ่งจะแข็งแรงขึ้น อย่าทำให้ตนเองเหนื่อยมากนักเลย !”

เสี่ยวเฉาพยักหน้าและตอบกลับว่า “ตกลงเจ้าค่ะ ตกลง ! ข้ารู้ว่าท่านแม่คุมไฟได้เก่งกว่าข้า ! เยี่ยงนั้นต่อไปนี้ข้าจะให้ท่านแม่เป็นคนคุมไงก็แล้วกัน...”

เมื่อนางออกจากครัว นางก็เห็นพ่อของนางกำลังทำตาข่ายอันใหม่ นางเดินเข้าไปใกล้และเอ่ยขึ้นมาว่า “ท่านพ่อเจ้าคะ พวกเราไปจับปลาที่หนองน้ำกันดีหรือไม่ ?”

หยูไห่สนใจอยู่บ้างแต่เขามองเสี่ยวเฉาด้วยความเป็นห่วงและเอ่ยว่า “เจ้ามิเหนื่อยบ้างรึลูก ? น่าจะกลับเข้าห้องไปพักผ่อนเสียหน่อยนะ ส่วนเรื่องตกปลาพ่อจะไปลองเช้าวันพรุ่งนี้เอง...”

จากที่นางสังเกตในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เสี่ยวเฉาเห็นว่าครอบครัวของนางเป็นแบบ ‘แม่เข้มงวดพ่อตามใจ’ ปกตินางหลิวจะรับบท ‘ตำรวจ’ และทำหน้าที่อบรมสั่งสอนและดุพวกลูก ๆ ตรงกันข้ามกับหยูไห่ที่เป็นคนคอยตามใจลูก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสี่ยวเฉา  เขาแทบจะไม่ปฏิเสธคำขอของนางเลยสักครั้งเดียว

จบบทที่ Re-new ตอนที่ 87 ปลาหมัก

คัดลอกลิงก์แล้ว