- หน้าแรก
- ตำนานสำนักถัง เปิดเกมมาพร้อมกับมีดบั่นวิญญาณ
- บทที่ 23 ความประหลาดใจของมู่เอิน
บทที่ 23 ความประหลาดใจของมู่เอิน
บทที่ 23 ความประหลาดใจของมู่เอิน
"ช่างเป็นความทะเยอทะยานที่อหังการยิ่งนัก! เด็กคนนี้กำลังสร้างทักษะวิญญาณของตัวเองอย่างนั้นหรือ? ช่างเป็นพรสวรรค์รุ่นเยาว์ที่น่าเกรงขามอย่างแท้จริง... อนาคตของเด็กคนนี้ช่างสดใส... หากเบื้องหลังของเขาขาวสะอาด..."
แววตาแห่งความประหลาดใจวาบผ่านใบหน้าชราของมู่เอิน ก่อนที่ร่างของเขาจะหายวับไปในพริบตา...
เจ็ดวันต่อมา
ในเวลานี้ เฉินเฟิงไม่ได้อยู่ในหอพักอีกต่อไป ทว่าอยู่ในห้องฝึกซ้อมบ่มเพาะ
เมื่อการบ่มเพาะของเฉินเฟิงลึกล้ำยิ่งขึ้น เจตจำนงแห่งมีดของเขาก็ยิ่งแข็งแกร่ง และเสียงรบกวนที่เขาสร้างขึ้นก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย หากเขายังคงบ่มเพาะในหอพักต่อไป ย่อมส่งผลกระทบต่อนักเรียนใหม่คนอื่นๆ อย่างแน่นอน
เด็กใหม่เหล่านี้เป็นเพียงวิญญาจารย์ระดับหนึ่งหรือสองวงแหวนเท่านั้น หากพวกเขาได้รับผลกระทบจากเจตจำนงแห่งมีดของเฉินเฟิง พวกเขาจะต้องเจ็บปวดอย่างสาหัสแน่
ภายในห้องฝึกซ้อม เฉินเฟิงไม่ได้ออมมือเลยแม้แต่น้อย เขามาที่สถาบันสื่อไหลเค่อก็เพื่อแสดงพรสวรรค์ และเพื่อให้ได้รับการสนับสนุนทรัพยากรรวมถึงการคุ้มครองจากสถาบัน
เฉินเฟิงเป็นเพียงสามัญชนคนธรรมดาที่มีเบื้องหลังขาวสะอาด
เฉินเฟิงรู้ดีว่าตราบใดที่เขาแสดงพรสวรรค์ออกมาได้มากพอ เหล่าเบื้องบนของสถาบันสื่อไหลเค่อจะต้องพยายามดึงตัวเขาไปร่วมด้วยอย่างแน่นอน
...
ภายในศาลาเทพสมุทร หลังจากอ่านรายงานข่าวกรองของเฉินเฟิง มู่เอินก็เผามันให้กลายเป็นเถ้าถ่านอย่างไม่ใส่ใจนัก
ข่าวกรองนั้นไม่ได้ลงรายละเอียดมากนัก หลังจากที่สำนักวิญญาณยุทธ์ถูกทำลายลง ก็ไม่มีใครคอยขึ้นทะเบียนการปลุกวิญญาณยุทธ์ให้กับชาวบ้านทั่วไปอีก ประกอบกับการที่เฉินเฟิงเดินทางไปทั่วทวีปโดยไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง การรวบรวมข้อมูลจึงเป็นเรื่องยากลำบากอย่างยิ่ง
ถึงกระนั้น ขั้วอำนาจยักษ์ใหญ่อย่างสถาบันสื่อไหลเค่อ ก็ยังสามารถรวบรวมข้อมูลภาพรวมคร่าวๆ ของเฉินเฟิงมาได้
เขาเกิดที่ไหน... เมื่อไหร่ และทำอะไรที่ไหนบ้างคร่าวๆ...?
ทว่าย่อมไม่มีข้อมูลที่เฉพาะเจาะจงไปมากกว่านี้ อย่างเช่นเรื่องที่เฉินเฟิงต่อสู้ในป่าใหญ่ซิงโต่ว หรือสิ่งที่เขาทำในแดนเหนือสุดขั้ว สถานที่เหล่านี้ล้วนรกร้างและไร้ผู้คน จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะรวบรวมข่าวกรองจากที่นั่น
แต่นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับมู่เอิน ตราบใดที่เฉินเฟิงไม่ใช่คนของจักรวรรดิสุริยันจันทรา เขาก็สามารถสนับสนุนและฟูมฟักเฉินเฟิงได้อย่างหมดห่วง
แม้ว่าเฉินเฟิงจะเปิดเผยพรสวรรค์ออกมาเพียงแค่ส่วนเดียว เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งเท่านั้น ทว่านั่นก็เพียงพอที่จะสะดุดตามู่เอิน ผู้เป็นถึงประมุขศาลาเทพสมุทร และอัครพรหมยุทธ์ระดับ 99 แห่งยุคนี้แล้ว
มู่เอินมีลางสังหรณ์ว่าวันเวลาของเขาใกล้จะหมดลงเต็มที เขาจึงอยากใช้ประโยชน์จากเวลาที่เหลืออยู่ เพื่อฝึกฝนคนรุ่นต่อไปของสถาบันสื่อไหลเค่อให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
เพื่อที่พวกเขาจะได้มารับช่วงต่อจากเขา และกลายเป็นผู้พิทักษ์คนใหม่ของสถาบันสื่อไหลเค่อ...
จางเล่อเซวียน… หม่าเสี่ยวเถา… เป้ยเป้ยผู้สืบสายเลือดโดยตรงของเขา… รวมไปถึงเฉินเฟิงที่เพิ่งจะเข้ามาอยู่ในสายตา ล้วนแต่เป็นผู้ที่เขาหมายตาเอาไว้ทั้งสิ้น
ในเวลานี้ มู่เอินกำลังพิจารณาพวกเขาเหล่านั้น โดยตั้งใจว่าจะเลือกผู้สืบทอดหนึ่งคนจากในกลุ่มนี้ เพื่อรับสืบทอดแก่นมังกรของเขาหลังจากที่เขาล่วงลับไปแล้ว
แม้ว่าเขาจะอยากให้เป้ยเป้ยเป็นผู้สืบทอดแก่นมังกรมากที่สุด ทว่าเป้ยเป้ยกลับได้รับสืบทอดสายเลือดมังกรศักดิ์สิทธิ์แห่งแสงของเขามาเพียงบางส่วนเท่านั้น แม้การก้าวขึ้นเป็นราชทินนามพรหมยุทธ์จะไม่ใช่เรื่องยาก แต่การจะก้าวขึ้นมาเป็นเสาหลักค้ำจุนสถาบันสื่อไหลเค่อก็ยังคงเป็นเรื่องที่เกินตัวไปสักหน่อย
มู่เอินจ้องมองเฉินเฟิงที่อยู่ในห้องฝึกซ้อมจากแดนไกล การอนุมัติห้องฝึกซ้อมพิเศษให้กับเฉินเฟิงนั้น ย่อมเป็นความประสงค์ของเขาเอง ในฐานะยอดฝีมือผู้สร้างทักษะวิญญาณของตนเอง เขาย่อมเข้าใจดีว่าพรสวรรค์และสติปัญญาของเฉินเฟิงนั้นน่าตื่นตะลึงเพียงใด
เมื่อสัมผัสได้ถึงเจตจำนงแห่งมีดที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นเรื่อยๆ มู่เอินก็พึมพำออกมาว่า
"ไม่นึกเลยว่าจะสำเร็จได้เร็วขนาดนี้..."
ภายในห้องฝึกซ้อม ร่างของเฉินเฟิงถูกห่อหุ้มด้วยเจตจำนงแห่งมีดสีดำทมิฬที่แทบจะจับต้องได้
ทุกสิ่งทุกอย่างในห้องฝึกซ้อมถูกบดขยี้ด้วยเจตจำนงแห่งมีด บัดนี้ พลังจิต พลังวิญญาณ และเจตจำนงของเฉินเฟิงได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อสร้างสรรค์ทักษะวิญญาณของเขาเอง
เฉินเฟิงถอนหายใจและกล่าวว่า
"เจตจำนงแห่งมีดในวันนี้คือเจตจำนงแห่งมีดที่แท้จริง เจตจำนงแห่งมีดอันเลือนลางในอดีตได้กลายมาเป็นพลังอันแข็งแกร่งและทรงประสิทธิภาพ ผ่านการหลอมรวมของพลังวิญญาณและพลังจิต"
เพียงแค่ความคิดแล่นผ่าน มีดบั่นวิญญาณก็ปรากฏขึ้นในมือของเฉินเฟิง
กลิ่นอายอันแหลมคมและดุดันนั้น คือเจตจำนงแห่งมีดอันเกรี้ยวกราดไร้ที่เปรียบของเขา ภายใต้การไหลเวียนของเจตจำนงแห่งมีดของเฉินเฟิง มีดบั่นวิญญาณก็เริ่มส่งเสียงร้องครางออกมาเบาๆ
กลิ่นอายพลังของเฉินเฟิงก็กำลังพุ่งทะยานขึ้นด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อเช่นกัน
ในเสี้ยววินาทีนั้น เฉินเฟิงก็ตวัดมีดในมือ…
ประกายมีดสีดำทมิฬพุ่งทะยานออกไปดั่งสายฟ้าฟาด แหวกอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิว ก่อนจะสับผืนดินอันแข็งแกร่งจนแตกร้าวเป็นรอยแยกตื้นลึกหลายเมตร
...
เฉินเฟิงเดินออกมาจากห้องบ่มเพาะด้วยความเหนื่อยล้า วันนี้คือวันฝึกฝนวันที่เจ็ดของเขา และพรุ่งนี้ก็คือวันเปิดภาคเรียนอย่างเป็นทางการของสถาบันสื่อไหลเค่อ...
หลังจากบ่มเพาะมาหลายวัน เฉินเฟิงก็อ่อนล้าเต็มที เขารอแทบไม่ไหวที่จะกลับไปยังหอพักและทิ้งตัวลงนอนให้หลับสนิท
อู๋เยว่ รูมเมทของเฉินเฟิง สะดุ้งตกใจเมื่อได้ยินเสียงเปิดประตูห้อง เมื่อเห็นลูกพี่ของตนกลับมาที่หอพักอย่างกะทันหันหลังจากหายไปหลายวัน เขากำลังจะเอ่ยทักทายและเข้าไปประจบประแจง ทว่ากลับเห็นอีกฝ่ายเดินตรงดิ่งไปที่เตียงและซุกหน้าลงนอนหลับไปเสียแล้ว
เมื่อมองดูเฉินเฟิงที่เหนื่อยล้า อู๋เยว่ก็รู้สึกขึ้นมาทันทีว่า ถึงเวลาแล้วที่ตนจะต้องแสดงความจงรักภักดีและคอยปรนนิบัติเอาใจเขา
อู๋เยว่รีบพุ่งไปที่ข้างเตียงของเฉินเฟิงเพื่อช่วยลูกพี่เปลี่ยนเสื้อผ้าและถอดรองเท้า ทันทีที่อู๋เยว่ถอดรองเท้าของเฉินเฟิงออก เขาก็รู้สึกเย็นวาบที่สันหลัง และหันไปสบตากับดวงตาอันแหลมคมคู่หนึ่งเข้าพอดี
อู๋เยว่พูดตะกุกตะกัก
"ล... ลูกพี่ ข้าเห็นท่านไม่ถอดเสื้อผ้านอน และท่านดูเหมือนจะไม่สบายตัว ข้าเลยจะช่วยท่านเปลี่ยนชุด..."
เฉินเฟิงถึงกับพูดไม่ออก เขากล่าวกับอู๋เยว่ว่า
"ข้าไม่ต้องการความช่วยเหลือ พรุ่งนี้โรงเรียนจะเปิดแล้ว วันนี้เจ้าไม่ต้องไปเมืองสื่อไหลเค่อหรอก นอนพักอยู่ในหอนี่แหละ"
"ขอบคุณสำหรับความห่วงใยขอรับ ลูกพี่"
อู๋เยว่พยักหน้ารับคำเมื่อได้ยินคำพูดของเฉินเฟิง
จากนั้นเฉินเฟิงก็ถอดเสื้อคลุมตัวนอกออก สั่งให้หนอนไหมน้ำแข็งเทียนเมิ่งในห้วงทะเลแห่งจิตสำนึกคอยเฝ้าระวังภัยให้ แล้วผล็อยหลับไปเพราะความเหนื่อยล้า
...
วันแรกของการเปิดภาคเรียน ณ สถาบันสื่อไหลเค่อ
หลังจากนอนหลับเต็มอิ่มตลอดทั้งคืน เฉินเฟิงก็รู้สึกสดชื่นแจ่มใส ความเหนื่อยล้าจากการบ่มเพาะตลอดหลายวันที่ผ่านมามลายหายไปจนสิ้น
เมื่อเห็นว่าอู๋เยว่ยังคงหลับสนิท เฉินเฟิงจึงปลุกเขาให้ตื่น
อู๋เยว่ที่ยังสะลึมสะลือลุกออกจากเตียงและล้างหน้าล้างตาไปพร้อมกับเฉินเฟิง
พวกเขาเปลี่ยนไปสวมชุดนักเรียนใหม่สีขาวของสถาบันสื่อไหลเค่อ
อู๋เยว่มองเงาตัวเองในกระจก รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าอันประณีตงดงาม เขาคิดในใจว่า
'อืม ไม่เลวๆ ถึงจะใส่ชุดนักเรียนก็ยังปิดบังความหล่อเหลาของข้าไว้ไม่ได้หรอกนะ'
เมื่ออู๋เยว่หันกลับไปมองเฉินเฟิง ภาพของเด็กหนุ่มผู้สง่างามและหล่อเหลาไร้ที่ติก็ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของอู๋เยว่แข็งค้างไปในทันที
อู๋เยว่คร่ำครวญในใจทันที
'ให้ตายสิ นี่กะจะฆ่ากันให้ตายเลยใช่ไหม? แค่มีพรสวรรค์ล้นฟ้าก็แย่พออยู่แล้ว แต่นี่ยังขยันขันแข็งสุดๆ แถมยังหล่อวัวตายควายล้มอีก! สวรรค์ ลำเอียงเกินไปแล้ว! แง...'
"ไปกันได้แล้ว จะยืนบื้ออยู่ตรงนั้นทำไม!"
"ลูกพี่ รอข้าด้วย ข้ามาแล้ว!"
...
ภายในห้องทำงานเล็กๆ แห่งหนึ่งในโซนห้องพักอาจารย์
อาจารย์สาวผู้เลอโฉมซึ่งดูอายุราวยี่สิบแปดปี มองดูรายชื่อนักเรียนในชั้นเรียนของนาง รอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจปรากฏขึ้นบนใบหน้า
เฉินเฟิง วิญญาจารย์… หนิงเทียน วิญญาจารย์… อู๋เฟิง มหาวิญญาจารย์…
โจวอี นังแก่หนังเหนียว คราวนี้ข้าจะคอยดูว่าเจ้าจะมีอะไรมาสู้กับข้า
นางฮัมเพลงเบาๆ ในทันที และเดินมุ่งหน้าไปยังอาคารเรียนด้วยอารมณ์ที่เบิกบานและผ่อนคลาย
นางคือ มู่จิ่น อาจารย์ประจำชั้นปี 1 ห้อง 9 ซึ่งเป็นชั้นเรียนที่เฉินเฟิงอยู่นั่นเอง!