- หน้าแรก
- ถูกเนรเทศพร้อมสามีพิการ โชคดีที่มิติของข้ามีเสบียงเต็มคลัง
- ตอนที่ 3 แต่งงานกับอ๋องจ้าน เจ้าเสียใจหรือ?
ตอนที่ 3 แต่งงานกับอ๋องจ้าน เจ้าเสียใจหรือ?
ตอนที่ 3 แต่งงานกับอ๋องจ้าน เจ้าเสียใจหรือ?
สมาชิกตระกูลอีกสองสายมีสีหน้าตกตะลึง "ฮูหยินรองจ้าน นี่เป็นเรื่องจริงหรือ?"
ฮูหยินรองจ้านแค่นเสียงเหยียด "ทำไมไม่ลองออกไปสืบดูเล่า? เดี๋ยวพวกเจ้าก็รู้เองแหละ"
สีหน้าของทุกคนแปรเปลี่ยนไป
"เช่นนั้นตระกูลจ้านของเราจะเก็บตัวหายนะเช่นนี้ไว้ไม่ได้"
"ช่างโชคร้ายเสียนี่กระไร หากนางเข้าบ้านเรา พวกเราคงต้องพบกับความโชคร้ายเป็นแน่"
"ตระกูลเฉิงช่างไร้ยางอายจริงๆ ที่ทิ้งขยะที่ไม่มีใครเอามาไว้ในจวนอ๋องจ้านของเรา รีบๆ มอบหนังสือหย่าให้นางแล้วไสหัวไปเสีย"
ทุกคนพากันสาปแช่งเฉิงเหยา มองนางด้วยความรังเกียจและรังเกียจเดียดฉันท์เฉกเช่นเดียวกับที่มองหนูในท่อระบายน้ำ สายตาเต็มไปด้วยความมุ่งร้าย
เฉิงเหยาโกรธจนฟันกระทบกันกรอด พวกเขาเกาะติดจ้านฮ่าวถิง ดูดเลือดดูดเนื้อเขา แล้วพวกเขามีดีอะไรกว่านางกัน!
นางกำลังจะถลกแขนเสื้อขึ้นและเตรียมจะซัดพวกเขาทีละคน ทว่าหางตาของนางพลันเหลือบไปเห็นรถเข็นไม้กำลังเลี้ยวมาจากสุดทางเดินอีกฝั่งหนึ่ง
ล้อรถเข็นทำจากวัสดุที่ไม่รู้จัก ทำให้ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาเลยสักนิด มันเงียบสนิทจนไม่มีใครทันสังเกตเห็น
เฉิงเหยากลอกตา หยิกต้นขาตัวเองอย่างแรง บิดมือเล็กๆ ของตนเข้ากับชายกระโปรงอย่างทำอะไรไม่ถูก ก่อนจะพูดติดอ่างเพื่อแก้ต่างให้ตัวเอง "ค...คนในครอบครัวของข้าล้วนป่วยตาย ไม่ใช่เพราะข้าแช่งพวกเขา ข้าไม่ใช่ตัวซวย..."
ดวงตากลมโตไร้เดียงสาของนางชื้นแฉะและแดงเรื่อราวกับกระต่ายน้อย ดูไร้ที่พึ่งและน่าสงสาร
"ดูนางสิ แสร้งทำตัวเป็นเหยื่ออีกแล้ว" ฮูหยินรองจ้านรู้สึกเสียวสันหลังวาบ "เจ้าคิดว่าตัวเองจะทำตัวไม่เกรงกลัวใครได้เพียงเพราะใช้มารยาจิ้งจอกล่อลวงฮ่าวถิงได้งั้นหรือ? ไสหัวไปซะ และเลิกทำตัวน่าสะอิดสะเอียนอยู่ที่นี่ได้แล้ว!"
"นางเป็นภรรยาของข้า ท่านอาสะใภ้รอง ท่านจะให้นางไปที่ใด?" น้ำเสียงเย็นชาและทุ้มลึกของบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้น
ฮูหยินรองจ้านหันขวับ จ้านฮ่าวถิงอยู่ด้านหลังนางพอดี!
เขานั่งหลังตรงอยู่บนรถเข็น สวมชุดคลุมผ้าไหมสีดำ บนเนื้อผ้าซาตินมีลวดลายงูเหลือมกางกรงเล็บขดตัวอยู่ ทำให้เขาดูสง่างามและน่าเกรงขาม
แม้จะเดินไม่ได้ ทว่ากลิ่นอายของเขากลับทรงพลังและสูงส่งจนข่มผู้คนได้
เฉิงเหยารีบวิ่งไปหลบหลังเขาทันที
นางไม่อยากสู้รบปรบมือในขณะที่มีบอสใหญ่คอยคุ้มครองอยู่หรอกนะ อีกอย่าง การตีคนอื่นมันก็เจ็บมือเหมือนกัน
เมื่อได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ จากตัวเขา หัวใจของนางก็กระตุกวูบ นางเอ่ยถามเสียงเบา "ท่านไปไหนมา?"
จ้านฮ่าวถิงเอ่ยเสียงเรียบ "ข้าเพิ่งไปจัดการข้ารับใช้สองคนที่ทำผิดมา"
"คนที่ถูกติดสินบนให้วางยาในธูปน่ะหรือ?"
"ใช่"
"ท่านฆ่าพวกเขางั้นหรือ?"
"ข้าชินกับการถอนรากถอนโคนเพื่อตัดปัญหาในอนาคตเสียมากกว่า"
เมื่อได้ฟังบทสนทนาของสามีภรรยาคู่นี้ สีหน้าของทุกคนก็แตกต่างกันออกไป ดูเหมือนว่าตำแหน่งของเฉิงเหยาในใจของอ๋องจ้านจะสูงส่งกว่าที่พวกเขาคิดไว้เสียอีก!
ฮูหยินรองจ้านตั้งสติและเป็นคนแรกที่เริ่มฟ้อง "ฮ่าวถิง ในที่สุดเจ้าก็กลับมา เจ้าไม่รู้หรอกว่าเฉิงเหยา..."
จ้านฮ่าวถิงขัดจังหวะนาง "ท่านอาสะใภ้รอง ท่านควรเรียกนางว่าพระชายาจ้าน"
ทุกคนตกตะลึง รู้สึกตื่นตระหนกอย่างบอกไม่ถูก
เขาปกป้องเฉิงเหยาถึงเพียงนี้เชียวหรือ!
นอกจานี้ เขากำลังโกรธ!
จ้านชิงโหรวเม้มริมฝีปาก "แต่ว่า ท่านพี่ใหญ่ เฉิงเหยาตีลูกพี่ลูกน้องสะใภ้นะ"
สตรีชั่วช้าที่แต่งเข้ามาด้วยวิชามารต่ำช้า ไม่มีสิทธิ์เป็นพระชายาหรอก!
สายตาของจ้านฮ่าวถิงคมกริบ "นางเป็นพี่สะใภ้ของเจ้านะ!"
จ้านชิงโหรวยู่ปาก ดูไม่ค่อยจะเชื่อฟังนัก
พี่ใหญ่ถูกความงามล่อลวงไปแล้ว เขาหมดหวังแล้ว
ใบหน้าของจ้านฮ่าวถิงมืดครึ้มลง ไม่มีใครกล้าปริปากพูด บรรยากาศกลายเป็นตึงเครียดและกดดัน
ดูเหมือนเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานก่อนที่เขาจะก้มหน้ามองเฉิงเหยา "เหตุใดเจ้าจึงตีนาง?"
เฉิงเหยาชี้ไปที่เฟิงเซียนเซียน "นางหาว่าข้าปั่นหัวท่าน และด่าทอข้า"
จากนั้นนางก็ชี้ไปที่ฝูงชนแล้วกล่าวอย่างหดหู่ "พวกเขาก็ด่าข้าว่าเป็นตัวซวยและอยากจะไล่ข้าไป"
สายตาของจ้านฮ่าวถิงดุดันขึ้นมา
เขาได้สืบสวนเรื่องราวทั้งหมดอย่างชัดเจนแล้ว เรื่องการสลับตัวเจ้าสาวเป็นฝีมือของเฉิงหลาน ส่วนเฉิงเหยานั้นบริสุทธิ์
ยิ่งไปกว่านั้น ธูปเมื่อคืนนี้ก็ถูกวางยา และเขาก็สูญเสียการควบคุม ประกอบกับความไร้ทักษะและประสบการณ์ของเขา ทำให้หญิงสาวร่างเล็กคนนี้บอบช้ำไปไม่น้อย
ตอนนี้ ใบหน้าเล็กๆ ของนางดูซีดเซียวเล็กน้อย คงเป็นเพราะร่างกายของนางไม่ค่อยสบายนัก การที่ต้องมายืนอยู่ที่นี่ตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อยอมรับการตัดสินของคนทั้งครอบครัว ช่างไม่ยุติธรรมต่อนางเลยจริงๆ
เมื่อไม่ได้รับการตอบรับจากเขา เฉิงเหยาก็รู้สึกไม่มั่นคง หากเขาเข้าข้างครอบครัวของเขา นางจะเก็บข้าวของและจากไปทันที
ฮูหยินเฒ่าแค่นเสียง "เจ้าตีคนแล้วยังมาฟ้องเป็นคนแรกอีกหรือ?"
"ท่านย่า นางคือพระชายาของข้า ผู้ใดที่ไม่เคารพนาง นางย่อมมีสิทธิ์สั่งสอน" จ้านฮ่าวถิงมองไปรอบๆ "ตั้งแต่วินาทีที่นางแต่งงานกับข้า นางก็คือภรรยาของข้า อดีตของนางก็คืออดีต หากใครจำเป็นต้องรื้อฟื้นขึ้นมาอีก หรือหากใครขัดข้องใจ ก็ย้ายออกจากจวนอ๋องจ้านไปได้เลย"
"หา?"
"นั่นไม่หมายความว่าต้องแยกครอบครัวหรอกหรือ?"
"จะเป็นไปได้อย่างไร!"
ผู้ชายตระกูลจ้านไม่มัวแต่เล่าเรียนก็ดำรงตำแหน่งลอยๆ ในราชสำนัก ไม่มีใครมีฝีมือจริงๆ เลยสักคน
หากพวกเขาย้ายออกจากจวนอ๋องจ้าน ใครจะไปให้ความสำคัญกับพวกเขากัน?
ทุกคนมองหน้ากัน ไม่มีใครกล้าส่งเสียง ต่างพากันหดคอ ดูราวกับนกคุ่มที่เชื่อฟังและกำลังร้องขอความเมตตา
เฟิงเซียนเซียนมีรอยฝ่ามือประทับอยู่บนใบหน้าอย่างชัดเจน หัวใจของนางเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาและความเกลียดชังอย่างบ้าคลั่ง ผ้าเช็ดหน้าในมือแทบจะถูกขยี้จนแหลกคามือ
เฉิงเหยาตีคน ขัดคำสั่งและเถียงคำไม่ตกฟากกับฮูหยินเฒ่า แต่จ้านฮ่าวถิงก็ยังปกป้องนางอยู่!
"ทำไมกัน!"
"เฉิงเหยา นังแพศยา ฝากไว้ก่อนเถอะ!"
"ได้เวลายกน้ำชาแล้วไม่ใช่หรือ?" จ้านฮ่าวถิงเอ่ยเตือน
ทันใดนั้น สาวใช้ก็ก้าวออกมาข้างหน้าพร้อมกับยกถ้วยชามาให้
จังหวะที่เฉิงเหยากำลังจะคุกเข่า ฮูหยินเฒ่าก็แค่นเสียงหยัน "พระชายาผู้สูงศักดิ์ จะมาคุกเข่าให้หญิงชราอย่างข้าเชียวหรือ? ช่างเถอะ เจ้าเองก็ไม่เต็มใจ และข้าก็เกรงว่ากระดูกแก่ๆ ของข้าจะรับไม่ไหวจนอายุสั้นลงเสียเปล่าๆ"
"ชิ เสแสร้งแกล้งทำให้ใครดูกัน!"
เฉิงเหยายืดหลังตรงทันที
จ้านฮ่าวถิงกล่าวเสริม "เช่นนั้นก็ไม่ต้องคุกเข่า"
น้ำเสียงของเขาเย็นชาดุจน้ำแข็ง เขาไม่ยอมตามใจหญิงชราเลยสักนิด
ฮูหยินเฒ่าแทบสำลัก ใบหน้าที่เหี่ยวย่นเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีซีด
เฉิงเหยาหยิบถ้วยชาเคลือบสีน้ำเงินและขาวจากถาด แล้วโค้งตัวส่งให้นาง
ร่องรอยความประสงค์ร้ายพาดผ่านดวงตาอันเคร่งขรึมของฮูหยินเฒ่า
เฉิงเหยารู้สึกถึงลางสังหรณ์ใจที่ไม่ดี ความคิดของนางแล่นปรื๊ด และในจังหวะที่อีกฝ่ายกำลังจะแตะถ้วยชา นางก็จงใจสั่นมือและปัดถ้วยชาจนคว่ำลง
นางร้อง "ว้าย" แล้วถ้วยชาก็ตกลงแทบเท้า แตกกระจายไปทั่ว
ชาที่เดือดพล่านลวกหลังมือของนางจนแดงเถือกในพริบตา
สีหน้าของจ้านฮ่าวถิงมืดครึ้มจนน่ากลัวในพริบตา
ดวงตาที่รื้นไปด้วยน้ำตาของเฉิงเหยาแดงก่ำ นางกลั้นน้ำตาไว้ ดูน่าสงสารยิ่งนัก
เมื่อเห็นสีหน้าตกตะลึงและโกรธเกรี้ยวของฮูหยินเฒ่า นางก็รู้สะใจอยู่ลึกๆ
กลยุทธ์หลักของนางคือการเดินตามเกมของศัตรู เพื่อให้ศัตรูไม่มีทางเดิน!
ฮูหยินรองจ้านชิงพูดก่อน "เฉิงเหยา เจ้าไม่อยากยกน้ำชาให้ฮูหยินเฒ่า เลยตั้งใจปัดถ้วยชาให้ลวกนางงั้นหรือ? เหตุใดเจ้าจึงอำมหิตเช่นนี้?"
ดวงตารูปเมล็ดซิ่งของเฉิงเหยาเอ่อคลอไปด้วยน้ำตา มือของนางสั่นเทาไปหมด "ฮูหยินรองจ้าน ท่านไม่เห็นหรือ? คนที่ถูกน้ำร้อนลวกคือข้าต่างหาก"
"เจ้าตั้งใจจะบอกว่าฮูหยินเฒ่าจงใจปัดถ้วยชาเพื่อลวกเจ้างั้นหรือ?" ฮูหยินรองจ้านหัวเราะด้วยความโกรธ ทว่ายังไม่ทันที่นางจะได้พูดต่อ เสียงเย็นเยียบของจ้านฮ่าวถิงก็ลอยมากระทบหู "ในเมื่อท่านย่าไม่อยากดื่ม ชานี้ก็ไม่จำเป็นต้องยกให้แล้ว"
ฮูหยินเฒ่าโกรธจนควันแทบออกหู ริมฝีปากสั่นระริก "ฮ่าวถิง! เจ้าดูไม่ออกหรือว่านี่คือแผนการอันชั่วร้ายของนาง ที่ตั้งใจจะเสี้ยมให้ย่าหลานอย่างเราบาดหมางกัน?"
"สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น ข้าเชื่อสายตาตัวเองมากกว่า" จ้านฮ่าวถิงหมุนรถเข็นหันหลังกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย เขาเหลือบมองเฉิงเหยาด้วยหางตา และในที่สุดก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก "เจ้าจะไม่มาทายาหรือ?"
เฉิงเหยาเดินตามเขาไปด้านข้างอย่างว่าง่าย
องครักษ์ส่งอ่างน้ำเย็นมาให้ จ้านฮ่าวถิงช่วยล้างหลังมือให้นางก่อน จากนั้นก็หยิบขวดกระเบื้องเคลือบอันวิจิตรออกมา ตักยาขี้ผึ้งแล้วทาให้นางอย่างเบามือ
ข้อมือเรียวเล็กของนางถูกกอบกุมด้วยมือใหญ่ที่หยาบกร้านของเขา กลิ่นยาสมุนไพรจางๆ อวลอยู่ในอากาศ ให้ความรู้สึกเย็นสบายและบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อนลงได้
เฉิงเหยาจ้องมองจ้านฮ่าวถิงอย่างเหม่อลอย หัวใจดวงน้อยเต้นระส่ำ
แสงแดดสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง ทำให้โครงหน้าด้านข้างของเขาดูงดงามและลึกล้ำยิ่งขึ้น
ท่าทางตอนที่เขาตั้งใจทายาให้นางนั้นหล่อเหลาเหลือเกิน!
ริมฝีปากบางเฉียบนั้นแดงเรื่อ มีรอยหยักบนริมฝีปาก ดูเย้ายวนยิ่งนัก นางเคยจูบมันเมื่อคืนนี้ มันนุ่มนิ่มเหมือนเยลลี่และให้ความรู้สึกดีมาก
บางทีอาจเป็นเพราะสายตาของนางร้อนแรงเกินไป จ้านฮ่าวถิงจึงรู้สึกอึดอัดที่ถูกจ้องมอง เขาจึงปล่อยมือนาง "กลับกันเถอะ"
...
เฉิงเหยาเข็นรถของจ้านฮ่าวถิงกลับไปยังเรือนของพวกเขา
สาวใช้ยกอาหารเช้าเข้ามา จัดเรียงอาหารจนเต็มโต๊ะ
เฉิงเหยารู้สึกเจริญอาหารขึ้นมาทันที ทว่าจังหวะที่นางเพิ่งนั่งลงที่โต๊ะอาหาร นางก็ได้ยินจ้านฮ่าวถิงเอ่ยขึ้น "พระชายา เมื่อคืนเจ้าเพิ่งบอกว่าจะเป็นคนรับผิดชอบข้า แต่มาวันนี้เจ้ากลับขอหนังสือหย่า ตัวเจ้าอยู่ที่นี่แต่ใจเจ้าไปอยู่ที่อื่น หรือว่าเจ้าเพิ่งรู้ตัวว่าข้าเป็นคนพิการแล้วเกิดเสียใจขึ้นมา?"
น้ำเสียงนั้นเจือไปด้วยความน้อยใจ และอีกเก้าส่วนที่เหลือคือการประชดประชัน
พอได้ยิน เฉิงเหยาก็รู้ทันทีว่าแย่แล้ว นางจึงแสร้งทำเป็นน้อยใจ "ข้าคิดว่าคนที่ท่านสมควรจะแต่งงานด้วยไม่ใช่ข้า และครอบครัวของท่านก็ไม่ชอบข้าด้วย ให้ข้าเป็นฝ่ายไปเอง ยังดีกว่าต้องถูกท่านทอดทิ้งในภายหลังนะ"
นางเพิ่งนึกขึ้นได้ "เดี๋ยวก่อน ท่านได้ยินที่ข้าพูดทั้งหมดเลยงั้นหรือ? แล้วท่านก็เอาแต่มองดูพวกเขารังแกข้าเนี่ยนะ?"