เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Re-new ตอนที่ 61 ฟื้นแล้ว

Re-new ตอนที่ 61 ฟื้นแล้ว

Re-new ตอนที่ 61 ฟื้นแล้ว


ตอนที่  61  ฟื้นแล้ว

ในสายตาของคนนอก ตั้งแต่หยูไห่ได้รับบาดเจ็บ อาการของเขาก็ดูเหมือนขึ้น ๆ ลง ๆ ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เขามีไข้ต่ำ ๆ และบางครั้งไข้เขาจะสูงมากถึงขนาดที่ว่าจับทีมือแทบจะพองด้วยความร้อน นอกจากคนของบ้านสองแล้ว คนที่เหลือในตระกูลหยูต่างรู้สึกว่าเขาคงไม่รอดแน่แล้ว แต่ทว่าหยูไห่ก็ฟื้นขึ้นมาในวันที่หก

เฒ่าหยูกับคนบ้านสองเป็นพวกเดียวในตระกูลหยูที่ดีใจอย่างแท้จริง หยูไซตี้ที่มีนิสัยอ่อนโยนและไม่เคยยุ่งเรื่องของคนอื่นก็อาจจะดีใจจากใจจริงด้วยเช่นกัน

“ท่านปู่เจ้าคะ ท่านพ่อมิได้กินอะไรมา 5 วันแล้ว ข้าจะไปทำก๋วยเตี๋ยวมาให้ท่านพ่อนะเจ้าคะ” แม้ว่าน้ำหินศักดิ์สิทธิ์จะช่วยให้พ่อของนางรอดชีวิตมาได้ แต่การกินอาหารย่อมมีประโยชน์มากกว่าสำหรับการฟื้นตัวจากการอาการบาดเจ็บ

เฒ่าหยูพยักหน้าแล้วพูดว่า “เอาสิ ต้มไข่ให้พ่อของเจ้า 2 ฟองด้วย ดีแล้วที่เขาฟื้น  บรรพบุรุษของเราได้อวยพรและปกป้องเขาแล้ว...ข้าจะให้ต้าชานเข้าเมืองวันพรุ่งนี้เช้า ไปขอให้หมอซุนมาตรวจอาการของต้าไห่ว่าพ้นขีดอันตรายแล้วหรือยัง”

นางจางมองเขาแล้วทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรแต่ก็ไม่พูดออกมาและคิดในใจว่า  ‘เห็นแก่เงิน 300 ตำลึง ข้าจะยอมอดทนก็ได้’

“เจ้าค่ะ ! ขอบคุณค่ะท่านปู่ !” หยูเสี่ยวเฉาตอบเสียงดังพร้อมกับยิ้ม แผ่นแป้งหยาบกับซุปเต้าเจี้ยวที่พวกเขากินเป็นอาหารเช้ามิใช่ของที่มนุษย์ควรกินเลยสักนิด ! ในเมื่อท่านปู่อนุญาตแล้ว นางจะผสมแป้งสาลีกับแป้งถั่วสองกำมือ แล้วทำก๋วยเตี๋ยวเพิ่มอีกนิดหน่อย  ครอบครัวนางจะได้กินอาหารที่พิเศษบ้าง

“ท่านแม่ ข้าก็อยากกินไข่ต้มด้วยเหมือนกัน... !” ลูกชายของบ้านหนึ่งที่อ้วนจนตาแทบจะถูกบีบเข้าด้วยกันก็ได้ตะโกนออกมาพร้อมกับโยนแผ่นแป้งในมือทิ้ง

นางหลี่โมโหเป็นอย่างมากจึงตีเขา “กิน กิน กิน ! เอาแต่กิน ! มิกลัวพุงแตกตายหรือเยี่ยงไรกัน !”

หยูเสี่ยวเฉาถือแผ่นแป้งเอาไว้แล้วบีบจมูกซดซุปเต้าเจี้ยวจนหมด หลังจากนั้นก็ดึงเสี่ยวเหลียนเข้าไปในครัว

ฉีโตวทำตามพี่สาว เขารีบกินซุปเต้าเจี้ยวที่มีรสชาติไหม้ให้หมด แล้วเอ่ยขึ้นว่า “ข้าจะไปช่วยดูเตาไฟด้วย”

หลังจากหยูเสี่ยวเฉามองไปทั่วห้องครัวแล้ว นางก็รู้ว่าแทบไม่มีอาหารอยู่เลยยกเว้นหัวไชเท้าแห้งไม่กี่หัว แป้งถั่วครึ่งถุง และแป้งมันถุงใหญ่หนึ่งถุง นางคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามเสี่ยวเหลียนว่า “เรายังมีผักแห้งอยู่ที่บ้านอีกหรือไม่ ?”

เสี่ยวเหลียนคิดชั่วครู่แล้วถามว่า “เรามีใบมันเทศกับใบผักกาดตากแห้งอยู่บ้าง ใช้ได้หรือไม่ ?”

“เยี่ยงนั้นก็ใช้ใบมันเทศ !” หยูเสี่ยวเฉายักไหล่ราวกับไม่ได้คาดหวังอะไรมากอยู่แล้ว  “เสี่ยวเหลียน มาทำก๋วยเตี๋ยวจากแป้งสาลีผสมแป้งถั่วกัน !”

“พี่สามทำอาหารอร่อยที่สุดอยู่แล้ว ! แต่บ้านเราท่านย่ามิค่อยยอมให้ใช้แป้งสาลีทำอาหารเลยนะ ถ้าหากใช้มากเกินไป ประเดี๋ยวท่านย่าก็ดุเราอีก”

ฉีโตวมั่นใจในฝีมือการทำอาหารของพี่สามของเขามาก เขายอมเชื่อเรื่องของเสี่ยวเฉาที่ว่าไปนรกมา และสัญญาจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับให้ ตอนที่พี่สามไปเดินอยู่ในปรโลก  นางได้รับความโปรดปรานจากเทพแห่งโชคลาภอย่างไม่คาดคิด และได้รับการสอนทำอาหารและการหาเงินมาด้วย นี่นับว่าเป็นโชคดีในโชคร้ายได้หรือไม่ ?

หยูเสี่ยวเฉาทำบะหมี่ถั่วเก่งกาจเป็นอย่างมากหากจะเรียกว่าชำนาญการก็มิได้เกินจริง ชาติก่อนนางกับน้อง ๆ มีชีวิตที่ยากลำบากหลังจากพ่อและแม่ตายด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ ดังนั้นนางจึงได้พัฒนาความสามารถในการทำอาหารอร่อย ๆ ด้วยวัตถุดิบที่เรียบง่ายเหล่านั้น

หยูเสี่ยวเฉายิ้มพร้อมกับบีบจมูกฉีโตวแล้วเอ่ยว่า “วางใจเถิด ! มันมิต้องใช้แป้งสาลีเยอะหรอก อีกทั้งยังทำได้เยอะอีกด้วย”

ขณะที่พูดนางก็แช่ใบมันเทศตากแห้งลงในน้ำเพื่อทำให้นิ่มก่อนจะใส่ลงไปในหม้อก๋วยเตี๋ยว หลังจากนั้นนางก็ตักแป้งถั่วออกมาไม่ถึงครึ่งทัพพีแล้วตักแป้งสาลีจากตะกร้าที่แขวนอยู่บนราวหนึ่งถ้วยใหญ่ ๆ มีแป้งสาลีอยู่ในตะกร้าไม่มากนัก ดังนั้นเมื่อนางตักแป้งออกมาถ้วยใหญ่ แป้งในตะกร้าจึงหายไปเกือบครึ่ง

เสี่ยวเหลียนทำตาโตแล้วอุทานออกมาว่า “พวกเราจะใช้แป้งเยอะขนาดนั้นทำก๋วยเตี๋ยวแค่ชามเดียวได้เยี่ยงไรกัน ? ถ้าท่านย่าเห็นเข้า ประเดี๋ยวนางก็ด่าพวกเราอีกหรอก...”

“ก็ด่าไปสิ ! ไม่ว่าเราจะทำดีถึงเพียงไหน ท่านย่าก็หาเรื่องด่าได้ตลอดมิใช่รึ ถ้าอยากด่าก็ปล่อยให้ด่าไป เราก็แกล้งทำเป็นมิได้ยินเสีย !” เสี่ยวเฉาเทน้ำหินศักดิ์สิทธิ์ลงในกะละมังแล้วผสมแป้งมัน แป้งถั่ว และแป้งสาลี เข้าด้วยกัน

หยูเสี่ยวเหลียนมองน้องสาวนวดแป้งอย่างชำนาญ ฝีมือการทำอาหารของนางดีกว่าแม่เสียอีก หลังจากนั้นครู่หนึ่ง เสี่ยวเฉาก็รีดแป้งให้เป็นแผ่นวงกลมแบน ๆ ขนาดใหญ่ แล้วก็โรยแป้งถั่วเพื่อป้องกันไม่ให้มันเกาะติดกัน จากนั้นก็พูดโดยไม่เงยหน้าขึ้นมาว่า “เส้นบะหมี่จะบางเกินไปมิได้ ถ้าบางเกินไปมันจะพันกันจนยุ่งและจะเหนียวติดกันเป็นก้อน ๆ”

เสี่ยวเฉาตัดแป้งเป็นเส้น ๆ เส้นบะหมี่ถั่วไม่ควรตัดเป็นเส้นใหญ่เกินไปแต่ควรทำให้หนาแล้วต้มจนนุ่มและเหนียวจะอร่อยกว่า สิ่งเดียวที่ไม่ใช่เรื่องสำคัญก็คือความยาวของเส้น

“พี่สาม มันดูน่ากินมากเลย !” ฉีโตวมองเส้นบะหมี่อย่างตื่นเต้น ทุกเส้นหนาเกือบเท่ากันหมดและมีสีเหลืองซีด เขามองดูเส้นบะหมี่ถั่วแล้วอดที่จะกลืนน้ำลายไม่ได้

หยูเสี่ยวเฉาหยิกแก้มเด็กน้อยและทิ้งคราบแป้งสาลีสีขาวเอาไว้บนหน้าเขา นางยิ้มบาง ๆ แล้วก้มหน้าหั่นต้นหอมและผักตากแห้งที่แช่น้ำแล้ว

นางมองไปที่ตะกร้าที่ใส่แป้งสาลีแล้วเจอเนื้อหมูรมควันที่มีมันอยู่ในนั้น ดังนั้นนางจึงหยิบมันออกมาและเอาไปถูกับกระทะเหล็กร้อน ๆ น้ำมันจึงไหลออกมาทันที

เสี่ยวเฉาวางเนื้อหมูที่ดูเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนกลับเข้าไปในตะกร้า และบอกให้เสี่ยวเหลียนเอากลับไปแขวนที่ราวดังเดิม หลังจากนั้นนางก็ผัดหัวหอมและผักแห้งอย่างรวดเร็วและใส่เกลือลงไป

เมื่อต้นหอมถูกผัดด้วยน้ำมันหมู มันก็ส่งกลิ่นหอมน่ากินออกมา ฉีโตวสูดเอากลิ่นหอมนั้นเข้าไปแล้วเลียปาก “หอมมากเลย น้ำลายไหลแล้ว !”

ตั้งแต่เกี๊ยวที่ได้กินตอนปีใหม่ อาหารของบ้านหยูก็มีแต่ที่ทำจากธัญพืชเม็ดหยาบเท่านั้น  ไม่เพียงแต่ไม่อิ่ม มันยังไม่มีน้ำมันอีกด้วย ฉีโตวมีความสุขมากที่จะได้กินบะหมี่ที่ทำจากแป้งถั่วผสมกับแป้งสาลี

นางจางที่กำลังนั่งผิงแดดอยู่ในสนามหลังจากมื้ออาหารเช้า พอได้กลิ่นน้ำมันหมูจึงรีบวิ่งเข้าไปในครัวแล้วเอาตะกร้าลงมาทันที หญิงชราตรวจสอบเนื้อหมูรมควันขนาดเท่าฝ่ามือนั้นอย่างละเอียดแล้วมองเข้าไปในหม้อ เมื่อไม่พบอะไรผิดปกตินางจึงจงใจตะโกนขึ้นว่า  “ก๋วยเตี๋ยวชามเดียวต้องทำเส้นมากถึงเพียงนั้นเลยรึ ? หึ พวกสุรุ่ยสุร่าย พวกเจ้าจะใช้ของในบ้านหมดแล้ว”

เสี่ยวเฉาชี้ไปที่เส้นบะหมี่บนเขียงแล้วเอ่ยว่า “ก็ข้าทำบะหมี่ครั้งแรกเลยกะจำนวนไม่ถูก  แต่ข้าทำด้วยแป้งถั่วครึ่งหนึ่งแป้งสาลีครึ่งหนึ่งนะ ไม่ได้ใช้แป้งสาลีมาก ๆ สักหน่อย !”

นางจางหยิบถุงแป้งขึ้นมาดูและเห็นว่ายังมีแป้งสาลีเหลืออยู่ข้างใน อีกทั้งเส้นบะหมี่ก็มีสีเหลืองและกลิ่นเหมือนถั่ว นางจึงได้แต่บ่นพึมพำและออกจากครัวไป

เมื่อน้ำเดือด หยูเสี่ยวเฉาก็ใส่เส้นบะหมี่ลงในหม้อและตอกไข่ลงไป 2 ฟอง จากนั้นก็ปิดฝาและต้มไฟอ่อน ๆ อยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเส้นนุ่มเหนียวก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

หยูเสี่ยวเหลียนกับฉีโตวมองหน้ากันไปมา ฉีโตวทนมองเส้นบะหมี่แฉะ ๆ พวกนั้นไม่ได้และถามเสียงเบาว่า “มันต้มนานไปหน่อยหรือไม่ ?”

เสี่ยวเฉาเอาบะหมี่ใส่ถ้วยให้เด็กน้อยแล้วบอกด้วยรอยยิ้มว่า “ลองสิ ฝีมือของพี่สามเป็นเยี่ยงไรบ้าง ?”

ฉีโตวเป่าเส้นบะหมี่แล้วเอาใส่ปาก ดวงตาของเขาเป็นประกายขึ้นมาทันที เขาตักเข้าปากอีกคำทั้งที่ยังร้อน ๆ เคี้ยวไปก็พึมพำไปด้วยว่า “อร่อย ! อร่อยสุด ๆ ไปเลย ! อร่อยกว่าก๋วยเตี๋ยวแป้งสาลีที่ข้าเคยกินมาเสียอีก”

เสี่ยวเฉาหยิบหัวไชเท้าอีกอันที่มีระดับความชื้นสูงและหั่นเป็นเส้นเล็ก ๆ บาง ๆ บะหมี่ถั่วไม่จำเป็นต้องเสิร์ฟกับเครื่องเคียงหรูหราอะไรมากมาย หัวไชเท้าเย็นหั่นฝอยหรือกะหล่ำปลีเผ็ดคือเครื่องเคียงที่ดีที่สุด

เสี่ยวเฉาใส่บะหมี่ถั่วลงในถ้วยของฉีโตวอีกหนึ่งช้อน  จากนั้นก็ตักใส่ถ้วยให้ตัวเองกับเสี่ยวเหลียน พวกเขาเริ่มกินบะหมี่กันในครัวอย่างรวดเร็ว บะหมี่ถั่วกับเครื่องเคียงทำขึ้นอย่างง่าย ๆ และมีวัตถุดิบที่ไม่สมบูรณ์ แต่ด้วยฝีมือการทำอาหารของหยูเสี่ยวเฉารวมกับการเสริมด้วยน้ำหินศักดิ์สิทธิ์ ทำให้เด็กทั้งสามคนกินกันอย่างเอร็ดอร่อยจนแทบจะเลียถ้วย

เมื่อนางหลี่ได้กลิ่นหอมและเดินเข้ามาพร้อมกับลูกชาย สามพี่น้องก็กินบะหมี่ส่วนใหญ่ไปแล้วและเหลือเอาไว้ให้พ่อแค่ถ้วยใหญ่ถ้วยเดียว พวกเขาล้างถ้วยเสร็จเรียบร้อยแล้วด้วย

“เจ้าพวกเหลือขอ มาแอบกินในครัวล่ะสิ มีอีกหรือไม่ ? เอามาให้พี่ไห่สือถ้วยหนึ่งด้วย !” นางหลี่เปิดหม้อแล้วจ้องไปที่ชามบะหมี่ด้วยสายตาที่อยากจะกินมัน

“มิมีแล้ว แป้งที่บ้านมีจำกัด ท่านปู่บอกให้พวกเราทำให้ท่านพ่อหนึ่งถ้วย เรามิกล้าทำมากกว่านั้นหรอก หากพวกเรากล้าทำเช่นนั้นท่านย่าคงได้ฆ่าพวกเราเป็นแน่ นี่ไงเจ้าคะมีแค่ถ้วยเดียว ฉีโตวอยากกินจนน้ำลายหกแล้วก็ยังมิกล้ากินสักคำ !” หยูเสี่ยวเฉาทำสีหน้าประหนึ่งว่า ‘ถ้ามิเชื่อก็ดูเอาเองสิ’

นางหลี่ไม่เชื่อและมองไปทั่วทั้งห้องครัว เมื่อไม่พบอะไรก็มองไปที่บะหมี่ถั่วเพียงถ้วยเดียวนั้น “พ่อของเจ้าเพิ่งฟื้นหลังบาดเจ็บสาหัส เขากินได้มิเยอะหรอก แบ่งมาครึ่งหนึ่งแล้วเอามาให้พี่ไห่สือ...” นางเอ่ยออกมาพร้อมกับเอื้อมมือมาจะคว้าเอาถ้วยบะหมี่ไปแบ่ง

หยูเสี่ยวเฉารีบหยิบถ้วยบะหมี่แล้ววิ่งไปที่ประตูครัวพร้อมกับตะโกนว่า “ท่านพ่อมิได้กินอะไรเลยมา 5 วัน ต้องให้กินเยอะ ๆ จะได้หายเร็ว ๆ... ท่านปู่ ท่านปู่เจ้าคะ ! ท่านพี่ไห่สือจะขโมยบะหมี่ที่ข้าทำให้ท่านพ่อเจ้าค่ะ... !”

เมื่อเห็นไห่สือจะเข้ามาแย่งถ้วยบะหมี่ในมือนาง หยูเสี่ยวเฉาก็วิ่งและตะโกนไปทางลานบ้าน ไห่สือมิเคยกลัวผู้ใด แต่เขากลัวสายตาของท่านปู่มากที่สุด เขากลัวมากเสียจนรีบดึงมือกลับและปล่อยให้เสี่ยวเฉาหลุดรอดไปได้

ปกติเวลานี้เฒ่าหยูมักจะซ่อมอวนอยู่ที่ลานบ้าน หยูเสี่ยวเฉาที่วิ่งออกมาจากในครัวรู้ว่านางหลี่กับลูกชายไม่กล้าแย่งบะหมี่ไปจากนางในที่โจ่งแจ้งเป็นแน่ นางมองกลับไปที่นางหลี่ด้วยสายตาดูถูก แล้วก็ถือถ้วยบะหมี่กลับไปที่ห้องของนาง

ในห้อง  นางหลิวกำลังป้อนน้ำให้หยูไห่ด้วยช้อน ใบหน้าของหยูไห่เป็นสีแดง เห็นได้ชัดว่าเขายังมีไข้สูงอยู่ เขาขยับเข้ามาใกล้มือของนางหลิวแล้วดื่มน้ำหินศักดิ์สิทธิ์ช้า ๆ นางหลิวเช็ดน้ำที่มุมปากของเขาอย่างระมัดระวัง ใบหน้าซูบผอมซีดเซียวของนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ทั้งสองนั่งมองหน้ากันราวกับมีกันอยู่เพียงแค่สองคนเท่านั้นในโลกใบนี้...

เสี่ยวเฉารู้สึกว่าการขัดจังหวะพวกเขาเป็นบาปที่ไม่สมควรได้รับการอภัย นางหลิวเป็นคนแรกที่รู้สึกตัวว่าเสี่ยวเฉาได้เข้ามาในห้อง เมื่อเห็นถ้วยบะหมี่ในมือของเสี่ยวเฉา นางก็ตกตะลึงทันที เมื่อก่อนถ้าคนของบ้านสองไปกินข้าวไม่ทัน ก็ต้องอดจนถึงมื้อต่อไป พวกเขาไม่เคยได้รับอนุญาตให้ทำอาหารอีกรอบเลยสักครั้ง บะหมี่ชามใหญ่นี้ก็ไม่ใช่ของที่พวกเขาจะได้กินเป็นอาหารเช้าเป็นแน่...

เสี่ยวเหลียนเห็นแววตาสงสัยของแม่จึงหัวเราะออกมา “ท่านปู่ได้ยินว่าท่านพ่อฟื้นแล้ว  ก็เลยอนุญาตให้เราทำบะหมี่ถ้วยนี้เจ้าค่ะ เสี่ยวเฉาตั้งใจทำให้เยอะ ๆ ด้วย ท่านแม่จะได้กินด้วยกันได้...”

แม้ว่าจะมีการผสมแป้งถั่วลงไปด้วย แต่ส่วนใหญ่ก็ยังเป็นแป้งสาลีอยู่ดี อีกทั้งยังมีน้ำมันที่หายากอยู่ในนั้นด้วย แน่นอนว่านางหลิวไม่เต็มใจจะกินและอยากให้ลูก ๆ ของนางได้กินเสียมากกว่า

จบบทที่ Re-new ตอนที่ 61 ฟื้นแล้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว