เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Re-new ตอนที่ 60 สาหัส

Re-new ตอนที่ 60 สาหัส

Re-new ตอนที่ 60 สาหัส


ตอนที่  60 สาหัส

ลูกรองของครอบครัวนางได้แลกชีวิตเพื่อจัดการกับหมี ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น นางก็จะไม่ยอมให้ตระกูลจ้าวได้ผลประโยชน์ไปทั้งหมดเป็นแน่ ! ขณะที่นางจางเร่งให้จ้าวปู้ฝานเข้าไปในห้อง นางก็คำนวนไปด้วยว่านางจะได้เงินเท่าใด

จ้าวปู้ฝานปัดมือนางออกเบา ๆ แล้วเดินไปทางเฒ่าหยู จากนั้นก็เปิดถุงหนัก ๆ ที่อยู่ในมือออกตรงหน้าชายชรา

นางจางถึงกับตาพร่าจากแสงเงินวาววับ นางตกตะลึงจนตาแทบถลนออกมานอกเบ้า ในถุงนั้นเต็มไปด้วยก้อนเงินราคาก้อนละ 10 ตำลึง รวมกันแล้วอย่างน้อย ๆ ก็ 200 - 300 ตำลึง !

นางจางเป็นคนขี้เหนียวอย่างที่สุดจนถึงขนาดไม่ยอมใช้เงินไปกับเสื้อผ้าและอาหารให้มากเกินไป แรงงานฟรีอย่างหยูไห่ก็ทำงานหาเงินตลอดทั้งวัน และนางจางก็เก็บเงินอย่างเข้มงวดถึง 10 กว่าปี แต่ทว่าหลังจากหักค่าใช้จ่ายรายวันและค่าเล่าเรียนของหยูป่อแล้ว  นางก็เก็บเงินได้แค่ 100 กว่าตำลึงเท่านั้น แต่นี่หมีตัวเดียวกลับขายได้ถึง 300 ตำลึง !

“นี่เป็นส่วนแบ่งที่ลูกรองได้งั้นรึ ? คุณพระ ! มิคิดเลยว่าหมีตัวเดียวจะได้ราคามากมายถึงเพียงนี้... !” นางจางยิ้มกว้างจนตาหยี เผยให้เห็นฟันเกสีเหลืองเต็มปาก

จ้าวปู้ฝานหลบมือของนางจางที่เอื้อมมาที่ถุงเงิน เขายื่นถุงเงินให้เฒ่าหยูแล้วเอ่ยอย่างเคร่งขรึมว่า “ท่านอาหยู เงินสามร้อยตำลึงนี้เป็นเงินทั้งหมดที่ได้จากการขายหมี และเป็นเงินที่น้องหยูไห่ควรได้ ! ถ้ามิใช่เพราะเขา คนที่ต้องนอนอยู่บนเตียงก็คงเป็นข้า !”

เฒ่าหยูไม่รับเงิน เขาถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า “เจ้าสองคนสนิทกันเหมือนพี่น้อง อาเชื่อว่าถ้าวันนี้ต้าไห่คือคนที่ตกอยู่ในอันตราย เจ้าก็คงทำเช่นเดียวกันเพื่อช่วยชีวิตเขา ! พวกเจ้าแบ่งเงินจากการล่าเท่า ๆ กันมาตลอด เพราะงั้นวันนี้ก็ควรเป็นเช่นเดิม !”

“ตาแก่ ! ต้าไห่ยังนอนเจ็บอยู่ที่เตียงและรอเงินมาช่วยชีวิตเขา ! ลูกรองของเราเสี่ยงชีวิตเพื่อเงินนี้ แล้วนี่ถ้าพรานจ้าวเอาเงินไป พวกชาวบ้านก็จะซุบซิบนินทาเขาได้นะ !” เมื่อเห็นว่าสามีของนางจะไม่รับเงินครึ่งหนึ่ง นางจางก็อดที่จะโมโหขึ้นมามิได้ ! ครึ่งหนึ่งรึ ? ก็ 150 ตำลึงน่ะสิ ! คนส่วนใหญ่ต่อให้เก็บเงินเป็น 10 ปีก็ยังมิได้มากถึงเพียงนั้นเลยมิใช่รึ !

ราวกับว่าจ้าวปู้ฝานไม่เห็นนางจางที่กำลังกระโดดอย่างบ้าคลั่งอยู่ข้าง ๆ เขายัดถุงเงินใส่มือเฒ่าหยูแล้วเอ่ยว่า “ท่านอาหยู ข้าขอร้องเพียงแค่เรื่องเดียว น้องต้าไห่เสี่ยงชีวิตแลกเงินนี้มาอย่างที่ท่านอาหญิงได้กล่าวไว้เมื่อครู่ ดังนั้นข้าหวังว่าอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของเงินนี้จะถูกใช้เพื่อน้องต้าไห่กับครอบครัวของเขา คำขอนี้ไม่น่าจะยากนะขอรับ !”

“ได้...แน่นอน ! เงินนี้จะใช้เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บของลูกรอง ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเขา...เงินนี้ก็จะถูกเก็บไว้สำหรับการแต่งงานของลูก ๆ ของเขา !” เฒ่าหยูเป็นพ่อแท้ ๆ ของหยูไห่ ดังนั้นย่อมมีความรักความผูกพันในครอบครัวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

นางจางคว้าเงินไปจากสามีทันทีและถือมันไว้อย่างมีความสุข นางตอบตกลงว่า “พรานจ้าวมิต้องเป็นห่วง ! หยูไห่เป็นลูกแท้ ๆ ของเฒ่าหยู เราจะทำแย่ ๆ กับเขาได้เยี่ยงไร ? เห็นหรือไม่ ว่าเราเชิญหมอที่เก่งที่สุดในเมืองมาแล้ว ยาที่เขาสั่งจ่ายก็ราคามากกว่า 1 ตำลึง เดี๋ยวข้าไปจ่ายค่ายาก่อน พวกเจ้าคุยกันต่อเถิด !”

เมื่อมีเงิน 300 ตำลึงอยู่ในมือ นางจางจึงยอมจ่ายเงิน 5 ตำลึงเป็นค่าตรวจกับค่ายาอย่างไม่ลังเล นางชำระเงินแล้วขอให้หยูเจียงขับเกวียนไปส่งหมอกลับเข้าเมือง

“ทุกคนกลับบ้านได้แล้ว ! ต้าไห่ต้องการพักผ่อนเงียบ ๆ เขาฟื้นขึ้นมาเมื่อใดข้าจะบอกให้พวกเจ้ารู้เอง !” มันไม่สะดวกที่มีคนอยู่ในลานบ้านมากมายเยี่ยงนี้ นางต้องป้องกันเงิน 300 ตำลึงมิให้เป็นที่จับจ้องของพวกคนโลภ ! เมื่อเงินเข้ามือนางจางแล้ว ก็เหมือนโยนเนื้อให้สุนัข มิมีวันได้คืนเป็นแน่ !

ในห้องตะวันตก นางหลิวฟื้นแล้วและกำลังยืนร้องไห้เงียบ ๆ อยู่ข้างสามีของนาง เสี่ยวเหลียนกับฉีโตวที่คอยอยู่เป็นเพื่อนแม่ก็พลอยร้องไห้ไปด้วยจนตาบวมแดง เสี่ยวเฉาจะตรวจอาการของหยูไห่เป็นระยะ ๆ พร้อมกับปรุงยาบนเตาโคลนเล็ก ๆ นอกห้อง

ดวงอาทิตย์ได้ลาลับจากขอบฟ้าไปแล้ว ครอบครัวหยูไม่ได้กินข้าวทั้งมื้อเช้าและเย็น

คนอื่น ๆ ในครอบครับต่างก็หิวกันเป็นอย่างมาก พอได้เงิน 300 ตำลึงของหยูไห่ไปแล้ว  นางจางก็ไม่มีหน้าจะไปสั่งให้บ้านสองออกมาทำงานในตอนนี้ ดังนั้นนางจึงตะโกนไปที่ห้องตะวันออก “หลี่กุ้ยฮัว นังคนเกียจคร้าน ! รู้หรือไม่ว่านี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว ? ยังมิรีบไปทำอาหารเย็นอีกรึ ! อยากให้พวกเราอดตายกันรึเยี่ยงไร ?”

นางหลี่กับลูกชายแอบกินขนมในห้องของตนเองแล้ว พอนางได้ยินเสียงของนางจางก็ต้องจำใจออกมาจากห้องและเดินไปก่อไฟทำอาหาร หยูไซตี้มองไปทางห้องตะวันตกด้วยดวงตาแดงก่ำ แล้วเดินเข้าครัวไปเงียบ ๆ เพื่อช่วยทำอาหารเย็น

คืนนี้เป็นคืนที่บ้านสองต่างก็นอนไม่หลับกันทั้งบ้าน ทุกคนคอยอยู่ข้าง ๆ หยูไห่ด้วยความกลัวว่าเสาหลักของครอบครัวจะพังทลายลงไป

เมื่อถึงรุ่งเช้า การหายใจของหยูไห่เริ่มทรงตัวแต่ก็พลันมีไข้สูงขึ้นอย่างกะทันหัน ผิวที่ซีดปราศจากสีเลือดก็กลายเป็นสีแดง ลมหายใจก็สั้นและเร็ว

นางหลิวที่ไม่ได้นอนทั้งคืนก็หน้าซีดไม่มีสีเลือด อีกทั้งยังมีรอยคล้ำใต้ตาอีกด้วย ร่างกายที่ผ่ายผอมอ่อนแออยู่แล้วก็ยิ่งเปราะบางมากขึ้นไปอีก

นางหลิวไม่อาจหยุดร้องไห้ได้เลย นางมองใบหน้าที่กลายเป็นสีแดงของสามีแล้วคำพูดของหมอซุนเมื่อวานก็ดังขึ้นที่ข้างหูของนาง ‘ถ้าเขาติดเชื้อหรือเป็นไข้ ก็คงช่วยชีวิตเขาได้ยากแล้ว ! ’

“ตัวร้อนมากเจ้าค่ะ ! ท่านพ่อมีไข้ ! ไปบอกท่านปู่ให้เรียกหมอมาเถิด !” เสี่ยวเหลียนเช็ดน้ำตาแล้วไปเคาะประตูห้องใหญ่ หลังจากนั้นไม่นานหยูต้าชานก็ถูกปลุกขึ้นมาและถูกสั่งให้ไปพาหมอจากในเมืองมา

หยูเสี่ยวเฉานั้นไม่กล้าหลับตาเลยตลอดทั้งคืน นางรู้สึกเวียนศีรษะขณะต้มยาให้พ่อ นางใส่น้ำหินศักดิ์สิทธิ์เพิ่มไปอีก 2 หยดแล้วเรียกหินศักดิ์สิทธิ์ด้วยความร้อนใจ [ทังหยวน  ทังหยวน เจ้าอยู่หรือไม่ ? ]

[ บอกกี่ครั้งแล้วว่าให้เลิกเรียกข้าว่า ‘ทังหยวน’ ! มันเป็นการดูหมิ่นสถานะของข้าในฐานะศิลาแห่งสวรรค์ ! ] หินศักดิ์สิทธิ์ตอบอย่างขอไปที

[ เจ้าพูดมิใช่รึว่าท่านพ่อจะไม่เป็นอะไรหลังจากที่เจ้ารักษาไปแล้ว ? แล้วเหตุใดอยู่ ๆ เขาถึงมีไข้ได้ล่ะ ? ] หยูเสี่ยวเฉาถามอย่างไม่สบายใจ

[ มีไข้ก็เป็นเรื่องปกติมิใช่รึ เขากินน้ำหินศักดิ์สิทธิ์มากเกินไป ข้าเคยบอกเจ้าแล้วว่าถ้าคนที่แข็งแรงดีกินน้ำหินศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงเข้าไป เขาจะแข็งแรงและมีกำลังมากขึ้น แต่สำหรับคนที่บาดเจ็บสาหัสอย่างท่านพ่อของเจ้าน่ะทนพลังงานที่อยู่ในน้ำหินศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงมิได้ เขาถึงได้ไข้ขึ้นไงเล่า ! ]

หินศักดิ์สิทธิ์ตอบเหมือนไม่ใส่ใจ แต่ในใจมันคิดว่ามันจะได้ประโยชน์จากการที่ช่วยท่านพ่อของเจ้านายมันในครั้งนี้หรือไม่ หากพันธนาการที่ผนึกพลังของมันเอาไว้คลายลงสักหน่อย มันก็อาจจะสามารถ...

“แล้วท่านพ่อจะเป็นอะไรหรือไม่ ?” ผลข้างเคียงจากการกินยามากเกินไป อีกทั้งยังกินน้ำหินศักดิ์สิทธิ์มากเกินไปจะมีผลกระทบด้านลบอะไรหรือไม่ ?

ความคิดของหินศักดิ์สิทธิ์ถูกขัดจังหวะ มันจึงตอบอย่างหงุดหงิดว่า [ จะเป็นอะไรล่ะ ? อย่างมากก็หลับไปอีกสองสามวันเพียงแค่นั้นแหละ ข้ารับรองเลยว่าเขาจะมิเป็นอะไร แล้วนี่เจ้ายังกังวลอะไรอีก ? เลิกกังวลไม่เข้าเรื่องเสียที ! ข้าต้องพักผ่อนสักหน่อย อย่าได้รบกวนข้าอีก ! ]

เมื่อหินศักดิ์สิทธิ์รับรองเช่นนั้น หยูเสี่ยวเฉาก็คลายความทุกข์ใจลงได้ในที่สุด นางมองยาที่กำลังปรุงอย่างไม่รู้จะทำยังไงดี ‘มีน้ำหินศักดิ์สิทธิ์อยู่ในยาหม้อนี้ด้วย ควรเอาให้ท่านพ่อกินดีหรือไม่ ? ’

แต่ในเมื่อหินศักดิ์สิทธิ์ได้เอ่ยแล้วว่าไม่มีผลข้างเคียงอะไร และเขาแค่หลับไปหลายวันเท่านั้น เยี่ยงนั้น...นอนเพิ่มอีกสักสองสามวันก็คงมิเป็นไรหรอกมิใช่รึ ?

เมื่อหมอซุนมาถึงอีกครั้ง ไข้ของหยูไห่ก็หายไปแล้ว แต่ยังไม่มีวี่แววว่าเขาจะฟื้นขึ้นมาแม้แต่น้อย

หมอซุนตรวจอาการของเขาอย่างละเอียดและดูบาดแผลของเขาอีกครั้ง แต่เขาก็ยังไม่มองโลกในแง่ดี “ถ้าคนไข้ไม่ฟื้นภายในสองวัน เกรงว่าโอกาสที่จะฟื้นขึ้นมาคงน้อยเต็มที  ต่อให้ฟื้นขึ้นมา หมอก็ไม่คิดว่าเราจะเก็บขาของเขาเอาไว้ได้...แต่การที่ไข้หายไปแล้วก็เป็นสัญญาณที่ดี เขายังต้องกินยาต่ออีก ถ้าเกิดอะไรขึ้นก็ไปตามหมอที่ในเมืองมาได้”

หลายวันผ่านไปแต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าหยูไห่จะฟื้นขึ้นมา คนส่วนใหญ่ในครอบครัวต่างไม่มีความหวังกันแล้ว ยกเว้นหยูเสี่ยวเฉา นางเป็นคนเดียวที่รู้อาการของหยูไห่ ที่หมอซุนประกาศว่าเยี่ยงไรเขาก็มิรอดเป็นแน่ แต่ทว่ามันมิได้เลวร้ายถึงเพียงนั้น อีกทั้งเขายังกินน้ำแช่หินศักดิ์สิทธิ์อยู่ทุกวัน เยี่ยงนั้นเขาจึงอยู่รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้โดยที่มิได้กินอะไรเลย หยูเสี่ยวเฉาเชื่อมั่นมากว่าตราบใดที่เขาดื่มน้ำหินศักดิ์สิทธิ์อีกสองสามถ้วย อาการบาดเจ็บของพ่อจะค่อย ๆ หายในไม่ช้าก็เร็ว

สามวันแล้วตั้งแต่หินศักดิ์สิทธิ์ใช้พลังทั้งหมดรักษาอาการบาดเจ็บของหยูไห่ แต่มันกลับฟื้นร่างวิญญาณมาได้เพียงเท่านั้น

เจ้าลูกบอลแสงสีทองเล่นน้ำอย่างมีความสุขและตบหน้าอกรับรองว่า [ มิต้องห่วง ถ้าเจ้าไม่เอาน้ำหินศักดิ์สิทธิ์ให้เขาดื่มมากเกินไป เขาก็คงฟื้นขึ้นมานานแล้ว ]

เมื่อหินศักดิ์สิทธิ์ได้ยินจากเสี่ยวเฉาว่าหมอซุนบอกพวกเขาว่าต้องตัดขาท่านพ่อของนาง  มันก็ตอบอย่างดูถูกว่า [ มิต้องไปฟังเจ้าหมอเถื่อนนั่น หินศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้จะเมตตาใช้พลังวิญญาณเพิ่มให้อีกนิด ในหนึ่งเดือนท่านพ่อของเจ้าจะเดินได้ด้วยขาของตนเองอย่างแน่นอน แต่...เขาบาดเจ็บที่เอ็นและกระดูกขา อาจจะต้องเดินกะเผลกในอนาคต ]

ต่อให้เดินกะเผลกก็ไม่เป็นไรตราบใดที่เขายังมีชีวิตอยู่ ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาหยูเสี่ยวเฉาเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่าท่านพ่อของนางคือเสาหลักของบ้านสอง ถ้าเขาล้ม บ้านสองทั้งบ้านก็จะล้มไปด้วย

นางจางที่เงียบอยู่สองวันก็ไม่มีหวังว่าหยูไห่จะหายเช่นกัน นางจึงเริ่มตะโกนอีกครั้ง “นี่มันกี่โมงแล้ว ? เหตุใดถึงไม่มีใครให้อาหารหมูหรือไปเก็บฟืนเลย เรายังต้องใช้ชีวิตกันต่อไปนะ ถ้าไม่ไปทำงานก็ไสหัวออกไป ! ครอบครัวเราไม่รับคนเกียจคร้าน !”

นางหลิวที่อยู่ในสภาวะวิตกกังวลอยู่ตลอดในช่วงนี้ก็รีบลุกขึ้นจากเตียงเมื่อได้ยินเสียงตะโกนของนางจาง ความวิตกกังวลและทำงานหนักอย่างต่อเนื่องมาหลายวันทำให้นางหลิวหน้าซีดยิ่งกว่าหยูไห่ที่นอนอยู่บนเตียงเสียอีก

เห็นแบบนี้หยูเสี่ยวเฉาก็รีบเอ่ยขึ้นมาว่า “เสี่ยวเหลียนกับข้าจะดูแลงานบ้านเอง ท่านแม่นอนพักสักหน่อยเถอะ มิต้องห่วงนะ อาการของท่านพ่อไม่ได้แย่ลงนี่ก็เป็นข่าวดีแล้ว  ท่านพ่อไม่ยอมจากภรรยาดี ๆ แล้วก็ลูก ๆ ที่ฉลาดของเขาไปอย่างแน่นอน ท่านพ่อเป็นคนซื่อตรงและกล้าหาญ จะต้องผ่านเรื่องนี้ไปได้เป็นแน่ ท่านแม่ต้องมั่นใจในตัวท่านพ่อเข้าไว้สิ จึงจะถูกต้อง”

“เด็กคนนี้ ! ใครเขาชมตัวเองเยี่ยงเจ้ากัน ?” ความกังวลของนางหลิวคลายลงบ้าง นางแกล้งมองไปที่เด็กหญิง แม้ว่าครอบครัวนี้จะมีงานให้ทำไม่ได้หยุดหย่อนและถูกด่าอยู่ตลอด แต่สามีของนางก็ดีกับนางอย่างแท้จริง ตราบใดที่สามีของนางสามารถรอดพ้นจากเคราะห์กรรมครั้งนี้ไปได้ นางก็จะไม่บ่นหากต้องเจอกับความลำบากอีก

นางหลิวก้มหัวมองหยูไห่อย่างเงียบ ๆ ผ่านมาหลายปีนี่เป็นครั้งแรกที่นางมองเขาอย่างละเอียดถึงเพียงนี้ เขาหมดสติไปถึง 5 วันและดูสงบนิ่งราวกับว่าเขาแค่หลับไปเท่านั้น  นางหลิวเพียงแค่หวังว่าเขาจะลืมตาขึ้นมายิ้มให้นางแล้วเรียกชื่อนางว่า มู่หยุน อีกครั้ง

หวังว่าจะเป็นอย่างที่เสี่ยวเฉากล่าว เขาจะรอดจากเคราะห์กรรมครานี้ไปได้...

จบบทที่ Re-new ตอนที่ 60 สาหัส

คัดลอกลิงก์แล้ว