เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Re-new ตอนที่ 54 โฆษณา

Re-new ตอนที่ 54 โฆษณา

Re-new ตอนที่ 54 โฆษณา


ตอนที่ 54  โฆษณา

เยี่ยงไรเสีย เสี่ยวเฉาจะได้หุ้นส่วนตั้งครึ่งหนึ่งทั้ง ๆ ที่ลงทุนไปแค่ 90 ตำลึงเท่านั้นรึ ? นี่มันไม่...เหมือนว่านางเรียกร้องมากเกินไปเยี่ยงนั้นรึ ? นางมิได้เรียกราคาเองก็จริง แต่ในอนาคตยังมีโอกาสที่พวกเขาจะร่วมมือกันอีก ดังนั้นนางควรปรับแผนระยะยาวเพื่อผลตอบแทนที่ยิ่งใหญ่กว่า

“ข้ามิอยากได้หุ้นส่วนครึ่งหนึ่งหรอกเจ้าค่ะขอเพียงแค่สี่ในสิบส่วนก็พอ อย่างแรกเลยเรามาทำข้อตกลงกันก่อน ข้าจะจัดการแค่เรื่องสูตรของซอสเท่านั้น อย่างอื่นมิรับผิดชอบนะเจ้าคะ !” แค่หุ้นส่วนโรงงานซอสหอยนางรมสี่ในสิบส่วน นางก็จะสามารถมีรายได้โดยที่ไม่ต้องทำอะไรแล้วในอนาคต จะมีสิ่งใดดีไปกว่านี้ได้อีก ?

พ่อบ้านโจวพยักหน้าอยู่ในใจและยอมรับว่าคุณชายของเขาตัดสินใจได้ดี เด็กหญิงตระกูลหยูคนนี้มิใช่คนโลภแม้ว่าจะมาจากครอบครัวที่ยากจน

“ข้าตกลงตามที่เจ้าได้เอ่ยมา !” โจวซือชู่พอใจเป็นอย่างมาก “กลับไปข้าจะเขียนสัญญาขึ้นมา เจ้าเขียนชื่อตนเองได้ใช่หรือไม่ ? ข้อตกลงของธุรกิจนี้จะเป็นการร่วมมือกับเจ้าเพียงคนเดียวหรือกับทั้งตระกูลหยู ?”

“ท่านก็เห็นสถานการณ์ของครอบครัวข้าแล้ว ! ถ้าทั้งตระกูลไปเกี่ยวข้องด้วย บ้านสองของข้ามิมีทางได้เงินแม้แต่อีแปะเดียวเป็นแน่ ! ดังนั้นข้าหวังว่าจะมิมีผู้ใดรู้เรื่องการร่วมมือกันครั้งนี้ยกเว้นท่านกับข้า !” หยูเสี่ยวเฉาวางแผนที่จะใช้การเป็นหุ้นส่วนของคุณชายสามโจวในครานี้เป็นการหาเงินออมส่วนตัว ! นางต้องคว้าเงินเอาไว้ในมือตนเองเพื่อป้องกันไม่ให้ยายแก่ใจร้ายของบ้านใหญ่เอาไป !

“ได้ ! เยี่ยงนั้นโรงงานนี้จะเป็นการร่วมมือกันระหว่างเจ้ากับข้าเพียงสองคนเท่านั้น !”  โจวซือชู่สรุป

หลายปีต่อมาเครื่องปรุงรส ‘เซียนเอ้อร์เหม่ย’ ก็โด่งดังไปทั่วแผ่นดินราชวงศ์หมิง แต่ไม่มีผู้ใดคิดเลยว่ามันจะถูกสร้างขึ้นมาจากการคุยกันระหว่างเด็กหนุ่มอายุ 13 ปีกับเด็กหญิงอายุ 8 ขวบ...

“แต่...ซอสอันอื่น ๆ คืออะไรรึ ? เจ้าบอกข้าได้หรือไม่ ?” ธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนย่อมมีความอยากรู้อยากเห็น ยิ่งเด็กหนุ่มอายุ 13 ปียิ่งไม่ต้องพูดถึง

“อันแรกคือ ‘ซอสถั่วดำ’ ส่วนอีกอันคือ ‘ซอสถั่วปากอ้า’ ซอสถั่วดำสามารถเอาไปใช้ทำอาหารอย่างซี่โครงหมูอบซอสถั่วดำ, ปลาทอดราดซอสถั่วดำ, ไก่ตุ๋น, เป็ดตุ๋น, หมูตุ๋น และอย่างอื่นอีกมากมาย ส่วนซอสถั่วปากอ้าก็เหมาะกับการทำผัดมะเขือยาว, ผัดถั่วฝักยาว, ผัดเห็ด, ฯลฯ...”

ขณะที่โจวซือชู่ฟังหยูเสี่ยวเฉาอธิบายต่อไปเรื่อย ๆ เขาก็รู้สึกว่าได้ตัดสินใจถูกต้องแล้วที่มาที่นี่ การมาครานี้ไม่เพียงแต่แก้ปัญหาของเขาได้ แต่ยังได้ของขวัญที่พิเศษเพิ่มมาอีกด้วย โจวซือชู่ พ่อบ้านโจว และหยูเสี่ยวเฉาปรึกษากันเรื่องชื่อและการดำเนินธุรกิจของโรงงานผลิตเครื่องปรุงรส

เวลาผ่านล่วงเลยไปนานเท่าใดแล้วก็มิมีผู้ใดรู้ตัว

“โครก โครก... !”

เสียงแปลก ๆ ดังขึ้น ฉีโตวที่ฟังพวกเขาปรึกษากันจนง่วงก็ลุกขึ้นนั่งทันทีและร้องออกมาว่า “อ่า ! พี่สามยังมิได้กินข้าวเช้าเลยนี่ ! พี่สามหิวจนท้องร้องแล้ว !”

โจวซือชู่มองหยูเสี่ยวเฉาที่เอามือปิดพุงด้วยสีหน้าเขินอาย เขาพยายามกลั้นหัวเราะเอาไว้แล้วเอ่ยว่า “ข้าซื้อขนมมาด้วย เอาไปกินก่อนไป ! แล้วข้าจะมาหาอีกหลังจากที่เขียนสัญญาเสร็จแล้ว แล้วจะมาเจรจารายละเอียดต่อในภายหลัง”

“มิต้องหรอกเจ้าค่ะ อีกสองสามวันข้าจะขอให้ท่านพ่อพาข้าเข้าเมืองไปซื้อของก่อนปีใหม่ พวกเราค่อยเจรจากันตอนนั้นก็ได้ คุณชายสามโจวก็เห็นสถานการณ์ของบ้านข้าแล้ว เยี่ยงนั้นข้าคงจะมิขอให้ท่านอยู่กินข้าวด้วยกันหรอกนะ !” หยูเสี่ยวเฉากลัวว่าท่านย่าจะสงสัยถ้าโจวซือชู่มาหานางอีก

“ได้ ! เยี่ยงนั้นข้าขอกลับก่อน !” คุณชายสามโจวยิ้มกว้างจนปากจะฉีกถึงหูและเดินออกจากห้องตะวันตก หยูเสี่ยวเฉาอยากไปส่งเขาด้วยตนเอง

แต่ตอนนั้นเองหยูไห่ก็กลับมาจากข้างนอกพอดีและได้เจอคุณชายสามโจวในชุดหรูหรา  ตอนแรกเขาก็ชะงักนิ่งไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ยิ้มให้อย่างอบอุ่นและเอ่ยถามว่า “คุณชายสามโจวมาที่นี่อันใดเยี่ยงนั้นรึ ?”

โจวซือชู่เห็นคนจากห้องใหญ่และห้องตะวันออกโผล่หัวมาแอบดูจึงโกหกไปว่า “ท่านอาหยูเพิ่งกลับมาจากเมืองรึขอรับ ? วันนี้อากาศดีจริง ๆ ข้าเลยพาผู้ช่วยไปล่าสัตว์ที่ภูเขาตะวันตก พอดีผ่านหมู่บ้านตงชานเลยแวะมาเยี่ยมน่ะขอรับ”

“วันนี้ไม่เหมาะสำหรับล่าสัตว์หรอกขอรับ ! ถ้าหากคุณชายสามสนใจค่อยกลับมาใหม่ตอนฤดูใบไม้ร่วงเถิด ถึงตอนนั้นคาดว่าคงจะมีสัตว์ป่ามากมายให้ล่า อีกทั้งยังอ้วนอีกด้วยด้วย !” หยูไห่ไม่ใช่คนโง่ เขาสังเกตเห็นว่าทั้งสามคนไม่ได้เอาเครื่องมือล่าสัตว์มาด้วยเลย ดังนั้นจึงเข้าใจได้ว่าโจวซือชู่แค่หาข้ออ้างเพราะไม่สะดวกที่จะเอ่ยออกมา

โจวซือชู่เอ่ยขึ้นอีกคราว่า “ช่วงนี้ท่านอาหยูส่งสัตว์ให้เราน้อยลงไปมากเลยนะขอรับ ผู้จัดการร้านเจินซิวของเราบ่นให้ข้าฟังหลายคราแล้ว”

หยูไห่กล่าวขอโทษขอโพยว่า “ช่วงนี้ล่าสัตว์ยากเป็นอย่างมาก เพราะหิมะในภูเขายังละลายไม่หมด ข้าเลยทำได้แค่วางกับดักที่ชายป่าเท่านั้น เมื่อสองสามวันก่อนก็ยังดี ๆ อยู่ แต่สองวันมานี้ไม่รู้ว่าเกิดอันใดขึ้น จำนวนสัตว์ที่จับได้น้อยลงไปมาก ขอโทษจริง ๆ ขอรับที่ทำให้ทางร้านต้องลำบากไปด้วย”

“มิใช่ความผิดของท่านอาหยูหรอกขอรับ ร้านเจินซิวเป็นร้านเดียวในเมืองที่ยังมีสัตว์ป่าขายอยู่ในตอนนี้ ทั้งหมดต้องขอบคุณท่านอาหยูด้วยซ้ำขอรับที่ช่วยเหลือพวกเรา !” ในเมื่อหยูไห่คือพ่อของหยูเสี่ยวเฉา ท่าทีของโจวซือชู่จึงเป็นมิตรอย่างมาก ถ้าเป็นพรานคนอื่นคงไม่สามารถเข้าพบคุณชายสามโจวได้เป็นแน่

หยูเสี่ยวเฉาฟังแล้วก็รู้สึกร้อนใจไปด้วย คนอื่นไม่รู้ว่าเกิดอันใดขึ้นแต่นางรู้ ! ถ้ามิมีน้ำหินศักดิ์สิทธิ์ของนาง ก็คงจะแปลกถ้าสัตว์ป่าพวกนั้นจะออกมาในช่วงที่อากาศหนาวจนสามารถทำให้แข็งตายได้เช่นนี้ ถ้าพวกเขาจับสัตว์ไปขายมิได้ พวกเขาก็จะไม่ได้เงิน  คุณชายสามโจวเอาเงินทั้งหมดของนางไปแล้ว เงินเพียงไม่กี่สิบตำลึงของนางจะทำสิ่งใดได้สำหรับโรงงานใหญ่เยี่ยงนั้น ? หมอนั่นจงใจกลั่นแกล้งนางอย่างแน่นอน !

“หือ ? กวางโรตัวนี้อ้วนดีจัง เนื้อมันต้องนุ่มมากเป็นแน่ พวกคนรวยในเมืองชอบกินลูกแกะกับลูกหมูเป็นอย่างมาก เหตุใดมิขายมันให้กับข้าเล่า ?” โจวซือชู่หันไปสนใจกวางโรตัวน้อยที่กำลังวิ่งเล่นอย่างมีความสุขอยู่ในลานบ้าน

เหมือนเจ้ากวางน้อยจะเข้าใจคำพูดของโจวซือชู่ มันหยุดวิ่งทันทีและรีบไปหลบอยู่ด้านหลังของหยูเสี่ยวเฉา บางครั้งมันก็ยื่นหน้าออกมาแอบดูคุณชายสามโจว เมื่อเห็นคุณชายสามยังคงมองมันอยู่ มันก็จะตัวสั่นและรีบหดหัวกลับทันที

“น่าสนใจยิ่ง ! กวางโรตัวนี้ท่าทางฉลาดเสียด้วย น่าจะเหมาะเป็นสัตว์เลี้ยงเสียมากกว่า ถ้าเอามันไปที่เมืองหลวง พวกหญิงสูงศักดิ์จะต้องชอบมันเป็นแน่ รับรองว่าจะต้องขายได้ราคาดีเป็นอย่างมาก !” โจวซือชู่ค่อนข้างประหลาดใจในความสนิทสนมและไว้เนื้อเชื่อใจที่เจ้ากวางโรตัวน้อยมีให้กับเสี่ยวเฉา

น้องชายของนางรักเจ้ากวางโรตัวน้อยสุดหัวใจ อีกทั้งยังผูกพันกันเป็นอย่างมาก ดังนั้นหยูเสี่ยวเฉามิมีทางขายมันเพื่อเงินเป็นแน่ นางก้มลงลูบหัวเจ้ากวางโรตัวน้อยแล้วยิ้มขึ้น “มันชื่อ ‘เจ้าตัวเล็ก’ มีคนไว้ใจให้ครอบครัวเราดูแลมัน เยี่ยงนั้นข้าจึงตัดสินใจเรื่องขายมันด้วยตนเองมิได้หรอกเจ้าค่ะ”

โจวซือชู่เองก็ไม่ได้จริงจังอะไรอยู่แล้ว เขาจึงเอ่ยแบบสบาย ๆ ว่า “ถ้าอยากขายให้ได้ราคาดี ๆ ข้าสามารถช่วยติดต่อลูกค้าตอนไปที่เมืองหลวงให้ได้ เอาล่ะ ! เจ้ายังมิหายดี  รีบกลับเข้าห้องไปพักผ่อนได้แล้ว !”

โจวซือชู่กำลังจะไปที่เมืองหลวงเพื่อร่วมการประชุมธุรกิจกับท่านลุงใหญ่ที่จริง ๆ แล้วเป็นพ่อแท้ ๆ ของเขา ประมุขของตระกูลโจวคนปัจจุบันมีลูกชายที่เป็นบุตรที่ถูกต้องตามกฏหมายอยู่ 2 คน ในด้านพรสวรรค์การทำธุรกิจนั้น ลูกชายคนที่สองจะเก่งกว่า ก่อนที่ลูกชายคนที่สองจะบรรลุนิติภาวะ เขาก็ประสบความสำเร็จในแวดวงธุรกิจอยู่ก่อนแล้ว หากไม่มีลูกชายคนที่สอง ตระกูลโจวก็คงไม่ได้ตำแหน่งพ่อค้าใหญ่มาเป็นแน่

โชคร้ายที่ลูกชายคนที่สองของเขาถูกโจรฆ่าตายระหว่างเดินทางค้าขายตอนยังอายุน้อย  เยี่ยงนั้นแล้วก็คงบอกได้ยากว่าผู้ใดจะได้เป็นประมุขของตระกูลคนต่อไป

ลูกชายคนที่สองตายเร็วจึงมิมีโอกาสได้แต่งงาน ยิ่งทายาทยิ่งมิต้องเอ่ยถึง ! ผู้คนในยุคโบราณให้ความสำคัญกับชีวิตหลังความตายเป็นอย่างมาก ประมุขของตระกูลโจวกลัวว่าหลังจากเขาตายไปแล้ว จะมิมีผู้ใดกราบไหว้ลูกชายคนที่สองของเขา เขาจึงตัดสินใจให้ลูกชายคนโตรับผิดชอบทั้งสองบ้าน และให้เขาแต่งงานกับลูกสาวของนักธุรกิจที่ตกต่ำลงคนหนึ่งเพื่อให้สายตระกูลของบ้านสองยังคงสืบไปได้ต่อ

พูดอีกอย่างก็คือ ถึงแม้คุณชายสามโจวจะเป็นลูกแท้ ๆ ของลูกชายคนโต แต่ก็ถือว่าเขาเป็นเด็กของบ้านสอง ดังนั้นโจวซือชู่จึงเรียกเขาได้เพียงแค่ว่า ‘ลุงใหญ่’ เท่านั้น ทุกครั้งที่ลูกชายคนโตของตระกูลโจวเห็นคุณชายสามโจว อารมณ์ของเขาจะซับซ้อนเป็นอย่างมาก ลูกชายคนแรกของเขาไม่สนใจทำธุรกิจ ขณะที่อีกคนทะเยอทะยานแต่ขาดพรสวรรค์

แต่โจวซือชู่ที่เป็นทายาทของบ้านสองกลับมีพรสวรรค์ในการทำธุรกิจตั้งแต่เด็ก ร้านอาหารที่เขาดูแลกำลังเจริญรุ่งเรือง นอกจากนั้นเขายังวางแผนจะก่อตั้งโรงงานผลิตเครื่องปรุงอีกด้วย ดูเหมือนตำแหน่งประมุขตระกูลคนต่อไปจะต้องตกไปอยู่ที่บ้านสอง  เขาไม่พอใจกับสถานการณ์นี้เป็นอย่างมาก !

โจวซือชู่ไม่รู้ว่าท่านลุงใหญ่มีความรู้สึกผสมปนเปกันเนื่องจากพรสวรรค์ในการทำธุรกิจของเขาเอง เขาตามบ้านหนึ่งไปเพื่อเข้าร่วมการประชุมทางธุรกิจในเมืองหลวง และได้รับผลตอบรับที่ไม่คาดคิด

บรรดาเจ้าของร้านอาหารในเมืองหลวงอยากได้สูตรซอสหอยนางรมของคุณชายสามโจวมานานมากแล้ว แต่เนื่องจากตระกูลโจวเป็นพ่อค้าใหญ่จึงมิมีผู้ใดกล้าบังคับเอาสูตร ระหว่างนี้ก็มีหลายคนที่วางแผนแอบสอบถามเรื่องสูตรอย่างลับ ๆ แต่ในตระกูลโจวนั้นมีคุณชายสามโจวเพียงคนเดียวเท่านั้นที่รู้สูตรทำซอสหอยนางรม ดังนั้นคุณชายสามโจวจึงกลายเป็นจุดสนใจของการประชุมในครานี้

นายท่านใหญ่ของตระกูลโจวรู้สึกกังวลอยู่ในใจ ‘หลาน’ ของเขายังเด็กมาก แล้วจะสามารถรับมือกับเหล่าจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์พวกนี้ได้เยี่ยงนั้นรึ ?

แต่ทว่า มิมีผู้ใดคาดคิดว่าโจวซือชู่เองก็กำลังรอให้จิ้งจอกเฒ่าเหล่านี้นำเรื่องซอสหอยนางรมขึ้นมาเจรจาด้วยเช่นกัน !

แต่เมื่อท่านลุงอีกคนได้เอ่ยถึง ‘ซอสหอยนางรม’ โจวซือชู่จึงใช้โอกาสนี้เอ่ยขึ้นเสียงดัง

“ท่านลุงฟางขอรับ สูตรซอสหอยนางรมเป็นของเพื่อนข้า ข้าสัญญากับเขาแล้วว่าจะมิเปิดเผยสูตรให้ผู้ใดรู้ แต่หลังจากปีใหม่ปีนี้ ข้าวางแผนจะก่อตั้งโรงงานผลิตเครื่องปรุงโดยมีซอสหอยนางรมเป็นผลิตภัณฑ์หลัก นอกจากซอสหอยนางรมแล้วยังมีเครื่องปรุงใหม่อีก 2 อย่างด้วยขอรับ ถ้าท่านลุงสนใจก็ช่วยสนับสนุนโรงงานเครื่องปรุงของข้าให้มาก ๆ ด้วยขอรับ !”

เมื่อกลุ่มนักธุรกิจได้ยินข่าวนี้ พวกเขาต่างก็พากันตกตะลึง ทันใดนั้นก็มีคนถามขึ้นมาว่า  “หมายความว่าหลานจะผลิตซอสหอยนางรมออกขายเยี่ยงนั้นรึ ?”

“ใช่ขอรับ !” โจวซือชู่ไม่สนใจลุงใหญ่ที่พยายามห้ามเขาอย่างร้อนรน และพยักหน้ายืนยัน

ลุงใหญ่ของโจวซือชู่รู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก เขาเตรียมจะเปิดร้านอาหารขนาดใหญ่ในเมืองหลวงโดยมีซอสหอยนางรมเป็นเมนูหลัก เขาเชื่อว่าหากมีซอสหอยนางรมซึ่งเป็นสูตรพิเศษเฉพาะของพวกเขา ร้านอาหารของเขาจะมีสถานะที่มั่นคงในเมืองหลวงอย่างแน่นอน

เขาเพิ่งมารู้แผนทำโรงงานซอสหอยนางรมของหลานชายเขาวันนี้ ถ้าเขารู้ก่อนหน้านี้  เขาคงทำทุกอย่างเพื่อห้ามหลานชายเขาให้ได้ แต่ตอนนี้ข่าวได้กระจายออกมาแล้ว เขาจะทำอันใดต่อไปได้กัน !

“เยี่ยมมาก ! เจ้าเจริญรอยตามพ่อของเจ้าจริง ๆ ! สมัยนั้นลูกชายคนที่สองของตระกูลโจวก็มีความกล้าหาญและมีสายตาที่แหลมคมมิต่างจากเจ้าในตอนนี้เลย มิคิดเลยว่าลูกชายของเขาก็มีความกล้าตั้งแต่ยังเด็กเยี่ยงนี้ด้วยเช่นกัน ! หลานรัก หากโรงงานของเจ้าเปิดเมื่อใด ลุงคนนี้จะช่วยสนับสนุนเจ้าอย่างแน่นอน !” นายใหญ่ฟางแห่งร้านอาหารจู่เสียนตบบ่าโจวซือชู่และยิ้มจนตาหยี

“ได้ยินว่ามีสูตรเครื่องปรุงอีก 2 สูตร มาจากคนเดียวกันหรือไม่ ?” หลังจากได้รับการยืนยัน นายใหญ่ฟางก็กล่าวอย่างภูมิใจ “เยี่ยงนั้นก็มิมีปัญหาอันใดแล้ว ! เอาไว้ค่อยเจรจารายละเอียดเรื่องการค้าขายสำหรับเครื่องปรุง 3 อย่างนี้ทีหลังก็แล้วกัน !”

พ่อค้าคนอื่นๆที่เป็นเจ้าของร้านอาหารย่อมไม่ปล่อยให้นายใหญ่ฟางครอบครองธุรกิจนี้  ดังนั้นพวกเขาทุกคนจึงแสดงความต้องการที่จะค้าขายกับโจวซือชู่ทันที เครื่องปรุงยี่ห้อ ‘เซียนเอ้อร์เหม่ย’ ยังไม่ทันจะออกสู่ตลาดก็กลายเป็นกระแสร้อนแรงในเมืองหลวงไปเสียแล้ว

นายท่านใหญ่ของตระกูลโจวมองโจวซือชู่แห่งบ้านสองที่กลายเป็นจุดสนใจในการประชุมในครานี้ เขาทั้งภูมิใจและกลุ้มใจ ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกต่าง ๆ ผสมปนเปกันไปหมด

จบบทที่ Re-new ตอนที่ 54 โฆษณา

คัดลอกลิงก์แล้ว