เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 15 ลองดู

บทที่ 15 ลองดู

บทที่ 15 ลองดู


ทั้งสองคนสบตากันราวกับว่าพวกเขาพูดในสิ่งที่อยากพูดหมดแล้ว

จากปฏิกิริยาของอาเยน เห็นได้ชัดว่าเขายังไม่เชื่อ

หรือจะพูดให้ถูกกว่านั้นคือ...เขาไม่อยากเชื่อ

“เอ่อ...”

เดเวียนยกมือเกาศีรษะด้านหลังอย่างจนปัญญา ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรต่อดี

จากนั้นเขาก็แอบเตะขาคาลเบา ๆ ซึ่งความจริงแล้วไม่ได้เบาเลยแม้แต่น้อย

เพราะอาเยนเห็นเต็มตา แต่เขาเลือกที่จะทำเป็นไม่เห็น

คาลไม่ได้ตอบสนองต่อแรงเตะนั้น เขามองอาเยนอยู่หลายวินาที ก่อนจะถอนหายใจออกมา

สีหน้าดูเหมือนเสียดายอยู่เล็กน้อย

“พวกเราแค่อยากให้นายรู้ไว้”

น้ำเสียงสงบของคาลแผ่ไปทั่วห้อง เขายิ้มบาง ๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืน

“แค่นั้นเอง ไม่ต้องกังวลนะ”

เดเวียนทำหน้างงทันที เขาคว้าข้อมือของคาลเอาไว้

“เดี๋ยวสิ นายพูดอะไรของนาย?”

คาลเหลือบมองเขา ก่อนหรี่ตาลงเล็กน้อย

“มาคุยกัน”

“หา? เราก็คุยกันอยู่…”

คาลขมวดคิ้ว

จากนั้นดึงมือกลับจากการเกาะกุมของเดเวียน

เขาเพียงหันมามองอาเยนอีกครั้ง ก่อนจะส่งสัญญาณให้เดเวียนตามมา

แล้วเดินออกจากห้องนั่งเล่นไป

เดเวียนหันกลับมามองอาเยนที่กำลังมองตามอยู่

แม้จะดูไม่เต็มใจนัก แต่สุดท้ายก็ลุกขึ้นและเดินตามคาลออกไป

ไม่นาน ห้องนั่งเล่นก็เหลือเพียงความเงียบ

อาเยนจ้องมองประตูที่ปิดลงอยู่หลายนาที

เมื่อเห็นว่าทั้งคู่ไม่กลับมา เขาจึงลุกขึ้นและตัดสินใจกลับห้องของตัวเอง

การเคลื่อนไหวของเขาดูเชื่องช้ากว่าปกติอย่างประหลาด

ความคิดของเขายังคงวนเวียนอยู่กับเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น

รวมถึงพยายามเดาว่าทั้งสองกำลังคุยอะไรกันอยู่

เสียงถอนหายใจยาวหลุดออกจากริมฝีปาก

อาเยนทิ้งตัวลงบนเตียง ก่อนจะขดตัวเป็นก้อนกลมและหลับตาลง

เขามักรู้สึกเหนื่อยอยู่เสมอ เป็นความเหนื่อยล้าที่คุ้นชินจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปนานแล้ว

ถึงอย่างนั้นวันนี้เขากลับรู้สึกเหนื่อยล้ามากเป็นพิเศษ ทั้งที่จริงแล้วเขาเพียงแค่พูดคุยบางอย่างกับคาลและเดเวียนเท่านั้น

บางทีอาจเป็นเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นสร้างความตกใจมากเกินไป จนความคิดของเขาเอาแต่วนเวียนซ้ำไปซ้ำมา ทำให้ไม่สามารถหลับลงได้อยู่พักใหญ่

สภาพจิตใจของเขาคงไม่สงบเอาเสียเลย เพราะท้ายที่สุดเขาก็ฝันร้ายอีกครั้ง

แต่คราวนี้...มันไม่ใช่ความทรงจำในอดีต

เขาพบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ที่เชิงหน้าผาแห่งหนึ่ง

เงยหน้ามองขึ้นไปด้านบน พื้นที่รอบตัวดูคับแคบอย่างประหลาด ราวกับมีอยู่เพียงบริเวณที่เขายืนเท่านั้น

อาเยนยืนนิ่งไม่ต่างจากรูปปั้น จ้องมองขึ้นไปเบื้องบนโดยไม่รู้ว่าทำไม

หากเป็นเพียงเท่านี้ มันก็คงเรียกว่าฝันร้ายไม่ได้

แต่แล้วภาพตรงหน้าก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน

หิมะเริ่มโปรยปรายลงมา ตกลงบนร่างของเขาอย่างเงียบงัน

ในตอนแรกมันเป็นเพียงเกล็ดหิมะบางเบา แต่ไม่นานก็แปรเปลี่ยนเป็นพายุลูกเห็บ

ก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ร่วงหล่นลงมาจากฟ้า ทว่ากลับไม่ตกกระทบร่างของเขาเลยแม้แต่น้อยและอาเยนก็ไม่รู้สึกหนาวแม้แต่นิดเดียว

เพียงเสี้ยววินาทีต่อมา ฉากตรงหน้าก็เปลี่ยนอีกครั้ง

เสียงฟ้าร้องคำรามดังกึกก้องไปทั่ว ตามมาด้วยสายฟ้าอันน่าสะพรึงกลัว

แสงสว่างวาบขึ้นจนพื้นที่ทั้งหมดสว่างไสว

อาเยนกะพริบตา ไม่เข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น

สายฟ้าฟาดผ่านท้องฟ้าอีกครั้ง ก่อนจะกรีดผ่านอากาศ ราวกับกำลังฉีกท้องนภาออกเป็นสองส่วนและนั่นก็ทำให้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ขึ้น

พายุลูกเห็บและพายุสายฟ้า ราวกับปรากฏขึ้นพร้อมกันเพื่อแสดงความพิโรธของพวกมัน

ไม่นานอาเยนก็สังเกตเห็นว่า หน้าผาที่เขากำลังมองอยู่นั้น คือเป้าหมายของการโจมตีจากพายุทั้งสอง

ส่วนตัวเขาที่อยู่ด้านล่าง...เป็นเพียงผู้ชมเท่านั้น

เขาไม่สามารถขยับตัวได้ ราวกับถูกจองจำอยู่ใต้ภาพเหตุการณ์นั้น

สิ่งเดียวที่ทำได้คือเงยหน้ามองขึ้นไป

ทันใดนั้นสายฟ้าอันทำลายล้างก็ฟาดลงบนหน้าผา

ราวกับเทพเจ้ากำลังลงทัณฑ์โลก

พายุลูกเห็บพัดกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง

พื้นดินเริ่มถูกแช่แข็ง

ทำไมพวกมันถึงดูโกรธเกรี้ยวขนาดนั้น?

ภาพตรงหน้าชวนให้นึกถึง...วันสิ้นโลก

และทันทีที่ความคิดนั้นผุดขึ้นมา หน้าผาที่เขาเงยหน้ามองมาตลอดก็พังทลายลง

ถล่มลงมาจากเบื้องบน

เขาควรหนีหรือไม่?

แต่เขาขยับตัวไม่ได้

ทว่าไม่นานอาเยนก็พบว่า..นั่นไม่จำเป็นเลย

เพราะจู่ ๆ ร่างของเขาก็ลอยขึ้น พร้อมกับภาพรอบตัวที่เปลี่ยนไปอีกครั้ง

เสียงร้องไห้

เสียงกรีดร้อง

เสียงตะโกนขอความช่วยเหลืออย่างสิ้นหวัง

ดังเข้ามาในหู

ดวงตาของอาเยนจ้องมองหน้าผาที่กำลังพังทลายลงมาตรง ๆ

และในที่สุด เขาก็เห็นสิ่งที่อยู่ภายในมัน

ภายในหน้าผาลูกนั้น...คือเมืองทั้งเมือง

มันราวกับเป็นภาพจำลองของเมืองแห่งหนึ่ง

เมืองในเขตสีเขียว

แล้วจากนั้น...สายตาของเขาก็กวาดมองไปรอบ ๆ ก่อนจะหยุดอยู่ที่ร่างสองร่างโดยทันที

แน่นอนคาลและเดเวียนยืนอยู่ที่นั่น กำลังปลดปล่อยความโกรธเกรี้ยวออกมาอย่างไร้การควบคุม

อาเยนไม่จำเป็นต้องใช้เวลาคิดนานเลยว่าทำไมพวกเขาถึงเป็นแบบนั้น

ร่างกายของทั้งสองเต็มไปด้วยรอยแตกร้าว

รูม่านตาขุ่นมัวไร้สติ สีหน้าดูน่าสะพรึงกลัว มานาสีดำที่เกิดจากการสะสมของสารพิษจำนวนมหาศาลโอบล้อมรอบตัวพวกเขา ทุกอย่างเป็นสัญญาณชัดเจนของการสูญเสียการควบคุม

หลังจากผ่านมาหลายปี ในที่สุดทั้งสองก็พ่ายแพ้ต่อชะตากรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

กลายเป็นหายนะระดับ SS เสียเอง

อาเยนจ้องมองพวกเขา สีหน้าแบบที่เขาคุ้นเคยหายไปหมดแล้ว

ไม่มีรอยยิ้ม

ไม่มีคำพูดหยอกล้อ

ไม่มีความอบอุ่น

เหลือเพียงความต้องการทำลายล้างเท่านั้น

...หึ

อาเยนรู้ดีว่านี่ไม่ใช่เรื่องจริง

ทั้งหมดเป็นเพียงฝันร้าย

จิตใจของเขาสับสนจนสร้างภาพอนาคตที่คาลและเดเวียนไม่ได้รับการไกด์อย่างเหมาะสมขึ้นมา

หรือบางที...นี่อาจเป็นอนาคตที่เป็นไปได้จริง ๆ ก็ได้

ความรู้สึกผิดและความกระวนกระวายภายในใจคงเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาฝันแบบนี้

และมันคงเกี่ยวข้องกับแรงดึงดูดจากความเข้ากันได้ด้วยเช่นกัน

สัญชาตญาณที่คอยกระตุ้นให้เขาทำการไกด์พวกเขา

อาเยนไม่อยากเชื่อเลยว่าเขาจะมาถึงจุดนี้

แม้แต่ตัวเขาเองยังกลายเป็นศัตรูของตัวเองเสียแล้ว

เขาไม่ได้มองฝูงชนที่กำลังวิ่งหนีเอาชีวิตรอดจากเอสเปอร์ทั้งสองเลยแม้แต่น้อย

สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่คาลและเดเวียนเพียงเท่านั้น

เขารู้จักทั้งคู่ได้ไม่นาน

ให้ตายเถอะ เขายังไม่ได้ไว้ใจพวกเขามากขนาดนั้นด้วยซ้ำ

แต่ทั้งสองช่วยชีวิตเขาและคีแรนเอาไว้และอาเยนก็ยอมรับได้ว่าพวกเขาเป็นคนดี

คาลดูสุขุมเยือกเย็นก็จริง แต่อาเยนรู้ว่าอีกฝ่ายเพียงแสร้งทำเป็นสุภาพเท่านั้น

ลึก ๆ แล้วเป็นคนร้ายกาจไม่แพ้ใคร ส่วนเดเวียนก็เป็นคนหยิ่งยโส เสียงดัง และนิสัยเสียอย่างเปิดเผย

พวกเขาเติมเต็มกันและกันในแบบประหลาด ถึงขั้นเป็นคู่นอนกันอย่างไม่อายใคร ท่ามกลางนรกอันตรายแห่งนี้

ใช่

อาเยนเห็นด้วย

โลกใบนี้มันบัดซบและทั้งสองก็แสดงให้เขาเห็นว่า ต่อให้อยู่ในโลกที่บัดซบแค่ไหน มนุษย์ก็ยังสามารถหาความสุขเล็ก ๆ ให้ตัวเองได้

อาเยนไม่เหมือนพวกเขา เขาไม่รู้วิธีสนุกกับชีวิตและไม่คิดอยากเรียนรู้ด้วย

สิ่งที่เขาต้องการมีเพียงพื้นที่ปลอดภัยเล็ก ๆ ที่เงียบสงบและสบายใจ

การเข้าไปพัวพันกับคนอย่างคาลและเดเวียนมีแต่จะนำปัญหาไม่รู้จบมาให้

พวกเขาบ้าพอ ๆ กับพายุทำลายล้างในฝันนี้

และอาเยนควรจะหนีให้ไกลจากพวกเขา

ยิ่งตอนนี้...เมื่อพวกเขารู้แล้วว่ามีความเป็นไปได้ที่เขาจะสามารถไกด์พวกเขาได้

เอสเปอร์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ยึดติดอย่างรุนแรง นั่นเป็นความรู้พื้นฐานที่ทุกคนรับรู้และไม่มีใครคิดโต้แย้งเรื่องนั้นเลย

แล้วเขาก็ไม่ใช่ฮีโร่เสียด้วย

ใครจะสนกันล่ะ...

หากหายนะระดับ SS สองคนจะทำลายโลก

โลกที่กำลังเดินหน้าเข้าสู่จุดจบอยู่แล้วตั้งแต่แรก

แต่แล้วเขากลับนึกถึงดวงตาสงบนิ่งของคาลในตอนที่อีกฝ่ายเดินจากไป

และนึกถึงเดเวียนที่ยังคงเป็นคนซื่อบื้อเสียงดังเหมือนเดิม

แม้จะตื่นเต้นจนเก็บอาการแทบไม่อยู่ แต่ก็ไม่ได้บีบบังคับเขา

สุดท้ายกลับยอมเดินตามคาลออกไปอย่างเงียบ ๆ

ยิ่งคิด อาเยนก็ยิ่งสับสน

และฝันร้ายเมื่อครู่ก็ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกนั้น

เอสเปอร์ที่สูญเสียการควบคุม ก็ไม่ต่างอะไรจากสัตว์ประหลาดคลุ้มคลั่ง

แล้วคาลกับเดเวียน...สมควรได้รับจุดจบแบบนั้นจริงหรือ?

อาเยนเฝ้ามองภาพในฝันต่อไป

จนกระทั่งสติค่อย ๆ ตื่นกลับคืนมา

เมื่อเปิดตาขึ้น เขาไม่ได้ลุกจากเตียง

เพียงนอนนิ่งและจ้องมองเพดานเหนือศีรษะ

บางที...เขาควรลองดูหรือเปล่า?

บางที...เขาอาจเป็นไกด์ของพวกเขาจริง ๆ

และบางที...เขาอาจเป็นเพียงไกด์ระดับ E จริง ๆ อย่างที่คิดมาตลอดก็ได้

แต่ถึงอย่างนั้น มันก็คุ้มค่าที่จะลองพิสูจน์ดูสักครั้ง

อาเยนถอนหายใจออกมาเบา ๆ

ก่อนจะหลับตาลงอีกครั้ง

เขาหวังว่า...ตัวเองจะไม่สามารถไกด์พวกเขาได้

แต่ลึกลงไปในใจ มีส่วนเล็ก ๆ ส่วนหนึ่งที่หวังตรงกันข้าม

หวังว่าเขาจะทำได้

ซึ่งแน่นอนว่า...หากเป็นเช่นนั้นจริง

ชีวิตอันเงียบสงบและสะดวกสบายที่เขาเฝ้าทะนุถนอมมาตลอด

คงได้พบกับปัญหาใหญ่เข้าอย่างจังแน่นอน

จบบทที่ บทที่ 15 ลองดู

คัดลอกลิงก์แล้ว