- หน้าแรก
- ไกด์ระดับอีของเอสเปอร์ระดับดับเบิ้ลเอส
- บทที่ 15 ลองดู
บทที่ 15 ลองดู
บทที่ 15 ลองดู
ทั้งสองคนสบตากันราวกับว่าพวกเขาพูดในสิ่งที่อยากพูดหมดแล้ว
จากปฏิกิริยาของอาเยน เห็นได้ชัดว่าเขายังไม่เชื่อ
หรือจะพูดให้ถูกกว่านั้นคือ...เขาไม่อยากเชื่อ
“เอ่อ...”
เดเวียนยกมือเกาศีรษะด้านหลังอย่างจนปัญญา ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรต่อดี
จากนั้นเขาก็แอบเตะขาคาลเบา ๆ ซึ่งความจริงแล้วไม่ได้เบาเลยแม้แต่น้อย
เพราะอาเยนเห็นเต็มตา แต่เขาเลือกที่จะทำเป็นไม่เห็น
คาลไม่ได้ตอบสนองต่อแรงเตะนั้น เขามองอาเยนอยู่หลายวินาที ก่อนจะถอนหายใจออกมา
สีหน้าดูเหมือนเสียดายอยู่เล็กน้อย
“พวกเราแค่อยากให้นายรู้ไว้”
น้ำเสียงสงบของคาลแผ่ไปทั่วห้อง เขายิ้มบาง ๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืน
“แค่นั้นเอง ไม่ต้องกังวลนะ”
เดเวียนทำหน้างงทันที เขาคว้าข้อมือของคาลเอาไว้
“เดี๋ยวสิ นายพูดอะไรของนาย?”
คาลเหลือบมองเขา ก่อนหรี่ตาลงเล็กน้อย
“มาคุยกัน”
“หา? เราก็คุยกันอยู่…”
คาลขมวดคิ้ว
จากนั้นดึงมือกลับจากการเกาะกุมของเดเวียน
เขาเพียงหันมามองอาเยนอีกครั้ง ก่อนจะส่งสัญญาณให้เดเวียนตามมา
แล้วเดินออกจากห้องนั่งเล่นไป
เดเวียนหันกลับมามองอาเยนที่กำลังมองตามอยู่
แม้จะดูไม่เต็มใจนัก แต่สุดท้ายก็ลุกขึ้นและเดินตามคาลออกไป
ไม่นาน ห้องนั่งเล่นก็เหลือเพียงความเงียบ
อาเยนจ้องมองประตูที่ปิดลงอยู่หลายนาที
เมื่อเห็นว่าทั้งคู่ไม่กลับมา เขาจึงลุกขึ้นและตัดสินใจกลับห้องของตัวเอง
การเคลื่อนไหวของเขาดูเชื่องช้ากว่าปกติอย่างประหลาด
ความคิดของเขายังคงวนเวียนอยู่กับเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น
รวมถึงพยายามเดาว่าทั้งสองกำลังคุยอะไรกันอยู่
เสียงถอนหายใจยาวหลุดออกจากริมฝีปาก
อาเยนทิ้งตัวลงบนเตียง ก่อนจะขดตัวเป็นก้อนกลมและหลับตาลง
เขามักรู้สึกเหนื่อยอยู่เสมอ เป็นความเหนื่อยล้าที่คุ้นชินจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปนานแล้ว
ถึงอย่างนั้นวันนี้เขากลับรู้สึกเหนื่อยล้ามากเป็นพิเศษ ทั้งที่จริงแล้วเขาเพียงแค่พูดคุยบางอย่างกับคาลและเดเวียนเท่านั้น
บางทีอาจเป็นเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นสร้างความตกใจมากเกินไป จนความคิดของเขาเอาแต่วนเวียนซ้ำไปซ้ำมา ทำให้ไม่สามารถหลับลงได้อยู่พักใหญ่
สภาพจิตใจของเขาคงไม่สงบเอาเสียเลย เพราะท้ายที่สุดเขาก็ฝันร้ายอีกครั้ง
แต่คราวนี้...มันไม่ใช่ความทรงจำในอดีต
เขาพบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ที่เชิงหน้าผาแห่งหนึ่ง
เงยหน้ามองขึ้นไปด้านบน พื้นที่รอบตัวดูคับแคบอย่างประหลาด ราวกับมีอยู่เพียงบริเวณที่เขายืนเท่านั้น
อาเยนยืนนิ่งไม่ต่างจากรูปปั้น จ้องมองขึ้นไปเบื้องบนโดยไม่รู้ว่าทำไม
หากเป็นเพียงเท่านี้ มันก็คงเรียกว่าฝันร้ายไม่ได้
แต่แล้วภาพตรงหน้าก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน
หิมะเริ่มโปรยปรายลงมา ตกลงบนร่างของเขาอย่างเงียบงัน
ในตอนแรกมันเป็นเพียงเกล็ดหิมะบางเบา แต่ไม่นานก็แปรเปลี่ยนเป็นพายุลูกเห็บ
ก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ร่วงหล่นลงมาจากฟ้า ทว่ากลับไม่ตกกระทบร่างของเขาเลยแม้แต่น้อยและอาเยนก็ไม่รู้สึกหนาวแม้แต่นิดเดียว
เพียงเสี้ยววินาทีต่อมา ฉากตรงหน้าก็เปลี่ยนอีกครั้ง
เสียงฟ้าร้องคำรามดังกึกก้องไปทั่ว ตามมาด้วยสายฟ้าอันน่าสะพรึงกลัว
แสงสว่างวาบขึ้นจนพื้นที่ทั้งหมดสว่างไสว
อาเยนกะพริบตา ไม่เข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น
สายฟ้าฟาดผ่านท้องฟ้าอีกครั้ง ก่อนจะกรีดผ่านอากาศ ราวกับกำลังฉีกท้องนภาออกเป็นสองส่วนและนั่นก็ทำให้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ขึ้น
พายุลูกเห็บและพายุสายฟ้า ราวกับปรากฏขึ้นพร้อมกันเพื่อแสดงความพิโรธของพวกมัน
ไม่นานอาเยนก็สังเกตเห็นว่า หน้าผาที่เขากำลังมองอยู่นั้น คือเป้าหมายของการโจมตีจากพายุทั้งสอง
ส่วนตัวเขาที่อยู่ด้านล่าง...เป็นเพียงผู้ชมเท่านั้น
เขาไม่สามารถขยับตัวได้ ราวกับถูกจองจำอยู่ใต้ภาพเหตุการณ์นั้น
สิ่งเดียวที่ทำได้คือเงยหน้ามองขึ้นไป
ทันใดนั้นสายฟ้าอันทำลายล้างก็ฟาดลงบนหน้าผา
ราวกับเทพเจ้ากำลังลงทัณฑ์โลก
พายุลูกเห็บพัดกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง
พื้นดินเริ่มถูกแช่แข็ง
ทำไมพวกมันถึงดูโกรธเกรี้ยวขนาดนั้น?
ภาพตรงหน้าชวนให้นึกถึง...วันสิ้นโลก
และทันทีที่ความคิดนั้นผุดขึ้นมา หน้าผาที่เขาเงยหน้ามองมาตลอดก็พังทลายลง
ถล่มลงมาจากเบื้องบน
เขาควรหนีหรือไม่?
แต่เขาขยับตัวไม่ได้
ทว่าไม่นานอาเยนก็พบว่า..นั่นไม่จำเป็นเลย
เพราะจู่ ๆ ร่างของเขาก็ลอยขึ้น พร้อมกับภาพรอบตัวที่เปลี่ยนไปอีกครั้ง
เสียงร้องไห้
เสียงกรีดร้อง
เสียงตะโกนขอความช่วยเหลืออย่างสิ้นหวัง
ดังเข้ามาในหู
ดวงตาของอาเยนจ้องมองหน้าผาที่กำลังพังทลายลงมาตรง ๆ
และในที่สุด เขาก็เห็นสิ่งที่อยู่ภายในมัน
ภายในหน้าผาลูกนั้น...คือเมืองทั้งเมือง
มันราวกับเป็นภาพจำลองของเมืองแห่งหนึ่ง
เมืองในเขตสีเขียว
แล้วจากนั้น...สายตาของเขาก็กวาดมองไปรอบ ๆ ก่อนจะหยุดอยู่ที่ร่างสองร่างโดยทันที
แน่นอนคาลและเดเวียนยืนอยู่ที่นั่น กำลังปลดปล่อยความโกรธเกรี้ยวออกมาอย่างไร้การควบคุม
อาเยนไม่จำเป็นต้องใช้เวลาคิดนานเลยว่าทำไมพวกเขาถึงเป็นแบบนั้น
ร่างกายของทั้งสองเต็มไปด้วยรอยแตกร้าว
รูม่านตาขุ่นมัวไร้สติ สีหน้าดูน่าสะพรึงกลัว มานาสีดำที่เกิดจากการสะสมของสารพิษจำนวนมหาศาลโอบล้อมรอบตัวพวกเขา ทุกอย่างเป็นสัญญาณชัดเจนของการสูญเสียการควบคุม
หลังจากผ่านมาหลายปี ในที่สุดทั้งสองก็พ่ายแพ้ต่อชะตากรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
กลายเป็นหายนะระดับ SS เสียเอง
อาเยนจ้องมองพวกเขา สีหน้าแบบที่เขาคุ้นเคยหายไปหมดแล้ว
ไม่มีรอยยิ้ม
ไม่มีคำพูดหยอกล้อ
ไม่มีความอบอุ่น
เหลือเพียงความต้องการทำลายล้างเท่านั้น
...หึ
อาเยนรู้ดีว่านี่ไม่ใช่เรื่องจริง
ทั้งหมดเป็นเพียงฝันร้าย
จิตใจของเขาสับสนจนสร้างภาพอนาคตที่คาลและเดเวียนไม่ได้รับการไกด์อย่างเหมาะสมขึ้นมา
หรือบางที...นี่อาจเป็นอนาคตที่เป็นไปได้จริง ๆ ก็ได้
ความรู้สึกผิดและความกระวนกระวายภายในใจคงเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาฝันแบบนี้
และมันคงเกี่ยวข้องกับแรงดึงดูดจากความเข้ากันได้ด้วยเช่นกัน
สัญชาตญาณที่คอยกระตุ้นให้เขาทำการไกด์พวกเขา
อาเยนไม่อยากเชื่อเลยว่าเขาจะมาถึงจุดนี้
แม้แต่ตัวเขาเองยังกลายเป็นศัตรูของตัวเองเสียแล้ว
เขาไม่ได้มองฝูงชนที่กำลังวิ่งหนีเอาชีวิตรอดจากเอสเปอร์ทั้งสองเลยแม้แต่น้อย
สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่คาลและเดเวียนเพียงเท่านั้น
เขารู้จักทั้งคู่ได้ไม่นาน
ให้ตายเถอะ เขายังไม่ได้ไว้ใจพวกเขามากขนาดนั้นด้วยซ้ำ
แต่ทั้งสองช่วยชีวิตเขาและคีแรนเอาไว้และอาเยนก็ยอมรับได้ว่าพวกเขาเป็นคนดี
คาลดูสุขุมเยือกเย็นก็จริง แต่อาเยนรู้ว่าอีกฝ่ายเพียงแสร้งทำเป็นสุภาพเท่านั้น
ลึก ๆ แล้วเป็นคนร้ายกาจไม่แพ้ใคร ส่วนเดเวียนก็เป็นคนหยิ่งยโส เสียงดัง และนิสัยเสียอย่างเปิดเผย
พวกเขาเติมเต็มกันและกันในแบบประหลาด ถึงขั้นเป็นคู่นอนกันอย่างไม่อายใคร ท่ามกลางนรกอันตรายแห่งนี้
ใช่
อาเยนเห็นด้วย
โลกใบนี้มันบัดซบและทั้งสองก็แสดงให้เขาเห็นว่า ต่อให้อยู่ในโลกที่บัดซบแค่ไหน มนุษย์ก็ยังสามารถหาความสุขเล็ก ๆ ให้ตัวเองได้
อาเยนไม่เหมือนพวกเขา เขาไม่รู้วิธีสนุกกับชีวิตและไม่คิดอยากเรียนรู้ด้วย
สิ่งที่เขาต้องการมีเพียงพื้นที่ปลอดภัยเล็ก ๆ ที่เงียบสงบและสบายใจ
การเข้าไปพัวพันกับคนอย่างคาลและเดเวียนมีแต่จะนำปัญหาไม่รู้จบมาให้
พวกเขาบ้าพอ ๆ กับพายุทำลายล้างในฝันนี้
และอาเยนควรจะหนีให้ไกลจากพวกเขา
ยิ่งตอนนี้...เมื่อพวกเขารู้แล้วว่ามีความเป็นไปได้ที่เขาจะสามารถไกด์พวกเขาได้
เอสเปอร์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ยึดติดอย่างรุนแรง นั่นเป็นความรู้พื้นฐานที่ทุกคนรับรู้และไม่มีใครคิดโต้แย้งเรื่องนั้นเลย
แล้วเขาก็ไม่ใช่ฮีโร่เสียด้วย
ใครจะสนกันล่ะ...
หากหายนะระดับ SS สองคนจะทำลายโลก
โลกที่กำลังเดินหน้าเข้าสู่จุดจบอยู่แล้วตั้งแต่แรก
แต่แล้วเขากลับนึกถึงดวงตาสงบนิ่งของคาลในตอนที่อีกฝ่ายเดินจากไป
และนึกถึงเดเวียนที่ยังคงเป็นคนซื่อบื้อเสียงดังเหมือนเดิม
แม้จะตื่นเต้นจนเก็บอาการแทบไม่อยู่ แต่ก็ไม่ได้บีบบังคับเขา
สุดท้ายกลับยอมเดินตามคาลออกไปอย่างเงียบ ๆ
ยิ่งคิด อาเยนก็ยิ่งสับสน
และฝันร้ายเมื่อครู่ก็ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกนั้น
เอสเปอร์ที่สูญเสียการควบคุม ก็ไม่ต่างอะไรจากสัตว์ประหลาดคลุ้มคลั่ง
แล้วคาลกับเดเวียน...สมควรได้รับจุดจบแบบนั้นจริงหรือ?
อาเยนเฝ้ามองภาพในฝันต่อไป
จนกระทั่งสติค่อย ๆ ตื่นกลับคืนมา
เมื่อเปิดตาขึ้น เขาไม่ได้ลุกจากเตียง
เพียงนอนนิ่งและจ้องมองเพดานเหนือศีรษะ
บางที...เขาควรลองดูหรือเปล่า?
บางที...เขาอาจเป็นไกด์ของพวกเขาจริง ๆ
และบางที...เขาอาจเป็นเพียงไกด์ระดับ E จริง ๆ อย่างที่คิดมาตลอดก็ได้
แต่ถึงอย่างนั้น มันก็คุ้มค่าที่จะลองพิสูจน์ดูสักครั้ง
อาเยนถอนหายใจออกมาเบา ๆ
ก่อนจะหลับตาลงอีกครั้ง
เขาหวังว่า...ตัวเองจะไม่สามารถไกด์พวกเขาได้
แต่ลึกลงไปในใจ มีส่วนเล็ก ๆ ส่วนหนึ่งที่หวังตรงกันข้าม
หวังว่าเขาจะทำได้
ซึ่งแน่นอนว่า...หากเป็นเช่นนั้นจริง
ชีวิตอันเงียบสงบและสะดวกสบายที่เขาเฝ้าทะนุถนอมมาตลอด
คงได้พบกับปัญหาใหญ่เข้าอย่างจังแน่นอน