- หน้าแรก
- สามก๊ก หมัดทะลวงหมื่นชั่ง นี่หรือขุนนางบุ๋น
- ตอนที่ 4 ซูอวิ๋นผู้พึ่งพาไม่ได้
ตอนที่ 4 ซูอวิ๋นผู้พึ่งพาไม่ได้
ตอนที่ 4 ซูอวิ๋นผู้พึ่งพาไม่ได้
ตอนที่ 4 ซูอวิ๋นผู้พึ่งพาไม่ได้
“ตื่นตระหนกอันใด เจ้าเพิ่งจะอายุสี่สิบกว่าปีเท่านั้น เจ้ายังมีชีวิตอยู่ได้อีกตั้งสามสิบสามปีเชียวนะ!”
“เจ้ามักจะกล่าวเสมอว่า ชีวิตตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เช่นนั้นพี่ชายผู้นี้จะอยู่เคียงข้างเจ้าเข้าๆ ออกๆ เอง!”
“ไป! สองพี่น้องเราไปร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันอีกครั้ง!”
ซูอวิ๋นยื่นมือไปตบบ่ากาเซี่ยง แล้วก้าวเท้ายาวๆ เดินลงไปยังด่านตรวจเบื้องล่าง
กาเซี่ยงกลอกตาบนพร้อมกับด่าทอด้วยความโกรธว่า “ไสหัวไป! ชายชราผู้นี้จะเข้าๆ ออกๆ กับฮูหยินของข้าเท่านั้น ใครจะไปทำเรื่องบัดซบเช่นนั้นกับเจ้ากัน!”
“อีกอย่าง... ข้ายังมีชีวิตอยู่ได้อีกนานเท่าใด ตัวข้าเองยังไม่รู้ แล้วเจ้ามาบอกว่าเจ้ารู้เนี่ยนะ? เลิกพูดจาเหลวไหลเช่นนี้เสียทีจะได้หรือไม่?”
ด่าจบ เขาก็ส่ายหน้าด้วยความสิ้นหวัง
การเป็นขุนพลผู้นี้นั้น ไม่ง่ายเลยจริงๆ ความเสี่ยงช่างสูงลิ่ว!
หากมีโอกาส ข้ากาเซี่ยงผู้นี้ จะต้องย้ายไปทำงานสายบุ๋นให้จงได้!
ผู้ใดให้ข้าเป็นขุนนางบุ๋น ข้าก็จะไปสวามิภักดิ์ต่อผู้นั้น!
ลิซกยิ้มขื่นพลางส่ายหน้า “พี่จ้าว เหวินไฉ พวกท่านรักษาด่านไว้ให้ดี ข้าจะออกไปรบพร้อมกับขุนพลซู!”
จ้าวเฉินพยักหน้า “ผู้รักษาการหลี่วางใจได้ ตราบใดที่มีพวกเราคอยรักษาด่านอยู่ แม้จะมีทหารม้ามากเพียงใดก็ไม่มีวันตีแตกได้อย่างแน่นอน!”
ลิซกพยักหน้ารับ เขาคว้าทวนยาวขึ้นมาแล้วก้าวตามจังหวะฝีเท้าของซูอวิ๋นไปอย่างแน่วแน่
ลิซกผู้นี้คือทายาทของหลี่กว่าง เขามีความคุ้นเคยกับตำราพิชัยสงครามเป็นอย่างดี
ทว่าเมื่ออยู่ในกำมือของตั๋งโต๊ะ เขากลับไม่ได้รับความสำคัญ ทำได้เพียงนำทหารยามจำนวนหนึ่ง หรือไม่ก็เป็นเพียงขุนพลรอง
แต่เขาก็เป็นคนฉลาดคนหนึ่ง ในเมื่อตนเองไม่ได้รับการหยิบยกให้ไปออกรบ เช่นนั้นก็หาที่พึ่งพิงเสีย...
ลิโป้ผู้เป็นสหายร่วมบ้านเกิดกลับไม่ค่อยจะใส่ใจเขาเท่าใดนัก ทว่าซูอวิ๋นผู้มีพลังเทพล้นเหลืออยู่ตรงหน้านี้... คือที่พึ่งพิงที่ดีที่สุดของเขา!
เขาเชื่อในสายตาของตนเอง ซูอวิ๋นผู้นี้จะต้องผงาดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นบุคคลสำคัญที่ใครๆ ก็ต้องการตัวอย่างแน่นอน!
ซูอวิ๋น กาเซี่ยง และลิซก นำทหารม้าเพียงห้าร้อยนาย เปิดประตูด่านแล้วพุ่งทะยานออกไป
“พี่น้องทั้งหลาย ฆ่ามัน!”
ซูอวิ๋นคำรามลั่น พุ่งนำหน้าไปเป็นคนแรก
กาเซี่ยงก็ชูดาบใหญ่ยาวสองเมตรขึ้นมา ใบหน้าแดงก่ำเส้นเลือดปูดโปน ร้องตะโกนด้วยความโกรธแค้น
“ฆ่าหนึ่งคนถือว่าคุ้มทุน ฆ่าสองคนถือว่าได้กำไร! การสร้างผลงานอันยิ่งใหญ่อยู่ในวันนี้แล้ว!”
ทั้งสองมีท่าทีฮึกเหิม ราวกับไร้ผู้ต่อต้าน มีท่าทีราวกับจะสู้ตายอย่างไรอย่างนั้น!
ทว่าเมื่อพุ่งไปได้สักพัก ไม่รู้ว่าเหตุใดทั้งสองจึงถอยร่นไปอยู่กลางขบวนทัพ แล้วปล่อยให้ลิซกมาอยู่ด้านหน้าเสียอย่างนั้น
ลิซกกำทวนยาวในมือแน่น เมื่อมองดูไอ้ตัวแสบสองคนข้างกาย เขาก็ถึงกับชาไปทั้งตัว
“เชี่ยเอ๊ย! ขุนพลซู พวกเราไม่จำเป็นต้องระมัดระวังตัวถึงเพียงนี้กระมัง? ท่านมีพลังเทพเต็มเปี่ยม ต้องกระตุ้นขวัญกำลังใจให้ฮึกเหิมสิ!”
“โอ้! ขออภัย โรคประจำอาชีพน่ะ ยังไม่ชินเสียที!”
ซูอวิ๋นฉีกยิ้มกว้าง
ท่าทางหน้าด้านไร้ยางอายนั่น ทำเอาลิซกถึงกับกลอกตาบน
ข้าเป็นแค่สายสนับสนุนนะ ท่านจะให้ข้าเป็นตัวทำความเสียหายงั้นหรือ?
ส่วนซูอวิ๋นนั้นก็ไม่ได้หลบซ่อนอยู่ด้านหลัง หลังจากมีพลังเทพ เขาก็อยากจะลองดูว่าตัวเองแข็งแกร่งเพียงใด
เขาตบสะโพกม้า ม้าศึกใต้ร่างส่งเสียงร้องฝ่าสายลม พุ่งทะยานไปข้างหน้า!
จะโทษม้าศึกว่าส่งเสียงร้องฝ่าสายลมก็ไม่ได้ แบกบุรุษร่างใหญ่โตถึงเพียงนี้ จะไม่ให้หอบหายใจแรงได้อย่างไร?
ท่าทางอันทรงพลังราวกับจะถอนภูเขาและสะเทือนโลกหล้าเช่นนี้ ทำให้ลิซกและกาเซี่ยงถึงกับพยักหน้าด้วยความปลื้มปริ่ม
ตามคนไม่ผิดจริงๆ! เป็นขุนพลผู้กล้าหาญหาตัวจับยากอย่างแท้จริง!
ทว่าเพียงไม่นาน สีหน้าของทั้งสองก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน
“เชี่ยเอ๊ย ท่านขุนพล! ท่านลงสนามรบ แต่กลับไม่พกอาวุธมาด้วยหรือ? แล้วท่านจะเอาอะไรไปสู้เล่า!”
“อาวุธ?”
ซูอวิ๋นก้มมองมือของตัวเอง แล้วก็ต้องงุนงงเช่นกัน
มารดามันเถอะ มัวแต่จำได้ว่าต้องใส่เกราะ แต่กลับลืมพกอาวุธมาเนี่ยนะ?
โรคประจำอาชีพ!
เมื่อก่อนเวลาออกรบ เขามักจะซ่อนตัวอยู่หลังสุดกับกาเซี่ยง อาวุธจะมีหรือไม่มีก็เป็นเพียงแค่ของประดับบารมีเท่านั้น
แต่ตอนนี้เขาเป็นขุนพลแล้ว คำพูดเช่นนี้จะพูดออกมาได้อย่างไร?
ลิซกและกาเซี่ยงมุมปากกระตุก รู้สึกพูดไม่ออก
ขุนพลซูผู้นี้... พึ่งพาไม่ได้เลยจริงๆ!
“เหอะ จะเอาอาวุธไปทำไมกัน ขั้นสูงสุดของการฝึกยุทธ์ ทุกสรรพสิ่งล้วนเป็นอาวุธได้ทั้งสิ้น!”
เพื่อรักษาหน้า ซูอวิ๋นจึงโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
กล่าวจบ กองกำลังทั้งสองฝ่ายก็ปะทะกันในระยะประชิดแล้ว
และซูอวิ๋นก็ทำเรื่องเหนือความคาดหมาย โดยกระโดดลงจากหลังม้า
“ท่านขุนพล! ท่านจะทำอะไร?”
ลิซกตกใจสุดขีด หวาดกลัวจนหน้าถอดสี
ทิ้งม้าลงมา แถมยังไม่มีอาวุธ อยู่ท่ามกลางทหารที่กำลังวุ่นวาย ก็ไม่ต่างอะไรกับการรนหาที่ตาย!
ซูอวิ๋นไม่สนใจสิ่งใด ต่อหน้าผู้คนมากมาย เขาคว้าขาหลังทั้งสองข้างของม้าศึกตัวเองเอาไว้
มุมปากยกขึ้น “ให้พวกเจ้าได้เห็นเสียหน่อย ว่ากงล้อเพลิงพายุไร้พ่ายมันเป็นอย่างไร...”
“สหายเก่า ขอลำบากเจ้าหน่อยนะ!”
สองมือเหวี่ยงอย่างแรง ดวงตาของม้าศึกเบิกโพลง เผยให้เห็นถึงความหวาดกลัว
วินาทีต่อมา ม้าศึกและเท้าของซูอวิ๋นก็ประสานกัน เริ่มถูกเหวี่ยงหมุนเป็นวงกลม
ร่างม้าอันแข็งแกร่ง กลายเป็นอาวุธทรงพลังที่สุดของซูอวิ๋น
เพียงการหมุนรอบเดียว ม้าศึกในมือก็เหวี่ยงทหารสิบกว่านายจนลอยละลิ่ว
เมื่อได้สัมผัสกับความสนุกของการไร้พ่ายเป็นครั้งแรก ซูอวิ๋นก็เล่นสนุกอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
หมุนไป ปากก็ร้องเพลงไปด้วยความเบิกบานใจ
“กังหันลมหมุนติ้วๆ ทิวทัศน์ที่นี่ช่างงดงามเหลือเกิน”
“ท้องฟ้าก็งดงาม พื้นดินก็งดงาม!”
“ยังมีผองเพื่อนตัวน้อยผู้ร่าเริงอีกกลุ่มหนึ่งด้วย!”
เสียงดังกังวานดุจระฆัง เสียงร้องเพลงของซูอวิ๋นเพียงคนเดียว กลับดังกึกก้องกลบเสียงตะโกนฆ่าฟันของคนนับพัน
คนที่รู้ก็รู้ว่ากำลังทำศึก ส่วนคนที่ไม่รู้ก็คงคิดว่ากำลังเล่นมอญซ่อนผ้า หรืองานรื่นเริงอะไรทำนองนั้น
เมื่อมองดูซูอวิ๋นหนึ่งคนกับอีกหนึ่งตัวม้า ราวกับบุกเข้าไปในดินแดนที่ไร้ผู้คน
ทหารและนายทหารทุกคนในสนามรบ ล้วนตกตะลึงยืนนิ่งอยู่กับที่ ลืมการเข่นฆ่าไปเสียสนิท
“เชี่ยเอ๊ย! นี่มันยอดคนทะลวงโลกบ้าอะไรกันเนี่ย?”
“สวรรค์ทรงโปรด! คนอื่นเขาขี่ม้า แต่หมอนี่มันเหวี่ยงม้า? นี่ยังเป็นมนุษย์อยู่อีกหรือ?”
“เขาน่ะเหวี่ยงอย่างมีความสุข แต่พวกเราไม่มีความสุขเลยนะ ดูหลี่ซื่อสิ โดนเข้าไปทีเดียว ปลิวกระเด็นไปตั้งห้าเมตร! ซี่โครงแม่งหักหมดแล้ว!”
“สู้ไม่ได้ สู้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย! คนผู้นี้คือลิโป้ผู้เลื่องชื่อลือนามไปทั่วแผ่นดินใช่หรือไม่?”
เหล่าทหารต่างวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา
ม้าศึกหนักหลายร้อยจิน เมื่ออยู่ในมือของซูอวิ๋น กลับถูกเหวี่ยงหมุนติ้วๆ ราวกับสุนัขตัวหนึ่ง?
แม้แต่เป้าจงผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ ก็ยังมองจนตาค้าง
“มารดามันเถอะ! จะต้องหลุดโลกขนาดนี้เลยหรือ? นี่มันทำศึกนะ ไม่ใช่การแสดงปาหี่!”
“ข้า... มาผิดสนามรบใช่หรือไม่?”
ลิซกและกาเซี่ยงนอกจากจะตื่นตระหนกแล้ว มุมปากก็ยังกระตุกพลางเอามือกุมขมับ
พวกเขาค่อยๆ ถอยร่นเข้าไปในกองทหารม้า ไม่กล้าโผล่หัวออกไป
เกรงว่าศัตรูจะจำได้ ว่าพวกเขาเป็นพวกเดียวกับซูอวิ๋น
ส่วนซูอวิ๋นก็เข่นฆ่าอย่างเมามัน พลังอันมหาศาลนี้เมื่อลงมือแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดอาจหาญต้านทานได้
เขาเหวี่ยงม้าศึกในมือ พุ่งตรงไปสังหารเป้าจงที่อยู่ท่ามกลางกองทัพ ด้วยความเร็วที่พริบตาเดียว!
ส่วนม้าศึกนั้นลิ้นห้อย ตาเหลือก ไร้ซึ่งการตอบสนองใดๆ ไปนานแล้ว
อาศัยจังหวะที่เป้าจงกำลังตกตะลึง ซูอวิ๋นก็ขว้างม้าศึกไปข้างหน้าอย่างแรง
หลังจากชนทหารกระเด็นไปแล้ว มันก็ยังพุ่งไปกระแทกเป้าจงที่ตั้งตัวไม่ทันจนล้มกลิ้งลงกับพื้น ถูกม้าศึกทับจนขยับเขยื้อนไม่ได้
ถูกทับเข้าอย่างจัง... เป้าจงรู้สึกเหมือนอึแทบจะทะลักออกมา
ซูอวิ๋นที่มือเปล่าไร้อาวุธ ค่อยๆ เดินเข้าไปหาเป้าจงทีละก้าวๆ
ทหารทั้งสองข้างทาง แหวกทางให้ทันที ไม่มีใครกล้าขวางทางซูอวิ๋นผู้เปรียบดั่งเทพจุติลงมา
ล้อเล่นหรือไร ม้าศึกหนักหลายร้อยจิน ขว้างทิ้งทีเดียวไปไกลนับสิบเมตร
เล่นลงมือหนักหน่วงเช่นนี้ ใครจะทนรับไหว!
ร่างกายสูงสองเมตร รูปร่างราวกับสัตว์ร้ายเช่นนั้น ก็ไม่มีใครกล้าขวางหรอก!
“ชีวิตข้าจบสิ้นแล้ว!”
เป้าจงสิ้นหวัง เมื่อเผชิญหน้ากับซูอวิ๋น เขาก็ไม่มีโอกาสต่อต้านเลยแม้แต่น้อย
เดิมทีคิดว่าครั้งนี้จะมาเก็บเกี่ยวความดีความชอบ แต่คาดไม่ถึงว่าจะต้องมาพบเจอกับสัตว์ร้ายยุคบุพกาลเช่นนี้
ทุกคน ความรู้สึกแบบนี้มีใครเข้าใจบ้างไหม?
ซูอวิ๋นดึงม้าศึกที่ตายแล้วออกไป คว้าตัวเป้าจงที่อยู่ในสภาพครึ่งเป็นครึ่งตายขึ้นมา แล้วตะโกนใส่ทหารกว่าสองพันนายว่า
“แม่ทัพของพวกเจ้าถูกจับเป็นเชลยแล้ว ผู้ใดยอมจำนนจะรักษาชีวิตไว้ได้!”
“พวกเจ้าได้เบี้ยหวัดเท่าไหร่กันเชียว? จะมาเสี่ยงชีวิตไปทำไม! หากพวกเจ้าตายไป ใครจะดูแลครอบครัวของพวกเจ้า?”
เมื่อสิ้นเสียงคำสั่ง ทหารม้าซีเหลียงห้าร้อยนาย ก็เข้าล้อมทหารศัตรูกว่าสองพันนายไว้ภายใต้การบัญชาการของลิซกและกาเซี่ยง
เคร้ง...
เมื่อได้ยินคำพูดของซูเจ๋อ เหล่าทหารก็วางอาวุธลง และเลือกที่จะยอมจำนน
ทำงานให้ใครก็เหมือนกันไม่ใช่หรือ?
และเมื่อซูอวิ๋นทำเรื่องทั้งหมดนี้เสร็จ เขากลับไม่เลือกที่จะสังหารเป้าจง
ตรงกันข้าม เขากลับถอดชุดเกราะของตนเองออก แล้วนำไปคลุมให้กับอีกฝ่าย
จากนั้นก็เข้าไปกระซิบกระซาบอะไรบางอย่างที่ข้างหูของอีกฝ่าย
เป้าจงพยักหน้ารับอย่างทื่อๆ
“เอาล่ะ! พี่ชาย รีบกลับไปเถิด! สนามรบมันอันตรายเกินไป เป็นแค่พลนำสารก็พอแล้ว”
“อย่าลืมฝากความคิดถึงไปถึงโจโฉและเป้าซิ่นพี่ชายของเจ้าด้วยล่ะ เดินทางมาทั้งวันคงเหนื่อยแย่สินะ? เอาเนื้อแห้งนี่ไปรองท้องเสียก่อน โอกาสหน้าข้าจะเลี้ยงเหล้าเจ้าเอง!”
“อ้อ ม้าตัวที่เจ้าขี่มาก่อนหน้านี้ ข้ายกให้เจ้าก็แล้วกัน เดินเท้ามันเหนื่อยนะ!”
ซูอวิ๋นตบบ่าอีกฝ่าย แล้วก็ปล่อยเป้าจงไปเฉยเลย...
เป้าจงขี่ม้าด้วยใบหน้ามึนงง หันหลังกลับไปมองหลายต่อหลายครั้งขณะเดินทางออกจากด่านซื่อสุ่ย
เมื่อมองดูรอยยิ้มอันสดใสบนใบหน้าของซูอวิ๋น เขากลับเกิดภาพลวงตาขึ้นมา...
คนผู้นี้... ก็เป็นคนดีเหมือนกันนะเนี่ย!
เดี๋ยวก่อน... นี่มันม้าของข้าเองนี่นา ทำไมข้าต้องขอบคุณเขาด้วยเล่า?
เมื่อเห็นสถานการณ์การรบจบลงด้วยวิธีหลุดโลกเช่นนี้ กาเซี่ยงและลิซกก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก
“นี่... จบแล้วหรือ?”
“แล้วจะให้เป็นอย่างไรเล่า? จับโจรต้องจับหัวหน้า ด่าคนต้องด่ามารดา เหตุผลแค่นี้พวกเจ้าไม่รู้หรือ?”
ซูอวิ๋นมองทั้งสองด้วยความสงสัย
มุมปากของทั้งสองกระตุก จับโจรต้องจับหัวหน้าพูดน่ะมันง่าย แต่มีเพียงเจ้ากับคนวิปริตอย่างลิโป้เท่านั้นแหละที่ทำได้
ไม่รู้ว่าเหตุใด หลังจากได้เห็นรูปแบบการต่อสู้อันเรียบง่ายและดุดันของซูอวิ๋นแล้ว ในยามนี้ทั้งสองกลับตั้งตารอคอยที่จะได้เห็นเขาดวลเดี่ยวกับลิโป้เสียเหลือเกิน...
สัตว์ร้ายสองตัวเข้าปะทะกัน ใครจะเป็นฝ่ายรุกใครจะเป็นฝ่ายรับกันแน่?
“แล้วรายงานการรบจะเขียนอย่างไร?”
“สูญเสียม้าหนึ่งตัว? หรือบอกว่าพวกเดียวกันเองเป็นคนฆ่า?”
กาเซี่ยงกล่าวหยอกล้อ
ซูอวิ๋นโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “เจ้าจัดการเอาเองก็แล้วกัน คุมตัวคนพวกนี้เข้าด่านไปก่อน นี่ล้วนเป็นความดีความชอบทั้งสิ้น!”
“ตราบใดที่ศัตรูส่งมาให้มาก ข้าก็ไม่ต้องกังวลว่าจะหาสตรีมาแต่งงานด้วยไม่ได้แล้ว!”
กาเซี่ยงพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง “ก็จริงนะ เจ้าก็อายุเท่านี้แล้ว การหาภรรยาเป็นเรื่องสำคัญ”
“ตอนข้าอายุเท่าเจ้า ข้าก็แต่งภรรยาไปนานแล้ว!”
ซูอวิ๋นฉีกยิ้มกว้าง หันหลังกลับไปหัวเราะร่วน “จะคับจะหลวมก็ไม่เป็นไร ขอแค่เป็นสตรีก็พอ!”
“ถึงจะเป็นภรรยาของผู้อื่นก็ไม่สน หากโชคดีเจอคนที่อยู่กินกันมาไม่นาน ข้าก็ยังได้ของสภาพดีเก้าสิบเปอร์เซ็นต์!”
ทั้งสอง: “……”
ช่างเป็นคนที่ใจกว้างเสียนี่กระไร!