- หน้าแรก
- สารวัตรสืบสวน
- ตอนที่ 39 เส้นทางกลับ
ตอนที่ 39 เส้นทางกลับ
ตอนที่ 39 เส้นทางกลับ
เมื่อมาถึงตำบล ทุกคนก็แทบรอไม่ไหว รีบหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาติดต่อสื่อสารทันที
สำหรับคดีลักลอบขนของเถื่อนของทั่วต้าวั่งและไอ้คนมีรอยสัก ป๋ายซงและพวกไม่มีอำนาจสอบสวนในเรื่องนี้ ดังนั้นทุกคนจึงรีบติดต่อสำนักงานตำรวจและกรมศุลกากรในพื้นที่เป็นอันดับแรก
เมื่อพูดถึงกรมศุลกากร ก็จำต้องกล่าวถึงโครงสร้างการแบ่งสายงานตำรวจภายในประเทศสักหน่อย ประการแรก ‘ตำรวจ’ และ ‘กงอัน’ (กองความมั่นคงสาธารณะ) เป็นแนวคิดที่แตกต่างกัน ขอบข่ายของคำว่าตำรวจนั้นกว้างกว่ากงอัน หรือจะพูดให้ถูกคือ ตำรวจครอบคลุมถึงกงอันด้วย กงอันคือหน่วยงานที่อยู่ภายใต้สังกัดกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ มีหน้าที่หลักในการดูแลความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยของสังคม สำนักงานตำรวจและสถานีตำรวจท้องที่ที่เราพบเห็นกันทั่วไปล้วนเป็นตำรวจประเภทนี้
นอกจากนี้ กรมศุลกากรยังมีตำรวจปราบปรามการลักลอบหนีศุลกากร ซึ่งขึ้นตรงต่อสำนักงานศุลกากรแห่งชาติ เรือนจำมีตำรวจเรือนจำ (ผู้คุมขัง) ขึ้นตรงต่อกระทรวงยุติธรรม ศาลมีตำรวจศาล ขึ้นตรงต่อศาลประชาชนสูงสุด ตำรวจป่าไม้ขึ้นตรงต่อกระทรวงป่าไม้ และตำรวจรถไฟขึ้นตรงต่อกระทรวงรถไฟ (ข้อมูลปี 2011) อีกทั้งยังมีตำรวจที่กระจายอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ อีกไม่น้อย เช่น กรมการบินพลเรือนและกรมชลประทาน ทุกคนต่างแบ่งหน้าที่กันไป แต่ในฐานะที่เป็นตำรวจ ขอเพียงเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและอาชญากรรม พวกเขาก็พร้อมจะปราบปรามอย่างเด็ดขาด!
ยามมีภัย แจ้งตำรวจ!
เมื่อกรมศุลกากรในพื้นที่ได้รับแจ้งข่าว ก็ส่งเจ้าหน้าที่มาทันที และเตรียมพร้อมรับมอบตัวผู้ต้องหาที่อำเภอต้าเอ่อร์
ส่วนกำลังเสริมที่ผู้กำกับหม่าส่งมา ตอนนี้ก็เดินทางมาถึงตำบลแล้ว และได้สมทบกับพวกของป๋ายซงทั้งสี่คน
ทีมสนับสนุนมีสี่คนเช่นกัน หนึ่งในนั้นคือหลี่ฮั่น ส่วนอีกสามคนที่เหลือป๋ายซงไม่รู้จักหน้าค่าตาเลย แต่ดูจากรูปร่างแล้ว ทั้งสามคนนี้เรียกได้ว่ากำยำล่ำสัน เมื่อจับมายืนเทียบกัน หลี่ฮั่นดูเหมือนมนุษย์แคระไซส์มินิไปเลย
"ผู้กองฝาง? ผู้กำกับหม่าเชิญพวกคุณมาได้ยังไงกันครับเนี่ย?" ผู้กองโจวรีบเดินเข้าไปจับมือทักทาย
"มาไกลขนาดนี้ ถ้าเกิดข้อผิดพลาดอะไรขึ้นมาคงไม่ดีแน่" เสียงของผู้กองฝางค่อนข้างทุ้มห้าว เขาชี้ไปที่คนหนึ่งที่เดินทางมาด้วยแล้วแนะนำ "ผู้กองโจว ผมขอแนะนำให้รู้จัก นี่คือเพื่อนทหารเก่าของผม ผู้กองจ้านหย่งเฉียง เมื่อก่อนเคยเป็นทหารมาด้วยกัน ตอนนี้เป็นหัวหน้าหน่วยย่อยอยู่ที่กองกำกับการสืบสวนคดีอาญาเมืองฉาเฉิง งานนี้ได้เขาช่วยไว้เยอะเลย"
ทุกคนทักทายปราศรัยกันครู่หนึ่ง ผู้กองฝางก็เหลือบไปเห็นเศษผ้าที่พันอยู่บนขาและแขนของป๋ายซง สีหน้าของเขาเคร่งเครียดขึ้นมาทันที "คนของเราบาดเจ็บเหรอ? เป็นยังไงบ้าง?"
ป๋ายซงรีบโบกมือปฏิเสธ บอกว่าไม่เป็นอะไรมาก
"ผู้กองฝาง นี่คือเสี่ยวป๋าย เด็กใหม่ที่เพิ่งถูกดึงตัวมาอยู่ชุดเฉพาะกิจของเรา ปีนี้เพิ่งจะ 21 เอง เป็นเด็กหัวกะทิเรียนจบจากมหาวิทยาลัยตำรวจเชียวนะ เห็นหน้าละอ่อนแบบนี้ ผู้ต้องสงสัยสองคนที่พวกเราจับมาได้น่ะ เขาเป็นคนลงมือจัดการเองคนเดียวรวบสองเลยนะ แถมไอ้สองคนนั้นยังมีทั้งหน้าไม้ทั้งมีดด้วย" ผู้กองโจวเอ่ยชมป๋ายซงชุดใหญ่
"โอ้?" ผู้กองฝางประหลาดใจเล็กน้อย เขาตบบ่าป๋ายซงเบาๆ มองดูรอยขีดข่วนบนแขน ก่อนจะย่อตัวลงตรวจสอบบาดแผลที่ขาของป๋ายซง
"อืม สมุนไพรนี่พอมีประโยชน์อยู่บ้าง แผลไม่ติดเชื้อ เดี๋ยวพอไปถึงอำเภอแล้วค่อยไปทำแผลอีกที" ผู้กองฝางลุกขึ้นยืน แล้วตบบ่าป๋ายซงแรงๆ หนึ่งที "ไอ้หนุ่ม นายเก่งไม่เบานี่หว่า วันหลังถ้าตาเฒ่าหม่าไม่เอานายไว้ ฉันจะไปขอตัวนายจากผู้บังคับการให้มาอยู่ทีมฉันเอง"
ป๋ายซงอึ้งไปเล็กน้อย ผู้กองโจวจึงรีบเอาศอกกระทุ้งป๋ายซง "ยังไม่รีบขอบคุณผู้กองฝางอีก? ท่านนี้คือมือปืนแม่นปืนประจำกองกำกับการตำรวจปฏิบัติการพิเศษเขตจิ่วเหอเชียวนะ สังกัดอยู่กองบัญชาการตำรวจภูธรเมืองของแท้เลย"
ป๋ายซงเพิ่งจะได้พิจารณาผู้กองฝางอย่างละเอียด ผู้กองฝางสูงประมาณ 180 เซนติเมตร ไม่ได้สูงเท่าป๋ายซง แต่มัดกล้ามตรงท่อนแขนและต้นแขนนั้นใหญ่โตจนน่าทึ่ง ดูเปี่ยมไปด้วยพละกำลังที่พร้อมจะระเบิดออกมา กล้ามหน้าอกก็เป็นรูปทรงสวยงาม ผิวสีแทนเข้มบ่งบอกถึงร่องรอยการฝึกฝนเคี่ยวกรำมาอย่างยาวนาน ผู้กองฝางดูเหมือนคนอายุสามสิบกว่าๆ แต่อายุจริงน่าจะราวๆ สี่สิบปี แม้ภายนอกจะดูเหมือนไม่ได้พกอาวุธติดตัว แต่จากรอยนูนตรงเอวนั่น ป๋ายซงฟันธงได้เลยว่าต้องเป็นปืนแน่ๆ และสำหรับมือปืนระดับผู้กองฝาง ต่อให้เป็นปืนพก เขาก็สามารถยิงเข้าเป้าในระยะห้าสิบเมตรได้อย่างแม่นยำ
"เอ้อ เสี่ยวโจว ไม่ต้องพูดถึงเรื่องนั้นหรอก" ผู้กองฝางโบกมือปัด "คนของเราปลอดภัยก็พอแล้ว ในเมื่อเรื่องราวจัดการได้เกือบหมดแล้ว พวกเราก็รีบกลับกันเถอะ"
หลังจากเก็บข้าวของและกินมื้อเที่ยงเสร็จ โดยนำตัวผู้ต้องสงสัยทั้งสองไปขังไว้ในห้องขังของป้อมตำรวจชั่วคราว ผู้กองโจวกับผู้กองฝางก็เริ่มวางแผนการเดินทาง
ทีแรกป๋ายซงยังเคยคิดไว้ว่า ถ้าคนร้ายไม่เอาม้าสองตัวนี้แล้ว เขาก็จะยกให้หม่าจื้อหย่วน แต่พอเอาเรื่องนี้ไปคุยกับผู้กองโจว ผู้กองโจวก็อบรมข้อกฎหมายให้ป๋ายซงฟังอีกรอบว่า ยานพาหนะที่ผู้ต้องสงสัยหรือจำเลยใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในการก่ออาชญากรรม จะต้องถูกริบตามกฎหมาย ม้าสองตัวนี้ถือเป็นยานพาหนะ จึงควรส่งมอบให้ทางศุลกากรเป็นผู้จัดการ
เพิ่งจะเริ่มทำงานได้ไม่ถึงเดือน ป๋ายซงก็พบว่าตัวเองยังขาดความรู้ด้านกฎหมายที่เคยเรียนในมหาวิทยาลัยไปมากทีเดียว คงต้องกลับไปทบทวนให้หนักซะแล้ว
ผู้ช่วยตำรวจสองคนที่ไปทำธุระที่อำเภอต้าเอ่อร์กลับมาที่ป้อมตำรวจแล้ว ซุนอี้บอกว่าเขาจะเข้าอำเภอสักรอบ ถือโอกาสไปรายงานผลการปฏิบัติงานช่วงที่ผ่านมา และจะได้ช่วยประสานงานเรื่องส่งมอบตัวผู้ต้องหาให้พวกป๋ายซงด้วย
พอมาถึงตำบล หม่าจื้อหย่วนกับป๋ายซงก็แอด QQ แลกคอนแทคกัน หม่าจื้อหย่วนบอกว่าสถานที่ที่เขาไปมักจะไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ การติดต่อหลักๆ จึงใช้วิธีฝากข้อความทาง QQ เอา เพราะการส่งข้อความ SMS มันเสียเงิน หลังจากแอด QQ เสร็จ เขาก็ขอตัวลากลับ เพราะยังมีธุระอีกหลายอย่างต้องไปจัดการ ช่วงหลายวันที่ผ่านมามัวแต่ตามป๋ายซง ธุรกิจบางที่ก็เลยต้องหยุดชะงัก จึงต้องรีบไปเคลียร์งานให้เรียบร้อย
เรื่องที่เขาอยากจะชดใช้ค่าม้าให้หม่าจื้อหย่วน ซุนอี้บอกป๋ายซงว่า ม้าตัวหนึ่งตอนนี้น่าจะราคาหลายพันหยวนอยู่ ส่วนราคาที่แน่ชัดเขาก็ไม่ค่อยรู้เหมือนกัน ป๋ายซงพยักหน้ารับทราบ
ป๋ายซงสังเกตเห็นรายละเอียดหนึ่งอย่างเฉียบแหลม ทั่วต้าวั่งและไอ้คนมีรอยสักมีสีหน้าห่อเหี่ยวลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อมาถึงตำบลและได้เห็นผู้กองฝางกับพวก ถึงแม้ป๋ายซงจะไม่ประสีประสาเรื่องชั้นเชิงทางสังคมมากนัก แต่วิชาจิตวิทยาอาชญากรรมของเขาได้คะแนนเต็มมาตลอด เขารู้ดีว่าสถานการณ์แบบนี้หมายความว่า พวกลักลอบขนของเถื่อนสองคนนี้ต้องมีปัญหาซุกซ่อนอยู่อีกแน่
สาเหตุเดียวที่ทำให้พวกมันมีสีหน้าห่อเหี่ยวเมื่อเห็นผู้กองฝางกับพวก ก็คือ... ก่อนหน้าที่ผู้กองฝางจะมาถึง พวกมันยังแอบมีความหวังกับเรื่องบางอย่างอยู่ และเรื่องที่จะทำให้พวกมันมีความหวังได้ ก็มีความเป็นไปได้สูงมากว่าพวกมันมีพรรคพวก หรือมีโอกาสที่จะมีคนมาช่วยพวกมันหนีนั่นเอง
สถานที่แห่งนี้ถึงแม้จะเป็นเขตตำบล แต่ก็ยังตั้งอยู่กลางป่าเขาลำเนาไพร พวกป๋ายซงไม่มีอาวุธปืนเลยสักกระบอก ส่วนปืนพกกระบอกเดียวของซุนอี้นั้น ไอ้สองคนนี้ก็คงไม่รู้เรื่องแน่ ถ้าพวกมันมีพรรคพวกจริงๆ แถมยังมีอาวุธปืนหรืออะไรทำนองนั้น ก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะบุกมาชิงตัวพวกมันไป
ป๋ายซงรู้ตัวดีว่าการวิเคราะห์แบบนี้ไม่มีหลักฐานรองรับเลยสักนิด เป็นแค่การมโนไปเองล้วนๆ แต่เขาก็ไม่กลัวที่จะโดนหัวเราะเยาะ จึงแอบไปกระซิบบอกเรื่องที่เขาสังเกตเห็นให้ผู้กองโจวและผู้กองฝางฟัง
หัวหน้าทีมผู้มากประสบการณ์ทั้งสองไม่ได้มองข้ามการวิเคราะห์ของป๋ายซงเลยแม้แต่น้อย พวกเขารีบเรียกตำรวจทุกคนรวมถึงซุนอี้มาประชุมกลุ่มย่อยชั่วคราวทันที
ตอนที่ผู้กองฝางกับพวกทั้งสามคนเดินทางมาจากเมืองเทียนหัว เนื่องจากต้องนั่งเครื่องบินมา ต่อให้เป็นตำรวจก็ไม่สามารถพกพาอาวุธปืน หรือแม้แต่อุปกรณ์ยุทธวิธีบางอย่างมาได้ ผู้กำกับหม่าจึงจัดเตรียมเสื้อเกราะกันแทงมาให้พวกเขาทั้งหมดเจ็ดตัว