เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 35 เจ้ากำลังสอนข้าทำงานงั้นรึ?

ตอนที่ 35 เจ้ากำลังสอนข้าทำงานงั้นรึ?

ตอนที่ 35 เจ้ากำลังสอนข้าทำงานงั้นรึ?


ภายนอกหอคอยซานเหอ

รองเจ้าสำนักยืนเอามือไพล่หลังด้วยสีหน้าเคร่งขรึมลึกล้ำ ข้างกายเขาคือแม่ทัพอู๋ที่กำลังจ้องมองหอคอยซานเหอเขม็ง คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันแน่น

พวกเขาทั้งหมดกำลังรอคอย รอคอยผลลัพธ์การฝ่าด่านหอคอยของเย่เฟิง

ทันใดนั้น ประกายแสงสายหนึ่งก็พวยพุ่งออกมาจากภายในหอคอย เป็นเย่เฟิงที่พาเซียวเสวี่ยเอ๋อร์และฟางหมิงออกมานั่นเอง

“ไม่มีการตอบสนองจากหอคอยซานเหองั้นรึ?”

รองเจ้าสำนักเลิกคิ้วขึ้น

หากมีคนฝ่าด่าน หอคอยซานเหอย่อมต้องเกิดความปั่นป่วน ทุกคนภายนอกล้วนสามารถมองเห็นปรากฏการณ์นั้นได้ ทว่าตั้งแต่เมื่อครู่จนถึงตอนนี้ หอคอยซานเหอกลับไร้ซึ่งความเคลื่อนไหวใดๆ

เช่นนั้นก็มีเพียงความเป็นไปได้เดียว เย่เฟิงยังไม่ทันได้ฝ่าด่าน ก็ถูกหอคอยซานเหอเตะโด่งออกมาเสียแล้ว!

เมื่อคิดได้เช่นนี้ รองเจ้าสำนักและแม่ทัพอู๋ก็สบตากัน ฝ่ายหลังพลันเข้าใจความหมายได้ในทันที

แม่ทัพอู๋ก้าวออกไปเบื้องหน้าหนึ่งก้าวพร้อมตวาดกร้าว “เย่เฟิง! หอคอยซานเหอได้พิสูจน์แล้วว่าเจ้ามิใช่ผู้มีสายเลือดจักรพรรดิ ยอมจำนนแต่โดยดีเสียเถอะ!”

ฟางหมิงตวาดกลับด้วยความเดือดดาล “เหลวไหลสิ้นดี! พวกเจ้ายังไม่รีบทำความเคารพนายน้อยอีก!”

ทุกสิ่งที่พบเจอภายในหอคอยซานเหอทำให้เขามั่นใจว่า เย่เฟิงไม่เพียงแต่เป็นสายเลือดของตระกูลจักรพรรดิเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้มีชะตาสวรรค์ที่สำนักเฝ้ารอคอยมาโดยตลอด!

ดังนั้น สรรพนามที่เขาใช้เรียกขานจึงเปลี่ยนไป โดยเรียกเย่เฟิงว่านายน้อยอย่างเต็มปากเต็มคำ

เมื่อได้ยินเช่นนั้น รองเจ้าสำนักก็อดขมวดคิ้วไม่ได้

“ฟางหมิง นี่เจ้ายังตื่นไม่เต็มตางั้นรึ?”

แม่ทัพอู๋เองก็ด่าทอด้วยความโกรธเกรี้ยวเช่นกัน “หอคอยซานเหอไม่มีการตอบสนอง ย่อมพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขามิใช่สายเลือดจักรพรรดิ จะไปมีนายน้อยมาจากไหน!”

เมื่อเห็นดังนั้น เย่เฟิงก็ขี้เกียจต่อล้อต่อเถียงให้มากความ เขาหยิบตราประทับซานเหอออกมาโดยตรง

ตราหยกสีเหลืองทองทอประกายเจิดจ้าภายใต้แสงอาทิตย์ ภายในนั้นคล้ายกับมีมังกรทองตัวหนึ่งกำลังโฉบเฉี่ยวทะยานอยู่

“ตราประทับซานเหอ!”

“เป็นตราประทับซานเหอจริงๆ!”

“เขาคือสายเลือดจักรพรรดิของแท้!”

เดิมทีความเคลื่อนไหวทางฝั่งนี้ก็ดึงดูดความสนใจของผู้คนไม่น้อยอยู่แล้ว เวลานี้มีผู้อาวุโสและศิษย์จำนวนมากอยู่ในเหตุการณ์ เมื่อได้เห็นภาพฉากนี้ ต่างก็ตกตะลึงไปตามๆ กัน

“จะเป็นไปได้เยี่ยงไร?”

แม่ทัพอู๋ชะงักงัน เอ่ยปากอย่างไม่อยากจะเชื่อ

หอคอยซานเหอไร้ซึ่งการตอบสนองโดยแท้ ทว่าสิ่งที่อยู่ในมือของเย่เฟิง กลับเป็นตราประทับซานเหอของจริงไม่อิงนิยาย

ภายในหอคอยเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่?

ด้านข้าง รองเจ้าสำนักหรี่ตาลงเล็กน้อย พลันนึกถึงความเป็นไปได้บางอย่าง

ว่ากันว่า หากความเข้มข้นของสายเลือดถึงระดับหนึ่ง จะสามารถทำให้หอคอยซานเหอยอมรับผู้เป็นนายได้ด้วยตนเอง

หรือว่า เย่เฟิงจะเป็นเช่นนั้น?

หากเป็นจริง เขาก็คือบุคคลผู้มีชะตาสวรรค์ตามที่ตระกูลจักรพรรดิกล่าวไว้ และยังเป็นนายน้อยที่สำนักเฝ้ารอคอยมาโดยตลอดอย่างนั้นหรือ?

“รองเจ้าสำนักสำนักชิงโจว ขอคารวะนายน้อย”

เขายกมือทั้งสองขึ้นประสาน โค้งคำนับเล็กน้อย

“เจ้าคือรองเจ้าสำนักรึ?” เย่เฟิงปรายตามองเขาแวบหนึ่ง

“เจ้าสำนักของพวกเจ้ายังคงเก็บตัวฝึกตนอยู่อีกหรือ?”

“เรียนนายน้อย เป็นเช่นนั้นขอรับ”

แม้ปากจะเรียกขานว่านายน้อย ทว่ารองเจ้าสำนักกลับไม่มีท่าทีเคารพนบนอบสักเท่าใดนัก

เย่เฟิงจ้องมองเขาด้วยสายตาเยือกเย็น เจ้านี่ก่อนหน้านี้ไม่แม้แต่จะโผล่หัวมาให้เห็น จนกระทั่งเวลานี้ถึงเพิ่งจะปรากฏตัว คิดจะเล่นลูกไม้สิ่งใดก็เดาทางได้ทะลุปรุโปร่ง

“ผู้อาวุโสฟาง ในเมื่อข้าได้ครอบครองตราประทับซานเหอแล้ว ข้ามีสิทธิ์ที่จะดูแลควบคุมสำนักชิงโจวหรือไม่?” เขาหันหน้าไปเอ่ยถาม

ฟางหมิงตอบกลับโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

“ย่อมได้แน่นอนขอรับ สำนักเดิมทีก็เป็นขุมกำลังในอาณัติของตระกูลจักรพรรดิอยู่แล้ว”

รองเจ้าสำนักหรี่ตาลง สังหรณ์ใจไม่ค่อยดีนัก

เซียวเสวี่ยเอ๋อร์กะพริบตากลมโตปริบๆ นางเองก็อยากจะรู้เช่นกันว่าพี่เย่เฟิงจะจัดการอย่างไรต่อไป

“ผู้อาวุโสฟาง นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป เจ้าจงรับตำแหน่งผู้อาวุโสสูงสุดแห่งหอผู้อาวุโส” เย่เฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนล้วนตกตะลึงไปตามๆ กัน

ฟางหมิงอ้าปากคล้ายอยากจะเอ่ยบางสิ่งแต่ก็เงียบไป

รองเจ้าสำนักใบหน้าดำทะมึนลงชั่วขณะ ก่อนจะฉีกยิ้มจอมปลอมกล่าวว่า “นายน้อย ฟางหมิงผู้นี้ยังมีประสบการณ์อ่อนด้อย เกรงว่าจะไม่สามารถรับตำแหน่งผู้อาวุโสสูงสุดได้กระมัง?”

“เจ้ากำลังสอนข้าทำงานงั้นรึ?”

เย่เฟิงย้อนถามเสียงเรียบ

【ติ๊ง! โฮสต์สดงความเทพต่อหน้าผู้คนสำเร็จ ได้รับแต้มโชว์เทพ 1000 แต้ม】

“มิกล้า”

รองเจ้าสำนักก้มหน้าลง สีหน้ามืดครึ้ม

เขาอุตส่าห์วางแผนอย่างยากลำบากเพื่อกำจัดผู้อาวุโสสูงสุดและหวังจะขึ้นครองอำนาจแทน แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นชุบมือเปิบให้ผู้อื่นเสียได้

'หึ!เขาแค่นเสียงเย็นชาในใจ ฟางหมิงมีรากฐานในสำนักตื้นเขินนัก คอยดูเถอะว่าจะนั่งเก้าอี้ตัวนี้ได้มั่นคงสักเพียงใด! ถึงเวลานั้นก็ต้องยอมคายออกมาแต่โดยดีอยู่แล้ว!

ทว่าเรื่องยังไม่จบเพียงเท่านี้ เย่เฟิงหันไปมองฟางหมิงอีกครั้ง

“เจ้ามีแม่ทัพคนคุ้นเคยบ้างหรือไม่?”

หืม?

คำพูดนี้หมายความว่าอย่างไร?

สีหน้าของแม่ทัพอู๋เปลี่ยนไปเล็กน้อย ลางสังหรณ์ไม่ดีเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ

ฟางหมิงหัวไวรับมุกทันท่วงที “หากนายน้อยต้องการ ข้าสามารถให้คนจากตระกูลฟางโยกย้ายกำลังพลมาได้ขอรับ”

“เอาตามนั้น หาคนที่ไว้ใจได้มาคุมหน่วยพิทักษ์ปราบมาร เจ้าไปจัดการมาก็แล้วกัน” เย่เฟิงพยักหน้ารับ

นี่คือการแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าเขาพร้อมจะเป็นพนักพิงหนุนหลังฟางหมิง

สีหน้าของรองเจ้าสำนักพลันดูไม่ได้ขึ้นมาทันที

ลำดับขั้นระดับสูงในสำนักเรียงตามลำดับคือ: เจ้าสำนัก, ผู้อาวุโสสูงสุด, รองเจ้าสำนัก และผู้อาวุโสคนอื่นๆ ในหอผู้อาวุโส

ในจำนวนนี้ มีเพียงเจ้าสำนักและผู้อาวุโสสูงสุดเท่านั้นที่มีสิทธิ์สั่งการหน่วยพิทักษ์ปราบมาร คนอื่นแม้แต่รองเจ้าสำนักก็ไม่มีสิทธิ์

หลายปีมานี้เขาแอบดึงตัวอู๋เทียนมาเป็นพวกได้เพียงคนเดียว นั่นก็เป็นเพราะตระกูลของอีกฝ่ายมีเรื่องขอร้องเขา หากอู๋เทียนถูกปลดเมื่อใด อำนาจของเขาในหน่วยพิทักษ์ปราบมารก็เท่ากับถูกตัดขาดไปด้วย

“ขอเรียนถามนายน้อย อู๋ผู้นี้บกพร่องต่อหน้าที่ตรงที่ใด? เหตุใดจึงต้องปลดข้าออกจากตำแหน่ง?”

เวลานั้น อู๋เทียนก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าวพร้อมเอ่ยปากถาม

“ล่วงเกินข้า เพียงเท่านี้ยังไม่พออีกหรือ?” เย่เฟิงเลิกคิ้วขึ้น กล่าวด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น

“หากไม่ยอมรับ ก็ลองพยายามฆ่าข้าดูสิ”

“…”

อู๋เทียนหน้าดำคร่ำเครียด กัดฟันแน่น

“นายน้อยล้อเล่นแล้ว ผู้ใต้บังคับบัญชามิกล้า”

【ติ๊ง! โฮสต์สดงความเทพต่อหน้าผู้คนสำเร็จ ได้รับแต้มโชว์เทพ 1000 แต้ม】

ในตอนที่ทุกคนคิดว่าเรื่องราวได้จบลงแล้วนั้น การเปลี่ยนแปลงกะทันหันก็บังเกิดขึ้น

คลื่นพลังงานอันแข็งแกร่งดุดันสายหนึ่งแผ่ซ่านมาจากที่อันไกลโพ้น พริบตาเดียวก็มาปรากฏลง ณ ที่แห่งนี้

“ผู้ใดกล้ารังแกนายน้อย?”

น้ำเสียงดุดันหยาบกระด้างดังสนั่น

ตัวยังไม่ทันมาถึง เสียงก็นำมาก่อนแล้ว

จากนั้น ภายใต้สายตานับไม่ถ้วนที่จับจ้อง ชายชราผู้หนึ่งพร้อมด้วยคนหนุ่มสาวอีกสองคนก็ร่อนลงมาจากฟากฟ้า

“ตาเฒ่านี่มาได้อย่างไรกัน” รองเจ้าสำนักหน้าคล้ำดำดิ่ง

ชายชราเหยียบลงบนพื้นดิน เมื่อเห็นเย่เฟิง ดวงตาก็พลันสว่างวาบ

“ฟางเสียงขอคารวะนายน้อย!”

ฟางเสียง ผู้นำตระกูลฟางคนปัจจุบัน

การปรากฏตัวของเขาย่อมแสดงออกถึงจุดยืนของตระกูลฟางได้อย่างชัดเจน

ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ฟางเสียงยังดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าหอผู้ตรวจการแห่งสำนักศูนย์กลางอีกด้วย

“ผู้นำตระกูลฟางเกรงใจเกินไปแล้ว” เย่เฟิงพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มบางๆ

แม้ว่าฟางเสียงจะเก็บงำกลิ่นอายพลังเอาไว้ แต่ระดับการฝึกตนของอีกฝ่ายย่อมสูงล้ำกว่าขอบเขตเหนือโลกีย์อย่างเห็นได้ชัด

“เวลาล่วงเลยผ่านไปนับพันปี ในที่สุดก็ได้พบนายน้อยอีกครั้ง” ฟางเสียงทอดถอนใจด้วยความซาบซึ้ง ก่อนจะแนะนำสองคนด้านหลัง

“นี่คือรุ่นเยาว์ที่ไม่เอาไหนของตระกูลฟาง ฟางขู่ และฟางรั่ว”

หนุ่มสาวทั้งสองก้าวมาเบื้องหน้าหนึ่งก้าว

“ขอคารวะนายน้อย!”

ฟางขู่ดูมีอายุราวสามสิบกว่าปี ระดับพลังอยู่ขอบเขตเบิกนภาขั้นสูงสุด

ส่วนฟางรั่ว อายุเพียงยี่สิบกว่าปี แต่กลับก้าวเข้าสู่ขอบเขตเบิกนภาแล้วเช่นกัน

สิ่งนี้ทำให้เย่เฟิงอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจด้วยความชื่นชม สมแล้วที่เป็นยอดอัจฉริยะระดับแนวหน้าของดินแดนตงเสวียน

เมื่อมีฟางเสียงออกหน้าด้วยตนเอง ต่อให้รองเจ้าสำนักจะไม่ยินยอมพร้อมใจเพียงใด ก็ทำได้เพียงก้มหน้าทำตามคำสั่งแต่โดยดี

ทุกอย่างดำเนินไปตามครรลอง ฟางหมิงกลายเป็นผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักชิงโจว ฟางขู่และฟางรั่วเข้ารับช่วงดูแลหน่วยพิทักษ์ปราบมารแห่งชิงโจว

ฟางเสียงไม่ได้รั้งอยู่นานนัก เขาเพียงแค่มาเพื่อออกหน้าสนับสนุนเย่เฟิง จากนั้นก็รีบร้อนจากไป สายเลือดจักรพรรดิถือกำเนิดแล้ว ตระกูลฟางยังมีเรื่องให้ต้องเตรียมรับมืออีกมาก

และในเวลานั้นเอง สีหน้าของเย่เฟิงก็ขยับเล็กน้อย เขาหันไปมองหอคอยซานเหอ

เย่หลาน... กำลังจะทะลวงระดับพลังแล้ว

...

ภายในหอคอยซานเหอ

ชั้นที่ห้า บ่ออสนีบาตประดุจขุมนรก

สายฟ้าเทวะอัสนีม่วงขนาดเท่าท่อนแขนปรากฏขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะสาดเทกระหน่ำลงมายังร่างที่อยู่เบื้องล่าง

สายฟ้าแต่ละสายแฝงไปด้วยพลังสังหารอันมหาศาล เพียงพอที่จะทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปต้องวิญญาณแตกสลายไปตลอดกาล

เย่หลานนั่งขัดสมาธิอยู่ใจกลางบ่ออสนีบาต ปล่อยให้สายฟ้าฟาดฟันลงมาใส่ร่างครั้งแล้วครั้งเล่า ทว่ากลับไร้ซึ่งความหวาดหวั่นใดๆ

บนผิวกายของนางมีประกายสายฟ้าแลบแปลบปลาบ

และระดับการฝึกตนของนางภายใต้การชำระล้างของบ่ออสนีบาต ก็กำลังไต่ระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

---

จบบทที่ ตอนที่ 35 เจ้ากำลังสอนข้าทำงานงั้นรึ?

คัดลอกลิงก์แล้ว