- หน้าแรก
- พี่สาวประมุขมาร โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย
- บทที่ 6 ดรรชนีสกัดจุด โอสถฟื้นฟูระดับต่ำ
บทที่ 6 ดรรชนีสกัดจุด โอสถฟื้นฟูระดับต่ำ
บทที่ 6 ดรรชนีสกัดจุด โอสถฟื้นฟูระดับต่ำ
บทที่ 6 ดรรชนีสกัดจุด, โอสถฟื้นฟูระดับต่ำ
ยามเช้าตรู่ เฉินชิงซานลืมตาขึ้น ก็พบกับเพดานที่ไม่คุ้นตา
เขานอนนิ่งอยู่บนเตียงใหญ่ที่แสนนุ่มนิ่ม มองเรือนไม้อันหรูหราแปลกตาตรงหน้าอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างจนปัญญา
“เฮ้อ...”
เป็นเรื่องจริงสินะ ไม่ใช่ความฝัน
เขาข้ามมิติมาแล้วจริง ๆ
นับจากนี้ไป ไม่ว่าจะเป็นเกม คอมพิวเตอร์ น้ำอัดลมเย็นซ่า อินเทอร์เน็ต หรือพวกชาวเน็ตสุดกาวในแชทกลุ่ม... ของเหล่านี้คงไม่มีอีกแล้ว
ข่าวดีเพียงอย่างเดียวก็คือ บนโลกเดิมเขาแทบไม่มีญาติพี่น้อง พ่อกับแม่หย่ากันมาหลายปี ต่างฝ่ายต่างไปมีครอบครัวใหม่ แม้เขาจะไม่ใช่เด็กกำพร้า แต่ก็แทบไม่ต่างกันนัก เพราะโตมาในโรงเรียนประจำตั้งแต่เล็ก
บัดนี้มาอยู่ต่างโลก อย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังหรือคอยคิดถึงบิดามารดาอีก
ติดอยู่เพียงอย่างเดียว... การข้ามมิติครั้งนี้ชวนปวดหัวอยู่บ้างจริง ๆ
พี่สาวผู้เป็นประมุขอย่างเสิ่นหลิงซวง เปรียบเสมือนกระบี่คมกริบที่แขวนอยู่เหนือศีรษะ ผีเท่านั้นแหละที่จะรู้ว่ามันจะร่วงลงมาปลิดชีวิตเขาเมื่อใด
โชคดีที่เมื่อวานเขาได้ยินพวกสาวใช้คุยกันว่า ตอนนี้เสิ่นหลิงซวงเดินทางไปแดนเหนือ เพื่อไปตามนัดหมายกับจักรพรรดิกระบี่อุดร
ส่วนตัวเขาในยามนี้กำลังออกลาดตระเวนอยู่ที่หนานเจียง น่าจะยังต้องร่อนเร่อยู่ข้างนอกอีกนาน หนึ่งเหนือหนึ่งใต้ ห่างกันคนละฟากฟ้าเช่นนี้ คงช่วยยืดเวลาไม่ให้เขาต้องเผชิญหน้ากับเสิ่นหลิงซวงไปได้อีกพักใหญ่
สำหรับเฉินชิงซานแล้ว นี่คือช่วงเวลาทองอันยอดเยี่ยมที่หาได้ยากยิ่ง
“ข้าต้องคว้าโอกาสนี้ไว้ให้ได้!”
ก่อนจะได้พบกับเสิ่นหลิงซวง เขาต้องเตรียมทุกสิ่งที่จำเป็นให้พร้อม จากนั้นค่อยโบยบินหนีไปให้ไกลที่สุด
เมื่อคิดได้ดังนั้น เฉินชิงซานจึงกระแอมเสียงดังขึ้นครั้งหนึ่ง ทันใดนั้น เสียงที่เต็มไปด้วยความระมัดระวังของเหล่าสาวใช้ก็แว่วมาจากนอกประตู
“นายน้อย? ท่านตื่นแล้วหรือเจ้าคะ...”
“อืม”
สิ้นคำ ประตูบานใหญ่ก็ถูกผลักเปิดออก เหล่าสาวใช้หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพราเดินเรียงแถวเข้ามา ปรนนิบัติเฉินชิงซานให้ลุกจากเตียงและผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า
จากโอตาคุเก็บตัวในชาติก่อน ที่แม้แต่จะกินข้าวยังต้องสั่งเดลิเวอรี่ มาถึงตอนนี้ ในที่สุดเขาก็ได้ใช้ชีวิตสุขสบายแบบเสื้อผ้ามีคนคอยหยิบยื่น มีสาวใช้งดงามคอยปรนนิบัติอยู่ข้างกาย
เมื่อมองสาวใช้หน้าตาสะสวยสองสามคนที่อยู่รอบตัว เฉินชิงซานก็อดทอดถอนใจไม่ได้ ความรู้สึกหลากหลายพลันปะปนอยู่ในอก
“พวกหลี่หู่เล่า?” เฉินชิงซานเอ่ยถาม “ที่ข้าสั่งให้พวกมันไปกว้านซื้อสัตว์อสูร ซื้อมาได้หรือยัง?”
พวกสาวใช้รีบตอบ “เรียนนายน้อย พวกหลี่หู่มารอตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางแล้วเจ้าค่ะ ตอนนี้กำลังรออยู่ที่ลานเรือนด้านหน้า...”
เฉินชิงซานแต่งกายเรียบร้อยแล้ว จึงยื่นมือไปรับกระบี่ที่สาวใช้ส่งให้ พลางกล่าวว่า “ไป ไปดูพวกมันเสียหน่อย”
ไม่นาน เฉินชิงซานก็มาถึงลานเรือนด้านหน้า และได้พบกับลูกสมุนสองสามคนของตน
โดยมีหลี่หู่ลิ้นขาวเป็นหัวหน้า ลูกสมุนทั้งหกคนยืนเรียงรายอยู่ในลานเรือน ใบหน้าประดับรอยยิ้มประจบสอพลอชวนคลื่นไส้
ลูกสมุนพวกนี้ล้วนหน้าตาอัปลักษณ์บิดเบี้ยว เพียงมองแวบเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่คนดีอะไร ภาพลักษณ์ภายนอกไม่ชวนมองเอาเสียเลย ช่างตรงกับภาพจำของพวกมารนอกรีตอย่างแท้จริง
เฉินชิงซานขมวดคิ้ว กวาดตามองพวกลูกสมุนครั้งหนึ่ง ก่อนสายตาจะเลื่อนไปยังคนแปลกหน้าสองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังพวกมัน
คนแปลกหน้าสองคนนั้นยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่ตรงนั้น แต่ละคนจูงสัตว์อสูรมาด้วยคนละตัว
ดูท่าคงเป็นเจ้าของสัตว์อสูรที่พวกลูกสมุนไปพาตัวมา
“แค่สองตัว?” เฉินชิงซานขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ “พวกเจ้าทำงานประสาอะไรกัน! เมืองอวิ๋นจงออกจะใหญ่โต กลับหามาได้แค่สองตัวเนี่ยนะ?”
สัตว์อสูรในเกมค่อนข้างหายากก็จริง แต่มันก็ไม่ได้หายากถึงเพียงนั้น
เหล่าตระกูลขุนนางผู้สูงศักดิ์และยอดฝีมือในยุทธภพไม่น้อย ต่างก็ฝึกสัตว์อสูรไว้ข้างกายเพื่อเป็นสัตว์เลี้ยงวิญญาณ
สัตว์อสูรบางตัวถึงขั้นนำมาใช้เป็นพาหนะขี่ได้ด้วยซ้ำ
ทว่าลูกสมุนพวกนี้พลิกเมืองอวิ๋นจงหาจนทั่ว กลับได้สัตว์อสูรมาเพียงสองตัว... จำนวนเท่านี้ห่างไกลจากที่เฉินชิงซานคาดหวังไว้เหลือเกิน
เขาอุตส่าห์คิดว่าจะอาศัยการสังหารสัตว์อสูรเพื่อปั๊มเลเวลรัว ๆ เสียหน่อย
หลี่หู่ลิ้นขาวยิ้มขื่น พลางอธิบายว่า “นายน้อย ท่านปรักปรำพวกเราเกินไปแล้วขอรับ... ในเมืองอวิ๋นจงมีสัตว์อสูรอยู่ไม่น้อยก็จริง แต่ล้วนมีเจ้าของแล้วทั้งสิ้น”
“อีกทั้งคนที่เลี้ยงสัตว์อสูรได้ ล้วนเป็นผู้มีหน้ามีตาในพรรคพอสมควร”
“หากท่านไปเอ่ยปากขอด้วยตัวเอง คนพวกนั้นย่อมไม่กล้าปฏิเสธเป็นแน่”
“แต่ผู้น้อยไร้อำนาจบารมีอย่างพวกเรา บางที่แค่ประตูใหญ่ยังเข้าไม่ได้เลยขอรับ สองท่านนี้คือทั้งหมดที่พวกเราพอจะเชิญมาได้แล้ว...”
หลี่หู่อธิบายด้วยท่าทางน่าเวทนา เฉินชิงซานฟังแล้วก็ยิ่งขมวดคิ้วแน่นขึ้น
“ตอนที่พวกเจ้าออกไป ไม่ได้บอกหรือว่านายน้อยอย่างข้ายินดีรับซื้อในราคาสูง? ข้าไม่ได้คิดจะเบี้ยวเงินพวกมันเสียหน่อย!”
เขาไม่ได้ตั้งใจจะบังคับซื้อบังคับขายเสียหน่อย คนของพรรคมารในเมืองอวิ๋นจงพวกนี้ช่างไม่ไว้หน้ากันเอาเสียเลยจริง ๆ
หลี่หู่ยิ้มขื่น ก่อนจะอธิบายต่อว่า “เรื่องนี้... นายน้อยยินดีจ่ายราคาสูง คนพวกนั้นย่อมเชื่ออยู่แล้วขอรับ”
“แต่นายน้อย ท่านก็รู้ว่าคนส่วนใหญ่ล้วนมีความผูกพันกับสัตว์อสูรของตน”
“หากไม่จำเป็นจริง ๆ แทบไม่มีใครยอมขายสัตว์เลี้ยงวิญญาณของตัวเองหรอกขอรับ”
“โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาได้ยินว่า นายน้อยรับซื้อสัตว์อสูรเพื่อนำมาฆ่าทิ้ง... ก็ยิ่งไม่มีใครยอมขายเข้าไปใหญ่”
คำอธิบายนี้ทำเอาเฉินชิงซานถึงกับพูดไม่ออก ขณะเดียวกัน เขาก็ฟังความหมายแฝงของอีกฝ่ายออกเช่นกัน
เห็นได้ชัดว่าพวกพรรคมารในเมืองอวิ๋นจงดูแคลนคุณชายเสเพลอย่างเขา แม้จะไม่ถึงขั้นกล้าขัดขืนหรือหาเรื่องซึ่งหน้า แต่ก็รังเกียจที่จะเข้ามาข้องแวะด้วย... มารดามันเถอะ ไอ้พวกดื้อด้านพวกนี้ บิดาอุตส่าห์ยอมจ่ายเงินรับซื้อในราคาสูงแล้วก็ยังไม่ยอมขาย
มีเงินให้หาแต่ไม่ยอมหา... ไอ้พวกหัวแข็งเอ๊ย!
เฉินชิงซานเริ่มฉุนเฉียวขึ้นมาบ้างแล้ว
นักพรตขี้โรคที่อยู่ด้านข้างเอ่ยขึ้นได้จังหวะพอดี น้ำเสียงเย็นเยียบชวนให้ขนลุก
“คนในเมืองอวิ๋นจงพวกนี้ ดูท่าจะไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง นายน้อยอุตส่าห์หวังดีมอบโอกาสร่ำรวยให้ พวกมันกลับไม่เห็นค่า... ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ไยต้องเกรงใจพวกมันด้วยเล่าขอรับ”
นักพรตขี้โรคกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “บุกไปหาถึงที่เลยขอรับ ดูซิว่าใครยังจะกล้าปฏิเสธอีก!”
พวกพรรคมารมักรังแกผู้อ่อนแอ เกรงกลัวผู้แข็งแกร่ง ทั้งยังคอยดูทิศทางลมเพื่อหาผลประโยชน์ใส่ตัวมาแต่ไหนแต่ไร ความคิดที่นักพรตขี้โรคเสนอมานี้ นับว่าสอดคล้องกับวิถีการทำงานในอดีตของพวกมันเป็นอย่างยิ่ง
พวกลูกสมุนต่างพากันพูดยุยงส่งเสริมคนละประโยคสองประโยค หวังเกลี้ยกล่อมให้เฉินชิงซานออกโรงด้วยตัวเอง เพื่อจัดการสั่งสอนพวกหัวแข็งในเมืองอวิ๋นจงให้หลาบจำ
เฉินชิงซานฟังแล้วสีหน้าพลันมืดครึ้มลง ทว่าเขายังคงข่มอารมณ์ รักษาความเยือกเย็นเอาไว้ ไม่สนใจคำยุยงอย่างบ้าคลั่งของพวกลูกสมุน
เขาไม่ใช่เจ้าของร่างเดิมที่โง่เง่า คอยสร้างศัตรูไปทั่วเสียหน่อย ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าเจ้าของร่างเดิมเคยถูกตอนแถวเมืองอวิ๋นจง แล้วเขาจะหาเรื่องใส่ตัว ไปสร้างศัตรูตัวฉกาจแถวนี้ทำไมกัน
ยามนี้เขาแทบไม่อยากก้าวเท้าออกจากประตูตำหนักพักแรมด้วยซ้ำ เกรงว่าหากออกไปเตร็ดเตร่ข้างนอกสักสองสามรอบ จะบังเอิญไปเจอเมิ่งซิงอวิ๋นเข้า
แม้ตามหลักแล้ว ยามนี้เขากับเมิ่งซิงอวิ๋นจะยังไม่ได้ผูกความแค้นต่อกัน ต่อให้บังเอิญพบหน้ากันก็คงไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ทว่าระวังไว้ก่อนย่อมดีกว่า
เรื่องที่เกี่ยวพันถึงของรักของหวงของลูกผู้ชาย จะระมัดระวังเพียงใดก็ไม่ถือว่ามากเกินไปหรอก!
“ช่างเถอะ สองตัวก็สองตัว”
หลังจากสบถด่าด้วยสีหน้าทะมึนทึงไปสองสามประโยค ในที่สุดเฉินชิงซานก็สงบสติอารมณ์ลงได้
เขาหันไปมองแขกสองคนที่ยืนอยู่ในลานเรือน สองคนนี้ไม่กล้าปฏิเสธคำเชิญของพวกหลี่หู่ ไม่ว่าจะเพราะขัดสนเงินทองหรือฝีมือยังไม่ถึงขั้น เห็นได้ชัดว่าสัตว์อสูรของพวกเขาคงไม่ได้แข็งแกร่งอันใดนัก
ในเมื่อไม่แข็งแกร่ง นั่นก็หมายความว่าคงให้ค่าประสบการณ์แก่เฉินชิงซานได้ไม่มากเท่าไรนัก
และก็เป็นไปตามคาด หลังจากจ่ายเงินเสร็จสิ้นการซื้อขาย เฉินชิงซานก็สะบัดกระบี่ฟันสัตว์อสูรทั้งสองตัวจนสิ้นใจ ทว่าระดับของเขากลับเพิ่มขึ้นมาเพียงระดับเดียวเท่านั้น
【ระดับตัวละครเพิ่มขึ้น】
【เฉินชิงซาน LV5 → LV6】
【เรียนรู้ทักษะ: ดรรชนีสกัดจุด】
【ได้รับโอสถฟื้นฟูระดับต่ำ X3, ต้องการเก็บหรือไม่?】
【ใช่/ไม่】
……
เมื่อเห็นทักษะใหม่เพิ่มเข้ามาในช่องทักษะของระบบ เฉินชิงซานไม่ได้รู้สึกประหลาดใจแต่อย่างใด
สิ่งที่ทำให้เฉินชิงซานเบิกตาขึ้นเล็กน้อย กลับเป็นข้อความแจ้งเตือนของระบบที่บอกว่าได้รับโอสถฟื้นฟูระดับต่ำต่างหาก
บัดซบ... มีของดรอปด้วยงั้นหรือ?
ในเกม เมื่อสังหารมอนสเตอร์ ย่อมมีเหรียญทองและไอเทมดรอปออกมาอยู่แล้ว แต่สัตว์อสูรหลายตัวที่เขาฆ่าไปก่อนหน้านี้กลับไม่มีอะไรดรอปเลย เฉินชิงซานจึงนึกว่าระบบเกมนี้ปรับระบบดรอปให้สมจริงตามโลกความเป็นจริงเสียอีก
ก็นะ การสังหารสิ่งมีชีวิตแล้วกลับมีสิ่งของที่ไม่เกี่ยวข้องร่วงออกมา ในความเป็นจริงย่อมดูไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย
ผลปรากฏว่ายามนี้กลับดรอปโอสถชั้นดีคุณภาพสีม่วงอย่างโอสถฟื้นฟูระดับต่ำออกมาเสียอย่างนั้น... ที่แท้ระบบนี้เพียงแค่ปรับเปลี่ยนอัตราดรอปหรอกหรือ?
สิ่งของคุณภาพทั่วไปจะไม่ดรอป จะดรอปออกมาเฉพาะของดี ๆ เท่านั้นสินะ?