- หน้าแรก
- ปริศนาเรือต้องสาป
- บทที่ 42 ตราเวทเคลื่อนย้าย
บทที่ 42 ตราเวทเคลื่อนย้าย
บทที่ 42 ตราเวทเคลื่อนย้าย
การที่มนุษย์ยุงฮึดสู้ขึ้นมาได้ เป็นข้อพิสูจน์ว่ามันไม่ได้อ่อนแอเลย เพียงแต่ลอฟนีย์แข็งแกร่งกว่ามันมากเท่านั้น
ลอฟนีย์กวัดแกว่งคทาเวทฟาดใส่มนุษย์ยุงอย่างไม่ยั้ง จนมันสะบักสะบอมเจียนตาย ริชชี่จึงสามารถใส่กุญแจมือและปลอกคอสะกดพลังวิญญาณให้มันได้อย่างราบรื่น
ทั้งห้าคนคุมตัวเชลยเดินลึกเข้าไปในถ้ำต่อ จนทะลุไปถึงสุดทางที่อยู่ลึกเข้าไปกว่าสองร้อยเมตร ที่ปลายทางมีแม่น้ำใต้ดินสายหนึ่ง ห่างจากแม่น้ำไปประมาณสามสิบเมตรมีห้องหินอยู่หลายห้อง ดูจากการตกแต่งแล้ว น่าจะเป็นห้องนั่งเล่น ห้องหนังสือ และห้องทดลอง
มนุษย์ยุงสบถด่าไม่หยุดหย่อนมาตลอดทาง มันรู้ดีว่าสัตว์ประหลาดกลายพันธุ์อย่างพวกมัน ไม่มีทางที่โลกภายนอกจะยอมรับได้ มีแต่จะถูกขังลืม ต้องใส่ปลอกคอสะกดพลังวิญญาณไปตลอดกาล และไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดอีกเลย
เจิ้งหยางลองกระซิบถามไซยูลาลี่ที่อยู่ด้านหลัง ถึงได้รู้ว่าปลอกคอเส้นนั้นเป็นผลงานจากการแปรธาตุ หลังจากร่ายคาถาเปิดใช้งานแล้ว หากผู้สวมใส่ปล่อยคลื่นพลังวิญญาณออกมาแม้แต่นิดเดียว ปลอกคอก็จะระเบิดจนคอขาดกระเด็นทันที
นับว่าเป็นไอเทมเวทมนตร์ที่โหดเหี้ยมมาก มันไม่ได้สกัดกั้นไม่ให้ผู้สวมใส่ใช้พลังวิญญาณ แต่บีบให้ผู้สวมใส่ต้องมีสติและควบคุมพลังวิญญาณในร่างให้สงบนิ่งอยู่ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้เผลอไปจุดชนวนระเบิดเข้า
ดูจากสภาพข้าวของเครื่องใช้ในถ้ำแล้ว ปกติก็น่าจะมีแค่มนุษย์ยุงกับยุงยักษ์ทั้งสามตัวที่มันดัดแปลงขึ้นมาอาศัยอยู่เท่านั้น
ทุกคนรีบรื้อค้นหาสิ่งผิดปกติอย่างรวดเร็ว ในห้องทดลองเต็มไปด้วยจานเพาะเชื้อและโหลแก้วทดลองที่บรรจุตัวอ่อนของสัตว์ประหลาดหน้าตาประหลาดๆ เอาไว้มากมาย ซึ่งไม่ได้ดึงดูดความสนใจของทั้งห้าคนเลย ในห้องหนังสือมีบันทึกการทดลองอยู่เป็นกองพะเนิน แล้วก็มีหนังสือเก่าๆ อีกหลายเล่ม
เมื่อไม่เห็นของมีค่าอะไร เจิ้งหยางก็เลยสนใจแต่หนังสือเก่าๆ พวกนั้น
แต่หนังสือพวกนั้นโดนลอฟนีย์ยึดไปถือไว้แล้ว เจิ้งหยางเลยเดินเข้าไปใกล้ๆ แล้วถามว่า “นี่มันหนังสือเกี่ยวกับอะไรครับ มีวิธีบำเพ็ญเพียรระดับสูงหรือคาถาเวทอะไรไหม?”
ลอฟนีย์มองหน้าเขาเหมือนกำลังมองคนบ้า ก่อนจะตอบว่า “ถ้ามันมีของพรรค์นั้นจริง มันจำเป็นต้องดัดแปลงตัวเองให้กลายเป็นสัตว์ประหลาดแบบนี้ด้วยเหรอ?”
“ก็ไม่แน่นะครับ คุณดูสิ มันมีพลังวิญญาณอยู่ในตัวด้วยนะ”
“นั่นน่าจะเป็นผลมาจากการดัดแปลงยีนต่างหากล่ะ”
“ก็ใช่นะครับ แต่เขาว่ากันว่าบางคนไม่สามารถฝึกฝนพลังให้กลายเป็นผู้เหนือปุถุชนได้ เลยต้องเข้าร่วมกับสมาคมจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์เพื่อใช้วิธีดัดแปลงยีนวิวัฒนาการแทน ไม่แน่ว่าหมอนี่อาจจะมีวิธีบำเพ็ญเพียรอยู่ แต่ตัวเองฝึกไม่ได้ก็ได้นะครับ”
เจิ้งหยางขอดึงดันขอดูหนังสือพวกนั้นให้ได้ พอเปิดดูก็พบว่าเป็นหนังสือรวมบทกวี หนังสือภาพสิ่งมีชีวิต แล้วก็สมุดบันทึกย่อแปรธาตุชีวิต เล่มหนึ่ง พอคัดพวกนี้ออกไป สายตาของเจิ้งหยางก็ไปสะดุดเข้ากับบันทึกอนุทินลี้ลับ เล่มหนึ่ง
“เก็บกลับไปก่อน!” ลอฟนีย์กวาดสายตามองรอบๆ เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะออกคำสั่ง
“หัวหน้าครับ แล้วจะเอายังไงกับที่นี่ดี?”
ซาเลวาถาม
“ทำลายทิ้งซะ!”
...
เจิ้งหยางไม่รู้ว่าริชชี่ใช้วิธีไหน ตอนที่พวกเขาคุมตัวมนุษย์ยุงออกมาจากถ้ำ ริชชี่เป็นคนเดินรั้งท้ายสุด พอเขาเดินพ้นปากถ้ำออกมา พื้นดินใต้ฝ่าเท้าก็สั่นสะเทือน พร้อมกับเสียงระเบิดดังกึกก้องอื้ออึง น่าจะเป็นเพราะเกิดระเบิดลูกใหญ่ขึ้นที่ใจกลางภูเขา
ช่วงเย็น ภารกิจครั้งนี้ก็สิ้นสุดลง ทุกคนกลับไปที่กรมกิจการพิเศษและร่วมกันสรุปผลการปฏิบัติงาน
ถึงแม้จะไม่ค่อยได้เบาะแสอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน และยังตามหาเดซีไมไม่พบ แต่การจับกุมมนุษย์ยุงซึ่งเป็นคนของสมาคมจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ได้ ทำลายห้องทดลองของมัน และรู้เบาะแสว่าเดซีไมถูกส่งตัวไปไหน ก็ถือว่ามีความคืบหน้าครั้งใหญ่แล้ว
ภารกิจครั้งนี้เจิ้งหยางมีบทบาทสำคัญมาก เขาเป็นคนพบยุงยักษ์ที่ทุ่งปศุสัตว์ เชื่อมโยงคดีฆ่าแกะกับคดีเดซีไมหายตัวไปเข้าด้วยกัน จนกระทั่งนำไปสู่การค้นพบมนุษย์ยุงในป่าลึก
เจิ้งหยางจึงได้รับคำชมเชยอย่างล้นหลาม
ถึงแม้จะไม่มีเหรียญตราหรือรางวัลพิเศษ แต่เสียงปรบมือและรอยยิ้มของทุกคนก็เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า พวกเขายอมรับและต้อนรับเจิ้งหยางเข้าเป็นส่วนหนึ่งของทีมอย่างแท้จริง
หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดก็คือ ทุกคนต่างพากันเปิดแอปพลิเคชันแชตยอดฮิตที่คล้ายกับวีแชตขึ้นมา แลกคอนแทคกับเจิ้งหยาง และดึงเขาเข้ากลุ่มของกรมกิจการพิเศษด้วย
มนุษย์ยุงถูกนำตัวไปขังไว้ที่คุกใต้ดิน พรุ่งนี้จะมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานใหญ่ลงมารับตัวไป
เจิ้งหยางทำเรื่องขอยืมบันทึกอนุทินลี้ลับมาได้ เขาได้สิทธิ์ยืมสามวัน
อันที่จริง คืนนั้นเจิ้งหยางก็เปิดอ่านจนจบเล่มแล้ว เขาข้ามเนื้อหาที่ไม่ได้สนใจไป แล้วก็พบข้อมูลที่เกี่ยวกับเรือวิญญาณในที่สุด
ในบันทึกอนุทินลี้ลับเล่มนี้ระบุว่า เรือวิญญาณถูกจัดให้อยู่ในหมวดหมู่วัตถุต้องคำสาป เจ้าของเรือส่วนใหญ่มักจะพบจุดจบที่ไม่ค่อยดี ตายด้วยอุบัติเหตุหรือภัยพิบัติต่างๆ นานา
แต่ในบันทึกก็บอกไว้ด้วยว่า หากเรือวิญญาณเติบโตขึ้นอย่างสมบูรณ์ มันจะมีพลังที่กล้าแกร่งมาก พวกมันสามารถแล่นฉิวไปทั่วท้องทะเลราวกับวิญญาณไร้รูปร่าง รวดเร็วปานสายฟ้าแลบ มาไร้ร่องรอย ไปไร้เงา
ต่อให้มันแล่นผ่านเรือประมงธรรมดาๆ คุณก็ไม่มีทางมองเห็นมันหรอก
ที่สำคัญ เจ้าของเรือวิญญาณถือเป็นตัวบั๊กที่ใหญ่ที่สุดในโลกเบื้องหลัง เป็นพวกใช้สูตรโกงที่น่าหมั่นไส้ที่สุด พวกเขาสามารถดึงพลังวิญญาณของเรือมาใช้ได้ ไม่ต้องเสียเวลาบำเพ็ญเพียรก็มีพลังเหนือธรรมชาติ แถมยังมีทักษะพิเศษแปลกๆ อีกเพียบ
ขอแค่ไม่ตายโหงไปซะก่อน เจ้าของเรือก็จะได้รับการปรับแต่งร่างกายจากเรือวิญญาณไปเรื่อยๆ จนมีพละกำลังมหาศาลและอายุยืนยาว พวกเขาคือชนชั้นสูงโดยกำเนิดของโลกเบื้องหลัง เป็นผู้กุมชะตาชีวิตผู้อื่น เป็นพันธมิตรที่ทรงพลังที่สุด และเป็นศัตรูที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด
นอกจากข้อมูลพวกนี้แล้ว ผู้เขียนบันทึกยังได้จดบันทึกเกี่ยวกับตราเวทเคลื่อนย้าย ซึ่งเป็นวิชาเฉพาะสำหรับเจ้าของเรือวิญญาณที่เขาบังเอิญได้มาจากที่ไหนสักแห่งไว้ด้วย
ว่ากันว่า พอฝึกตราเวทเคลื่อนย้ายสำเร็จ เจ้าของเรือก็จะสามารถวาร์ปสิ่งของต่างๆ บนเรือได้อย่างอิสระ ไม่เพียงแต่วาร์ปของไปมาบนเรือได้ดั่งใจนึก แต่ยังสามารถดึงของจากเรือมาไว้ข้างตัวได้ แม้ว่าจะอยู่ห่างไกลจากเรือ หรือแม้กระทั่งตอนที่เรือซ่อนอยู่ในมิติย่อย ก็ตาม หรือจะส่งของรอบตัวกลับไปเก็บบนเรือก็ได้ เหมือนกับว่าสามารถใช้เรือวิญญาณเป็นกระเป๋ามิติส่วนตัวได้เลย
...
คุ้มค่าเหนื่อยแล้ว!
เจิ้งหยางอ่านเนื้อหาส่วนท้ายของบันทึกลี้ลับ ซึ่งเป็นวิธีการบำเพ็ญเพียรตราเวทเคลื่อนย้าย ถึงจะหาข้อมูลเกี่ยวกับการวิวัฒนาการเรือวิญญาณไม่เจอ แต่แค่ตราเวทอันนี้ก็คุ้มค่าที่จะเสี่ยงตายไปเจอกับมนุษย์ยุงสักสิบหนแล้ว แถมภารกิจนี้ยังทำให้เขารู้ข้อมูลสำคัญเรื่องแกนพลังงานวิญญาณอีกด้วย
ถึงแม้จะไม่ได้มีช่องเก็บของต่างมิติติดตัว แต่การที่สามารถเก็บของไว้บนเรือแล้วดึงมาใช้เมื่อไหร่ก็ได้ มันก็ให้ผลลัพธ์ไม่ต่างกันหรอก
ถ้าฝึกตราเวทเวทนี้สำเร็จ เขาก็สามารถเรียกปืนลูกซองหรือดาบยาวจากเรือมาได้ทุกเมื่อ ต่อให้มีปืนใหญ่ก็ยังวาร์ปมาตั้งยิงได้สบายๆ ไม่ต้องพึ่งเสื้อโค้ทตัวยาวนั่นอีกต่อไปแล้ว!
ที่ยังไม่แน่ใจตอนนี้ก็คือ มันสามารถวาร์ปสิ่งมีชีวิตได้ไหม หรือเขาสามารถวาร์ปตัวเองจากข้างนอกกลับไปบนเรือได้หรือเปล่า? ก็ผู้เขียนบันทึกเล่มนี้ไม่ใช่เจ้าของเรือวิญญาณนี่นา สิ่งที่เขาจดไว้ก็คงเป็นคำบอกเล่าจากคนอื่น อาจจะไม่ครบถ้วนก็ได้
หรืออาจจะผิดไปเลยก็ได้ ดีไม่ดี ไอ้ตราเวทเคลื่อนย้ายนี่ก็อาจจะเป็นแค่เรื่องแต่งที่โดนคนอื่นหลอกมาอีกที
แต่เจิ้งหยางก็ต้องลองฝึกดู ฟังก์ชันของตราเวทนี้มันล่อตาล่อใจเกินไป
หลังจากนั้น เจิ้งหยางก็เริ่มศึกษาค้นคว้าตราเวทบทใหม่นี้ทันที
การฝึกตราเวทนี้ต้องทำในสภาวะเข้าฌาน เมื่อทำความเข้าใจเคล็ดวิชาได้แล้ว มันก็จะไปก่อตัวเป็นคาถาอยู่บนโครงสร้างที่เป็นตัวแทนของแหล่งกำเนิดพลัง ในห้วงจิตรับรู้
เจิ้งหยางศึกษาค้นคว้าจนดึกดื่น แล้วก็เข้าไปอ่านกระทู้ในระบบภายในของกรมกิจการพิเศษเพิ่ม ถึงได้เข้าใจว่าไอ้โครงสร้างที่เป็นตัวแทนของแหล่งกำเนิดพลังในห้วงจิตรับรู้มันคืออะไร
ตอนแรกเขาคิดว่าแหล่งกำเนิดพลังของตัวเองคือไฟ แต่หลังจากวิเคราะห์ไปมา สุดท้ายเขาก็พบว่าพลังรากฐาน ของเขาแท้จริงแล้วคือพลังแห่งหนามแหลม โครงสร้างนั้นก็คือวงแหวนหนามแหลม
เปลวเพลิงที่ลุกโชน เป็นแค่พลังรูปแบบหนึ่งที่แตกแขนงออกมาจากวงแหวนหนามแหลม เกิดจากตราเวทบนวงแหวนหนามแหลม เลยเรียกว่า "หนามแหลมแผดเผา" ส่วนหนามแหลมคมกริบที่งอกออกมาจากเถาวัลย์นั้น เป็นตัวแทนของกรงเล็บและเขี้ยวตอนที่เขาแปลงร่าง เป็นรูปแบบพลังรากฐานที่แท้จริงของเขา ซึ่งไม่ต้องพึ่งพาตราเวทใดๆ
การศึกษาข้อมูลในครั้งนี้ ทำให้เจิ้งหยางเข้าใจวงแหวนหนามแหลมในห้วงจิตรับรู้และแหล่งกำเนิดพลังของตัวเองอย่างถ่องแท้
พลังพิเศษธาตุไฟมาจากสายเลือดที่เบาบาง ไม่รู้ว่าได้มาจากทางพ่อหรือแม่ แต่ก็สามารถแสดงพลังออกมาได้ในรูปแบบของตราเวทเท่านั้น ส่วนการแปลงร่างมนุษย์หมาป่าได้มาจากไวรัสกลายพันธุ์ ของสุนัขอสูร ซึ่งไม่ต้องใช้ตราเวท แต่แสดงผลโดยตรงผ่านพลังรากฐาน แล้ววงแหวนหนามแหลมที่เป็นแกนหลักล่ะ มาจากพลังส่วนหนึ่งที่เรือวิญญาณแบ่งมาให้ตอนนั้นหรือเปล่า? มันกลืนกินพลังของไวรัสและสายเลือดเข้าไป หลอมรวมพลังทั้งสองเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นวงแหวนหนามแหลมและตราเวทหนามแหลมแผดเผาอย่างในตอนนี้
ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง หมายความว่าในสายตาของเรือวิญญาณ พลังของมนุษย์หมาป่าเหนือกว่าพลังธาตุไฟงั้นเหรอ? พลังของมนุษย์หมาป่ากับพลังของเรือวิญญาณต่างก็แข็งแกร่งขึ้นเมื่ออยู่ใต้แสงจันทร์ แล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับวงแหวนหนามแหลมล่ะ มันเป็นตัวแทนของเถาวัลย์ชนิดพิเศษอะไรหรือเปล่า เช่น พืชที่ชอบแสงจันทร์อย่างเถาวัลย์เรืองแสง?
หรือถ้าจะคิดให้ลึกไปกว่านั้น หมายความว่าแหล่งกำเนิดพลังของสายเลือดที่เขาสืบทอดมามีความเกี่ยวข้องกับธาตุไฟงั้นเหรอ? แล้วพลังรากฐานของเขา จริงๆ แล้วเป็นพลังที่เรือวิญญาณประทานให้ต่างหาก?
พลังสายเลือดของเขาจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเมื่อได้รับการปรับแต่งจากเรือวิญญาณอย่างต่อเนื่อง จุดนี้ก็เป็นเครื่องยืนยันข้อสันนิษฐานของเจิ้งหยางได้เป็นอย่างดี
ทุกอย่างล้วนมาจากเรือวิญญาณ เหมือนอย่างที่บันทึกอนุทินลี้ลับเขียนไว้ ไม่ต้องบำเพ็ญเพียรก็แข็งแกร่งขึ้นได้
พลังของเรือวิญญาณจะปรับแต่งและหลอมรวมเข้ากับสายเลือด
แต่ว่า... ถ้าวันหนึ่งเขาไม่มีเรือวิญญาณแล้ว พลังพวกนี้จะยังอยู่ไหม?
ค่ำคืนนี้ ยิ่งคิดให้ลึกซึ้ง คำถามมากมายก็ยิ่งผุดขึ้นมาในหัวของเจิ้งหยาง
..........